MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่เกิดสามารถเกิดได้จาก 2 ภาวะด้วยกัน คือ หลอดเลือดเกิดตีบหรืออุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองขาดเลือด การเกิดอุบัติเหตุ

  • สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองที่สามารถสังเกตได้คือ มีอาการชาที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด การมองเห็นลดลง ปวดศีรษะรุนแรง

  • การรักษาโรคหลอดเลือดสมองขึ้นอยู่กับภาวะที่ก่อให้เกิดโรค หากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันจะใช้การทานยาเป็นหลัก ส่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกจะต้องใช้การรักษาโดยใส่ขดลวดและการผ่าตัดเป็นหลัก



Table of Contents
โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก
อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง


โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?


โรคหลอดเลือดสมอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Stroke คือ ภาวะที่หลอดเลือดตีบ อุดตัน มีเลือดออก หรืออาการเส้นเลือดในสมองตีบ จึงทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย


หากผู้ป่วยมีอาการ Stroke จำเป็นต้องพบแพทย์ในทันทีรอช้าไม่ได้ เนื่องจากการรักษาในช่วงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากได้รับการรักษาในทันทีจะช่วยลดความรุนแรงจากภาวะสมองตาย รวมถึงลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ป้องกันความพิการและทุพพลภาพที่จะเกิดขึ้นได้


โรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง


สาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke มี 2 สาเหตุ ได้แก่


  1. หลอดเลือดเกิดตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) คือ อาการเส้นเลือดในสมองตีบ หรืออุดตันซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยถึง 85% ของโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อภาวะนี้เกิดขึ้นจะส่งผลให้เนื้อสมองที่ขาดเลือดตาย

  2. หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) คือ อาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งในบางครั้งจะมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack) นำมาก่อน

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?


  • ผู้สูงวัยอายุ 55 ปีหรือมากกว่า – ผู้สูงวัยที่อายุ 55 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคสูงกว่าคนหนุ่มสาว

  • เชื้อชาติ – กลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกัน มีความเสี่ยงสูงกว่าเชื้อชาติอื่นๆ ในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

  • เพศ – เพศชายมีความเสี่ยงสูงมากกว่าเพศหญิงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แต่เพศหญิงมักจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองเมื่ออายุมากขึ้น และพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

  • การใช้ฮอร์โมน – การใช้ยาคุมกำเนิดหรือการใช้ฮอร์โมนบำบัด ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

  • พันธุกรรม – หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็จะเสี่ยงเป็นโรคมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก


  • ภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้

  • การได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดที่มากเกินความจำเป็น

  • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Cerebral Aneurysm or Arteriovenous Malformation)

  • การบาดเจ็บ หรือประสบอุบัติบางอย่าง เช่น อุบัติเหตุทางท้องถนน

  • มีโปรตีนสะสมในบริเวณผนังหลอดเลือดผิดปกติ (Cerebral Amyloidosis)

  • ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) คือ อาการโรคหลอดเลือดสมอง แต่อาการเป็นไม่นาน (น้อยกว่า 24 ชั่วโมง) เป็นแล้ว อาการดีขึ้นได้เอง สาเหตุของ TIA เกิดจากสมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่พอเป็นระยะเวลาชั่วคราว ส่วนใหญ่จะมีอาการ 5-15 นาที แล้วอาการจะดีขึ้นเอง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีดังนี้


1. ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต


  • โรคอ้วน ซึ่งเกิดจากการทานอาหารที่มีไขมันมาก รสเค็ม
  • สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ต่อเนื่อง
  • ดื่มสุราในปริมาณมาก
  • ใช้สารเสพติด

2. มีอาการผิดปกติทางร่างกาย หรือมีโรคประจำตัว


  • ภาวะความดันโลหิตสูง

  • ไขมันในเลือดสูง

  • เบาหวาน

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • โรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Atrial fibrillation ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคลิ้นหัวใจติดเชื้อ (Infective Endocarditis)

  • โรคหลอดเลือดแดงที่คอตีบ (Severe Carotid or Vertebral Stenosis)

  • ภาวะเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ (Polycythemia Vera or Essential Thrombocytosis)

  • ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Thrombophilia)

  • โรคหลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรค Moyamoya, Cerebral autosomal dominant and subcortical leukoencephalopathy (CADASIL)

  • มีการเซาะตัวของผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (Carotid or Vertebral Artery Dissection)

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง


โรคหลอดเลือดสมอง

การสังเกตลักษณะอาการมีความสำคัญมาก ควรสังเกตและตรวจเช็คอาการ หากตัวผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้


  1. พูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือไม่สามารถเข้าใจคำพูดของคนอื่น
    ผู้ป่วยจะรู้สึกสับสน มึนงง พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด

  2. อาการอ่อนแรง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) หรือชาบริเวณหน้า แขน ขา หรือปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง
    ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงหรือชาอย่างเฉียบพลัน บริเวณ หน้า แขนหรือขา โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะเกิดกับร่างกายแค่ด้านใดด้านหนึ่ง

    วิธีการทดสอบว่าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวหรือไม่ คือ ให้ผู้ป่วยยกมือเหนือศีรษะในเวลาเดียวกัน หากแขนข้างหนึ่งตกลงมาแบบควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยอาจจะกำลังมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงมีอาการปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง

  3. ปัญหาด้านการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
    ผู้ป่วยจะเกิดอาการตามัวแบบเฉียบพลัน หรือเห็นภาพซ้อน

  4. เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
    อาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน มักจะพบร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปัญหาด้านการเดินเซ การทรงตัวผิดปกติ หรือซึมลง (Altered Consciousness) มีอาการมึนศีรษะและมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง


ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีหลากหลายอาการด้วยกัน แต่ที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่


  • อัมพฤกษ์ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแขน
  • สูญเสียความทรงจำ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลง
  • ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยมีความอารมณ์รุนแรงหรือซึมกว่าปกติ
  • อาการเหน็บชาตามอวัยวะต่างๆ หรือสูญเสียความรู้สึก
  • อาจเกิดการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีคนในครอบครัว เพื่อน หรือพบเห็นผู้ป่วยที่มีอาการพูดไม่ชัด อ่อนแรง มองไม่ชัด ปวดศีรษะ หรืออาการบ่งชี้อื่นๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที ถึงแม้ว่าอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และหายไปก็ตาม เพราะยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใด ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงที่สมองจะถูกทำลายหรือเกิดการพิการได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น


consult doctor

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง


หากผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงหรือมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ควรนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต ซึ่งการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจะแตกต่างกันไปตามอาการ ดังนี้


การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การรักษาภาวะหลอดเลือดเกิดตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke)


วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน แพทย์จะเน้นไปที่การใช้ยา เพื่อช่วยลดโอกาสการกำเริบของโรคหลอดเลือดสมอง ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ได้แก่


  • ยาละลายลิ่มเลือด (Anticoagulant)
  • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet)
  • ยาลดไขมันในเลือด (Statin)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • ยาลดความดันโลหิต
  • ยารักษาโรคเบาหวาน

chat with our pharmacist free

การรักษาภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)


วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยต้องได้รับยา เพื่อลดความดันโลหิต และยาที่ช่วยป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดออกจากสมองโดยเร็ว ซึ่งการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก สามารถทำได้ ดังนี้


  • การผ่าตัดหยุดเลือด (Surgical Clipping)
  • การใส่ขดลวด (Endovascular Embolization)
  • การผ่าตัดกำจัดเส้นเลือดที่มีปัญหา (Surgical AVM Removal)
  • การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดสมอง (Intracranial Bypass)
  • การผ่าตัดด้วยรังสี (Stereotactic Radiosurgery)

นอกจากนี้ การผ่าตัดหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) ได้ ผู้ป่วยจึงต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวออกจากสมอง


รวมถึงมีโอกาสที่ผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดสมองแตกบางราย ต้องใช้ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ เข้าช่วย เช่น การให้อาหารทางสายยาง การให้สารอาหารเสริม การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้ออกซิเจน หรือแม้กระทั่งการใช้ถุงน่องป้องกันเส้นเลือดขอด (Compression Stockings) ในการรักษาร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาเช่นกัน


การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


หากคุณเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือกำลังมองหาวิธีดูแลคนในครอบครัวกำลังเจ็บป่วย สิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติมีดังนี้


กายภาพบำบัดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

Do


  • ควรรับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เนื่องจากปลามีไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

  • ควรรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น

  • ควรลดการรับประทานอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไขมันทรานส์ เป็นต้น

  • ควรลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง

  • ควรออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ

  • หากร่างกายยังไม่กลับมา 100% หมั่นทำกายภาพบำบัด เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของร่างกาย

Don’t


  • ห้ามสูบบุหรี่และต้องเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

  • ควรงดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์

  • ห้ามปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

  • ไม่ปล่อยให้เกิดความเสี่ยงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง


การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำได้ ดังนี้


1. หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีและควรวัดความดันโลหิตเป็นระยะ


การตรวจสุขภาพประจำปีและการวัดความดันโลหิตเป็นระยะ ควรทำเพื่อให้เรารับรู้ว่าร่างกายของตัวเองมีอะไรผิดปกติหรือไม่ หากพบสิ่งผิดปกติ ก็สามารถหลีกเลี่ยงและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้

2. ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตสูงให้คงที่ด้วย ดังนี้


  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • งดรับประทานอาหารรสเค็มและเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น มันหมู, หนังไก่ เป็นต้น และควรรับประทานอาหารไขมันต่ำ
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ เป็นต้น
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น แขนอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดลำบาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
วิธีตรวจโควิด-19 มีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไรและตรวจแบบไหนแม่นยำกว่า
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease)
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
ตาบอดสี (Color Blindness)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. จักรี ธัญยนพพร

นพ. จักรี ธัญยนพพร
(แพทย์ประสาทศัลยศาสตร์)
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
พ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 มหาวิทยาลัยรังสิต
ว.ว. ประสาทศัลยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่เกิดสามารถเกิดได้จาก 2 ภาวะด้วยกัน คือ หลอดเลือดเกิดตีบหรืออุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งมีสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะสมองขาดเลือด การเกิดอุบัติเหตุ

  • สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองที่สามารถสังเกตได้คือ มีอาการชาที่ใบหน้าซีกใดซีกหนึ่ง แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด การมองเห็นลดลง ปวดศีรษะรุนแรง

  • การรักษาโรคหลอดเลือดสมองขึ้นอยู่กับภาวะที่ก่อให้เกิดโรค หากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันจะใช้การทานยาเป็นหลัก ส่วนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแตกจะต้องใช้การรักษาโดยใส่ขดลวดและการผ่าตัดเป็นหลัก



Table of Contents
โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก
อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง


โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?


โรคหลอดเลือดสมอง ภาษาอังกฤษเรียกว่า Stroke คือ ภาวะที่หลอดเลือดตีบ อุดตัน มีเลือดออก หรืออาการเส้นเลือดในสมองตีบ จึงทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและสารอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์สมองถูกทำลาย


หากผู้ป่วยมีอาการ Stroke จำเป็นต้องพบแพทย์ในทันทีรอช้าไม่ได้ เนื่องจากการรักษาในช่วงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากได้รับการรักษาในทันทีจะช่วยลดความรุนแรงจากภาวะสมองตาย รวมถึงลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ป้องกันความพิการและทุพพลภาพที่จะเกิดขึ้นได้


โรคหลอดเลือดสมอง

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง


สาเหตุหลักของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke มี 2 สาเหตุ ได้แก่


  1. หลอดเลือดเกิดตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) คือ อาการเส้นเลือดในสมองตีบ หรืออุดตันซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยถึง 85% ของโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อภาวะนี้เกิดขึ้นจะส่งผลให้เนื้อสมองที่ขาดเลือดตาย

  2. หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) คือ อาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งในบางครั้งจะมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack) นำมาก่อน

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมอง?


  • ผู้สูงวัยอายุ 55 ปีหรือมากกว่า – ผู้สูงวัยที่อายุ 55 ปีขึ้นไป มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคสูงกว่าคนหนุ่มสาว

  • เชื้อชาติ – กลุ่มคนเชื้อสายแอฟริกัน มีความเสี่ยงสูงกว่าเชื้อชาติอื่นๆ ในการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

  • เพศ – เพศชายมีความเสี่ยงสูงมากกว่าเพศหญิงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แต่เพศหญิงมักจะเป็นโรคหลอดเลือดสมองเมื่ออายุมากขึ้น และพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย

  • การใช้ฮอร์โมน – การใช้ยาคุมกำเนิดหรือการใช้ฮอร์โมนบำบัด ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

  • พันธุกรรม – หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองก็จะเสี่ยงเป็นโรคมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดสมองแตก


  • ภาวะความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้

  • การได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดที่มากเกินความจำเป็น

  • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Cerebral Aneurysm or Arteriovenous Malformation)

  • การบาดเจ็บ หรือประสบอุบัติบางอย่าง เช่น อุบัติเหตุทางท้องถนน

  • มีโปรตีนสะสมในบริเวณผนังหลอดเลือดผิดปกติ (Cerebral Amyloidosis)

  • ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack – TIA) ซึ่งภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) คือ อาการโรคหลอดเลือดสมอง แต่อาการเป็นไม่นาน (น้อยกว่า 24 ชั่วโมง) เป็นแล้ว อาการดีขึ้นได้เอง สาเหตุของ TIA เกิดจากสมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่พอเป็นระยะเวลาชั่วคราว ส่วนใหญ่จะมีอาการ 5-15 นาที แล้วอาการจะดีขึ้นเอง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีดังนี้


1. ปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต


  • โรคอ้วน ซึ่งเกิดจากการทานอาหารที่มีไขมันมาก รสเค็ม
  • สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่ต่อเนื่อง
  • ดื่มสุราในปริมาณมาก
  • ใช้สารเสพติด

2. มีอาการผิดปกติทางร่างกาย หรือมีโรคประจำตัว


  • ภาวะความดันโลหิตสูง

  • ไขมันในเลือดสูง

  • เบาหวาน

  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • โรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Atrial fibrillation ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคลิ้นหัวใจติดเชื้อ (Infective Endocarditis)

  • โรคหลอดเลือดแดงที่คอตีบ (Severe Carotid or Vertebral Stenosis)

  • ภาวะเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ (Polycythemia Vera or Essential Thrombocytosis)

  • ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (Thrombophilia)

  • โรคหลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรค Moyamoya, Cerebral autosomal dominant and subcortical leukoencephalopathy (CADASIL)

  • มีการเซาะตัวของผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (Carotid or Vertebral Artery Dissection)

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง


โรคหลอดเลือดสมอง

การสังเกตลักษณะอาการมีความสำคัญมาก ควรสังเกตและตรวจเช็คอาการ หากตัวผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังต่อไปนี้


  1. พูดไม่ชัด พูดไม่ได้หรือไม่สามารถเข้าใจคำพูดของคนอื่น
    ผู้ป่วยจะรู้สึกสับสน มึนงง พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด

  2. อาการอ่อนแรง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) หรือชาบริเวณหน้า แขน ขา หรือปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง
    ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงหรือชาอย่างเฉียบพลัน บริเวณ หน้า แขนหรือขา โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะเกิดกับร่างกายแค่ด้านใดด้านหนึ่ง

    วิธีการทดสอบว่าผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวหรือไม่ คือ ให้ผู้ป่วยยกมือเหนือศีรษะในเวลาเดียวกัน หากแขนข้างหนึ่งตกลงมาแบบควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยอาจจะกำลังมีอาการของโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงมีอาการปากเบี้ยวข้างใดข้างหนึ่ง

  3. ปัญหาด้านการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
    ผู้ป่วยจะเกิดอาการตามัวแบบเฉียบพลัน หรือเห็นภาพซ้อน

  4. เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
    อาการรุนแรงแบบเฉียบพลัน มักจะพบร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปัญหาด้านการเดินเซ การทรงตัวผิดปกติ หรือซึมลง (Altered Consciousness) มีอาการมึนศีรษะและมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมอง


ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง มีหลากหลายอาการด้วยกัน แต่ที่มักพบบ่อยๆ ได้แก่


  • อัมพฤกษ์ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและแขน
  • สูญเสียความทรงจำ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ลดลง
  • ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้ผู้ป่วยมีความอารมณ์รุนแรงหรือซึมกว่าปกติ
  • อาการเหน็บชาตามอวัยวะต่างๆ หรือสูญเสียความรู้สึก
  • อาจเกิดการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีคนในครอบครัว เพื่อน หรือพบเห็นผู้ป่วยที่มีอาการพูดไม่ชัด อ่อนแรง มองไม่ชัด ปวดศีรษะ หรืออาการบ่งชี้อื่นๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที ถึงแม้ว่าอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และหายไปก็ตาม เพราะยิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใด ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงที่สมองจะถูกทำลายหรือเกิดการพิการได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น


consult doctor

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง


หากผู้ป่วยมีภาวะเสี่ยงหรือมีอาการของโรคหลอดเลือดสมองตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ควรนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต ซึ่งการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจะแตกต่างกันไปตามอาการ ดังนี้


การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การรักษาภาวะหลอดเลือดเกิดตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke)


วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน แพทย์จะเน้นไปที่การใช้ยา เพื่อช่วยลดโอกาสการกำเริบของโรคหลอดเลือดสมอง ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ได้แก่


  • ยาละลายลิ่มเลือด (Anticoagulant)
  • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet)
  • ยาลดไขมันในเลือด (Statin)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
  • ยาลดความดันโลหิต
  • ยารักษาโรคเบาหวาน

chat with our pharmacist free

การรักษาภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)


วิธีการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก ผู้ป่วยต้องได้รับยา เพื่อลดความดันโลหิต และยาที่ช่วยป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น หลังจากได้รับยาเพื่อบรรเทาอาการแล้ว ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดออกจากสมองโดยเร็ว ซึ่งการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก สามารถทำได้ ดังนี้


  • การผ่าตัดหยุดเลือด (Surgical Clipping)
  • การใส่ขดลวด (Endovascular Embolization)
  • การผ่าตัดกำจัดเส้นเลือดที่มีปัญหา (Surgical AVM Removal)
  • การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดสมอง (Intracranial Bypass)
  • การผ่าตัดด้วยรังสี (Stereotactic Radiosurgery)

นอกจากนี้ การผ่าตัดหรับผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่างภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) ได้ ผู้ป่วยจึงต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวออกจากสมอง


รวมถึงมีโอกาสที่ผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดสมองแตกบางราย ต้องใช้ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ เข้าช่วย เช่น การให้อาหารทางสายยาง การให้สารอาหารเสริม การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ การให้ออกซิเจน หรือแม้กระทั่งการใช้ถุงน่องป้องกันเส้นเลือดขอด (Compression Stockings) ในการรักษาร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาเช่นกัน


การดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


หากคุณเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือกำลังมองหาวิธีดูแลคนในครอบครัวกำลังเจ็บป่วย สิ่งที่ควรและไม่ควรปฏิบัติมีดังนี้


กายภาพบำบัดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

Do


  • ควรรับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เนื่องจากปลามีไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

  • ควรรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น

  • ควรลดการรับประทานอาหารไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไขมันทรานส์ เป็นต้น

  • ควรลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มหรืออาหารที่มีโซเดียมสูง

  • ควรออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ

  • หากร่างกายยังไม่กลับมา 100% หมั่นทำกายภาพบำบัด เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของร่างกาย

Don’t


  • ห้ามสูบบุหรี่และต้องเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

  • ควรงดหรือจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์

  • ห้ามปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน ควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์

  • ไม่ปล่อยให้เกิดความเสี่ยงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง


การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง สามารถทำได้ ดังนี้


1. หมั่นตรวจสุขภาพประจำปีและควรวัดความดันโลหิตเป็นระยะ


การตรวจสุขภาพประจำปีและการวัดความดันโลหิตเป็นระยะ ควรทำเพื่อให้เรารับรู้ว่าร่างกายของตัวเองมีอะไรผิดปกติหรือไม่ หากพบสิ่งผิดปกติ ก็สามารถหลีกเลี่ยงและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้

2. ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตสูงให้คงที่ด้วย ดังนี้


  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
  • งดรับประทานอาหารรสเค็มและเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด
  • หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น มันหมู, หนังไก่ เป็นต้น และควรรับประทานอาหารไขมันต่ำ
  • ลดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ เป็นต้น
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น แขนอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดลำบาก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
วิธีตรวจโควิด-19 มีแบบไหนบ้าง ต่างกันอย่างไรและตรวจแบบไหนแม่นยำกว่า
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease)
โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
ตาบอดสี (Color Blindness)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. จักรี ธัญยนพพร

นพ. จักรี ธัญยนพพร
(แพทย์ประสาทศัลยศาสตร์)
โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
พ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 2 มหาวิทยาลัยรังสิต
ว.ว. ประสาทศัลยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล