MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหิด (Scabies)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคหิดเกิดจากการมีตัวหิดมาอาศัยอยู่บนผิวหนังชั้นกำพร้า ทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ มีผื่นแดงคัน คันมากโดยเฉพาะในเวลากลางคืน พบรอยโรคได้ตามบริเวณที่อบอุ่นในร่างกาย เช่น ตามข้อพับ ง่ามมือ นิ้ว ราวนม ขาหนีบ สะดือ

  • รอยโรคเฉพาะของโรคหิดคือจะมีตุ่มขึ้นเป็นเส้นคดเคี้ยว ยาวประมาณ 5-15 มิลลิเมตร เกิดจากการที่หิดตัวเมียไชลงไปในผิวหนังเป็นอุโมงค์ เพื่อทำการวางไข่

  • การรักษาโรคหิดจะเป็นการใช้ยาเป็นหลัก โดยจะมีทั้งยาทาผิวหนังเพื่อเป็นการกำจัดตัวหิดที่อยู่บริเวณผิวหนัง และยาทาน ในกรณีที่รักษาด้วยยาแบบอื่นไม่หาย หรือใช้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ



Table of Contents
โรคหิดคืออะไร?
สาเหตุของโรคหิด
อาการของโรคหิด
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคหิด
ยารักษาโรคหิด
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหิด
การป้องกันโรคหิด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหิด


โรคหิดคืออะไร?


โรคหิด (Scabies) เป็นโรคผิวหนังอักเสบของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าที่เกิดจาก “ตัวหิด” (Scabies Mite) พบได้ในคนทุกวัย โรคนี้สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยการอยู่ใกล้ชิดและสัมผัสผิวหนังของผู้ที่เป็นหิด มักพบบ่อยในผู้ที่อยู่อาศัยกันอย่างแออัด หรือชุมชนที่ขาดความรู้เกี่ยวกับโรคหิด ตลอดจนการรักษาโรคหิดล่าช้า


ตัวหิดคืออะไร?



ตัวหิด เป็นแมลงขนาดเล็กที่จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลเดียวกับตัวไร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sacoptes Scabiei จัดเป็นปรสิต (Parasite) ที่ต้องอาศัยบนร่างกายคน มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.4 มิลลิเมตร มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องอาศัยการมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ หิดมี 8 ขา สีน้ำตาล สามารถมีชีวิตอยู่บนร่างกายคนได้นานถึง 2-3 วันในอุณหภูมิห้อง ตัวหิดผสมพันธุ์กันบนผิวหนังคน หลังผสมพันธุ์หิดตัวผู้จะตาย แต่ตัวเมียจะเจาะอุโมงค์ (Burrow) ในผิวหนังกำพร้าเพื่อใช้วางไข่ โดยออกไข่วันละ 2-30 ฟองแล้วก็จะตาย ตัวอ่อนจะออกจากไข่ในวันที่ 3 หรือ 4 และจะโตเต็มที่ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์


หิดนอร์เวย์คืออะไร?


โรคหิดนอร์เวย์ (Norwegian Scabies, Crusted Scabies) – ได้ถูกอธิบายไว้ครั้งแรกที่ประเทศนอร์เวย์ในช่วงปี พ.ศ. 2343 อาการของผู้ที่เป็นโรคหิดนอร์เวย์ จะมีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปแต่ไม่มีอาการคัน ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคหิดนอร์เวย์คือ ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรืออ่อนแอ ผู้สูงอายุ ผู้ขาดสารอาหาร หรือผู้ที่ปัญหาทางระบบประสาทและสมอง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มักสูญเสียการรับรู้ที่ผิวหนังทำให้ตัวหิดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก


โรคหิดในเด็ก


โดยทั่วไปจะพบการแพร่กระจายอยู่ทั่วตัว ซึ่งในทารกและเด็กเล็กมักพบรอยโรคบริเวณใบหน้า ศีรษะ คอ รวมถึงฝ่ามือฝ่าเท้าร่วมด้วยได้ หากสงสัยว่าเด็กอาจจะติดเชื้อหิด ควรรีบพบแพทย์ทันที


สาเหตุของโรคหิด


โรคหิดเกิดจากหิดตัวเมียชื่อ Sarcoptes Scabiei Var Hominis ซึ่งมีช่วงชีวิตอยู่ในผิวหนังชั้นกำพร้า เนื่องจากตัวหิดไม่สามารถกระโดดได้ จึงเกิดการถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกันโดยตรง


อาการของโรคหิด



อาการมักเริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับตัวหิดมาประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยผู้ที่เป็นโรคหิดจะพบลักษณะผื่นเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง หรือผื่นที่เกิดจากการเกา ซึ่งผื่นมีลักษณะเป็นรอยนูนคดเคี้ยวคล้ายเส้นด้ายสั้นๆ ที่ผิวหนัง ความยาว 5 – 15 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดจากการที่หิดตัวเมียไชลงไปในหนังกำพร้าเป็นทางแบบอุโมงค์ (Burrow) ถือได้ว่าเป็นรอยโรคจำเพาะสำหรับโรคหิด พบการกระจายไปทั่วตัวโดยเฉพาะตามบริเวณอบอุ่นบนร่างกาย เช่น ตามง่ามมือ ง่ามเท้า ข้อพับ ข้อศอก ใต้ราวนม รอบหัวนม สะดือ บั้นเอว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลูกอัณฑะ ขาหนีบ และอวัยวะเพศ ซึ่งบริเวณนี้มักพบตุ่มแดงคันขนาดใหญ่และหายช้า รวมถึงลักษะที่สำคัญที่สุดคือ มีอาการคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืนจะคันมากเป็นพิเศษ


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการคันอย่างมากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ หรือจุดอับของร่างกาย มีผื่นขึ้นเป็นเส้นคดเคี้ยว ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยเพื่อจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง


consult doctor

การรักษาโรคหิด


หากผู้ป่วยมีอาการหรือลักษณะข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจดูอาการและรอยโรค ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม


เนื่องจากเชื้อหิดสามารถตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วยยาทา ควรทายาทั่วร่างกายแม้แต่บริเวณที่ไม่มีรอยโรค แต่ควรเว้นบริเวณศีรษะและใบหน้า ยาบางชนิดอาจมีฤทธิ์ระคายเคือง จึงควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทาน เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง


ยารักษาโรคหิด



ยาทา


  1. Permethrin cream – เป็นยาขนานแรก (First-line drug) ใช้ได้ดีกับผู้ใหญ่และเด็กมากกว่า 2 เดือน ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน มีฤทธิ์ฆ่าทั้งไข่หิดและตัวหิด โดยทาทั่วตัว สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 2 สัปดาห์

  2. 5-10% Sulfur – เป็นยากำมะถัน ใช้ได้ดีและค่อนข้างปลอดภัย ใช้ได้ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ควรทายาทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้า ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง อาบน้ำแล้วทาซ้ำ ทำ 3 วันติดต่อกัน และทาซ้ำ 1 สัปดาห์ถัดมา รวมเป็นทายา 4 ครั้งต่อ 1 คอร์ส ข้อดีคือ ราคาถูก และปลอดภัย ส่วนข้อเสียคือยามีกลิ่นเหม็นและมีความเหนอะหนะ

  3. 12.5 – 25% Benzyl benzoate – ชนิด 12.5% สำหรับเด็ก และชนิด 25% สำหรับผู้ใหญ่ ทาทุกส่วนของร่างกาย เมื่อครบ 24 ชั่วโมงให้ทาซ้ำ ในระหว่างนี้อย่าเพิ่งอาบน้ำและล้างมือ (ถ้าจำเป็นต้องล้างมือ ต้องทายาซ้ำ) จนกว่าจะครบ 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่ทายาครั้งแรก แล้วจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนใหม่ทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่หายขาดให้ทำซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

  4. Lindane lotion 1% – ให้ใช้ทาตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ประมาณ 8 ชั่วโมงแล้วล้างออก ควรทายาซ้ำใน 1สัปดาห์ต่อมา รวมทายาทั้งสิ้น 2 ครั้ง แต่เนื่องจากยาชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากจึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาตัวแรก และไม่ควรใช้ยานี้ในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นม คนที่มีประวัติชัก หรือมีโรคผิวหนัง

ยารับประทาน


Ivermectin – การใช้ยาตัวนี้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีการดื้อต่อการรักษาด้วยยาชนิดอื่นแล้ว หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ไม่สามารถทายารักษาโรคหิดทั่วร่างกายได้ ให้รับประทาน 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม รับประทานสองครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์


นอกจากยาที่ใช้รักษาข้างต้น แพทย์ยังอาจสั่งจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการจากโรคหิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น


  • ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน เช่น โลชั่นเบนาดริล (Benadryl) หรือพราโมซีน (Pramoxine Lotion)
  • ครีมสเตียรอยด์บรรเทาอาการบวมและคัน
  • ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดการติดเชื้อชนิดอื่นๆ จากการเกาผิวอย่างต่อเนื่อง

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหิด


Do


  • ไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยแพทย์จะนัดประเมินซ้ำเพื่อดูว่ายาที่ให้ไปใช้ได้ผลหรือไม่

  • ควรรักษาผู้ที่เป็นหิดและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทุกคนไปพร้อมๆ กัน (แม้ว่าจะไม่มีอาการก็ตาม)

  • ทำความสะอาดและกำจัดหิดที่อาจหลงเหลืออยู่ใกล้ตัว เพื่อป้องกันการแพร่โรคให้ผู้อื่นและการกลับมาติดหิดซ้ำ เช่น นำของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วยไปซักล้างทำความสะอาด และแช่น้ำร้อนในอุณหภูมิตั้งแต่ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปเพื่อฆ่าตัวหิด รวมถึงทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่นเพื่อกำจัดตัวหิด

  • ผู้ป่วยควรตัดเล็บสั้นและตะไบเล็บให้ไม่คม ไม่แคะ แกะ หรือเกาผื่นคัน เพราะอาจทำให้ลุกลามได้

Don’t


  • งดการสัมผัสผู้อื่นเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับยารักษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์ และเว้นระยะห่างจากคนรอบข้างเพื่อป้องกันการแพร่โรคให้ผู้อื่น

  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

  • ไม่แคะ แกะ หรือเกาผื่นคัน เพราะอาจทำให้ลุกลามได้

การป้องกันโรคหิด


ดูดฝุ่นเพื่อกำจัดตัวหิด

  • ควรรักษาผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือสมาชิกในครอบครัวไปพร้อมกัน ถึงแม้ไม่มีอาการก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะอาจอยู่ในระยะฟักตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายและกลับมาเป็นหิดซ้ำอีก

  • เนื่องจากหิดมีชีวิตอยู่นอกตัวคนได้ไม่เกิน 3 วัน จึงควรทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน หรือ ของใช้ที่มีการสัมผัสกับผิวหนัง ด้วยการแช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 – 30 นาที สำหรับของใช้ เช่น พรม โซฟา เก้าอี้ สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัดได้

  • ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้เป็นโรคหิด ทั้งผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ร่วมถึงไม่สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง หากมีความจำเป็นควรสวมถุงมือทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหิด


1. โรคหิดหายเองได้ไหม?


โรคหิดไม่สามารถหายเองได้ ควรได้รับการรักษาเท่านั้น และหากปล่อยไว้นานอาจเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาได้


2. โรคหิดติดต่อไหม?


โรคหิดเป็นโรคติดต่อ โดยเกิดจากการติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหิด เช่น สัมผัสผิวหนังโดยตรง สัมผัสเสื้อผ้า ผ้าปู และที่นอน เป็นต้นเหตุทำให้หิดสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โรคหิดติดต่อง่ายทางการสัมผัส มักพบว่าเป็นกันทั้งครอบครัวที่มีคนอยู่หนาแน่นหรือระบาดอยู่ในที่ชุมชน


3. โรคหิดอันตรายไหม?


โรคหิดสามารถรักษาให้หายได้ เนื่องจากเชื้อหิดสามารถตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วยยาทา เมื่อพบอาการต้องสงสัยจึงควรรีบไปพบแพทย์ แต่หากเป็นหิดนานๆ อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ เช่น การเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง หรือโรคอื่นๆ ที่แบคทีเรียมีโอกาสทำให้เกิดได้ เช่น โรคปอดอักเสบ โรคกรวยไตอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด หากได้รับการรักษาล่าช้าก็มีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้ และในเด็กบางรายอาจคันจนนอนไม่พอ กินไม่ได้ และน้ำหนักตัวลดลง


4. ยาทาหิดราคาเท่าไหร่?


ยาทาหิดมีราคาไม่แพงเริ่มต้นที่ 25 บาท สามารถหาซื้อได้ทั่วไป อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและหายจากการติดเชื้อหิด รวมทั้งยาทาหิดมีฤทธ์ระคายเคืองจึงควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์


5. วิธีรักษาโรคหิดให้หายขาด?


โรคหิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาทาและยารับประทาน โดยควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคหัด (Measles)
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)
โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


  • Debra Jaliman. (2020). Scabies Slideshow: Symptoms, Cause, and Treatments. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/ss/slideshow-scabies-overview
  • Shannon Johnson. (2019). Everything You Need to Know About Scabies. https://www.healthline.com/health/scabies
  • จรัสศรี ฬียาพรรณม, สุมนัส บุณยะรัตเวช, กนกวลัย กุลทนันทน์. (2020). โรคหิด (Scabies). https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/26_1.pdf
  • โรคหิด (Scabies). (2013). http://parasitology.md.chula.ac.th/th/index.php/example-pages/93-scabies
  • จุฬาภรณ์ พฤกษชาติคุณ.(2018). Dermatology (Scabies). http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20180403103621.pdf

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหิด (Scabies)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคหิดเกิดจากการมีตัวหิดมาอาศัยอยู่บนผิวหนังชั้นกำพร้า ทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ มีผื่นแดงคัน คันมากโดยเฉพาะในเวลากลางคืน พบรอยโรคได้ตามบริเวณที่อบอุ่นในร่างกาย เช่น ตามข้อพับ ง่ามมือ นิ้ว ราวนม ขาหนีบ สะดือ

  • รอยโรคเฉพาะของโรคหิดคือจะมีตุ่มขึ้นเป็นเส้นคดเคี้ยว ยาวประมาณ 5-15 มิลลิเมตร เกิดจากการที่หิดตัวเมียไชลงไปในผิวหนังเป็นอุโมงค์ เพื่อทำการวางไข่

  • การรักษาโรคหิดจะเป็นการใช้ยาเป็นหลัก โดยจะมีทั้งยาทาผิวหนังเพื่อเป็นการกำจัดตัวหิดที่อยู่บริเวณผิวหนัง และยาทาน ในกรณีที่รักษาด้วยยาแบบอื่นไม่หาย หรือใช้ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ



Table of Contents
โรคหิดคืออะไร?
สาเหตุของโรคหิด
อาการของโรคหิด
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคหิด
ยารักษาโรคหิด
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหิด
การป้องกันโรคหิด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหิด


โรคหิดคืออะไร?


โรคหิด (Scabies) เป็นโรคผิวหนังอักเสบของผิวหนังชั้นหนังกำพร้าที่เกิดจาก “ตัวหิด” (Scabies Mite) พบได้ในคนทุกวัย โรคนี้สามารถติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้โดยการอยู่ใกล้ชิดและสัมผัสผิวหนังของผู้ที่เป็นหิด มักพบบ่อยในผู้ที่อยู่อาศัยกันอย่างแออัด หรือชุมชนที่ขาดความรู้เกี่ยวกับโรคหิด ตลอดจนการรักษาโรคหิดล่าช้า


ตัวหิดคืออะไร?



ตัวหิด เป็นแมลงขนาดเล็กที่จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลเดียวกับตัวไร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sacoptes Scabiei จัดเป็นปรสิต (Parasite) ที่ต้องอาศัยบนร่างกายคน มีขนาดเล็กมากประมาณ 0.4 มิลลิเมตร มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องอาศัยการมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ หิดมี 8 ขา สีน้ำตาล สามารถมีชีวิตอยู่บนร่างกายคนได้นานถึง 2-3 วันในอุณหภูมิห้อง ตัวหิดผสมพันธุ์กันบนผิวหนังคน หลังผสมพันธุ์หิดตัวผู้จะตาย แต่ตัวเมียจะเจาะอุโมงค์ (Burrow) ในผิวหนังกำพร้าเพื่อใช้วางไข่ โดยออกไข่วันละ 2-30 ฟองแล้วก็จะตาย ตัวอ่อนจะออกจากไข่ในวันที่ 3 หรือ 4 และจะโตเต็มที่ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์


หิดนอร์เวย์คืออะไร?


โรคหิดนอร์เวย์ (Norwegian Scabies, Crusted Scabies) – ได้ถูกอธิบายไว้ครั้งแรกที่ประเทศนอร์เวย์ในช่วงปี พ.ศ. 2343 อาการของผู้ที่เป็นโรคหิดนอร์เวย์ จะมีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์ทั่วไปแต่ไม่มีอาการคัน ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคหิดนอร์เวย์คือ ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคบกพร่องหรืออ่อนแอ ผู้สูงอายุ ผู้ขาดสารอาหาร หรือผู้ที่ปัญหาทางระบบประสาทและสมอง ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มักสูญเสียการรับรู้ที่ผิวหนังทำให้ตัวหิดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก


โรคหิดในเด็ก


โดยทั่วไปจะพบการแพร่กระจายอยู่ทั่วตัว ซึ่งในทารกและเด็กเล็กมักพบรอยโรคบริเวณใบหน้า ศีรษะ คอ รวมถึงฝ่ามือฝ่าเท้าร่วมด้วยได้ หากสงสัยว่าเด็กอาจจะติดเชื้อหิด ควรรีบพบแพทย์ทันที


สาเหตุของโรคหิด


โรคหิดเกิดจากหิดตัวเมียชื่อ Sarcoptes Scabiei Var Hominis ซึ่งมีช่วงชีวิตอยู่ในผิวหนังชั้นกำพร้า เนื่องจากตัวหิดไม่สามารถกระโดดได้ จึงเกิดการถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกันโดยตรง


อาการของโรคหิด



อาการมักเริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับตัวหิดมาประมาณ 2-6 สัปดาห์ โดยผู้ที่เป็นโรคหิดจะพบลักษณะผื่นเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง หรือผื่นที่เกิดจากการเกา ซึ่งผื่นมีลักษณะเป็นรอยนูนคดเคี้ยวคล้ายเส้นด้ายสั้นๆ ที่ผิวหนัง ความยาว 5 – 15 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดจากการที่หิดตัวเมียไชลงไปในหนังกำพร้าเป็นทางแบบอุโมงค์ (Burrow) ถือได้ว่าเป็นรอยโรคจำเพาะสำหรับโรคหิด พบการกระจายไปทั่วตัวโดยเฉพาะตามบริเวณอบอุ่นบนร่างกาย เช่น ตามง่ามมือ ง่ามเท้า ข้อพับ ข้อศอก ใต้ราวนม รอบหัวนม สะดือ บั้นเอว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลูกอัณฑะ ขาหนีบ และอวัยวะเพศ ซึ่งบริเวณนี้มักพบตุ่มแดงคันขนาดใหญ่และหายช้า รวมถึงลักษะที่สำคัญที่สุดคือ มีอาการคันมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืนจะคันมากเป็นพิเศษ


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการคันอย่างมากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะบริเวณข้อพับ หรือจุดอับของร่างกาย มีผื่นขึ้นเป็นเส้นคดเคี้ยว ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยเพื่อจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง


consult doctor

การรักษาโรคหิด


หากผู้ป่วยมีอาการหรือลักษณะข้างต้น แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจดูอาการและรอยโรค ร่วมกับการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม


เนื่องจากเชื้อหิดสามารถตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วยยาทา ควรทายาทั่วร่างกายแม้แต่บริเวณที่ไม่มีรอยโรค แต่ควรเว้นบริเวณศีรษะและใบหน้า ยาบางชนิดอาจมีฤทธิ์ระคายเคือง จึงควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทาน เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง


ยารักษาโรคหิด



ยาทา


  1. Permethrin cream – เป็นยาขนานแรก (First-line drug) ใช้ได้ดีกับผู้ใหญ่และเด็กมากกว่า 2 เดือน ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน มีฤทธิ์ฆ่าทั้งไข่หิดและตัวหิด โดยทาทั่วตัว สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 2 สัปดาห์

  2. 5-10% Sulfur – เป็นยากำมะถัน ใช้ได้ดีและค่อนข้างปลอดภัย ใช้ได้ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ควรทายาทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดฝ่าเท้า ทิ้งไว้นาน 24 ชั่วโมง อาบน้ำแล้วทาซ้ำ ทำ 3 วันติดต่อกัน และทาซ้ำ 1 สัปดาห์ถัดมา รวมเป็นทายา 4 ครั้งต่อ 1 คอร์ส ข้อดีคือ ราคาถูก และปลอดภัย ส่วนข้อเสียคือยามีกลิ่นเหม็นและมีความเหนอะหนะ

  3. 12.5 – 25% Benzyl benzoate – ชนิด 12.5% สำหรับเด็ก และชนิด 25% สำหรับผู้ใหญ่ ทาทุกส่วนของร่างกาย เมื่อครบ 24 ชั่วโมงให้ทาซ้ำ ในระหว่างนี้อย่าเพิ่งอาบน้ำและล้างมือ (ถ้าจำเป็นต้องล้างมือ ต้องทายาซ้ำ) จนกว่าจะครบ 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่ทายาครั้งแรก แล้วจึงอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และผ้าปูที่นอนใหม่ทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่หายขาดให้ทำซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ต่อมา

  4. Lindane lotion 1% – ให้ใช้ทาตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ประมาณ 8 ชั่วโมงแล้วล้างออก ควรทายาซ้ำใน 1สัปดาห์ต่อมา รวมทายาทั้งสิ้น 2 ครั้ง แต่เนื่องจากยาชนิดนี้มีผลข้างเคียงมากจึงไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาตัวแรก และไม่ควรใช้ยานี้ในเด็กเล็ก สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นม คนที่มีประวัติชัก หรือมีโรคผิวหนัง

ยารับประทาน


Ivermectin – การใช้ยาตัวนี้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีการดื้อต่อการรักษาด้วยยาชนิดอื่นแล้ว หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือผู้ที่ไม่สามารถทายารักษาโรคหิดทั่วร่างกายได้ ให้รับประทาน 200 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม รับประทานสองครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์


นอกจากยาที่ใช้รักษาข้างต้น แพทย์ยังอาจสั่งจ่ายยาเพื่อบรรเทาอาการจากโรคหิดอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น


  • ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการคัน เช่น โลชั่นเบนาดริล (Benadryl) หรือพราโมซีน (Pramoxine Lotion)
  • ครีมสเตียรอยด์บรรเทาอาการบวมและคัน
  • ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดการติดเชื้อชนิดอื่นๆ จากการเกาผิวอย่างต่อเนื่อง

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหิด


Do


  • ไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยแพทย์จะนัดประเมินซ้ำเพื่อดูว่ายาที่ให้ไปใช้ได้ผลหรือไม่

  • ควรรักษาผู้ที่เป็นหิดและผู้ที่อยู่ใกล้ชิดทุกคนไปพร้อมๆ กัน (แม้ว่าจะไม่มีอาการก็ตาม)

  • ทำความสะอาดและกำจัดหิดที่อาจหลงเหลืออยู่ใกล้ตัว เพื่อป้องกันการแพร่โรคให้ผู้อื่นและการกลับมาติดหิดซ้ำ เช่น นำของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วยไปซักล้างทำความสะอาด และแช่น้ำร้อนในอุณหภูมิตั้งแต่ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไปเพื่อฆ่าตัวหิด รวมถึงทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่นเพื่อกำจัดตัวหิด

  • ผู้ป่วยควรตัดเล็บสั้นและตะไบเล็บให้ไม่คม ไม่แคะ แกะ หรือเกาผื่นคัน เพราะอาจทำให้ลุกลามได้

Don’t


  • งดการสัมผัสผู้อื่นเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับยารักษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์ และเว้นระยะห่างจากคนรอบข้างเพื่อป้องกันการแพร่โรคให้ผู้อื่น

  • ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

  • ไม่แคะ แกะ หรือเกาผื่นคัน เพราะอาจทำให้ลุกลามได้

การป้องกันโรคหิด


ดูดฝุ่นเพื่อกำจัดตัวหิด

  • ควรรักษาผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือสมาชิกในครอบครัวไปพร้อมกัน ถึงแม้ไม่มีอาการก็จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะอาจอยู่ในระยะฟักตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายและกลับมาเป็นหิดซ้ำอีก

  • เนื่องจากหิดมีชีวิตอยู่นอกตัวคนได้ไม่เกิน 3 วัน จึงควรทำความสะอาดเสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน หรือ ของใช้ที่มีการสัมผัสกับผิวหนัง ด้วยการแช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 – 30 นาที สำหรับของใช้ เช่น พรม โซฟา เก้าอี้ สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นกำจัดได้

  • ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้เป็นโรคหิด ทั้งผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ร่วมถึงไม่สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง หากมีความจำเป็นควรสวมถุงมือทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหิด


1. โรคหิดหายเองได้ไหม?


โรคหิดไม่สามารถหายเองได้ ควรได้รับการรักษาเท่านั้น และหากปล่อยไว้นานอาจเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาได้


2. โรคหิดติดต่อไหม?


โรคหิดเป็นโรคติดต่อ โดยเกิดจากการติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหิด เช่น สัมผัสผิวหนังโดยตรง สัมผัสเสื้อผ้า ผ้าปู และที่นอน เป็นต้นเหตุทำให้หิดสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โรคหิดติดต่อง่ายทางการสัมผัส มักพบว่าเป็นกันทั้งครอบครัวที่มีคนอยู่หนาแน่นหรือระบาดอยู่ในที่ชุมชน


3. โรคหิดอันตรายไหม?


โรคหิดสามารถรักษาให้หายได้ เนื่องจากเชื้อหิดสามารถตอบสนองได้ดีต่อการรักษาด้วยยาทา เมื่อพบอาการต้องสงสัยจึงควรรีบไปพบแพทย์ แต่หากเป็นหิดนานๆ อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นตามมาได้ เช่น การเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง หรือโรคอื่นๆ ที่แบคทีเรียมีโอกาสทำให้เกิดได้ เช่น โรคปอดอักเสบ โรคกรวยไตอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด หากได้รับการรักษาล่าช้าก็มีโอกาสทำให้เสียชีวิตได้ และในเด็กบางรายอาจคันจนนอนไม่พอ กินไม่ได้ และน้ำหนักตัวลดลง


4. ยาทาหิดราคาเท่าไหร่?


ยาทาหิดมีราคาไม่แพงเริ่มต้นที่ 25 บาท สามารถหาซื้อได้ทั่วไป อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและหายจากการติดเชื้อหิด รวมทั้งยาทาหิดมีฤทธ์ระคายเคืองจึงควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์


5. วิธีรักษาโรคหิดให้หายขาด?


โรคหิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาทาและยารับประทาน โดยควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคหัด (Measles)
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)
โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


  • Debra Jaliman. (2020). Scabies Slideshow: Symptoms, Cause, and Treatments. https://www.webmd.com/skin-problems-and-treatments/ss/slideshow-scabies-overview
  • Shannon Johnson. (2019). Everything You Need to Know About Scabies. https://www.healthline.com/health/scabies
  • จรัสศรี ฬียาพรรณม, สุมนัส บุณยะรัตเวช, กนกวลัย กุลทนันทน์. (2020). โรคหิด (Scabies). https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/admin/article_files/26_1.pdf
  • โรคหิด (Scabies). (2013). http://parasitology.md.chula.ac.th/th/index.php/example-pages/93-scabies
  • จุฬาภรณ์ พฤกษชาติคุณ.(2018). Dermatology (Scabies). http://www.thaipediatrics.org/Media/media-20180403103621.pdf