MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคลมพิษ (Urticaria, Hives)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ลมพิษ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผิวหนังต่อสิ่งกระตุ้นที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดเป็นผื่นลมพิษขึ้นตามร่างกายเป็นรอยนูนแดง มีอาการคัน และอาจมีไข้ ปวดท้อง หายใจไม่สะดวก หรือมีความดันโลหิตต่ำจนอาจถึงขั้นเป็นลมได้

  • สาเหตุของลมพิษเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแพ้อาหาร แพ้สารเคมี แพ้เกสรดอกไม้ หรือผิวหนังมีอาการไวต่อสิ่งเร้า อย่างเช่น แสงแดด หรืออากาศที่เย็นจนเกินไป เกิดการรัดหรือรอยขีดข่วนบนผิว

  • อาการของลมพิษสามารถหายเองได้ภายใน 1 วัน แต่หากรักษาเองด้วยโลชั่นคาลาไมน์ หรือใช้ยาแก้แพ้แล้วแต่ก็ยังไม่หาย หรือมีอาการลมพิษเรื้อรังยาวนานกว่า 6 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน



Table of Contents
โรคลมพิษคืออะไร?
ผื่นลมพิษมีลักษณะอย่างไร?
ชนิดของโรคลมพิษ
สาเหตุของโรคลมพิษ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ
อาการของโรคลมพิษ
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคลมพิษ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคลมพิษ
การรักษาโรคลมพิษ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคลมพิษ
การป้องกันโรคลมพิษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมพิษ


โรคลมพิษคืออะไร?


โรคลมพิษ (Urticaria, Hives) คือ ปฏิกิริยาตอบสนองของผิวหนังต่อสิ่งกระตุ้นหรือสารบางตัว มีลักษณะเป็นผื่นขึ้นตามร่างกายและทำให้เกิดอาการคัน เจ็บ หรือแสบ โดยมักจะเกิดขึ้นสักพักแล้วหายไปภายในหนึ่งวัน จากนั้นก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก


และนอกจากจะมีผื่นขึ้นแล้วอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปากบวม ปวดท้อง หายใจไม่สะดวก และบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นมีอาการหอบและมีความดันโลหิตต่ำจนเป็นสาเหตุให้เป็นลมได้


ผื่นลมพิษมีลักษณะอย่างไร?


ลักษณะของผื่นลมพิษ

ลมพิษมีลักษณะเป็นผื่นและรอยนูนแดงที่เกิดขึ้นและกระจายไปตามแขน ขา และส่วนอื่นๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถเกิดที่กล่องเสียงทำให้เสียงแหบหรือหายใจลำบาก


ผื่นลมพิษมีขนาดและรูปร่างหลากหลาย ตั้งแต่ไซซ์เล็กๆ เป็นมิลลิเมตรไปจนถึงขนาดหลายเซนติเมตร ทำให้เกิดอาการคัน แสบ หรือเจ็บเหมือนเข็มทิ่มได้


ชนิดของโรคลมพิษ


โรคลมพิษชนิดที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Urticaria)


  • ลมพิษชนิดเฉียบพลัน (Acute Urticaria)

เป็นผื่นลมพิษที่มักเกิดจากอาการแพ้อาหารและยา หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย โดยมีผื่นขึ้นติดต่อกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์ ถือเป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้


  • ลมพิษชนิดเรื้อรัง (Chronic Urticaria)

เป็นผื่นลมพิษที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยอาจเกิดขึ้นจากความแปรปรวนของร่างกายเอง และมีผื่นขึ้นติดต่อกันนานกว่า 6 สัปดาห์


โรคลมพิษชนิดที่เกิดจากการกระตุ้น (Inducible Urticaria)


ลมพิษที่เกิดจากรอยขีดข่วน

  • ลมพิษที่ขึ้นตามรอยขีดข่วน (Dermographism)

เป็นอาการที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ผิวหนังเกิดปฏิกิริยาไวต่อรอยขีดข่วน เกิดเป็นรอยนูนตรงบริเวณที่เกิดแรงขีดข่วนได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้เกิดอาการคัน และยิ่งเกาก็จะยิ่งเป็นรอยและคันมากขึ้นไปอีก


  • ลมพิษจากความเย็น (Cold Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดเมื่อผิวสัมผัสกับน้ำเย็นหรืออากาศเย็น และเกิดผื่นลมพิษเมื่อผิวหนังค่อยๆ เริ่มอุ่น


  • ลมพิษที่เกิดจากการกด (Delayed Pressure Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดจากผิวถูกกดทับเป็นเวลานาน เช่น เกิดขึ้นบริเวณสะโพกเมื่อนั่งเป็นเวลานาน หรือเกิดขึ้นบริเวณเท้าเมื่อยืนหรือเดินเป็นเวลานาน โดยอาจจะมีอาการคันไม่มาก แต่มักมีอาการบวม ปวดเมื่อย และเป็นไข้ร่วมด้วย


ลมพิษที่เกิดจากการสัมผัสสารบางชนิด

  • ลมพิษจากการสัมผัส (Contact Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดจากการที่ผิวหนังสัมผัสกับสารบางชนิดแล้วเกิดเป็นผื่นลมพิษขึ้นมา โดยสารส่งผลต่อหลอดเลือดในชั้นหนังแท้ ทำให้เซลล์ผิวหนังทำการหลั่งสารสื่อกลางออกมาและเกิดเป็นลมพิษขึ้น


  • ลมพิษจากแสงแดด (Solar Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดขึ้นบนผิวในทันทีหรือประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากที่ผิวสัมผัสกับแสงแดด ซึ่งมักพบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักเกิดขึ้นในคนอายุน้อย


  • ลมพิษที่เกิดจากความร้อน (Heat Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น เช่น เวลาที่ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีรสชาติเผ็ด สัมผัสกับความร้อน จะเกิดเป็นตุ่มนูนและรอยแดงขึ้นมา


สาเหตุของโรคลมพิษ


ลมพิษโดยส่วนใหญ่เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น โดยร่างกายจะหลังสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมาในกระแสเลือดเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดอาการบวม แดง คัน ส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิแพ้ เช่น แพ้อาหาร แพ้รังแคหรือขนสัตว์ แพ้ฝุ่น แมลงกัดต่อย


แต่นอกจากลมพิษจะเกิดจากอาการแพ้แล้ว ยังเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น เกิดจากความเครียด เกิดจากเสื้อผ้ารัดมากเกินไป เกิดหลังจากออกกำลังกาย เกิดจากการติดเชื้อ เกิดจากความเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง หรือมะเร็งบางชนิด


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ


การแพ้อาหารทำให้เกิดลมพิษได้

ส่วนใหญ่ลมพิษ เกิดจากอาการแพ้สิ่งเร้าต่างๆ ดังต่อไปนี้


  1. แพ้อาหารทะเลทั้ง กุ้ง ปลา หอย หรืออาหารอื่นๆ ทั้งไข่ เต้าเจี้ยว และอาหารรสจัด
  2. แพ้สารที่ผสมอยู่ในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร สารกันบูด ฯลฯ
  3. แพ้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. แพ้วัคซีน
  5. แพ้พิษของแมลงต่างๆ
  6. แพ้ฝุ่นหรือละอองเกสรดอกไม้
  7. แพ้สารเคมีบางอย่าง เช่น เครื่องสำอาง สเปรย์
  8. เป็นอาการที่เกิดจากโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ทอนซิลอักเสบ ไตอักเสบ ท้องเดิน ฯลฯ
  9. แพ้ยาบางตัว เช่น ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาเพนิซิลลิน
  10. แพ้แดด แพ้สภาพอากาศ
  11. เกิดจากการถูกกดทับหรือขีดข่วน
  12. อาการเครียดและวิตกกังวลเป็นประจำอาจส่งผลให้มีอาการของลมพิษชนิดเรื้อรังได้ด้วย

อาการของโรคลมพิษ


มีผื่นขึ้นเป็นลักษณะนูนแดง บวม เป็นปื้นจนเห็นขอบเขตได้ชัด มีรูปร่างกลม หรือมีขอบหยักโค้ง บริเวณผื่นจะรู้สึกคัน อาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง อาเจียน และแสบร้อนบริเวณผิวหนังร่วมด้วย


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคลมพิษ


โรคลมพิษอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของการบวมของเนื้อเยื่อในชั้นลึกของผิว (Angioedema) และภูมิแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ซึ่งทำให้มีอาการหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว ชีพจรต่ำ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการของโรคลมพิษเป็นระยะเวลานานหรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น รวมถึงหลังจากที่ลองรักษาด้วยตัวเองโดยการทายาบริเวณที่เป็นลมพิษดูแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุและรักษา


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยโรคลมพิษ


การวินิจฉัยโรคลมพิษจะเริ่มจากการซักประวัติในเบื้องต้น เพื่อค้นหาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ เช่น กิจกรรมที่ทำก่อนจะเกิดลมพิษ อาหารที่รับประทาน ยาที่กำลังใช้อยู่ รวมถึงตรวจดูบริเวณลมพิษและอาการต่างๆ นอกจากนี้แพทย์อาจใช้การตรวจเลือดและทดสอบอย่างละเอียดด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อหาสาเหตุของลมพิษ


การรักษาโรคลมพิษ


ยาแก้แพ้สำหรับรักษาลมพิษ

แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยาต้านฮิสตามีนเพื่อแก้แพ้ มีทั้งยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง ตัวอย่างยา ดังนี้


  • ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วง เช่น Hydroxyzine, Diphenhydramine
  • ยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วง เช่น Loratadine, Cetirizine

นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาทาแก้คันอย่าง “คาลาไมน์” ควบคู่กัน


buy medication on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคลมพิษ


  • ถ้ารู้สาเหตุแล้วว่าลมพิษเกิดจากอะไร ให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น
  • ทาโลชั่นที่ปราศจากน้ำหอม เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป
  • พยายามไม่สัมผัสหรือเกาบริเวณที่เป็นลมพิษ
  • ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่ทำให้เกิดลมพิษ เช่น มีฝุ่นเยอะ มีการใช้สารเคมี ฯลฯ
  • ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ แล้วเช็ดให้แห้ง
  • พยายามไม่เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป
  • พกยาแก้แพ้ติดตัวไว้เสมอและรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • นอนหลับเพื่อพักผ่อนอย่างเพียงพอ

การป้องกันโรคลมพิษ


พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ เช่น อาหาร สารเคมี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แมลงสัตว์กัดต่อย ฝุ่น เกสรดอกไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ไม่เครียดจนเกินไป ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมพิษ


1. ลมพิษกี่วันหาย?


ลมพิษโดยทั่วไปเกิดขึ้นเพียงวันเดียวก็จะหายไป แต่ก็สามารถเกิดขึ้นนานกว่า 6 สัปดาห์ได้สำหรับลมพิษชนิดเรื้อรัง หากมีอาการของโรคลมพิษเป็นระยะเวลานานควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับยาแก้แพ้หรือยาตัวอื่นๆ ตามที่แพทย์ลงความเห็น


2. เป็นลมพิษห้ามกินอะไร?


หากเป็นลมพิษที่เกิดจากการแพ้อาหารก็ไม่ควรทานอาหารชนิดนั้น อาหารที่สามารถแพ้ได้ เช่น กุ้ง ปลา ปู หอย ไข่ เต้าเจี้ยว นม ถั่ว ฯลฯ หรือหากเกิดลมพิษหลังจากทานอาหารบางชนิดแต่ไม่แน่ใจ สามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบและวินิจฉัยได้


3. เป็นลมพิษทุกวัน อันตรายหรือไม่? ควรทำอย่างไร?


หากเป็นลมพิษนานกว่า 6 สัปดาห์ หรือลมพิษชนิดเรื้อรัง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและรับยาที่เหมาะสมกับคนไข้ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น


4. ลมพิษติดต่อไหม?


ลมพิษไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นอาการจากโรคภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ แพ้อาหาร แพ้พิษแมลง แพ้สารเคมี หรือเกิดจากความผิดปกติของร่างกายบางอย่าง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์

นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์ (GP)
ศูนย์บริการสาธารณสุข
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคลมพิษ (Urticaria, Hives)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ลมพิษ เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผิวหนังต่อสิ่งกระตุ้นที่เข้าสู่ร่างกาย ทำให้ร่างกายหลั่งสารฮิสตามีนเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดเป็นผื่นลมพิษขึ้นตามร่างกายเป็นรอยนูนแดง มีอาการคัน และอาจมีไข้ ปวดท้อง หายใจไม่สะดวก หรือมีความดันโลหิตต่ำจนอาจถึงขั้นเป็นลมได้

  • สาเหตุของลมพิษเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแพ้อาหาร แพ้สารเคมี แพ้เกสรดอกไม้ หรือผิวหนังมีอาการไวต่อสิ่งเร้า อย่างเช่น แสงแดด หรืออากาศที่เย็นจนเกินไป เกิดการรัดหรือรอยขีดข่วนบนผิว

  • อาการของลมพิษสามารถหายเองได้ภายใน 1 วัน แต่หากรักษาเองด้วยโลชั่นคาลาไมน์ หรือใช้ยาแก้แพ้แล้วแต่ก็ยังไม่หาย หรือมีอาการลมพิษเรื้อรังยาวนานกว่า 6 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน



Table of Contents
โรคลมพิษคืออะไร?
ผื่นลมพิษมีลักษณะอย่างไร?
ชนิดของโรคลมพิษ
สาเหตุของโรคลมพิษ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ
อาการของโรคลมพิษ
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคลมพิษ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคลมพิษ
การรักษาโรคลมพิษ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคลมพิษ
การป้องกันโรคลมพิษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมพิษ


โรคลมพิษคืออะไร?


โรคลมพิษ (Urticaria, Hives) คือ ปฏิกิริยาตอบสนองของผิวหนังต่อสิ่งกระตุ้นหรือสารบางตัว มีลักษณะเป็นผื่นขึ้นตามร่างกายและทำให้เกิดอาการคัน เจ็บ หรือแสบ โดยมักจะเกิดขึ้นสักพักแล้วหายไปภายในหนึ่งวัน จากนั้นก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีก


และนอกจากจะมีผื่นขึ้นแล้วอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปากบวม ปวดท้อง หายใจไม่สะดวก และบางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นมีอาการหอบและมีความดันโลหิตต่ำจนเป็นสาเหตุให้เป็นลมได้


ผื่นลมพิษมีลักษณะอย่างไร?


ลักษณะของผื่นลมพิษ

ลมพิษมีลักษณะเป็นผื่นและรอยนูนแดงที่เกิดขึ้นและกระจายไปตามแขน ขา และส่วนอื่นๆ ของร่างกายอย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถเกิดที่กล่องเสียงทำให้เสียงแหบหรือหายใจลำบาก


ผื่นลมพิษมีขนาดและรูปร่างหลากหลาย ตั้งแต่ไซซ์เล็กๆ เป็นมิลลิเมตรไปจนถึงขนาดหลายเซนติเมตร ทำให้เกิดอาการคัน แสบ หรือเจ็บเหมือนเข็มทิ่มได้


ชนิดของโรคลมพิษ


โรคลมพิษชนิดที่เกิดขึ้นเอง (Spontaneous Urticaria)


  • ลมพิษชนิดเฉียบพลัน (Acute Urticaria)

เป็นผื่นลมพิษที่มักเกิดจากอาการแพ้อาหารและยา หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย โดยมีผื่นขึ้นติดต่อกันน้อยกว่า 6 สัปดาห์ ถือเป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยสำหรับผู้เป็นโรคภูมิแพ้


  • ลมพิษชนิดเรื้อรัง (Chronic Urticaria)

เป็นผื่นลมพิษที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยอาจเกิดขึ้นจากความแปรปรวนของร่างกายเอง และมีผื่นขึ้นติดต่อกันนานกว่า 6 สัปดาห์


โรคลมพิษชนิดที่เกิดจากการกระตุ้น (Inducible Urticaria)


ลมพิษที่เกิดจากรอยขีดข่วน

  • ลมพิษที่ขึ้นตามรอยขีดข่วน (Dermographism)

เป็นอาการที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยที่ผิวหนังเกิดปฏิกิริยาไวต่อรอยขีดข่วน เกิดเป็นรอยนูนตรงบริเวณที่เกิดแรงขีดข่วนได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้เกิดอาการคัน และยิ่งเกาก็จะยิ่งเป็นรอยและคันมากขึ้นไปอีก


  • ลมพิษจากความเย็น (Cold Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดเมื่อผิวสัมผัสกับน้ำเย็นหรืออากาศเย็น และเกิดผื่นลมพิษเมื่อผิวหนังค่อยๆ เริ่มอุ่น


  • ลมพิษที่เกิดจากการกด (Delayed Pressure Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดจากผิวถูกกดทับเป็นเวลานาน เช่น เกิดขึ้นบริเวณสะโพกเมื่อนั่งเป็นเวลานาน หรือเกิดขึ้นบริเวณเท้าเมื่อยืนหรือเดินเป็นเวลานาน โดยอาจจะมีอาการคันไม่มาก แต่มักมีอาการบวม ปวดเมื่อย และเป็นไข้ร่วมด้วย


ลมพิษที่เกิดจากการสัมผัสสารบางชนิด

  • ลมพิษจากการสัมผัส (Contact Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดจากการที่ผิวหนังสัมผัสกับสารบางชนิดแล้วเกิดเป็นผื่นลมพิษขึ้นมา โดยสารส่งผลต่อหลอดเลือดในชั้นหนังแท้ ทำให้เซลล์ผิวหนังทำการหลั่งสารสื่อกลางออกมาและเกิดเป็นลมพิษขึ้น


  • ลมพิษจากแสงแดด (Solar Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดขึ้นบนผิวในทันทีหรือประมาณ 1 ชั่วโมงหลังจากที่ผิวสัมผัสกับแสงแดด ซึ่งมักพบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมักเกิดขึ้นในคนอายุน้อย


  • ลมพิษที่เกิดจากความร้อน (Heat Urticaria)

เป็นลมพิษที่เกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น เช่น เวลาที่ออกกำลังกาย กินอาหารที่มีรสชาติเผ็ด สัมผัสกับความร้อน จะเกิดเป็นตุ่มนูนและรอยแดงขึ้นมา


สาเหตุของโรคลมพิษ


ลมพิษโดยส่วนใหญ่เกิดจากการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น โดยร่างกายจะหลังสารฮิสตามีน (Histamine) ออกมาในกระแสเลือดเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดอาการบวม แดง คัน ส่วนใหญ่มาจากโรคภูมิแพ้ เช่น แพ้อาหาร แพ้รังแคหรือขนสัตว์ แพ้ฝุ่น แมลงกัดต่อย


แต่นอกจากลมพิษจะเกิดจากอาการแพ้แล้ว ยังเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น เกิดจากความเครียด เกิดจากเสื้อผ้ารัดมากเกินไป เกิดหลังจากออกกำลังกาย เกิดจากการติดเชื้อ เกิดจากความเจ็บป่วย ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง หรือมะเร็งบางชนิด


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ


การแพ้อาหารทำให้เกิดลมพิษได้

ส่วนใหญ่ลมพิษ เกิดจากอาการแพ้สิ่งเร้าต่างๆ ดังต่อไปนี้


  1. แพ้อาหารทะเลทั้ง กุ้ง ปลา หอย หรืออาหารอื่นๆ ทั้งไข่ เต้าเจี้ยว และอาหารรสจัด
  2. แพ้สารที่ผสมอยู่ในอาหาร เช่น สีผสมอาหาร สารกันบูด ฯลฯ
  3. แพ้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. แพ้วัคซีน
  5. แพ้พิษของแมลงต่างๆ
  6. แพ้ฝุ่นหรือละอองเกสรดอกไม้
  7. แพ้สารเคมีบางอย่าง เช่น เครื่องสำอาง สเปรย์
  8. เป็นอาการที่เกิดจากโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ทอนซิลอักเสบ ไตอักเสบ ท้องเดิน ฯลฯ
  9. แพ้ยาบางตัว เช่น ยาแอสไพริน ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาเพนิซิลลิน
  10. แพ้แดด แพ้สภาพอากาศ
  11. เกิดจากการถูกกดทับหรือขีดข่วน
  12. อาการเครียดและวิตกกังวลเป็นประจำอาจส่งผลให้มีอาการของลมพิษชนิดเรื้อรังได้ด้วย

อาการของโรคลมพิษ


มีผื่นขึ้นเป็นลักษณะนูนแดง บวม เป็นปื้นจนเห็นขอบเขตได้ชัด มีรูปร่างกลม หรือมีขอบหยักโค้ง บริเวณผื่นจะรู้สึกคัน อาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ปวดท้อง อาเจียน และแสบร้อนบริเวณผิวหนังร่วมด้วย


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคลมพิษ


โรคลมพิษอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของการบวมของเนื้อเยื่อในชั้นลึกของผิว (Angioedema) และภูมิแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลัน (Anaphylaxis) ซึ่งทำให้มีอาการหายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว ชีพจรต่ำ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการของโรคลมพิษเป็นระยะเวลานานหรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น รวมถึงหลังจากที่ลองรักษาด้วยตัวเองโดยการทายาบริเวณที่เป็นลมพิษดูแล้วแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการหาสาเหตุและรักษา


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยโรคลมพิษ


การวินิจฉัยโรคลมพิษจะเริ่มจากการซักประวัติในเบื้องต้น เพื่อค้นหาสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคลมพิษ เช่น กิจกรรมที่ทำก่อนจะเกิดลมพิษ อาหารที่รับประทาน ยาที่กำลังใช้อยู่ รวมถึงตรวจดูบริเวณลมพิษและอาการต่างๆ นอกจากนี้แพทย์อาจใช้การตรวจเลือดและทดสอบอย่างละเอียดด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อหาสาเหตุของลมพิษ


การรักษาโรคลมพิษ


ยาแก้แพ้สำหรับรักษาลมพิษ

แพทย์จะทำการรักษาโดยให้ยาต้านฮิสตามีนเพื่อแก้แพ้ มีทั้งยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงและไม่ทำให้ง่วง ตัวอย่างยา ดังนี้


  • ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วง เช่น Hydroxyzine, Diphenhydramine
  • ยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วง เช่น Loratadine, Cetirizine

นอกจากนี้แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาทาแก้คันอย่าง “คาลาไมน์” ควบคู่กัน


buy medication on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคลมพิษ


  • ถ้ารู้สาเหตุแล้วว่าลมพิษเกิดจากอะไร ให้หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้น
  • ทาโลชั่นที่ปราศจากน้ำหอม เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งตึงจนเกินไป
  • พยายามไม่สัมผัสหรือเกาบริเวณที่เป็นลมพิษ
  • ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่ทำให้เกิดลมพิษ เช่น มีฝุ่นเยอะ มีการใช้สารเคมี ฯลฯ
  • ทำความสะอาดผิวด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ แล้วเช็ดให้แห้ง
  • พยายามไม่เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป
  • พกยาแก้แพ้ติดตัวไว้เสมอและรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • นอนหลับเพื่อพักผ่อนอย่างเพียงพอ

การป้องกันโรคลมพิษ


พยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ เช่น อาหาร สารเคมี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แมลงสัตว์กัดต่อย ฝุ่น เกสรดอกไม้ ฯลฯ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ไม่เครียดจนเกินไป ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมพิษ


1. ลมพิษกี่วันหาย?


ลมพิษโดยทั่วไปเกิดขึ้นเพียงวันเดียวก็จะหายไป แต่ก็สามารถเกิดขึ้นนานกว่า 6 สัปดาห์ได้สำหรับลมพิษชนิดเรื้อรัง หากมีอาการของโรคลมพิษเป็นระยะเวลานานควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรับยาแก้แพ้หรือยาตัวอื่นๆ ตามที่แพทย์ลงความเห็น


2. เป็นลมพิษห้ามกินอะไร?


หากเป็นลมพิษที่เกิดจากการแพ้อาหารก็ไม่ควรทานอาหารชนิดนั้น อาหารที่สามารถแพ้ได้ เช่น กุ้ง ปลา ปู หอย ไข่ เต้าเจี้ยว นม ถั่ว ฯลฯ หรือหากเกิดลมพิษหลังจากทานอาหารบางชนิดแต่ไม่แน่ใจ สามารถไปพบแพทย์เพื่อทำการทดสอบและวินิจฉัยได้


3. เป็นลมพิษทุกวัน อันตรายหรือไม่? ควรทำอย่างไร?


หากเป็นลมพิษนานกว่า 6 สัปดาห์ หรือลมพิษชนิดเรื้อรัง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและรับยาที่เหมาะสมกับคนไข้ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น


4. ลมพิษติดต่อไหม?


ลมพิษไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางผิวหนังชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นอาการจากโรคภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ แพ้อาหาร แพ้พิษแมลง แพ้สารเคมี หรือเกิดจากความผิดปกติของร่างกายบางอย่าง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์

นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์ (GP)
ศูนย์บริการสาธารณสุข
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล