MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคงูสวัด (Shingles, Herpes Zoster) 

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคงูสวัดเกิดจากการรับเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpese) หรือชื่อเดิมคือ วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หากได้รับครั้งแรกจะทำให้เป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อหายแล้วเชื้อจะไปซ้อนที่ปมประสาท เมื่อร่างกายอ่อนแอเชื้อก็จะกำเริบอีกครั้ง

  • อาการของโรคงูสวัดเริ่มแรกจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดแสบหรือเจ็บแปลบเหมือนเข็มทิ่มที่บริเวณผิวหนัง ก่อนจะมีผื่นแดงคัน ต่อมาจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นมาหลังจากนั้นจะตุ่มน้ำจะแตกและตกสะเก็ด ควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่อันตรายและสามารถเกิดซ้ำได้เมื่อร่างกายอ่อนแอลง การรักษาจะเน้นที่การรักษาตามอาการ คือ ทายาบริเวณที่เป็นผื่น ทานยาแก้ปวด หรือทานยาต้านไวรัสร่วมด้วย



Table of Contents
โรคงูสวัดคืออะไร?
ลักษณะผื่นงูสวัด
สาเหตุของโรคงูสวัด
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด
อาการของโรคงูสวัด
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคงูสวัด
ยารักษาโรคงูสวัด
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคงูสวัด
การป้องกันโรคงูสวัด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด


โรคงูสวัดคืออะไร?


โรคงูสวัด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Herpes Zoster หรือ Shingles คือโรคเกี่ยวกับปลายประสาทที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคผิวหนัง เพราะแสดงอาการออกมาในลักษณะของผื่นหรือตุ่มได้ทั่วร่างกายที่มีเส้นประสาทพาดผ่าน สามารถพบได้บ่อยในคนทั่วไป


จากเว็บไซต์สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าอุบัติการณ์ของการเกิดผื่นจากงูสวัดอยู่ที่ 3.4 ราย ต่อ 1,000 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 50 – 90 ปี โดยพบ 11 ราย ต่อ 1,000 คน


ผื่นงูสวัด

ลักษณะผื่นงูสวัด


ผื่นหรือตุ่มงูสวัดจะขึ้นบริเวณแนวบั้นเอว ชายโครง ใบหน้า แขน ขา หรือตามแนวเส้นประสาท ซึ่งจะขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น


สาเหตุของโรคงูสวัด


งูสวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpese) หรือชื่อเดิมคือ วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส


โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใสที่แตกและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากไปสัมผัสเชื้อก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสได้ ส่วนคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว การสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วยมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้น้อยกว่า ซึ่งในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเป็นงูสวัดแบบแพร่กระจาย จะสามารถแพร่เชื้อทางลมหายใจได้ด้วย


เมื่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะการหายใจหรือการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากนั้นเชื้อจะไปซ่อนอยู่ที่ปมประสาท เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอลงเชื้อก็จะเพิ่มจำนวนทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดเป็นงูสวัดตามผิวหนังนั่นเอง


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด


ผู้ที่มีเชื้องูสวัดในสร่างกายเมื่อร่างกายอ่อนแอทำให้เชื้อกำเริบได้ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมลง ผู้ที่มีความเครียดสะสม ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ปัจจัยเหล่านี้ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เชื้องูสวัดแบ่งตัวได้มากขึ้น


อาการของโรคงูสวัด


อาการงูสวัดไม่ได้อันตรายร้ายแรง จะมีเพียงแค่ผื่นขึ้นตามร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง โดยเริ่มจากเกิดเป็นตุ่มแดง แล้วกลายเป็นตุ่มนูน ตุ่มใส ก่อนที่จะแตกออก ตกสะเก็ดและหายเองในที่สุด


แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายขาดภูมิต้านทาน จะมีผื่นขึ้นได้รอบตัว และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาหรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณตุ่มน้ำใส สาเหตุจากการแกะเกาตุ่ม หรือเอาสิ่งแปลกปลอมมาทาบริเวณดังกล่าว ปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post Herpetic Neuralgia) รวมถึงการที่เชื้องูสวัดกระจายทั่วร่างกายในผู้ป่วยโรคเอดส์จนทำให้เสียชีวิต


อาการงูสวัดเริ่มแรก


เชื้องูสวัดสามารถซ่อนอยู่ที่ปมประสาทได้นานหลายปี แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าอาจถึงเวลาที่จะแสดงอาการ มาดูกันว่า… ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างไร


  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Stage) โดยอาการเริ่มแรกมีไข้ ปวดศีรษะ รู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณผิวหนัง มีรอยแดงเกิดขึ้นที่ผิวหนัง นอกจากนี้อาจมีอาการอ่อนเพลียและท้องเสียร่วมด้วย โดยอาการเจ็บและผื่นแดงจะเริ่มขึ้นที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของร่างกายก่อน หลังจากเกิดอาการผิดปกติที่ผิวหนังไม่กี่วันต่อมา จะเข้าสู่ระยะผื่นงูสวัด

  • ระยะมีผื่นงูสวัด (Active Stage) ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเรียงกันเป็นกลุ่มตามแนวยาวของเส้นประสาทบริเวณที่ปวดก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นตุ่มน้ำใสจะแตกและตกสะเก็ดในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา อาการทำให้เกิดแผลเป็นได้ หลังจากแผลหายสนิทแล้ว อาการปวดปลายประสาทจะทุเลาลง ซึ่งเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ในผู้ป่วยโรคงูสวัด

ทั้งนี้ลักษณะของผื่นงูสวัดจะแตกต่างจากโรคอีสุกอีใส เพราะจะเป็นผื่นที่ขึ้นเฉพาะตามปมประสาทที่มีไวรัสซ่อนอยู่ ไม่ใช่ตุ่มแดงอักเสบเห่อขึ้นมาทั้งตัว


อาการงูสวัดขึ้นตา


งูสวัดขึ้นตา

งูสวัดที่เกิดบริเวณดวงตาเราเรียกว่า Herpes Zoster Ophthalmicus เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์เช่นกัน อาการรุนแรงของงูสวัดขึ้นตาจะพบผื่นแดงที่หน้าผากด้วย ซึ่งจะมีอาการอักเสบ รวมถึงมีอาการปวดตารุนแรง เปลือกตาบวมน้ำ ตาแดง ภาวะเลือดคั่งในเยื่อบุกระจกตา และมีอาการตาสู้แสงไม่ได้


อาการงูสวัดขึ้นหัว


เมื่องูสวัดขึ้นหัวเริ่มแรกจะมีอาการปวดหัว ปวดต้นคอ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีไข้หรืออาจมีไข้อ่อนๆ ต่อมาอาการปวดจะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจปวดเสียวเข้าไปในกกหู เอี้ยวคอไม่ได้ และเมื่อเริ่มมีผื่นขึ้นชัดเจน จะมีอาการวิงเวียนศีรษะ หูอื้อ และชาที่บริเวณซีกใดซีกหนึ่งของศีรษะ


อาการเชื้องูสวัดขึ้นสมอง


อาการดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า โรครัมเซย์ฮันท์ ซินโดรม (Ramsay Hunt Syndrome) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ หรือโรคงูสวัดขึ้นสมองที่พบได้ยาก ทำให้ใบหน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีก เกิดตุ่มที่หูและปาก มีอาการหูอื้อ โรคนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


อาการงูสวัดในคุณแม่ตั้งครรภ์


คนท้องเป็นงูสวัด

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ส่งผลต่อเด็กในครรภ์และไม่เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์มาก โดยอาการงูสวัดของหญิงตั้งครรภ์จะไม่เกิน 4 สัปดาห์ อาการเหมือนโรคงูดสวัดมั่วไปคือมีผื่นขึ้นที่แนวประสาท และจะแตกก่อนตกสะเก็ดในที่สุด แต่หากหญิงตั้งครรภ์เป็นงูสวัดในช่วงใกล้คลอด อาจทำให้เด็กทารกเป็นโรคอีสุกอีใสหลังคลอดได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากเริ่มมีอาการเจ็บแปลบที่ผิวหนังเหมือนมีเข็มทิ่ม ปวดร้าวที่ผิว เกิดผื่นแดง มีไข้ ปวดศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคงูสวัดหรือไม่ และทำการรักษาอย่างถูกวิธี


consult doctor

การรักษาโรคงูสวัด


เมื่อมีอาการคล้ายเป็นโรคงูสวัดให้ไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ เช่น การให้ทานยาแก้ปวด ยาทาแก้ผื่นคันต่างๆ โดยเฉพาะการให้ผู้ป่วยทานยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง หรือการฉีดยาต้านไวรัสเข้าหลอดเลือดดำ ซึ่งจะใช้สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเท่านั้น


ยารักษาโรคงูสวัด


ยาทาภายนอกเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในการรักษา เพราะผู้ป่วยมักจะมั่นใจมากกว่ายาทาน โดยยาทางูสวัดที่สำคัญมีดังนี้


ยาทางูสวัด

  • คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) บรรเทาอาการคันผิวหนัง

  • ครีมแคปไซซิน (Capsaicin Cream) บรรเทาอาการปวดเมื่อย

  • ยาชา เช่น ลิโดเคน (Lidocaine) มีทั้งรูปแบบเจล และครีม

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้ยาทานควบคู่ไปกับยาทางูสวัดด้วย ซึ่งมีดังนี้


  • ยาต้านไวรัสอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) และแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) เป็นยาที่ช่วยชะลอเชื้อโรคงูสวัด ทำให้ตุ่มน้ำหายเร็วขึ้น ลดอาการปวดในระยะเฉียบพลัน ลดการแพร่กระจายบนผิวหนังและอวัยวะภายใน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ โดยควรทานภายใน 48 – 72 ชั่วโมงหลังเกิดตุ่มน้ำใส

  • ยาต้านไวรัสรูปแบบฉีดเข้าเส้นเลือดดำ สำหรับผู้ป่วยรายที่รุนแรงแบบแพร่กระจาย เพื่อผลการรักษาที่ดีกว่าและลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

  • ยาบรรเทาอาการปวด เช่น โคเดอีน (Codeine) พาราเซตามอล (Paracetamol)

  • ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

  • ยาหยอดตาสำหรับผู้ป่วยงูสวัดขึ้นตา

  • ยาในกลุ่มต้านอาการชัก เช่น กาบาเพนติน (Gabapentin)

  • ยาชา เช่น ลิโดเคน (Lidocaine) ซึ่งเป็นยาชนิดทา มีทั้งรูปแบบเจล และครีม

สำหรับสตรีมีครรภ์ หากเกิดผื่นงูสวัด แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาในกรณีที่จำเป็น เพราะโรคจะไม่ส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ ส่วนงูสวัดในเด็กบางกรณีอาจไม่ต้องทำการรักษา เพราะมีแนวโน้มที่จะมีอาการไม่รุนแรง และมีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ยกเว้นที่อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ เช่น กรณีที่เด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจต้องใช้ยาต้านไวรัส


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคงูสวัด


การปฏิบัติตนของผู้ป่วยงูสวัด เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง


Do


  • ทานยาทั้งยาแก้ปวด ยาต้านไวรัส และใช้ยาทาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

  • ประคบแผลด้วยน้ำเกลือ (0.9% Normal Saline) หรือกรดบอริค 3% ครั้งละประมาณ 10 นาที 3 – 4 ครั้ง/วัน จะช่วยทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น และถ้าตุ่มน้ำแตกให้ทำความสะอาดแผลเหมือนแผลทั่วไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย

  • ไม่ควรทานอาการบางอย่าง เพราะจะทำให้อาการงูสวัดกำเริบ เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต ขนมหวาน

  • ดูแลเรื่องความสะอาดโดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแผลงูสวัด

  • ระมัดระวังไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้หญิงตั้งครรภ์

Don’t


  • ไม่แกะเกาผื่นหรือตุ่มน้ำใส และควรตัดเล็บให้สั้น

  • ไม่ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ หรือทายาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้หายช้าลง

  • ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านตามความเชื่อ เนื่องจากอาจทำให้แผลลุกลามและเกิดการติดเชื้อมากยิ่งขึ้น

การป้องกันโรคงูสวัด


วัคซีนป้องกันงูสวัด

แม้เชื้อของโรคงูสวัดจะไม่หายขาด แต่ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดการแสดงอาการ หรือป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้หลายวิธี ดังนี้


  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด สำหรับผู้ที่เคยหรือไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือมีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ผู้ป่วยอาจเข้ารับการฉีดวัคซีนก่อนอายุ 60 ปีได้เช่นกัน

    ข้อควรระวังคือวัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถใช้กับผู้มีประวัติการแพ้เจลาติน ยานีโอมัยซินได้ และสำหรับผู้ต้องการตั้งครรภ์ ควรชะลอการตั้งครรภ์ไปช่วงหลังจากรับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสตั้งแต่ก่อนเป็น ก็ช่วยป้องกันโรคงูสวัดได้

  • รักษาความสะอาดผื่นและตุ่มน้ำด้วยสบู่ตามปกติ และพยายามให้ผื่นแห้งจนผื่นตกสะเก็ด หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ ยาแดง หรือยาสมุนไพรทาที่แผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า และเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

  • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหาร 5 หมู่อย่างครบถ้วน

  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อลดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว เสื้อผ้าควรมีความมิดชิด แต่ต้องไม่ติดชิดกับแผลจนเกินไป จะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้

  • แยกของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ที่นอน กับเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน

  • ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเป็นโรคงูสวัดแบบแพร่กระจาย สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ทางการหายใจ ควรแยกตัวไปรักษาในโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด


1. งูสวัดกี่วันหาย?


ผื่นงูสวัดจะแตกและแห้งไปเองโดยไม่ต้องรักษาภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่กว่าจะหายสนิทมักใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย


2. งูสวัดเป็นโรคติดต่อหรือไม่?


โรคงูสวัดสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ระยะที่ติดต่อจึงเป็นระยะที่ตุ่มน้ำใสแตกและตกสะเก็ด ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากไปสัมผัสกับผู้ป่วยในระยะดังกล่าวก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสได้


ส่วนคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว การสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสได้น้อยมาก แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเป็นงูสวัดแบบแพร่กระจายจะสามารถแพร่เชื้อทางลมหายใจได้ ควรแยกตัวผู้ป่วยไปรักษาในโรงพยาบาล


3. เป็นงูสวัดอาบน้ำได้ไหม?


เป็นงูสวัดอาบน้ำได้ เพราะการอาบน้ำเป็นการทำความสะอาดแผลที่ดีที่สุด สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ โดยควรอาบน้ำเย็นเพื่อปลอบประโลมผิว เนื่องจากน้ำร้อนจะทำให้เลือดไหลเวียนดีแผลจะยิ่งพุพองมากขึ้น แต่ความเย็นจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและลดอาการคันได้ดี


หลังอาบน้ำควรเช็ดตัวให้แห้งแล้วเก็บผ้าขนหนูอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น หากจะทาโลชั่นควรทาเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงโลชั่นที่ผสมน้ำหอม เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้


4. เป็นงูสวัดกินเหล้าได้ไหม?


เมื่อเป็นงูสวัด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มเติมได้


5. งูสวัดเป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม?


คำตอบคือได้ เพราะเมื่อใดที่ร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอหรือภูมิต้านทานต่ำ ก็มีโอกาสที่จะเป็นงูสวัดซ้ำได้อีก เพราะเชื้อไวรัสไม่ได้หายไปไหน แต่ซ่อนตัวอยู่ในปมประสาททั่วร่างกายของเราไปตลอดชีวิต


6. เป็นงูสวัดกินไข่ได้ไหม?


การทานอาหารในช่วงที่เป็นโรคงูสวัด ถ้าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด ปรุงสุกใหม่ ถูกสุขลักษณะ และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ อาทิ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และผักผลไม้ เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ร่างกายมีสารอาหารครบถ้วนและทำให้แผลหายเร็วขึ้น


7. งูสวัดเป็นที่ไหนได้บ้าง?


งูสวัดเป็นได้ตามแนวเส้นประสาทผิวหนัง โดยจะพบบ่อยบริเวณเอว ก้นกบ ใบหน้า และต้นขา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ขึ้นมาถึงจมูกตา นั่นคือสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ก่อนจะสายไป


บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
โรคหิด (Scabies)
โรคหัด (Measles)
โรคภูมิแพ้ (Allergy)
โรคเริม (Herpes Simplex)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชวพร สุดโนรีกูล

พญ. ชวพร สุดโนรีกูล (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลสมิติเวช
MCs SWU in Dermatology
Diploma in Dermatology and Dermatosurgery
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคงูสวัด (Shingles, Herpes Zoster) 

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคงูสวัดเกิดจากการรับเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpese) หรือชื่อเดิมคือ วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หากได้รับครั้งแรกจะทำให้เป็นโรคอีสุกอีใส เมื่อหายแล้วเชื้อจะไปซ้อนที่ปมประสาท เมื่อร่างกายอ่อนแอเชื้อก็จะกำเริบอีกครั้ง

  • อาการของโรคงูสวัดเริ่มแรกจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดแสบหรือเจ็บแปลบเหมือนเข็มทิ่มที่บริเวณผิวหนัง ก่อนจะมีผื่นแดงคัน ต่อมาจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นมาหลังจากนั้นจะตุ่มน้ำจะแตกและตกสะเก็ด ควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่อันตรายและสามารถเกิดซ้ำได้เมื่อร่างกายอ่อนแอลง การรักษาจะเน้นที่การรักษาตามอาการ คือ ทายาบริเวณที่เป็นผื่น ทานยาแก้ปวด หรือทานยาต้านไวรัสร่วมด้วย



Table of Contents
โรคงูสวัดคืออะไร?
ลักษณะผื่นงูสวัด
สาเหตุของโรคงูสวัด
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด
อาการของโรคงูสวัด
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคงูสวัด
ยารักษาโรคงูสวัด
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคงูสวัด
การป้องกันโรคงูสวัด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด


โรคงูสวัดคืออะไร?


โรคงูสวัด มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Herpes Zoster หรือ Shingles คือโรคเกี่ยวกับปลายประสาทที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคผิวหนัง เพราะแสดงอาการออกมาในลักษณะของผื่นหรือตุ่มได้ทั่วร่างกายที่มีเส้นประสาทพาดผ่าน สามารถพบได้บ่อยในคนทั่วไป


จากเว็บไซต์สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าอุบัติการณ์ของการเกิดผื่นจากงูสวัดอยู่ที่ 3.4 ราย ต่อ 1,000 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 50 – 90 ปี โดยพบ 11 ราย ต่อ 1,000 คน


ผื่นงูสวัด

ลักษณะผื่นงูสวัด


ผื่นหรือตุ่มงูสวัดจะขึ้นบริเวณแนวบั้นเอว ชายโครง ใบหน้า แขน ขา หรือตามแนวเส้นประสาท ซึ่งจะขึ้นเพียงซีกหนึ่งซีกใดของร่างกายเท่านั้น


สาเหตุของโรคงูสวัด


งูสวัดเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpese) หรือชื่อเดิมคือ วาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส


โรคนี้สามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใสที่แตกและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากไปสัมผัสเชื้อก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสได้ ส่วนคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว การสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วยมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้น้อยกว่า ซึ่งในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเป็นงูสวัดแบบแพร่กระจาย จะสามารถแพร่เชื้อทางลมหายใจได้ด้วย


เมื่อเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะการหายใจหรือการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย จะทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส หลังจากนั้นเชื้อจะไปซ่อนอยู่ที่ปมประสาท เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอลงเชื้อก็จะเพิ่มจำนวนทำให้เส้นประสาทอักเสบ เกิดเป็นงูสวัดตามผิวหนังนั่นเอง


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด


ผู้ที่มีเชื้องูสวัดในสร่างกายเมื่อร่างกายอ่อนแอทำให้เชื้อกำเริบได้ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมลง ผู้ที่มีความเครียดสะสม ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ปัจจัยเหล่านี้ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เชื้องูสวัดแบ่งตัวได้มากขึ้น


อาการของโรคงูสวัด


อาการงูสวัดไม่ได้อันตรายร้ายแรง จะมีเพียงแค่ผื่นขึ้นตามร่างกายซีกใดซีกหนึ่ง โดยเริ่มจากเกิดเป็นตุ่มแดง แล้วกลายเป็นตุ่มนูน ตุ่มใส ก่อนที่จะแตกออก ตกสะเก็ดและหายเองในที่สุด


แต่สำหรับผู้ที่ร่างกายขาดภูมิต้านทาน จะมีผื่นขึ้นได้รอบตัว และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาหรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณตุ่มน้ำใส สาเหตุจากการแกะเกาตุ่ม หรือเอาสิ่งแปลกปลอมมาทาบริเวณดังกล่าว ปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด (Post Herpetic Neuralgia) รวมถึงการที่เชื้องูสวัดกระจายทั่วร่างกายในผู้ป่วยโรคเอดส์จนทำให้เสียชีวิต


อาการงูสวัดเริ่มแรก


เชื้องูสวัดสามารถซ่อนอยู่ที่ปมประสาทได้นานหลายปี แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น นั่นแปลว่าอาจถึงเวลาที่จะแสดงอาการ มาดูกันว่า… ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวให้พร้อมอย่างไร


  • ระยะก่อนเกิดผื่น (Prodromal Stage) โดยอาการเริ่มแรกมีไข้ ปวดศีรษะ รู้สึกเจ็บแปลบที่บริเวณผิวหนัง มีรอยแดงเกิดขึ้นที่ผิวหนัง นอกจากนี้อาจมีอาการอ่อนเพลียและท้องเสียร่วมด้วย โดยอาการเจ็บและผื่นแดงจะเริ่มขึ้นที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของร่างกายก่อน หลังจากเกิดอาการผิดปกติที่ผิวหนังไม่กี่วันต่อมา จะเข้าสู่ระยะผื่นงูสวัด

  • ระยะมีผื่นงูสวัด (Active Stage) ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเรียงกันเป็นกลุ่มตามแนวยาวของเส้นประสาทบริเวณที่ปวดก่อนหน้านี้ หลังจากนั้นตุ่มน้ำใสจะแตกและตกสะเก็ดในไม่กี่สัปดาห์ต่อมา อาการทำให้เกิดแผลเป็นได้ หลังจากแผลหายสนิทแล้ว อาการปวดปลายประสาทจะทุเลาลง ซึ่งเป็นอาการของภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ในผู้ป่วยโรคงูสวัด

ทั้งนี้ลักษณะของผื่นงูสวัดจะแตกต่างจากโรคอีสุกอีใส เพราะจะเป็นผื่นที่ขึ้นเฉพาะตามปมประสาทที่มีไวรัสซ่อนอยู่ ไม่ใช่ตุ่มแดงอักเสบเห่อขึ้นมาทั้งตัว


อาการงูสวัดขึ้นตา


งูสวัดขึ้นตา

งูสวัดที่เกิดบริเวณดวงตาเราเรียกว่า Herpes Zoster Ophthalmicus เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์เช่นกัน อาการรุนแรงของงูสวัดขึ้นตาจะพบผื่นแดงที่หน้าผากด้วย ซึ่งจะมีอาการอักเสบ รวมถึงมีอาการปวดตารุนแรง เปลือกตาบวมน้ำ ตาแดง ภาวะเลือดคั่งในเยื่อบุกระจกตา และมีอาการตาสู้แสงไม่ได้


อาการงูสวัดขึ้นหัว


เมื่องูสวัดขึ้นหัวเริ่มแรกจะมีอาการปวดหัว ปวดต้นคอ รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีไข้หรืออาจมีไข้อ่อนๆ ต่อมาอาการปวดจะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจปวดเสียวเข้าไปในกกหู เอี้ยวคอไม่ได้ และเมื่อเริ่มมีผื่นขึ้นชัดเจน จะมีอาการวิงเวียนศีรษะ หูอื้อ และชาที่บริเวณซีกใดซีกหนึ่งของศีรษะ


อาการเชื้องูสวัดขึ้นสมอง


อาการดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า โรครัมเซย์ฮันท์ ซินโดรม (Ramsay Hunt Syndrome) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ หรือโรคงูสวัดขึ้นสมองที่พบได้ยาก ทำให้ใบหน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีก เกิดตุ่มที่หูและปาก มีอาการหูอื้อ โรคนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


อาการงูสวัดในคุณแม่ตั้งครรภ์


คนท้องเป็นงูสวัด

โรคงูสวัดเป็นโรคที่ไม่ส่งผลต่อเด็กในครรภ์และไม่เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์มาก โดยอาการงูสวัดของหญิงตั้งครรภ์จะไม่เกิน 4 สัปดาห์ อาการเหมือนโรคงูดสวัดมั่วไปคือมีผื่นขึ้นที่แนวประสาท และจะแตกก่อนตกสะเก็ดในที่สุด แต่หากหญิงตั้งครรภ์เป็นงูสวัดในช่วงใกล้คลอด อาจทำให้เด็กทารกเป็นโรคอีสุกอีใสหลังคลอดได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากเริ่มมีอาการเจ็บแปลบที่ผิวหนังเหมือนมีเข็มทิ่ม ปวดร้าวที่ผิว เกิดผื่นแดง มีไข้ ปวดศีรษะ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคงูสวัดหรือไม่ และทำการรักษาอย่างถูกวิธี


consult doctor

การรักษาโรคงูสวัด


เมื่อมีอาการคล้ายเป็นโรคงูสวัดให้ไปพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการรักษาตามอาการ เช่น การให้ทานยาแก้ปวด ยาทาแก้ผื่นคันต่างๆ โดยเฉพาะการให้ผู้ป่วยทานยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง หรือการฉีดยาต้านไวรัสเข้าหลอดเลือดดำ ซึ่งจะใช้สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเท่านั้น


ยารักษาโรคงูสวัด


ยาทาภายนอกเป็นตัวเลือกแรก ๆ ในการรักษา เพราะผู้ป่วยมักจะมั่นใจมากกว่ายาทาน โดยยาทางูสวัดที่สำคัญมีดังนี้


ยาทางูสวัด

  • คาลาไมน์โลชั่น (Calamine lotion) บรรเทาอาการคันผิวหนัง

  • ครีมแคปไซซิน (Capsaicin Cream) บรรเทาอาการปวดเมื่อย

  • ยาชา เช่น ลิโดเคน (Lidocaine) มีทั้งรูปแบบเจล และครีม

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรง ต้องใช้ยาทานควบคู่ไปกับยาทางูสวัดด้วย ซึ่งมีดังนี้


  • ยาต้านไวรัสอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) วาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) และแฟมไซโคลเวียร์ (Famciclovir) เป็นยาที่ช่วยชะลอเชื้อโรคงูสวัด ทำให้ตุ่มน้ำหายเร็วขึ้น ลดอาการปวดในระยะเฉียบพลัน ลดการแพร่กระจายบนผิวหนังและอวัยวะภายใน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ โดยควรทานภายใน 48 – 72 ชั่วโมงหลังเกิดตุ่มน้ำใส

  • ยาต้านไวรัสรูปแบบฉีดเข้าเส้นเลือดดำ สำหรับผู้ป่วยรายที่รุนแรงแบบแพร่กระจาย เพื่อผลการรักษาที่ดีกว่าและลดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ

  • ยาบรรเทาอาการปวด เช่น โคเดอีน (Codeine) พาราเซตามอล (Paracetamol)

  • ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

  • ยาหยอดตาสำหรับผู้ป่วยงูสวัดขึ้นตา

  • ยาในกลุ่มต้านอาการชัก เช่น กาบาเพนติน (Gabapentin)

  • ยาชา เช่น ลิโดเคน (Lidocaine) ซึ่งเป็นยาชนิดทา มีทั้งรูปแบบเจล และครีม

สำหรับสตรีมีครรภ์ หากเกิดผื่นงูสวัด แพทย์จะพิจารณาการใช้ยาในกรณีที่จำเป็น เพราะโรคจะไม่ส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ ส่วนงูสวัดในเด็กบางกรณีอาจไม่ต้องทำการรักษา เพราะมีแนวโน้มที่จะมีอาการไม่รุนแรง และมีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ยกเว้นที่อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ เช่น กรณีที่เด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจต้องใช้ยาต้านไวรัส


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคงูสวัด


การปฏิบัติตนของผู้ป่วยงูสวัด เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง


Do


  • ทานยาทั้งยาแก้ปวด ยาต้านไวรัส และใช้ยาทาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

  • ประคบแผลด้วยน้ำเกลือ (0.9% Normal Saline) หรือกรดบอริค 3% ครั้งละประมาณ 10 นาที 3 – 4 ครั้ง/วัน จะช่วยทำให้แผลแห้งเร็วขึ้น และถ้าตุ่มน้ำแตกให้ทำความสะอาดแผลเหมือนแผลทั่วไป เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย

  • ไม่ควรทานอาการบางอย่าง เพราะจะทำให้อาการงูสวัดกำเริบ เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต ขนมหวาน

  • ดูแลเรื่องความสะอาดโดยเฉพาะบริเวณที่เป็นแผลงูสวัด

  • ระมัดระวังไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้หญิงตั้งครรภ์

Don’t


  • ไม่แกะเกาผื่นหรือตุ่มน้ำใส และควรตัดเล็บให้สั้น

  • ไม่ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ หรือทายาที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้หายช้าลง

  • ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านตามความเชื่อ เนื่องจากอาจทำให้แผลลุกลามและเกิดการติดเชื้อมากยิ่งขึ้น

การป้องกันโรคงูสวัด


วัคซีนป้องกันงูสวัด

แม้เชื้อของโรคงูสวัดจะไม่หายขาด แต่ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดการแสดงอาการ หรือป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้หลายวิธี ดังนี้


  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด สำหรับผู้ที่เคยหรือไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ในกรณีของผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือมีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ผู้ป่วยอาจเข้ารับการฉีดวัคซีนก่อนอายุ 60 ปีได้เช่นกัน

    ข้อควรระวังคือวัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถใช้กับผู้มีประวัติการแพ้เจลาติน ยานีโอมัยซินได้ และสำหรับผู้ต้องการตั้งครรภ์ ควรชะลอการตั้งครรภ์ไปช่วงหลังจากรับวัคซีนแล้วอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสตั้งแต่ก่อนเป็น ก็ช่วยป้องกันโรคงูสวัดได้

  • รักษาความสะอาดผื่นและตุ่มน้ำด้วยสบู่ตามปกติ และพยายามให้ผื่นแห้งจนผื่นตกสะเก็ด หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์ ยาแดง หรือยาสมุนไพรทาที่แผล เพราะจะทำให้แผลหายช้า และเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

  • ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหาร 5 หมู่อย่างครบถ้วน

  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เพื่อลดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว เสื้อผ้าควรมีความมิดชิด แต่ต้องไม่ติดชิดกับแผลจนเกินไป จะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้

  • แยกของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ที่นอน กับเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นในผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน

  • ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเป็นโรคงูสวัดแบบแพร่กระจาย สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ทางการหายใจ ควรแยกตัวไปรักษาในโรงพยาบาล

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคงูสวัด


1. งูสวัดกี่วันหาย?


ผื่นงูสวัดจะแตกและแห้งไปเองโดยไม่ต้องรักษาภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่กว่าจะหายสนิทมักใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย


2. งูสวัดเป็นโรคติดต่อหรือไม่?


โรคงูสวัดสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย ระยะที่ติดต่อจึงเป็นระยะที่ตุ่มน้ำใสแตกและตกสะเก็ด ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน หากไปสัมผัสกับผู้ป่วยในระยะดังกล่าวก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสได้


ส่วนคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติและเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว การสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย มีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสได้น้อยมาก แต่ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและเป็นงูสวัดแบบแพร่กระจายจะสามารถแพร่เชื้อทางลมหายใจได้ ควรแยกตัวผู้ป่วยไปรักษาในโรงพยาบาล


3. เป็นงูสวัดอาบน้ำได้ไหม?


เป็นงูสวัดอาบน้ำได้ เพราะการอาบน้ำเป็นการทำความสะอาดแผลที่ดีที่สุด สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ โดยควรอาบน้ำเย็นเพื่อปลอบประโลมผิว เนื่องจากน้ำร้อนจะทำให้เลือดไหลเวียนดีแผลจะยิ่งพุพองมากขึ้น แต่ความเย็นจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและลดอาการคันได้ดี


หลังอาบน้ำควรเช็ดตัวให้แห้งแล้วเก็บผ้าขนหนูอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น หากจะทาโลชั่นควรทาเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงโลชั่นที่ผสมน้ำหอม เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้


4. เป็นงูสวัดกินเหล้าได้ไหม?


เมื่อเป็นงูสวัด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ ของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มเติมได้


5. งูสวัดเป็นแล้วเป็นอีกได้ไหม?


คำตอบคือได้ เพราะเมื่อใดที่ร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอหรือภูมิต้านทานต่ำ ก็มีโอกาสที่จะเป็นงูสวัดซ้ำได้อีก เพราะเชื้อไวรัสไม่ได้หายไปไหน แต่ซ่อนตัวอยู่ในปมประสาททั่วร่างกายของเราไปตลอดชีวิต


6. เป็นงูสวัดกินไข่ได้ไหม?


การทานอาหารในช่วงที่เป็นโรคงูสวัด ถ้าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ สะอาด ปรุงสุกใหม่ ถูกสุขลักษณะ และครบถ้วนตามหลักโภชนาการ อาทิ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และผักผลไม้ เป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ร่างกายมีสารอาหารครบถ้วนและทำให้แผลหายเร็วขึ้น


7. งูสวัดเป็นที่ไหนได้บ้าง?


งูสวัดเป็นได้ตามแนวเส้นประสาทผิวหนัง โดยจะพบบ่อยบริเวณเอว ก้นกบ ใบหน้า และต้นขา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ขึ้นมาถึงจมูกตา นั่นคือสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบแพทย์ก่อนจะสายไป


บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
โรคหิด (Scabies)
โรคหัด (Measles)
โรคภูมิแพ้ (Allergy)
โรคเริม (Herpes Simplex)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชวพร สุดโนรีกูล

พญ. ชวพร สุดโนรีกูล (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลสมิติเวช
MCs SWU in Dermatology
Diploma in Dermatology and Dermatosurgery
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล