MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

คันช่องคลอด (Vaginal Itching)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • คันช่องคลอด เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการคันในช่องคลอดหรือคันอวัยวะเพศหญิงภายนอก ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพราะอาจ เป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) มะเร็งปากช่องคลอด (Vulvar cancer)

  • การตรวจรักษาอาการคันช่องคลอดไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมีโอกาสเป็นได้ง่าย และปัจจุบันการตรวจภายมีความก้าวหน้า ไม่น่ากลัวหรือทำให้รู้สึกเจ็บอย่างที่คนส่วนมากกังวลกัน

  • คันช่องคลอด สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยา การทายา หรือการใช้ยาเหน็บ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่เป็น แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก



Table of Contents
คันช่องคลอด คืออะไร?
สาเหตุของอาการคันช่องคลอด
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยอาการคันช่องคลอด
ยารักษาอาการคันช่องคลอด
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการคันช่องคลอด
การป้องกันอาการคันช่องคลอด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคันช่องคลอด


คันช่องคลอด คืออะไร?


คันช่องคลอด (Vaginal Itching) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในผู้หญิงส่วนใหญ่ โดยจะมีอาการระคายเคืองหรือคันบริเวณอวัยวะเพศหญิงด้านนอกหรือคันในช่องคลอดหรือทั้งด้านในและด้านนอก อาจมีความผิดปกติของตกขาวร่วมด้วย ทำให้เกิดความรำคาญ ไม่มั่นใจ เสียบุคลิก เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ บางรายมีอาการคันรุนแรงและเกาจนเป็นแผล เกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บแสบเวลาปัสสาวะ ซึ่งอาการคันช่องคลอดนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้ อาทิ การติดเชื้อในช่องคลอด ปีกมดลูกอักเสบ มะเร็งปากมดลูก


สาเหตุของอาการคันช่องคลอด


คันช่องคลอดจากเชื้อราและแบคทีเรีย

อาการคันช่องคลอด เกิดจากสภาวะที่ไม่สมดุลกันระหว่างความเป็นกรดและด่างภายในช่องคลอด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


  • คันช่องคลอดแบบติดเชื้อ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันทั้งภายในและภายนอกอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อชนิดต่างๆ ดังนี้

    • ติดเชื้อแบคทีเรีย มีอาการคัน รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ รู้สึกเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ตกขาวจะมีสีขาวปนเทาอ่อน และมีกลิ่นคาวเหม็นอับ
    • ติดเชื้อรา เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้หญิง 3 ใน 4 คนเคยมีปัญหาเชื้อราในช่องคลอด ผู้ป่วยจะมีอาการคันอย่างรุนแรง ตกขาวมีลักษณะจับตัวเป็นก้อนสีขาวเหมือนโยเกิร์ต
    • ติดโปรโตซัว ทำให้เป็นโรคพยาธิในช่องคลอด มีอาการคันช่องคลอดอย่างรุนแรง มีจุดแดงบริเวณปาดมดลูก และตกขาวจะมีสีออกเขียว
    • ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) โรคหนองในเทียม (Chlamydia)

  • คันช่องคลอดจากโรค เช่น โรคผิวหนงอักเสบ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) มะเร็งปากช่องคลอด (Vulvar cancer) โรคหิด (Scabies)

  • คันช่องคลอดแบบไม่ติดเชื้อ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันภายนอก บริเวณรอบอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดจากการแพ้หรือระคายเคืองของผิวหนัง แพ้ผ้าอนามัย แพ้ผงซักฟอกหรือน้ำยาซักล้าง หรือการใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในที่รัดจนเกินไป แพ้กระดาษชำระโดยเฉพาะแบบที่มีน้ำหอมผสม ฯลฯ หรืออาจมีอาการคันในช่องคลอด อันเกิดจากภาวะช่องคลอดและปากช่องคลอดแห้ง (Vulvovaginal atrophy หรือ VVA) ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือเกิดจากความเครียด

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการคันช่องคลอดมีความรุนแรงมากโดยเฉพาะภายในช่องคลอด มีอาการบวมแดง ตกขาวมีลักษณะผิดปกติ รู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ มีอาการเป็นๆ หายๆ เคยรักษาหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกในระยะเวลาสั้นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยอาการคันช่องคลอด


อาการคันช่องคลอดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงจำเป็นต้องทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจภายใน และนำตกขาวไปตรวจเพื่อหาสาเหตุ แล้วจึงดำเนินการรักษาให้เหมาะสมกับชนิดของโรค


ยารักษาอาการคันช่องคลอด


คันช่องคลอดรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราหรือแบคทีเรีย

ยาที่ใช้ในการรักษาอาการคันช่องคลอดจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็น จึงควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยก่อน ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจเป็นการรักษาที่ไม่ถูกกับโรค และควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น


  • ยารับประทาน เช่น ยาในกลุ่มเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) และคลินดามัยซิน (Clindamycin) ใช้รักษาอาการคันช่องคลอดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) ใช้รักษาอาการคันช่องคลอดจากการติดเชื้อรา

  • ยาทาภายนอก เช่น ยาโคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ไมโคนาโซล (Miconazole) ไทโอโคนาโซล (Tioconazole) ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการคันช่องคลอดจากการติดเชื้อรา

  • ยาเหน็บช่องคลอด เป็นยาที่ใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด เมื่อตัวยาละลายแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและออกฤทธิ์บริเวณช่องคลอดโดยตรง เช่น ยาโคลไตรมาโซล (Clotrimazole)

buy medication on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการคันช่องคลอด


  • ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน จะสามารถรักษาได้อย่างตรงจุด
  • รับประทานยาหรือใช้ยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
  • หากต้องใช้ยาเหน็บ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง
  • ทำความสะอาดภายนอกด้วยน้ำเปล่า หรือสบู่ที่อ่อนโยน โดยไม่สวนล้างภายใน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการคันช่องคลอดจะหายเป็นปกติ
  • ไม่เกาบริเวณที่มีอาการคัน
  • เลือกใช้กางเกงหรือกางเกงชั้นในที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น
  • หมั่นทำความสะอาดกางเกงชั้นในเป็นประจำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม
  • หลังทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นแล้วควรซับให้แห้ง

การป้องกันอาการคันช่องคลอด


ไม่ควรโกนขนป้องกันการคันช่องคลอด

  • ไม่ใส่กางเกง หรือกางเกงชั้นในที่รัดรูปจนเกินไป ควรเลือกชนิดที่ทำมาจากวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี
  • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น กางเกง กางเกงชั้นใน ผ้าเช็ดตัว
  • ไม่ใช้วิธีโกนหรือแว็กซ์ขน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ให้ใช้วิธีการเล็มแทน
  • ไม่สวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการทำลายเชื้อแบคทีเรียชนิดดี
  • ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคจากอุจจาระ
  • หลังทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นควรซับให้แห้ง เพื่อป้องกันการอับชื้น
  • หากเข้าห้องน้ำสาธารณะควรระมัดระวังเรื่องความสะอาด
  • ในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างน้อยทุก 4 ชั่วโมง
  • ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหากไม่จำเป็น และควรเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อรักษาความสะอาด
  • ไม่ควรใช้แผ่นอนามัยทุกวัน เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นมากขึ้น ควรใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
  • ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายควรทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนทุกครั้ง
  • ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยน้ำเปล่า
  • หากมีอาการคันช่องคลอด ตกขาวผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคันช่องคลอด


1. คันอวัยวะเพศหญิงภายนอกตอนกลางคืนบ่อยๆ เกิดจากอะไร?


อาการคันอวัยวะเพศหญิงภายนอก โดยเฉพาะในตอนกลางคืนจะมีอาการคันรุนแรงเป็นพิเศษ อาจเกิดจากโรคหิด ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มักจะขุดลงไปใต้ผิวหนังเพื่อฝังตัวและวางไข่จึงทำให้เกิดอาการคัน สามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือการใช้สิ่งของต่างๆ ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคหิด เช่น กางเกง กางเกงชั้นใน รักษาได้ด้วยการทายา และควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเผลอไปเกาในตอนกลางคืน


2. คันช่องคลอดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เกิดจากอะไร?


อาการคันช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากการแพ้โปรตีนที่อยู่ในน้ำอสุจิ ซึ่งจะมีอาการแสบคันช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ 2-3 นาที ในบริเวณที่มีการสัมผัสกับอสุจิ โดยมักมีผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังทั่วร่างกายร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัย แต่หากป้องกันแล้วยังมีอาการแสบคันช่องคลอดอยู่ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม


3. คันอวัยวะเพศหญิงภายนอกและมีตุ่มคัน เกิดจากอะไร?


อาการคันอวัยวะเพศหญิงภายนอก อาจเกิดจากการระคายเคืองจากสารเคมีต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผ้าอนามัย หรือการกำจัดขนด้วยวิธีการโกนหรือแว๊กซ์ ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการคันและมีตุ่มขึ้นด้วย


จึงควรหลีกเลี่ยงอาการแพ้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมหรือลองเปลี่ยนยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ เปลี่ยนมาใช้วิธีการเล็มแทนการโกนขนบริเวณอวัยวะเพศ หากอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่น แต่หากตุ่มมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส อาจเป็นอาการของโรคเริมหรือโรคหิด ซึ่งเป็นโรคติดต่อควรรีบรักษาโดยด่วน


4. คันอวัยวะเพศหญิงตรงขน เกิดจากอะไร?


อาการคันบริเวณอวัยวะเพศหญิงโดยเฉพาะตรงที่มีขน อาจเกิดจากตัวโลน (Pubic Lice) เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กมากคล้ายเหาและมักอยู่บริเวณขนอวัยวะเพศ แม้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่ก็ทำให้เกิดอาการคันและรู้สึกรำคาญ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการใช้ของใช้ส่วนตัว กางเกง ผ้าเช็ดตัว เตียงนอน หรือมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคโลน สามารถรักษาได้ด้วยการทายาหรือกำจัดขนบริเวณอวัยวะเพศออก


5. คันอวัยวะเพศหญิง มีตกขาวร่วมด้วย เกิดจากอะไร?


อาการคันอวัยวะเพศหญิง และมีอาการตกขาวที่ผิดปกติร่วมด้วย เช่น มีสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่น มีปริมาณมากผิดปกติ มักเกิดการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อโปรโตซัว หรืออาจเกิดการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งมักจะมีอาการที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย





แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

คันช่องคลอด (Vaginal Itching)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • คันช่องคลอด เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการคันในช่องคลอดหรือคันอวัยวะเพศหญิงภายนอก ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพราะอาจ เป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) มะเร็งปากช่องคลอด (Vulvar cancer)

  • การตรวจรักษาอาการคันช่องคลอดไม่ใช่เรื่องน่าอาย เพราะโดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมีโอกาสเป็นได้ง่าย และปัจจุบันการตรวจภายมีความก้าวหน้า ไม่น่ากลัวหรือทำให้รู้สึกเจ็บอย่างที่คนส่วนมากกังวลกัน

  • คันช่องคลอด สามารถรักษาได้ด้วยการรับประทานยา การทายา หรือการใช้ยาเหน็บ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่เป็น แต่ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีก



Table of Contents
คันช่องคลอด คืออะไร?
สาเหตุของอาการคันช่องคลอด
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยอาการคันช่องคลอด
ยารักษาอาการคันช่องคลอด
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการคันช่องคลอด
การป้องกันอาการคันช่องคลอด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคันช่องคลอด


คันช่องคลอด คืออะไร?


คันช่องคลอด (Vaginal Itching) เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในผู้หญิงส่วนใหญ่ โดยจะมีอาการระคายเคืองหรือคันบริเวณอวัยวะเพศหญิงด้านนอกหรือคันในช่องคลอดหรือทั้งด้านในและด้านนอก อาจมีความผิดปกติของตกขาวร่วมด้วย ทำให้เกิดความรำคาญ ไม่มั่นใจ เสียบุคลิก เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ บางรายมีอาการคันรุนแรงและเกาจนเป็นแผล เกิดการอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บแสบเวลาปัสสาวะ ซึ่งอาการคันช่องคลอดนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ ได้ อาทิ การติดเชื้อในช่องคลอด ปีกมดลูกอักเสบ มะเร็งปากมดลูก


สาเหตุของอาการคันช่องคลอด


คันช่องคลอดจากเชื้อราและแบคทีเรีย

อาการคันช่องคลอด เกิดจากสภาวะที่ไม่สมดุลกันระหว่างความเป็นกรดและด่างภายในช่องคลอด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ


  • คันช่องคลอดแบบติดเชื้อ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันทั้งภายในและภายนอกอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อชนิดต่างๆ ดังนี้

    • ติดเชื้อแบคทีเรีย มีอาการคัน รู้สึกแสบเวลาปัสสาวะ รู้สึกเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ตกขาวจะมีสีขาวปนเทาอ่อน และมีกลิ่นคาวเหม็นอับ
    • ติดเชื้อรา เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยผู้หญิง 3 ใน 4 คนเคยมีปัญหาเชื้อราในช่องคลอด ผู้ป่วยจะมีอาการคันอย่างรุนแรง ตกขาวมีลักษณะจับตัวเป็นก้อนสีขาวเหมือนโยเกิร์ต
    • ติดโปรโตซัว ทำให้เป็นโรคพยาธิในช่องคลอด มีอาการคันช่องคลอดอย่างรุนแรง มีจุดแดงบริเวณปาดมดลูก และตกขาวจะมีสีออกเขียว
    • ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) โรคหนองในเทียม (Chlamydia)

  • คันช่องคลอดจากโรค เช่น โรคผิวหนงอักเสบ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) มะเร็งปากช่องคลอด (Vulvar cancer) โรคหิด (Scabies)

  • คันช่องคลอดแบบไม่ติดเชื้อ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคันภายนอก บริเวณรอบอวัยวะเพศ โดยอาจเกิดจากการแพ้หรือระคายเคืองของผิวหนัง แพ้ผ้าอนามัย แพ้ผงซักฟอกหรือน้ำยาซักล้าง หรือการใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในที่รัดจนเกินไป แพ้กระดาษชำระโดยเฉพาะแบบที่มีน้ำหอมผสม ฯลฯ หรืออาจมีอาการคันในช่องคลอด อันเกิดจากภาวะช่องคลอดและปากช่องคลอดแห้ง (Vulvovaginal atrophy หรือ VVA) ในสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือเกิดจากความเครียด

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการคันช่องคลอดมีความรุนแรงมากโดยเฉพาะภายในช่องคลอด มีอาการบวมแดง ตกขาวมีลักษณะผิดปกติ รู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์ มีอาการเป็นๆ หายๆ เคยรักษาหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกในระยะเวลาสั้นๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยอาการคันช่องคลอด


อาการคันช่องคลอดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงจำเป็นต้องทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจภายใน และนำตกขาวไปตรวจเพื่อหาสาเหตุ แล้วจึงดำเนินการรักษาให้เหมาะสมกับชนิดของโรค


ยารักษาอาการคันช่องคลอด


คันช่องคลอดรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราหรือแบคทีเรีย

ยาที่ใช้ในการรักษาอาการคันช่องคลอดจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็น จึงควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยก่อน ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะอาจเป็นการรักษาที่ไม่ถูกกับโรค และควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น


  • ยารับประทาน เช่น ยาในกลุ่มเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) และคลินดามัยซิน (Clindamycin) ใช้รักษาอาการคันช่องคลอดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) ใช้รักษาอาการคันช่องคลอดจากการติดเชื้อรา

  • ยาทาภายนอก เช่น ยาโคลไตรมาโซล (Clotrimazole) ไมโคนาโซล (Miconazole) ไทโอโคนาโซล (Tioconazole) ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการคันช่องคลอดจากการติดเชื้อรา

  • ยาเหน็บช่องคลอด เป็นยาที่ใช้สอดเข้าไปในช่องคลอด เมื่อตัวยาละลายแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและออกฤทธิ์บริเวณช่องคลอดโดยตรง เช่น ยาโคลไตรมาโซล (Clotrimazole)

buy medication on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการคันช่องคลอด


  • ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน จะสามารถรักษาได้อย่างตรงจุด
  • รับประทานยาหรือใช้ยาให้ครบตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
  • หากต้องใช้ยาเหน็บ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง
  • ทำความสะอาดภายนอกด้วยน้ำเปล่า หรือสบู่ที่อ่อนโยน โดยไม่สวนล้างภายใน
  • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการคันช่องคลอดจะหายเป็นปกติ
  • ไม่เกาบริเวณที่มีอาการคัน
  • เลือกใช้กางเกงหรือกางเกงชั้นในที่สวมใส่สบาย ไม่รัดแน่น
  • หมั่นทำความสะอาดกางเกงชั้นในเป็นประจำ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม
  • หลังทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นแล้วควรซับให้แห้ง

การป้องกันอาการคันช่องคลอด


ไม่ควรโกนขนป้องกันการคันช่องคลอด

  • ไม่ใส่กางเกง หรือกางเกงชั้นในที่รัดรูปจนเกินไป ควรเลือกชนิดที่ทำมาจากวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี
  • ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น กางเกง กางเกงชั้นใน ผ้าเช็ดตัว
  • ไม่ใช้วิธีโกนหรือแว็กซ์ขน เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ให้ใช้วิธีการเล็มแทน
  • ไม่สวนล้างช่องคลอดโดยไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการทำลายเชื้อแบคทีเรียชนิดดี
  • ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นจากด้านหน้าไปด้านหลัง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคจากอุจจาระ
  • หลังทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นควรซับให้แห้ง เพื่อป้องกันการอับชื้น
  • หากเข้าห้องน้ำสาธารณะควรระมัดระวังเรื่องความสะอาด
  • ในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างน้อยทุก 4 ชั่วโมง
  • ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหากไม่จำเป็น และควรเปลี่ยนบ่อยๆ เพื่อรักษาความสะอาด
  • ไม่ควรใช้แผ่นอนามัยทุกวัน เพราะจะทำให้เกิดความอับชื้นมากขึ้น ควรใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน
  • ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายควรทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนทุกครั้ง
  • ก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์ควรทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยน้ำเปล่า
  • หากมีอาการคันช่องคลอด ตกขาวผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคันช่องคลอด


1. คันอวัยวะเพศหญิงภายนอกตอนกลางคืนบ่อยๆ เกิดจากอะไร?


อาการคันอวัยวะเพศหญิงภายนอก โดยเฉพาะในตอนกลางคืนจะมีอาการคันรุนแรงเป็นพิเศษ อาจเกิดจากโรคหิด ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มักจะขุดลงไปใต้ผิวหนังเพื่อฝังตัวและวางไข่จึงทำให้เกิดอาการคัน สามารถติดต่อกันได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หรือการใช้สิ่งของต่างๆ ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคหิด เช่น กางเกง กางเกงชั้นใน รักษาได้ด้วยการทายา และควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเผลอไปเกาในตอนกลางคืน


2. คันช่องคลอดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เกิดจากอะไร?


อาการคันช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากการแพ้โปรตีนที่อยู่ในน้ำอสุจิ ซึ่งจะมีอาการแสบคันช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ 2-3 นาที ในบริเวณที่มีการสัมผัสกับอสุจิ โดยมักมีผื่นแดงขึ้นบริเวณผิวหนังทั่วร่างกายร่วมด้วย บางรายอาจมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ สามารถป้องกันได้ด้วยการสวมถุงยางอนามัย แต่หากป้องกันแล้วยังมีอาการแสบคันช่องคลอดอยู่ ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม


3. คันอวัยวะเพศหญิงภายนอกและมีตุ่มคัน เกิดจากอะไร?


อาการคันอวัยวะเพศหญิงภายนอก อาจเกิดจากการระคายเคืองจากสารเคมีต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผ้าอนามัย หรือการกำจัดขนด้วยวิธีการโกนหรือแว๊กซ์ ซึ่งมักจะทำให้เกิดอาการคันและมีตุ่มขึ้นด้วย


จึงควรหลีกเลี่ยงอาการแพ้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอมหรือลองเปลี่ยนยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ เปลี่ยนมาใช้วิธีการเล็มแทนการโกนขนบริเวณอวัยวะเพศ หากอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่น แต่หากตุ่มมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส อาจเป็นอาการของโรคเริมหรือโรคหิด ซึ่งเป็นโรคติดต่อควรรีบรักษาโดยด่วน


4. คันอวัยวะเพศหญิงตรงขน เกิดจากอะไร?


อาการคันบริเวณอวัยวะเพศหญิงโดยเฉพาะตรงที่มีขน อาจเกิดจากตัวโลน (Pubic Lice) เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กมากคล้ายเหาและมักอยู่บริเวณขนอวัยวะเพศ แม้ไม่มีอันตรายร้ายแรงแต่ก็ทำให้เกิดอาการคันและรู้สึกรำคาญ ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการใช้ของใช้ส่วนตัว กางเกง ผ้าเช็ดตัว เตียงนอน หรือมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับผู้ที่เป็นโรคโลน สามารถรักษาได้ด้วยการทายาหรือกำจัดขนบริเวณอวัยวะเพศออก


5. คันอวัยวะเพศหญิง มีตกขาวร่วมด้วย เกิดจากอะไร?


อาการคันอวัยวะเพศหญิง และมีอาการตกขาวที่ผิดปกติร่วมด้วย เช่น มีสีเหลืองหรือเขียว มีกลิ่น มีปริมาณมากผิดปกติ มักเกิดการติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อโปรโตซัว หรืออาจเกิดการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซึ่งมักจะมีอาการที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุให้ชัดเจน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย





แหล่งข้อมูล