MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

เจ็บคอ (Sore Throat)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการเจ็บคอสร้างความลำบากในการเปล่งเสียงและกลืนอาหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากการติดเชี้อไวรัสและแบคทีเรียในเยื่อบุลำคอจนเกิดการอักเสบได้ หรือเจ็บคอจากฝุ่น ควัน สารเคมีที่เข้าไปในคอ

  • ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่ใช้ในการรักษาอาการเจ็บคออันเนื่องมาจากแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ก่อนรับประทานต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

  • การแยกความแตกต่างระหว่างอาการเจ็บคอที่เกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียนั้น สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นคือ หากมีอาการอักเสบ บวมแดงที่ต่อมทอนซิล ลิ้นไก่ หรือมีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล แสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าไม่มีอาการดังกล่าวอาจเป็นการติดเชื้อไวรัส



Table of Contents
อาการเจ็บคอ คืออะไร?
ประเภทของอาการเจ็บคอ
สาเหตุของอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอเป็นอย่างไร?
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยอาการเจ็บคอ
ยาแก้เจ็บคอ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการเจ็บคอ
การป้องกันอาการเจ็บคอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บคอ


อาการเจ็บคอ คืออะไร?


เจ็บคอ (Sore Throat) เป็นอาการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่สร้างความเจ็บปวด แสบร้อน ระคายเคืองเนื้อเยื่อในลำคอ ทำให้เกิดคออักเสบ (Pharyngitis) ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) หรือส่วนอื่นๆ ในลำคอเกิดการอักเสบและระคายเคือง จนเกิดความลำบากในการกลืนอาหารและน้ำ รวมถึงการเปล่งเสียงด้วย


อาการเจ็บคอส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น แต่ก็มีบางกรณีที่อาการเจ็บคอเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดจากการสูดดมมลพิษเข้าไป


ประเภทของอาการเจ็บคอ


อาการเจ็บคอ

อาการเจ็บคอแบ่งออกได้ตามลักษณะอาการที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งต่างๆ ในลำคอที่มีโอกาสเกิดการเจ็บคอมากที่สุด 3 ตำแหน่ง ดังนี้


  1. คออักเสบ (Pharyngitis): เป็นอาการเจ็บปวดและระคายเคืองคอบริเวณคอหอยหรือเนื้อเยื่อหลังลำคอ
  2. ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis): ต่อมทอนซิลซึ่งอยู่ด้านข้างของลำคอ มีอาการอักเสบ บวมแดง กลืนลำบาก และทำให้รู้สึกเจ็บคอ
  3. กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis): กล่องเสียงหรือเส้นเสียงในลำคอมีอาการระคายเคืองร่วมกับการอักเสบ

สาเหตุของอาการเจ็บคอ


อาการเจ็บคอ มีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วยได้หลากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (Infectious cause) แต่ก็มีบางกรณีที่อาการเจ็บคอไม่ได้เกิดมาจากการติดเชื้อ (Non-infectious cause) ซึ่งต้นเหตุของอาการเจ็บคอสามารถจำแนกได้ 3 กรณี ดังนี้


  1. การเจ็บคอที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (Viral sore throat): เป็นอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัส และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มีไวรัสต้นเหตุหลายตัวด้วยกัน ดังนี้
    • เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด เช่น Rhinovirus (ไวรัสไรโน), Adenovirus (ไวรัสอะดีโน)
    • เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 คือ Coronavirus (ไวรัสโคโรนา)
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ คือ Influenza Type A Virus, Influenza Type B Virus
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโมโนนิวคลิโอสิส คือ Epstein-Barr Virus (ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์)
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด คือ Paramyxovirus (ไวรัสพารามิคโซ)
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ Varicella Virus (ไวรัสวาริเซลลา)

  2. การเจ็บคอที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Strep throat): ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ คือ เชื้อแบคทีเรีย Streptococcus ซึ่งจะเข้าไปทำให้เนื้อเยื่อบุในลำคอและต่อมทอนซิลเกิดการอักเสบและบวมแดงได้ มีโอกาสเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 5-15 ปี มากกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) ต้นเหตุของโรคหนองใน และเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย (Chlamydia) ต้นเหตุโรคหนองในเทียม

  3. การเจ็บคอที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-infectious cause): อาจจะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในลำคอ หรือการใช้เสียงมากเกินไป รวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอย่างอากาศแห้ง มลพิษในอากาศ การสูบบุหรี่ การสูดดมควันไฟ สารเคมี ก้างปลาติดคอ หรืออาการแพ้ และโรคบางอย่าง เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคเนื้องอกในลำคอและกล่องเสียง

อาการเจ็บคอเป็นอย่างไร?


อาการเจ็บคอจะแสดงอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างกันตามต้นเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจสร้างความลำบากในการเปล่งเสียงและรับประทานอาหารได้ โดยสามารถแบ่งอาการเจ็บคอตามสาเหตุได้ ดังนี้


  • การเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะมีอาการคล้ายกับไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล เสียงแหบ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว อาการเจ็บคอมีความรุนแรงน้อยจนถึงปานกลาง แต่เวลากลืนจะไม่รู้สึกเจ็บ

  • การเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บปวดเวลากลืน ต่อมทอนซิลบวมแดงหรือเป็นจุดหนองสีขาว คอแดง ลิ้นไก่บวมแดง และมีฝ้าที่ลิ้นเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

  • การเจ็บคอที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ มีเพียงอาการแสบหรือเจ็บคอ อาการจะไม่รุนแรงมากนัก และจะไม่มีไข้ร่วมด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการเจ็บคอไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ให้ไปหาหมอ

อาการเจ็บคอเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อย ผู้ป่วยสามารถรักษาอาการเจ็บคอที่บ้านได้เอง และอาการจะบรรเทาลงภายใน 2 วัน แต่สำหรับผู้ป่วยบางคนที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการแย่ลง หรือหายเจ็บคอยากแม้จะผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์ ให้สังเกตลักษณะอาการต่อไปนี้ แล้วไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป


  • เจ็บคอรุนแรง
  • กลืนลำบากจนแทบกลืนไม่ได้
  • หายใจลำบาก
  • มีเลือดปะปนอยู่ในน้ำลายหรือเสมหะ
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บหู
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปวดตามไขข้อกระดูก
  • ผื่นขึ้นตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

consult doctor

การวินิจฉัยอาการเจ็บคอ


หากผู้ป่วยไม่ได้เจ็บคอรุนแรงมาก แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการเจ็บคอโดยการซักถามประวัติผู้ป่วย พร้อมทั้งตรวจดูภายในลำคอด้วยการส่องคอเพื่อดูลักษณะการอักเสบหรือหนองในลำคอ รวมถึงคลำบริเวณลำคอเพื่อตรวจว่ามีอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองหรือไม่


แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดมากขึ้นด้วยการใช้วิธีการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากด้านหลังคอของผู้ป่วยเพื่อตรวจหาเชื้อด้วยชุดทดสอบตรวจเชื้อแบบรวดเร็ว (Rapid Test) หรือนำตัวอย่างไปเข้าห้องปฏิบัติการ รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อดูภูมิต้านทานโรคด้วย


ยาแก้เจ็บคอ


Paracetamol แก้เจ็บคอได้

โดยปกติหากเป็นการเจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัส มักจะหายได้เองใน 5-7 วันโดยไม่ต้องพึ่งยา แต่หากจำเป็นแพทย์หรือเภสัชกรจะจ่ายยาแก้เจ็บคอตามสาเหตุที่เกิดขึ้น ดังนี้


  • เจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัส สามารรับประทานยา Paracetamol หรือ Acetaminophen, Ibuprofen, Aspirin รวมถึงยาพ่นคอ ยาอม ยาลดน้ำมูก

  • เจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จะได้รับยาปฏิชีวนะ เช่น Penicillin, Amoxicillin เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำคอ และยาแก้อักเสบ เช่น Ibuprofen, Aspirin เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของลำคอ

buy drug online on raksa app

คำเตือนเรื่องการใช้ยาแก้เจ็บคอ


สิ่งที่ต้องระวังก่อนการใช้ยาคือ ห้ามให้เด็กใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เนื่องจากยาอาจทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) สูงขึ้น โรคดังกล่าวทำให้เกิดความผิดปกติที่ตับและสมอง


นอกจากนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ก่อนใช้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะจริงๆ ก็ควรทานให้ครบจนหมดตามที่เภสัชกรแจ้ง ไม่เช่นนั้นเชื้อแบคทีเรียจะดื้อยามากขึ้นในครั้งต่อไป


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการเจ็บคอ


เมื่อผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอหรือรู้สึกระคายเคืองในลำคอ ให้ผู้ป่วยปฏิบัติตนด้วยวิธีแก้เจ็บคอที่ถูกต้อง ดังนี้


ทานอาหารอ่อนเพื่อถนอมเนื้อเยื่อที่อักเสบในลำคอ

Do


  • รับประทานอาหารอ่อน เพื่อถนอมเนื้อเยื่อที่อักเสบในลำคอ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับลำคอ
  • ควรทำความสะอาดลำคอหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง โดยการกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือน้ำเปล่า ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง รวมถึงการแปรงฟันด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารตกค้างอยู่ในลำคอ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • รับประทานหรือใช้ยาแก้เจ็บคอให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

Don’t


  • งดการรับประทานอาหารรสจัด รสเผ็ด หรืออาหารที่มีไขมันสูง ทั้งอาหารผัดและทอด
  • งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ
  • งดใช้เสียงชั่วคราว หรือใช้เสียงให้น้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่ตลบอบอวลไปด้วยฝุ่น ควัน และสิ่งระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นมากๆ หรืออากาศแห้งมากๆ
  • ไม่ควรใช้ภาชนะร่วมกับคนอื่น เพราะเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอาจแพร่สู่คนอื่นได้

การป้องกันอาการเจ็บคอ


สำหรับใครที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงก็ไม่ควรประมาท เพราะการเจ็บคอสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ฉะนั้นแล้วควรดูแลตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สามารถปฏิบัติตามได้ ดังนี้


  • ควรล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เป็นหวัด หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
  • ไม่ควรสูบบุหรี่หรือคลุกคลีอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ ควันไฟ สารเคมี หรือมลพิษทางอากาศอื่นๆ
  • ดูแลคอให้ชุ่มชื้น ด้วยการดื่มน้ำระหว่างวันอย่างเพียงพอ
  • งดการตะโกน หรือใช้เสียงติดต่อกันเป็นเวลานาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บคอ


1. เจ็บคอเวลากลืนน้ำลาย เกิดจากอะไร?


เวลากลืนน้ำลายแล้วจะรู้สึกเจ็บคอ มักเกิดจากต่อมทอนซิล ลิ้นไก่ คอหอย หรือผนังลำคอเกิดการอักเสบและบวมแดง ซึ่งมักจะเกิดจากการติดแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้นเมื่อกลืนน้ำหรืออาหารและไปสัมผัสโดนบริเวณดังกล่าว ผู้ป่วยจึงรู้สึกเจ็บคอ


2. แสบคอ คอแห้ง แต่ไม่ได้เป็นหวัด เกิดจากอะไร?


การที่ผู้ป่วยรู้สึกแสบคอและคอแห้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอาการป่วย สามารถสันนิษฐานสาเหตุที่ทำให้เจ็บคอได้ ดังนี้


  • เจ็บคอเพราะปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่เย็นจัด หรือเต็มไปด้วยฝุ่นและควัน รวมถึงสิ่งระคายเคืองที่ทำให้รู้สึกคอแห้งจนเจ็บคอได้

  • เจ็บคอเรื้อรัง ผู้ป่วยมีประวัติชอบสูบบุหรี่จัด หรือมีอาการแพ้จากสิ่งที่หายใจเข้าไป เช่น ฝุ่น น้ำหอม รวมถึงอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่รักษามานานแล้วแต่ยังไม่หายดี

  • กรดไหลย้อน ในบางครั้งกรดน้ำย่อยอาจจะย้อนขึ้นมาสู่คอหอย ทำให้รู้สึกเจ็บคอได้

3. คอหอยบวมอันตรายหรือไม่? รักษาที่บ้านเองได้ไหม?


ความอันตรายของคอหอยบวมหรือคลำที่คอแล้วมีก้อนจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งการติดเชื้อทำให้ต่อมทอนซิลบวม ไปจนถึงก้อนมะเร็ง ดังนั้นหากรักษาด้วยตัวเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 7 วันควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย หากเป็นการติดเชื้อทั่วไปสามารถรักษาที่บ้านได้ด้วยการรับประทานยา และดูแลตัวเองทั้งเรื่องการพักผ่อนและอาหาร


4. เจ็บคอกินน้ำเย็นได้ไหม?


จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Ron Eccles จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ สหราชอาณาจักร ระบุไว้ว่าของเย็นอย่างไอศกรีมหรือเครื่องดื่มที่เย็นสามารถช่วยลดอาการบวมจากการอักเสบของเยื่อบุในลำคอได้ แล้วยังช่วยยับยั้งอาการเจ็บปวดในลำคอได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นหรือซดซุปอุ่นๆ ก็ช่วยให้กวาดเสมหะในลำคอ และช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลายทำให้คอชุ่มชื้นได้เช่นกัน


5. เจ็บคอตอนกลางคืนบ่อยๆ เกิดจากอะไร?


การเจ็บคอตอนกลางคืนบ่อยครั้ง เกิดจากสาเหตุที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเกิดจากพฤติกรรมที่ผู้ป่วยกระทำเอง หรือปัจจัยรอบๆ ตัว สามารถสันนิษฐานสาเหตุของการเจ็บคอได้ ดังนี้


  • สภาพอากาศแห้งและเย็นเกินไป อาจทำให้เกิดอาการแพ้จนเจ็บคอ
  • สถานที่ที่อบอวลไปด้วยฝุ่นหรือสิ่งระคายเคือง เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฝุ่นอาจหลุดเข้าไปในลำคอจนเกิดการระคายเคืองได้
  • โรคกรดไหลย้อน ในช่วงที่กำลังเข้าสู่นิทรา กรดจะไหลย้อนขึ้นไปสู่หลอดอาหารส่วนต้น อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอและแสบคอตลอดทั้งคืนได้



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ณัฐกุล ลังกรณ์

นพ. ณัฐกุล ลังกรณ์ (GP)
รพ. พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

เจ็บคอ (Sore Throat)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการเจ็บคอสร้างความลำบากในการเปล่งเสียงและกลืนอาหารเป็นอย่างมาก เนื่องจากการติดเชี้อไวรัสและแบคทีเรียในเยื่อบุลำคอจนเกิดการอักเสบได้ หรือเจ็บคอจากฝุ่น ควัน สารเคมีที่เข้าไปในคอ

  • ยาปฏิชีวนะเป็นยาที่ใช้ในการรักษาอาการเจ็บคออันเนื่องมาจากแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถรักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ก่อนรับประทานต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง

  • การแยกความแตกต่างระหว่างอาการเจ็บคอที่เกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียนั้น สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นคือ หากมีอาการอักเสบ บวมแดงที่ต่อมทอนซิล ลิ้นไก่ หรือมีจุดหนองที่ต่อมทอนซิล แสดงว่าติดเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าไม่มีอาการดังกล่าวอาจเป็นการติดเชื้อไวรัส



Table of Contents
อาการเจ็บคอ คืออะไร?
ประเภทของอาการเจ็บคอ
สาเหตุของอาการเจ็บคอ
อาการเจ็บคอเป็นอย่างไร?
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยอาการเจ็บคอ
ยาแก้เจ็บคอ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการเจ็บคอ
การป้องกันอาการเจ็บคอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บคอ


อาการเจ็บคอ คืออะไร?


เจ็บคอ (Sore Throat) เป็นอาการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่สร้างความเจ็บปวด แสบร้อน ระคายเคืองเนื้อเยื่อในลำคอ ทำให้เกิดคออักเสบ (Pharyngitis) ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis) กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) หรือส่วนอื่นๆ ในลำคอเกิดการอักเสบและระคายเคือง จนเกิดความลำบากในการกลืนอาหารและน้ำ รวมถึงการเปล่งเสียงด้วย


อาการเจ็บคอส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น แต่ก็มีบางกรณีที่อาการเจ็บคอเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเกิดจากการสูดดมมลพิษเข้าไป


ประเภทของอาการเจ็บคอ


อาการเจ็บคอ

อาการเจ็บคอแบ่งออกได้ตามลักษณะอาการที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งต่างๆ ในลำคอที่มีโอกาสเกิดการเจ็บคอมากที่สุด 3 ตำแหน่ง ดังนี้


  1. คออักเสบ (Pharyngitis): เป็นอาการเจ็บปวดและระคายเคืองคอบริเวณคอหอยหรือเนื้อเยื่อหลังลำคอ
  2. ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis): ต่อมทอนซิลซึ่งอยู่ด้านข้างของลำคอ มีอาการอักเสบ บวมแดง กลืนลำบาก และทำให้รู้สึกเจ็บคอ
  3. กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis): กล่องเสียงหรือเส้นเสียงในลำคอมีอาการระคายเคืองร่วมกับการอักเสบ

สาเหตุของอาการเจ็บคอ


อาการเจ็บคอ มีสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการป่วยได้หลากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (Infectious cause) แต่ก็มีบางกรณีที่อาการเจ็บคอไม่ได้เกิดมาจากการติดเชื้อ (Non-infectious cause) ซึ่งต้นเหตุของอาการเจ็บคอสามารถจำแนกได้ 3 กรณี ดังนี้


  1. การเจ็บคอที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (Viral sore throat): เป็นอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัส และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด มีไวรัสต้นเหตุหลายตัวด้วยกัน ดังนี้
    • เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด เช่น Rhinovirus (ไวรัสไรโน), Adenovirus (ไวรัสอะดีโน)
    • เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 คือ Coronavirus (ไวรัสโคโรนา)
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ คือ Influenza Type A Virus, Influenza Type B Virus
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโมโนนิวคลิโอสิส คือ Epstein-Barr Virus (ไวรัสเอ็บสไตน์บาร์)
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด คือ Paramyxovirus (ไวรัสพารามิคโซ)
    • ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส คือ Varicella Virus (ไวรัสวาริเซลลา)

  2. การเจ็บคอที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย (Strep throat): ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอ คือ เชื้อแบคทีเรีย Streptococcus ซึ่งจะเข้าไปทำให้เนื้อเยื่อบุในลำคอและต่อมทอนซิลเกิดการอักเสบและบวมแดงได้ มีโอกาสเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 5-15 ปี มากกว่าผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) ต้นเหตุของโรคหนองใน และเชื้อแบคทีเรียคลาไมเดีย (Chlamydia) ต้นเหตุโรคหนองในเทียม

  3. การเจ็บคอที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-infectious cause): อาจจะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในลำคอ หรือการใช้เสียงมากเกินไป รวมถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอย่างอากาศแห้ง มลพิษในอากาศ การสูบบุหรี่ การสูดดมควันไฟ สารเคมี ก้างปลาติดคอ หรืออาการแพ้ และโรคบางอย่าง เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคเนื้องอกในลำคอและกล่องเสียง

อาการเจ็บคอเป็นอย่างไร?


อาการเจ็บคอจะแสดงอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างกันตามต้นเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจสร้างความลำบากในการเปล่งเสียงและรับประทานอาหารได้ โดยสามารถแบ่งอาการเจ็บคอตามสาเหตุได้ ดังนี้


  • การเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะมีอาการคล้ายกับไข้หวัด คือ มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล เสียงแหบ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว อาการเจ็บคอมีความรุนแรงน้อยจนถึงปานกลาง แต่เวลากลืนจะไม่รู้สึกเจ็บ

  • การเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ เจ็บปวดเวลากลืน ต่อมทอนซิลบวมแดงหรือเป็นจุดหนองสีขาว คอแดง ลิ้นไก่บวมแดง และมีฝ้าที่ลิ้นเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

  • การเจ็บคอที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ มีเพียงอาการแสบหรือเจ็บคอ อาการจะไม่รุนแรงมากนัก และจะไม่มีไข้ร่วมด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการเจ็บคอไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์ให้ไปหาหมอ

อาการเจ็บคอเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้บ่อย ผู้ป่วยสามารถรักษาอาการเจ็บคอที่บ้านได้เอง และอาการจะบรรเทาลงภายใน 2 วัน แต่สำหรับผู้ป่วยบางคนที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ อาจมีอาการแย่ลง หรือหายเจ็บคอยากแม้จะผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์ ให้สังเกตลักษณะอาการต่อไปนี้ แล้วไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป


  • เจ็บคอรุนแรง
  • กลืนลำบากจนแทบกลืนไม่ได้
  • หายใจลำบาก
  • มีเลือดปะปนอยู่ในน้ำลายหรือเสมหะ
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บหู
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • ปวดตามไขข้อกระดูก
  • ผื่นขึ้นตามผิวหนัง
  • ปัสสาวะสีเข้ม

consult doctor

การวินิจฉัยอาการเจ็บคอ


หากผู้ป่วยไม่ได้เจ็บคอรุนแรงมาก แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการเจ็บคอโดยการซักถามประวัติผู้ป่วย พร้อมทั้งตรวจดูภายในลำคอด้วยการส่องคอเพื่อดูลักษณะการอักเสบหรือหนองในลำคอ รวมถึงคลำบริเวณลำคอเพื่อตรวจว่ามีอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองหรือไม่


แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดมากขึ้นด้วยการใช้วิธีการตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากด้านหลังคอของผู้ป่วยเพื่อตรวจหาเชื้อด้วยชุดทดสอบตรวจเชื้อแบบรวดเร็ว (Rapid Test) หรือนำตัวอย่างไปเข้าห้องปฏิบัติการ รวมถึงการตรวจเลือดเพื่อดูภูมิต้านทานโรคด้วย


ยาแก้เจ็บคอ


Paracetamol แก้เจ็บคอได้

โดยปกติหากเป็นการเจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัส มักจะหายได้เองใน 5-7 วันโดยไม่ต้องพึ่งยา แต่หากจำเป็นแพทย์หรือเภสัชกรจะจ่ายยาแก้เจ็บคอตามสาเหตุที่เกิดขึ้น ดังนี้


  • เจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัส สามารรับประทานยา Paracetamol หรือ Acetaminophen, Ibuprofen, Aspirin รวมถึงยาพ่นคอ ยาอม ยาลดน้ำมูก

  • เจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จะได้รับยาปฏิชีวนะ เช่น Penicillin, Amoxicillin เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำคอ และยาแก้อักเสบ เช่น Ibuprofen, Aspirin เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดการอักเสบของลำคอ

buy drug online on raksa app

คำเตือนเรื่องการใช้ยาแก้เจ็บคอ


สิ่งที่ต้องระวังก่อนการใช้ยาคือ ห้ามให้เด็กใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เนื่องจากยาอาจทำให้เด็กมีโอกาสเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) สูงขึ้น โรคดังกล่าวทำให้เกิดความผิดปกติที่ตับและสมอง


นอกจากนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้ ก่อนใช้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อน และเมื่อต้องใช้ยาปฏิชีวนะจริงๆ ก็ควรทานให้ครบจนหมดตามที่เภสัชกรแจ้ง ไม่เช่นนั้นเชื้อแบคทีเรียจะดื้อยามากขึ้นในครั้งต่อไป


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการเจ็บคอ


เมื่อผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอหรือรู้สึกระคายเคืองในลำคอ ให้ผู้ป่วยปฏิบัติตนด้วยวิธีแก้เจ็บคอที่ถูกต้อง ดังนี้


ทานอาหารอ่อนเพื่อถนอมเนื้อเยื่อที่อักเสบในลำคอ

Do


  • รับประทานอาหารอ่อน เพื่อถนอมเนื้อเยื่อที่อักเสบในลำคอ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม
  • ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 แก้ว เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้กับลำคอ
  • ควรทำความสะอาดลำคอหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง โดยการกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือน้ำเปล่า ทุกๆ 1-2 ชั่วโมง รวมถึงการแปรงฟันด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เศษอาหารตกค้างอยู่ในลำคอ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • รับประทานหรือใช้ยาแก้เจ็บคอให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

Don’t


  • งดการรับประทานอาหารรสจัด รสเผ็ด หรืออาหารที่มีไขมันสูง ทั้งอาหารผัดและทอด
  • งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา และกาแฟ
  • งดใช้เสียงชั่วคราว หรือใช้เสียงให้น้อยที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่ตลบอบอวลไปด้วยฝุ่น ควัน และสิ่งระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นมากๆ หรืออากาศแห้งมากๆ
  • ไม่ควรใช้ภาชนะร่วมกับคนอื่น เพราะเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอาจแพร่สู่คนอื่นได้

การป้องกันอาการเจ็บคอ


สำหรับใครที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงก็ไม่ควรประมาท เพราะการเจ็บคอสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ฉะนั้นแล้วควรดูแลตัวเองไม่ให้เกิดความเสี่ยงจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด สามารถปฏิบัติตามได้ ดังนี้


  • ควรล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนการรับประทานอาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ เป็นหวัด หรือผู้ป่วยที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน
  • ไม่ควรสูบบุหรี่หรือคลุกคลีอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่ ควันไฟ สารเคมี หรือมลพิษทางอากาศอื่นๆ
  • ดูแลคอให้ชุ่มชื้น ด้วยการดื่มน้ำระหว่างวันอย่างเพียงพอ
  • งดการตะโกน หรือใช้เสียงติดต่อกันเป็นเวลานาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บคอ


1. เจ็บคอเวลากลืนน้ำลาย เกิดจากอะไร?


เวลากลืนน้ำลายแล้วจะรู้สึกเจ็บคอ มักเกิดจากต่อมทอนซิล ลิ้นไก่ คอหอย หรือผนังลำคอเกิดการอักเสบและบวมแดง ซึ่งมักจะเกิดจากการติดแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ดังนั้นเมื่อกลืนน้ำหรืออาหารและไปสัมผัสโดนบริเวณดังกล่าว ผู้ป่วยจึงรู้สึกเจ็บคอ


2. แสบคอ คอแห้ง แต่ไม่ได้เป็นหวัด เกิดจากอะไร?


การที่ผู้ป่วยรู้สึกแสบคอและคอแห้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอาการป่วย สามารถสันนิษฐานสาเหตุที่ทำให้เจ็บคอได้ ดังนี้


  • เจ็บคอเพราะปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยอาจจะมีอาการเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่เย็นจัด หรือเต็มไปด้วยฝุ่นและควัน รวมถึงสิ่งระคายเคืองที่ทำให้รู้สึกคอแห้งจนเจ็บคอได้

  • เจ็บคอเรื้อรัง ผู้ป่วยมีประวัติชอบสูบบุหรี่จัด หรือมีอาการแพ้จากสิ่งที่หายใจเข้าไป เช่น ฝุ่น น้ำหอม รวมถึงอาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่รักษามานานแล้วแต่ยังไม่หายดี

  • กรดไหลย้อน ในบางครั้งกรดน้ำย่อยอาจจะย้อนขึ้นมาสู่คอหอย ทำให้รู้สึกเจ็บคอได้

3. คอหอยบวมอันตรายหรือไม่? รักษาที่บ้านเองได้ไหม?


ความอันตรายของคอหอยบวมหรือคลำที่คอแล้วมีก้อนจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งการติดเชื้อทำให้ต่อมทอนซิลบวม ไปจนถึงก้อนมะเร็ง ดังนั้นหากรักษาด้วยตัวเองที่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้นใน 7 วันควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย หากเป็นการติดเชื้อทั่วไปสามารถรักษาที่บ้านได้ด้วยการรับประทานยา และดูแลตัวเองทั้งเรื่องการพักผ่อนและอาหาร


4. เจ็บคอกินน้ำเย็นได้ไหม?


จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Ron Eccles จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ สหราชอาณาจักร ระบุไว้ว่าของเย็นอย่างไอศกรีมหรือเครื่องดื่มที่เย็นสามารถช่วยลดอาการบวมจากการอักเสบของเยื่อบุในลำคอได้ แล้วยังช่วยยับยั้งอาการเจ็บปวดในลำคอได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้การดื่มน้ำอุ่นหรือซดซุปอุ่นๆ ก็ช่วยให้กวาดเสมหะในลำคอ และช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลายทำให้คอชุ่มชื้นได้เช่นกัน


5. เจ็บคอตอนกลางคืนบ่อยๆ เกิดจากอะไร?


การเจ็บคอตอนกลางคืนบ่อยครั้ง เกิดจากสาเหตุที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเกิดจากพฤติกรรมที่ผู้ป่วยกระทำเอง หรือปัจจัยรอบๆ ตัว สามารถสันนิษฐานสาเหตุของการเจ็บคอได้ ดังนี้


  • สภาพอากาศแห้งและเย็นเกินไป อาจทำให้เกิดอาการแพ้จนเจ็บคอ
  • สถานที่ที่อบอวลไปด้วยฝุ่นหรือสิ่งระคายเคือง เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฝุ่นอาจหลุดเข้าไปในลำคอจนเกิดการระคายเคืองได้
  • โรคกรดไหลย้อน ในช่วงที่กำลังเข้าสู่นิทรา กรดจะไหลย้อนขึ้นไปสู่หลอดอาหารส่วนต้น อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอและแสบคอตลอดทั้งคืนได้



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ณัฐกุล ลังกรณ์

นพ. ณัฐกุล ลังกรณ์ (GP)
รพ. พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล