MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

วัณโรค (Tuberculosis)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาเชื้อที่ลอยในอากาศเข้าไป เชื้อที่อยู่ในอากาศเกิดจากผู้ติดเชื้อวัณโรคไอ จาม หัวเราะ หรือพูด ตัวเชื้อแบคทีเรียสามารถอยู่ในอากาศได้นานกว่า 6 ชั่วโมง

  • อาการวัณโรคจะเกิดขึ้น 2 ระยะ คือ ระยะแฝงตัว (Latent TB) เป็นระยะที่ผู้ป่วยมีเชื้อในร่างกายแต่ยังไม่แสดงอาการใดๆ และระยะแสดงอาการ (Active TB) เป็นระยะที่มีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น ไอติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ มีไข้ น้ำหนักตัวลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ฯลฯ

  • นอกจากวัณโรคปอดแล้ว ผู้ป่วยยังสามารถติดเชื้อวัณโรคในส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้อีกด้วย เช่น วัณโรคไขสันหลังทำให้มีอาการปวดหลัง วัณโรคข้อทำให้ข้ออักเสบ ฯลฯ



Table of Contents
วัณโรคคืออะไร?
สาเหตุของวัณโรค
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค
อาการของวัณโรค
ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรค
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยวัณโรค
การรักษาวัณโรค
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นวัณโรค
การป้องกันวัณโรค
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัณโรค


วัณโรคคืออะไร?


วัณโรค (Tuberculosis: TB) คือโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Mycobacterium โดยเชื้อจะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยวัณโรคไอหรือจาม หากร่างกายได้รับเชื้อวัณโรคเชื้อจะเข้าไปเกาะตามอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะปอดซึ่งพบเชื้อวัณโรคได้บ่อยที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยมักได้รับเชื้อผ่านการสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง


วัณโรคที่เกิดขึ้นจึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่


  1. วัณโรคปอด หรือ Pulmonary TB คือ วัณโรคที่มีการติดเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis ที่ปอด
  2. วัณโรคนอกปอด หรือ Extrapulmonary TB คือ วัณโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น วัณโรคหลังโพรงจมูก วัณโรคผิวหนัง วัณโรคลำไส้ วัณโรคในช่องท้อง วัณโรคอัณฑะ วัณโรคไต วัณโรคกระดูก และวัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ

สาเหตุของวัณโรค


วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium Tuberculosis

วัณโรคเกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาละอองฝอยที่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป โดยเชื้อที่อยู่ในอากาศเหล่านี้มาจากผู้ป่วยวัณโรคไอ จาม พูด หัวเราะ รวมถึงร้องเพลง ทำให้เชื้อที่ปะปนอยู่ในน้ำลายกระจายออกมา จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในอากาศได้นานกว่า 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว


เมื่อมีผู้สูดหายใจเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าไป เชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าไปติดในปอดและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นวัณโรคปอด หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถต้านเชื้อได้ก็จะไม่แสดงอาการอะไร และไม่แพร่เชื้อให้กับผู้อื่น ซึ่งจะเรียกผู้ได้รับเชื้อระยะนี้ว่า “ผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB infections)” แต่ถ้าหากมีภูมิคุ้มกันต่ำจนไม่สามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรียได้รวมถึงไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามไปตามหลอดน้ำเหลืองและกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น จะเรียกผู้ป่วยระยะนี้ว่า “ผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB)”


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรคแบบแสดงอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้


  • ปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มคนที่อาจติดเชื้อวัณโรคได้ง่าย เช่น
    • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
    • ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อวัณโรคสูง
    • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก (ติดเชื้อ)
    • คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ เช่น กลุ่มคนเร่รอน ผู้เสพยาเสพติดและใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ติดเชื้อ HIV
    • ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะสถานพยาบาล หรืออาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ

  • กลุ่มคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น
    • ผู้ติดเชื้อไวรัส HIV ต้นเหตุของโรคเอดส์
    • ผู้ติดสารเสพติด
    • ผู้ป่วยโรคซิลิโคซิส (Silicosis)
    • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
    • ผู้ป่วยโรคไต
    • ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ
    • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์
    • ผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ
    • ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางตัว เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

อาการของวัณโรค


ผู้ป่วยวัณโรคปอดมีอาการไอเรื้อรัง

วัณโรคเกิดได้กับผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย หากเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสัมผัสเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อได้ อาการของวัณโรคก็จะแสดงออกมา แบ่งเป็นอาการ 2 ช่วง คือ


  • อาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB): เป็นช่วงที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อและเชื้อแฝงอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการ หากผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงเชื้อสามารถแฝงอยู่ได้นานเป็นปี ระยะนี้จะไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ และผู้ติดเชื้อระยะแฝงประมาณ 5-10% เท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นระยะแสดงอาการ

  • อาการติดเชื้อวัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB): เป็นระยะที่แสดงอาการออกมาให้เห็น ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้
    • ไอติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป
    • ไอเป็นเลือดหรือมูกเลือด
    • หายใจหรือไอแล้วเจ็บหน้าอก
    • น้ำหนักลด
    • เบื่ออาหาร
    • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
    • มีไข้
    • เหงื่อออกตอนกลางคืน

นอกจากนี้ยังสามารถเกิดการติดเชื้อวัณโรคในอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายที่ไม่ใช่ปอดได้อีกด้วย ทำให้อาการที่แสดงออกมาแตกต่างไปจากนี้ ซึ่งอาการที่แสดงออกมาจะสัมพันธ์กับอวัยวะนั้นๆ เช่น วัณโรคไขสันหลังจะมีอาการปวดหลัง วัณโรคไตอาจทำให้ปัสสาวะมีเลือดปน


วัณโรคในผู้ใหญ่


อาการวัณโรคในผู้ใหญ่ จะมีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก ไอมีเลือดหรือมีเสมหะปน น้ำหนักลด มีไข้ เหงื่อออกเยอะในตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเบื่ออาหาร


วัณโรคในเด็ก


อาการวัณโรคในเด็กจะมีไข้ติดต่อกันมากกว่า 7 วัน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก โลหิตจาง ไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ ไม่ร่าเริง เหนื่อยง่าย ต่อมน้ำเหลืองโตจนอุดตันหลอดลมและอาจมีน้ำในปอดข้างเดียว


ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรค


ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรคปอดและวัณโรคส่วนอื่นที่สำคัญ ส่งผลให้มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงยิ่งขึ้น มักพบในผู้ป่วยวัณโรคที่ได้รับการรักษาล่าช้าหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่


  • ปอดได้รับความเสียหาย เช่น ฝีในปอด มีน้ำในช่องหุ้มปอด
  • สำหรับการติดเชื้อวัณโรคในข้อทำให้เกิดข้อต่อกระดูกอักเสบ โดยเฉพาะบริเวณเข่าและสะโพก
  • ตับและไตมีปัญหา ส่งผลต่อการขับของเสียจากเลือดออกจากร่างกาย
  • เนื้อเยื่อรอบหัวใจเกิดการอักเสบ ทำให้มีของเหลวในถุงเยื้อหุ้มหัวใจและส่งผลให้เกิดภาวะบีบรัดหัวใจได้
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะและอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


มีอาการไอติดต่อกันมากกว่า 3 สัปดาห์ มีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยอาจจะเป็นวัณโรคปอด ควรไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะทรุดลง แต่อย่างไรก็ตามยังมีอาการอื่นๆ ที่แสดงว่าร่างกายกำลังติดเชื้อวัณโรค ได้แก่


  • เจ็บหน้าอก
  • ไอเป็นเลือด หรือมีเสมหะลงลึกถึงปอด
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  • มีอาการบวมที่คอ ใต้แขน หรือขาหนีบ

Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยวัณโรค


เอกซเรย์ทรวงอกเพื่อดูรอยโรควัณโรค

การวินิจฉัยวัณโรคจะเป็นการตรวจหาเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis ในร่างกายผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นวัณโรคปอดหรือวัณโรคนอกปอด โดยมีหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยวัณโรค ดังนี้


  • ลักษณะอาการทางคลินิก: การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นว่ามีอาการที่เข้ากับวัณโรคหรือไม่
  • การเอกซเรย์ทรวงอก: เพื่อดูตำแหน่งและลักษณะรอยโรคที่ปรากฏบนปอด
  • การตรวจเสมหะ: เพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค
  • การตรวจเลือด: เป็นการตรวจเพื่อดูปริมาณแอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างเพื่อต่อสู้กับเชื้อวัณโรค
  • การตรวจผิวหนังด้วยวิธี Tuberculin skin test: เพื่อตรวจหาการติดเชื้อวัณโรค

การรักษาวัณโรค


วัณโรครักษาโดยใช้ยาเป็นหลัก

วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยแพทย์จะรักษาผู้ป่วยวัณโรคด้วยการใช้ยาเป็นหลัก สำหรับผู้ป่วยระยะแสดงอาการ ยาส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นยาปฏิชีวนะซึ่งต้องรับประทานต่อเนื่อง 6-9 เดือนหากเป็นวัณโรคปอด


ส่วนการใช้ยาตัวไหน ปริมาณเท่าไหร่ ระยะเวลาในการรับประทานจะขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรง บริเวณที่พบเชื้อวัณโรคในร่างกาย ผู้ป่วยวัณโรคจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนเท่านั้น


ตัวอย่างยาสำหรับผู้ป่วยวัณโรค เช่น


  • Isoniazid
  • Rifampin
  • Ethambutol
  • Pyrazinamide
  • Streptomycin (ยาฉีด)

ส่วนการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ จะใช้เมื่ออาการวัณโรคปอดได้สร้างรอยโรคในปอด หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาฆ่าเชื้อวัณโรค เช่น การใช้วิธีผ่าตัด


buy medication on Raksa app

วัคซีนวัณโรค


วัคซีนวัณโรคหรือวัคซีน BCG เป็นวัคซีนที่จะฉีดให้กับทารกแรกเกิดทุกคน สามารถป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ถึง 80% ส่วนใหญ่จะฉีดบริเวณแขน ไหล่ สะโพก หลังฉีดอาจมีตุ่มนูนเกิดขึ้นและจะหายได้เอง


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นวัณโรค


ผู้ป่วยวัณโรคสวมหน้ากากอนามัยก่อนไอ

Do


  • ผู้ป่วยควรหยุดเรียน หรือหยุดงานและอยู่บ้านเพื่อรักษาตัว
  • ก่อนไอ จาม หัวเราะ ควรปิดปากและจมูกตลอดเวลา หรือใส่หน้ากากอนามัย
  • กระดาษทิชชูที่ใช้แล้วให้เก็บใส่ถุงพลาสติกปิดให้สนิท เขียนว่าขยะติดเชื้อก่อนนำไปทิ้ง
  • ผู้ป่วยวัณโรคควรนอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายต้องการ
  • เปิดหน้าตาห้องนอนหรือห้องต่างๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • รับประทานยารักษาวัณโรคให้ครบทุกวันและต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 9 เดือน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ปลา เนื้อ ถั่ว ผัก ผลไม้ ไข่ ข้าวเจ้า และมันฝรั่ง

Don’t


  • อย่าฝืนร่างกายจนเกินไป แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก็ตาม
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่กำลังเข้ารับการรักษาวัณโรค
  • เลี่ยงการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ในช่วงที่มีอาการวัณโรคโดยเด็ดขาด

การป้องกันวัณโรค


สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อวัณโรคควรมีการป้องกันตัวเองไม่ให้ตกอยู่ในความเสี่ยงด้วยวิธีการ ดังนี้


  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปคลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค หรือสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอทั้งออกกำลังกายและทานอาหาร
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การปิดปากในขณะไอและจาม
  • สำหรับเด็กควรเข้ารับการฉีดวัคซีน BCG (Bacille Calmette-Guerin) เพื่อสร้างภูมิคุ้นกันไม่ให้เกิดวัณโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัณโรค


1. เป็นวัณโรคมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?


ในทางการแพทย์ไม่มีข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ขณะป่วยด้วยวัณโรค แต่เนื่องจากผู้ป่วยวัณโรคที่กำลังอยู่ในช่วงการรักษามักจะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือเหนื่อยง่าย การจะมีเพศสัมพันธ์อาจต้องดูความพร้อมของร่างกายผู้ป่วยด้วยเป็นหลัก


2. วัณโรครักษาหายหรือไม่?


วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยาและกลับมาเป็นซ้ำอีกได้


3. วัณโรคเป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม?


เป็นอีกได้ แม้ว่าจะหายแล้วและร่างกายแข็งแรงดีก็ตาม แต่ถ้ายังกลับไปอยู่ในพื้นที่แออัดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคและไปคลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรคแบบไม่ป้องกันตัวเอง ก็สามารถกลับมาเป็นวัณโรคอีกครั้งได้ รวมถึงผู้ที่รับระทานยาไม่ครบตามแพทย์สั่งเชื้ออาจยังอยู่ในร่างกายและกำเริบได้อีกครั้ง


4. วัณโรคเกิดจากเชื้ออะไร?


โรควัณโรคเกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาละอองฝอยที่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป โดยเชื้อที่อยู่ในอากาศเหล่านี้มาจากผู้ป่วยวัณโรคไอ จาม พูด หัวเราะ รวมถึงร้องเพลง


5. วัณโรคติดต่อง่ายไหม?


วัณโรคสามารถติดจากอีกคนสู่อีกคนได้ง่ายมาก โดยการหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อแบคทีเรียในอากาศเข้าไป เชื้อจะเข้าไปสู่ปอดและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว


6. วัณโรคสามารถติดต่อกันได้ทางใดมากที่สุด?


เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อกันมากที่สุดทางระบบหายใจ โดยการสูดดมเอาอากาศที่มีเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเข้าไปทางจมูกหรือปาก แต่เชื้อจะไม่แพร่กระจายผ่านการจับมือ แบ่งอาหาร จูบ หรือใช้แปรงสีฟันร่วมกัน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

วัณโรค (Tuberculosis)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาเชื้อที่ลอยในอากาศเข้าไป เชื้อที่อยู่ในอากาศเกิดจากผู้ติดเชื้อวัณโรคไอ จาม หัวเราะ หรือพูด ตัวเชื้อแบคทีเรียสามารถอยู่ในอากาศได้นานกว่า 6 ชั่วโมง

  • อาการวัณโรคจะเกิดขึ้น 2 ระยะ คือ ระยะแฝงตัว (Latent TB) เป็นระยะที่ผู้ป่วยมีเชื้อในร่างกายแต่ยังไม่แสดงอาการใดๆ และระยะแสดงอาการ (Active TB) เป็นระยะที่มีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น เช่น ไอติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์ มีไข้ น้ำหนักตัวลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ฯลฯ

  • นอกจากวัณโรคปอดแล้ว ผู้ป่วยยังสามารถติดเชื้อวัณโรคในส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้อีกด้วย เช่น วัณโรคไขสันหลังทำให้มีอาการปวดหลัง วัณโรคข้อทำให้ข้ออักเสบ ฯลฯ



Table of Contents
วัณโรคคืออะไร?
สาเหตุของวัณโรค
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค
อาการของวัณโรค
ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรค
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยวัณโรค
การรักษาวัณโรค
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นวัณโรค
การป้องกันวัณโรค
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัณโรค


วัณโรคคืออะไร?


วัณโรค (Tuberculosis: TB) คือโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Mycobacterium โดยเชื้อจะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยวัณโรคไอหรือจาม หากร่างกายได้รับเชื้อวัณโรคเชื้อจะเข้าไปเกาะตามอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะปอดซึ่งพบเชื้อวัณโรคได้บ่อยที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยมักได้รับเชื้อผ่านการสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง


วัณโรคที่เกิดขึ้นจึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่


  1. วัณโรคปอด หรือ Pulmonary TB คือ วัณโรคที่มีการติดเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis ที่ปอด
  2. วัณโรคนอกปอด หรือ Extrapulmonary TB คือ วัณโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น วัณโรคหลังโพรงจมูก วัณโรคผิวหนัง วัณโรคลำไส้ วัณโรคในช่องท้อง วัณโรคอัณฑะ วัณโรคไต วัณโรคกระดูก และวัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ

สาเหตุของวัณโรค


วัณโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium Tuberculosis

วัณโรคเกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาละอองฝอยที่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป โดยเชื้อที่อยู่ในอากาศเหล่านี้มาจากผู้ป่วยวัณโรคไอ จาม พูด หัวเราะ รวมถึงร้องเพลง ทำให้เชื้อที่ปะปนอยู่ในน้ำลายกระจายออกมา จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในอากาศได้นานกว่า 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว


เมื่อมีผู้สูดหายใจเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าไป เชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าไปติดในปอดและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นวัณโรคปอด หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถต้านเชื้อได้ก็จะไม่แสดงอาการอะไร และไม่แพร่เชื้อให้กับผู้อื่น ซึ่งจะเรียกผู้ได้รับเชื้อระยะนี้ว่า “ผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB infections)” แต่ถ้าหากมีภูมิคุ้มกันต่ำจนไม่สามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรียได้รวมถึงไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามไปตามหลอดน้ำเหลืองและกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น จะเรียกผู้ป่วยระยะนี้ว่า “ผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB)”


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรคแบบแสดงอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้


  • ปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มคนที่อาจติดเชื้อวัณโรคได้ง่าย เช่น
    • สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
    • ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อวัณโรคสูง
    • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก (ติดเชื้อ)
    • คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ เช่น กลุ่มคนเร่รอน ผู้เสพยาเสพติดและใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ติดเชื้อ HIV
    • ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะสถานพยาบาล หรืออาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ

  • กลุ่มคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น
    • ผู้ติดเชื้อไวรัส HIV ต้นเหตุของโรคเอดส์
    • ผู้ติดสารเสพติด
    • ผู้ป่วยโรคซิลิโคซิส (Silicosis)
    • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
    • ผู้ป่วยโรคไต
    • ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ
    • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์
    • ผู้ป่วยโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ
    • ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางตัว เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

อาการของวัณโรค


ผู้ป่วยวัณโรคปอดมีอาการไอเรื้อรัง

วัณโรคเกิดได้กับผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย หากเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสัมผัสเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อได้ อาการของวัณโรคก็จะแสดงออกมา แบ่งเป็นอาการ 2 ช่วง คือ


  • อาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB): เป็นช่วงที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อและเชื้อแฝงอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการ หากผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงเชื้อสามารถแฝงอยู่ได้นานเป็นปี ระยะนี้จะไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ และผู้ติดเชื้อระยะแฝงประมาณ 5-10% เท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นระยะแสดงอาการ

  • อาการติดเชื้อวัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB): เป็นระยะที่แสดงอาการออกมาให้เห็น ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้
    • ไอติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป
    • ไอเป็นเลือดหรือมูกเลือด
    • หายใจหรือไอแล้วเจ็บหน้าอก
    • น้ำหนักลด
    • เบื่ออาหาร
    • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
    • มีไข้
    • เหงื่อออกตอนกลางคืน

นอกจากนี้ยังสามารถเกิดการติดเชื้อวัณโรคในอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายที่ไม่ใช่ปอดได้อีกด้วย ทำให้อาการที่แสดงออกมาแตกต่างไปจากนี้ ซึ่งอาการที่แสดงออกมาจะสัมพันธ์กับอวัยวะนั้นๆ เช่น วัณโรคไขสันหลังจะมีอาการปวดหลัง วัณโรคไตอาจทำให้ปัสสาวะมีเลือดปน


วัณโรคในผู้ใหญ่


อาการวัณโรคในผู้ใหญ่ จะมีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก ไอมีเลือดหรือมีเสมหะปน น้ำหนักลด มีไข้ เหงื่อออกเยอะในตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเบื่ออาหาร


วัณโรคในเด็ก


อาการวัณโรคในเด็กจะมีไข้ติดต่อกันมากกว่า 7 วัน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก โลหิตจาง ไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ ไม่ร่าเริง เหนื่อยง่าย ต่อมน้ำเหลืองโตจนอุดตันหลอดลมและอาจมีน้ำในปอดข้างเดียว


ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรค


ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรคปอดและวัณโรคส่วนอื่นที่สำคัญ ส่งผลให้มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงยิ่งขึ้น มักพบในผู้ป่วยวัณโรคที่ได้รับการรักษาล่าช้าหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่


  • ปอดได้รับความเสียหาย เช่น ฝีในปอด มีน้ำในช่องหุ้มปอด
  • สำหรับการติดเชื้อวัณโรคในข้อทำให้เกิดข้อต่อกระดูกอักเสบ โดยเฉพาะบริเวณเข่าและสะโพก
  • ตับและไตมีปัญหา ส่งผลต่อการขับของเสียจากเลือดออกจากร่างกาย
  • เนื้อเยื่อรอบหัวใจเกิดการอักเสบ ทำให้มีของเหลวในถุงเยื้อหุ้มหัวใจและส่งผลให้เกิดภาวะบีบรัดหัวใจได้
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะและอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


มีอาการไอติดต่อกันมากกว่า 3 สัปดาห์ มีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยอาจจะเป็นวัณโรคปอด ควรไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะทรุดลง แต่อย่างไรก็ตามยังมีอาการอื่นๆ ที่แสดงว่าร่างกายกำลังติดเชื้อวัณโรค ได้แก่


  • เจ็บหน้าอก
  • ไอเป็นเลือด หรือมีเสมหะลงลึกถึงปอด
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  • มีอาการบวมที่คอ ใต้แขน หรือขาหนีบ

Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยวัณโรค


เอกซเรย์ทรวงอกเพื่อดูรอยโรควัณโรค

การวินิจฉัยวัณโรคจะเป็นการตรวจหาเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis ในร่างกายผู้ป่วยที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นวัณโรคปอดหรือวัณโรคนอกปอด โดยมีหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยวัณโรค ดังนี้


  • ลักษณะอาการทางคลินิก: การซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นว่ามีอาการที่เข้ากับวัณโรคหรือไม่
  • การเอกซเรย์ทรวงอก: เพื่อดูตำแหน่งและลักษณะรอยโรคที่ปรากฏบนปอด
  • การตรวจเสมหะ: เพื่อตรวจย้อมเชื้อวัณโรค
  • การตรวจเลือด: เป็นการตรวจเพื่อดูปริมาณแอนติบอดี้ที่ร่างกายสร้างเพื่อต่อสู้กับเชื้อวัณโรค
  • การตรวจผิวหนังด้วยวิธี Tuberculin skin test: เพื่อตรวจหาการติดเชื้อวัณโรค

การรักษาวัณโรค


วัณโรครักษาโดยใช้ยาเป็นหลัก

วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยแพทย์จะรักษาผู้ป่วยวัณโรคด้วยการใช้ยาเป็นหลัก สำหรับผู้ป่วยระยะแสดงอาการ ยาส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นยาปฏิชีวนะซึ่งต้องรับประทานต่อเนื่อง 6-9 เดือนหากเป็นวัณโรคปอด


ส่วนการใช้ยาตัวไหน ปริมาณเท่าไหร่ ระยะเวลาในการรับประทานจะขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรง บริเวณที่พบเชื้อวัณโรคในร่างกาย ผู้ป่วยวัณโรคจึงต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนเท่านั้น


ตัวอย่างยาสำหรับผู้ป่วยวัณโรค เช่น


  • Isoniazid
  • Rifampin
  • Ethambutol
  • Pyrazinamide
  • Streptomycin (ยาฉีด)

ส่วนการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ จะใช้เมื่ออาการวัณโรคปอดได้สร้างรอยโรคในปอด หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาฆ่าเชื้อวัณโรค เช่น การใช้วิธีผ่าตัด


buy medication on Raksa app

วัคซีนวัณโรค


วัคซีนวัณโรคหรือวัคซีน BCG เป็นวัคซีนที่จะฉีดให้กับทารกแรกเกิดทุกคน สามารถป้องกันการติดเชื้อวัณโรคได้ถึง 80% ส่วนใหญ่จะฉีดบริเวณแขน ไหล่ สะโพก หลังฉีดอาจมีตุ่มนูนเกิดขึ้นและจะหายได้เอง


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นวัณโรค


ผู้ป่วยวัณโรคสวมหน้ากากอนามัยก่อนไอ

Do


  • ผู้ป่วยควรหยุดเรียน หรือหยุดงานและอยู่บ้านเพื่อรักษาตัว
  • ก่อนไอ จาม หัวเราะ ควรปิดปากและจมูกตลอดเวลา หรือใส่หน้ากากอนามัย
  • กระดาษทิชชูที่ใช้แล้วให้เก็บใส่ถุงพลาสติกปิดให้สนิท เขียนว่าขยะติดเชื้อก่อนนำไปทิ้ง
  • ผู้ป่วยวัณโรคควรนอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายต้องการ
  • เปิดหน้าตาห้องนอนหรือห้องต่างๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • รับประทานยารักษาวัณโรคให้ครบทุกวันและต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 9 เดือน
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ปลา เนื้อ ถั่ว ผัก ผลไม้ ไข่ ข้าวเจ้า และมันฝรั่ง

Don’t


  • อย่าฝืนร่างกายจนเกินไป แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก็ตาม
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่กำลังเข้ารับการรักษาวัณโรค
  • เลี่ยงการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
  • ไม่ควรสูบบุหรี่ในช่วงที่มีอาการวัณโรคโดยเด็ดขาด

การป้องกันวัณโรค


สำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อวัณโรคควรมีการป้องกันตัวเองไม่ให้ตกอยู่ในความเสี่ยงด้วยวิธีการ ดังนี้


  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปคลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค หรือสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอทั้งออกกำลังกายและทานอาหาร
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การปิดปากในขณะไอและจาม
  • สำหรับเด็กควรเข้ารับการฉีดวัคซีน BCG (Bacille Calmette-Guerin) เพื่อสร้างภูมิคุ้นกันไม่ให้เกิดวัณโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัณโรค


1. เป็นวัณโรคมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?


ในทางการแพทย์ไม่มีข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ขณะป่วยด้วยวัณโรค แต่เนื่องจากผู้ป่วยวัณโรคที่กำลังอยู่ในช่วงการรักษามักจะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรงหรือเหนื่อยง่าย การจะมีเพศสัมพันธ์อาจต้องดูความพร้อมของร่างกายผู้ป่วยด้วยเป็นหลัก


2. วัณโรครักษาหายหรือไม่?


วัณโรคสามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยาและกลับมาเป็นซ้ำอีกได้


3. วัณโรคเป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม?


เป็นอีกได้ แม้ว่าจะหายแล้วและร่างกายแข็งแรงดีก็ตาม แต่ถ้ายังกลับไปอยู่ในพื้นที่แออัดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อวัณโรคและไปคลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรคแบบไม่ป้องกันตัวเอง ก็สามารถกลับมาเป็นวัณโรคอีกครั้งได้ รวมถึงผู้ที่รับระทานยาไม่ครบตามแพทย์สั่งเชื้ออาจยังอยู่ในร่างกายและกำเริบได้อีกครั้ง


4. วัณโรคเกิดจากเชื้ออะไร?


โรควัณโรคเกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาละอองฝอยที่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป โดยเชื้อที่อยู่ในอากาศเหล่านี้มาจากผู้ป่วยวัณโรคไอ จาม พูด หัวเราะ รวมถึงร้องเพลง


5. วัณโรคติดต่อง่ายไหม?


วัณโรคสามารถติดจากอีกคนสู่อีกคนได้ง่ายมาก โดยการหายใจรับละอองฝอยที่มีเชื้อแบคทีเรียในอากาศเข้าไป เชื้อจะเข้าไปสู่ปอดและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว


6. วัณโรคสามารถติดต่อกันได้ทางใดมากที่สุด?


เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อกันมากที่สุดทางระบบหายใจ โดยการสูดดมเอาอากาศที่มีเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเข้าไปทางจมูกหรือปาก แต่เชื้อจะไม่แพร่กระจายผ่านการจับมือ แบ่งอาหาร จูบ หรือใช้แปรงสีฟันร่วมกัน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ




แหล่งข้อมูล