MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

เรติน-เอ (Retin-A)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • Retin-A® เป็นยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอรุ่นที่ 1 ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยทำให้เม็ดสิวหลุดออก ด้วยการผลัดเซลล์ผิวที่มีสิวอยู่ออกไป แล้วสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้สิวบนใบหน้าน้อยลง

  • ไม่ควรใช้ Retin-A® ในตอนกลางวัน เนื่องจากกรดในตัวยาทำให้ผิวหน้าบอบบาง และไวต่อแสงมากขึ้น (แพ้แสง) จึงต้องทาครีมกันแดดควบคู่กับผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น

  • ปัจจุบันไม่มีการจำหน่าย Retin-A® ในประเทศไทยแล้ว และมียารักษาสิวในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากให้ผลข้างเคียงน้อยกว่า และทนต่อแสงแดดได้ดีกว่า



Table of Contents
ยา Retin-A คืออะไร?
การออกฤทธิ์ของยา Retin-A
รูปแบบของยา Retin-A
ยา Retin-A ราคาประมาณเท่าไหร่?
วิธีใช้ยา Retin-A และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยา Retin-A
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Retin-A
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Retin-A
ใช้ยา Retin-A เกินขนาด ควรทำอย่างไร?
ลืมใช้ยา Retin-A ควรทำอย่างไร ?
การเก็บรักษายา Retin-A
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Retin-A


ยา Retin-A คืออะไร?


เรติน-เอ (Retin-A®) คือชื่อทางการค้าของยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ “Tretinoin” เป็นยาทาภายนอกที่มี Retinoic acid หรือกรดวิตามินเอสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบ มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.025% และ 0.05% ใช้ในการรักษาสิวอุดตันทั้งแบบหัวปิดและหัวเปิดที่มีความรุนแรงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง


การออกฤทธิ์ของยา Retin-A


เรตินเอช่วยผลัดเซลล์ผิว

Retin-A มีฤทธิ์เป็น Keratolytic acid ช่วยผลัดเซลล์เก่าที่มีสิวให้หลุดลอกออกง่าย และช่วยกระตุ้นการทำงานของ Mitotic activity ให้สร้างเซลล์ผิวใหม่มาทดแทน นอกจากนี้เรตินเอยังมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบและเพิ่มการสลายหัวสิว รวมถึงช่วยลดรอยดำรอยแดงจากสิวได้ด้วย


รูปแบบของยา Retin-A


ยา Retin-A เป็นยาทาภายนอก มีรูปแบบยาเป็นชนิดครีมและเจล ความเข้มข้นของ Tretinoin ในผลิตภัณฑ์เรตินเอมีความหลากหลายตั้งแต่ 0.025% และ 0.05% แล้วแต่ความรุนแรงของการเกิดสิวที่เกิดขึ้นของแต่ละคน


ยา Retin-A ราคาประมาณเท่าไหร่?


ปัจจุบันยา Retin-A ในประเทศไทยไม่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังมีผลิตภัณฑ์ Tretinoin ในชื่อทางการค้าอื่นที่ยังมีอยู่ เช่น DermaKlares, ACNETIN-A เป็นต้น โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100-160 บาท/หลอด


buy medication on Raksa app

วิธีใช้ยา Retin-A และปริมาณที่เหมาะสม


หากเริ่มต้นใช้ Retin-A เพื่อรักษาสิว ต้องมีใบสั่งจากแพทย์และต้องปฏิบัติตามที่ใบสั่งที่กำหนดเท่านั้น ควรใช้ยาเพียงครึ่งนิ้วให้พอครอบคลุมหัวสิว แล้วทาบางๆ เพียงวันละ 1 ครั้งก่อนนอน จะเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สุดในการรักษาสิว


ใช้เรตินเอเพียงวันละ 1 ครั้ง

สำหรับวิธีการใช้ยา Retin-A มีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้


  • ทำความสะอาดใบหน้า สำหรับคนที่แต่งหน้าควรใช้ Cleansing เช็ดหน้าให้สะอาดก่อน
  • ซับหน้าให้แห้ง ทิ้งไว้ 20-30 นาที
  • ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังใช้ยา
  • บีบเรตินเอประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวลงบนปลายนิ้ว
  • ทาลงบนใบหน้าตรงบริเวณที่เป็นสิวบางๆ หลีกเลี่ยงการทายาใกล้ๆ จมูก ปาก และรอบดวงตา
  • ไม่เอามือไปแตะหรือล้างบริเวณที่ทายาก่อนครบ 1 ชั่วโมง
  • ควรใช้ต่อเนื่อง 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลลัพธ์
  • หากต้องการใช้คู่กับ Benzac ให้ทา Benzac ตอนเช้าและทาน Retin-A ก่อนนอนได้

ข้อควรระวังในการใช้ยา Retin-A


ยา Retin-A เป็นยารักษาสิวที่ทำให้ใบหน้าบอบบาง จึงต้องระวังการออกแดดเป็นพิเศษ โดยจะต้องทาครีมกันแดดในตอนเช้าและใช้ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นควบคู่ไปด้วย และระวังการอย่าให้ยาเข้าตา เข้าปาก เข้าจมูกเป็นอันขาด


นอกจากนี้เมื่อใช้ไปในระยะแรกจะพบว่ามีสิวเห่อขึ้นมามากผิดปกติ ถือเป็นอาการข้างเคียงทั่วไป เนื่องจากยา Retin-A มีฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวทำให้สิวที่อยู่ใต้ผิวหนังโผล่ออกมามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องหยุดใช้ยาและสามารถทาต่อไปได้


  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Ratin-A ได้

Retin-A เป็นยาทาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิวและอาการรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงผู้ที่ไม่มีอาการแพ้ยาเรตินเอหรือส่วนประกอบอื่นในยาสามารถใช้ยาชนิดนี้ได้


  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Ratin-A
    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังจากแสงแดด ได้แก่ ผิวไหม้จากการตากแดด อาการแพ้แสงแดดโดยธรรมชาติ
    • ผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงหลังจากใช้ยาเรตินเอ หรือยาชนิดอื่นในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ
    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังแห้ง ผิวหนังบอบบาง และอักเสบเรื้อรัง
    • สตรีกำลังตั้งครรภ์
    • สตรีให้นมบุตร
    • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Retin-A


ระหว่างที่ใช้ยา Retin-A อาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผิวแห้ง แสบร้อน บวมแดง ระคายเคือง ผิวหลุดลอกเป็นขุย นอกจากนี้ยังทำให้ผิวมีความไวต่อสภาพอากาศที่แรงสุดขั้ว เช่น แสงแดด อากาศหนาว ลมแรง หากมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ให้หยุดใช้ยาเรตินเอไปก่อนหรือทาผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นควบคู่ไปด้วยกัน จะช่วยบรรเทาอาการแสบลงได้


ส่วนอาการแพ้ยา Retin-A นั้น หากผู้ใช้มีอาการลมพิษ หายใจลำบาก มีอาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด


Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Retin-A


สำหรับผู้ที่กำลังรักษาสิวด้วย Retin-A ไม่ควรใช้ยารักษาสิวที่มีส่วนผสมของ Benzoyl peroxide, Salicylic acid, Resorcinol และ Sulfur ร่วมในครั้งเดียวกัน เพราะตัวยาเหล่านี้มีฤทธิ์กัดกร่อน อาจเพิ่มอาการระคายเคืองรุนแรงขึ้นได้ นอกจากผลิตภัณฑ์รักษาสิวแล้ว สบู่ โฟมล้างหน้า เครื่องสำอางที่ทำให้ผิวหน้าแห้ง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้นสูง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติของผิวหนังได้เหมือนกัน


นอกจากนี้ไม่ควรใช้ Ratin-A ร่วมกับยาเหล่านี้ เนื่องจากทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Ciprofloxacin, Tetracyclines, Hydrochlorothiazide, Sulfamethoxazole ฉะนั้นแล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องการใช้ยาอื่นร่วมกับเรตินเอก่อนทุกครั้ง


ใช้ยา Retin-A เกินขนาด ควรทำอย่างไร?


ไม่คสรใช้เรตินเอเกินขนาดที่แพทย์แนะนำ

การบีบเนื้อยา Retin-A ออกมาทามากเกินไป ไม่ได้ช่วยให้การรักษาสิวหายไวขึ้น และยังทำให้บริเวณที่ทาเกิดรอยแดงแสบร้อนและผิวลอกเป็นขุยจากการระคายเคือง ฉะนั้นควรลดปริมาณให้เหลือแค่เม็ดถั่วเขียวและทาแค่ตรงสิวเป็นจุดเล็กๆ ก็เพียงพอ


ลืมใช้ยา Retin-A ควรทำอย่างไร ?


หากลืมทายา Retin-A ให้เว้นการทาในครั้งนี้ไป และทาครั้งต่อไปได้เลย โดยที่ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าเป็นอันขาด


การเก็บรักษายา Retin-A


  • หลังจากใช้ยา ปิดฝาให้แน่นและเก็บไว้ในกล่องบรรจุเดิมที่ได้มา
  • ไม่ควรเก็บไว้ใกล้กับไฟหรือควัน เนื่องจาก Retin-A สามารถติดไฟได้
  • ไม่ควรเก็บไว้ในพท้นที่ที่ร้อนเกินไป ให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 49 องศาเซลเซียส
  • ควรเก็บยาให้พ้นมือเด็ก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Retin-A


1. Retin-A กับ Differin แตกต่างกันอย่างไร?


Retin-A® และ Differin® ล้วนเป็นชื่อทางการค้าของกลุ่มยาอนุพันธ์วิตามินเอ (เรตินอยด์) ทั้งคู่ เพียงแต่ว่าเป็นยาคนละกลุ่มกัน โดย Retin-A® เป็นชื่อทางกาค้าของ Tretinoin ซึ่งเป็นยารุ่นที่ 1 ในขณะที่ Differin® เป็นชื่อทางการค้าของ Adapalene เป็นยารุ่นที่ 3


2. Retin-A ซื้อที่ไหน?


ยา Retin-A® จะไม่มีขายตามร้านขายยาแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีของยี่ห้ออื่นที่เป็นตัวยา Tretinoin เหมือนกันวางจำหน่ายอยู่ตามสถานพยาบาลหรือร้านขายเวชสำอางทั่วไป


3. ใช้อะไรแทน Retin-A ได้บ้าง?


สามารถใช้ยาชนิดอื่นในกลุ่มยาเรตินอยด์แทนได้ เนื่องจากยาเรตินอยด์รุ่นใหม่ผ่านการปรับปรุงเนื้อยาให้มีอาการระคายเคืองน้อยกว่า ไม่สลายตัวเมื่อเจอแดด และสามารถใช้ร่วมกับยารักษาสิวชนิดอื่นอย่าง Benzoyl peroxide (Benzac AC®) ได้ เช่น Adapalene gel (Differin®), Tazarotene (Tazorac®) หรือจะเป็น Tretinoin ของ Retacnyl ® ก็ได้


4. Retin-A ช่วยอะไร?


Retin-A ทั้งรูปแบบครีมและเจล ช่วยให้เม็ดสิว (Comedone) หลุดออกและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นสิวใหม่ ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย


5. Retin-A เลิกผลิตหรือยัง?


ในประเทศไทยได้เลิกผลิตยา Retin-A ไปแล้ว เนื่องจากเป็นยารุ่นเก่าที่ให้ผลข้างเคียงรุนแรงกว่ายารุ่นใหม่




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. พิมพา ตันธนศรีกุล
โรงพยาบาลกรุงเทพ
วุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

เรติน-เอ (Retin-A)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • Retin-A® เป็นยาทากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอรุ่นที่ 1 ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยทำให้เม็ดสิวหลุดออก ด้วยการผลัดเซลล์ผิวที่มีสิวอยู่ออกไป แล้วสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน ทำให้สิวบนใบหน้าน้อยลง

  • ไม่ควรใช้ Retin-A® ในตอนกลางวัน เนื่องจากกรดในตัวยาทำให้ผิวหน้าบอบบาง และไวต่อแสงมากขึ้น (แพ้แสง) จึงต้องทาครีมกันแดดควบคู่กับผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้น

  • ปัจจุบันไม่มีการจำหน่าย Retin-A® ในประเทศไทยแล้ว และมียารักษาสิวในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากให้ผลข้างเคียงน้อยกว่า และทนต่อแสงแดดได้ดีกว่า



Table of Contents
ยา Retin-A คืออะไร?
การออกฤทธิ์ของยา Retin-A
รูปแบบของยา Retin-A
ยา Retin-A ราคาประมาณเท่าไหร่?
วิธีใช้ยา Retin-A และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยา Retin-A
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Retin-A
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Retin-A
ใช้ยา Retin-A เกินขนาด ควรทำอย่างไร?
ลืมใช้ยา Retin-A ควรทำอย่างไร ?
การเก็บรักษายา Retin-A
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Retin-A


ยา Retin-A คืออะไร?


เรติน-เอ (Retin-A®) คือชื่อทางการค้าของยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ ซึ่งมีตัวยาสำคัญคือ “Tretinoin” เป็นยาทาภายนอกที่มี Retinoic acid หรือกรดวิตามินเอสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบ มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.025% และ 0.05% ใช้ในการรักษาสิวอุดตันทั้งแบบหัวปิดและหัวเปิดที่มีความรุนแรงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง


การออกฤทธิ์ของยา Retin-A


เรตินเอช่วยผลัดเซลล์ผิว

Retin-A มีฤทธิ์เป็น Keratolytic acid ช่วยผลัดเซลล์เก่าที่มีสิวให้หลุดลอกออกง่าย และช่วยกระตุ้นการทำงานของ Mitotic activity ให้สร้างเซลล์ผิวใหม่มาทดแทน นอกจากนี้เรตินเอยังมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการอักเสบและเพิ่มการสลายหัวสิว รวมถึงช่วยลดรอยดำรอยแดงจากสิวได้ด้วย


รูปแบบของยา Retin-A


ยา Retin-A เป็นยาทาภายนอก มีรูปแบบยาเป็นชนิดครีมและเจล ความเข้มข้นของ Tretinoin ในผลิตภัณฑ์เรตินเอมีความหลากหลายตั้งแต่ 0.025% และ 0.05% แล้วแต่ความรุนแรงของการเกิดสิวที่เกิดขึ้นของแต่ละคน


ยา Retin-A ราคาประมาณเท่าไหร่?


ปัจจุบันยา Retin-A ในประเทศไทยไม่จำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังมีผลิตภัณฑ์ Tretinoin ในชื่อทางการค้าอื่นที่ยังมีอยู่ เช่น DermaKlares, ACNETIN-A เป็นต้น โดยราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100-160 บาท/หลอด


buy medication on Raksa app

วิธีใช้ยา Retin-A และปริมาณที่เหมาะสม


หากเริ่มต้นใช้ Retin-A เพื่อรักษาสิว ต้องมีใบสั่งจากแพทย์และต้องปฏิบัติตามที่ใบสั่งที่กำหนดเท่านั้น ควรใช้ยาเพียงครึ่งนิ้วให้พอครอบคลุมหัวสิว แล้วทาบางๆ เพียงวันละ 1 ครั้งก่อนนอน จะเป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สุดในการรักษาสิว


ใช้เรตินเอเพียงวันละ 1 ครั้ง

สำหรับวิธีการใช้ยา Retin-A มีวิธีการต่าง ๆ ดังนี้


  • ทำความสะอาดใบหน้า สำหรับคนที่แต่งหน้าควรใช้ Cleansing เช็ดหน้าให้สะอาดก่อน
  • ซับหน้าให้แห้ง ทิ้งไว้ 20-30 นาที
  • ล้างมือให้สะอาดทั้งก่อนและหลังใช้ยา
  • บีบเรตินเอประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวลงบนปลายนิ้ว
  • ทาลงบนใบหน้าตรงบริเวณที่เป็นสิวบางๆ หลีกเลี่ยงการทายาใกล้ๆ จมูก ปาก และรอบดวงตา
  • ไม่เอามือไปแตะหรือล้างบริเวณที่ทายาก่อนครบ 1 ชั่วโมง
  • ควรใช้ต่อเนื่อง 4-6 สัปดาห์จึงจะเห็นผลลัพธ์
  • หากต้องการใช้คู่กับ Benzac ให้ทา Benzac ตอนเช้าและทาน Retin-A ก่อนนอนได้

ข้อควรระวังในการใช้ยา Retin-A


ยา Retin-A เป็นยารักษาสิวที่ทำให้ใบหน้าบอบบาง จึงต้องระวังการออกแดดเป็นพิเศษ โดยจะต้องทาครีมกันแดดในตอนเช้าและใช้ครีมเพิ่มความชุ่มชื้นควบคู่ไปด้วย และระวังการอย่าให้ยาเข้าตา เข้าปาก เข้าจมูกเป็นอันขาด


นอกจากนี้เมื่อใช้ไปในระยะแรกจะพบว่ามีสิวเห่อขึ้นมามากผิดปกติ ถือเป็นอาการข้างเคียงทั่วไป เนื่องจากยา Retin-A มีฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวทำให้สิวที่อยู่ใต้ผิวหนังโผล่ออกมามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องหยุดใช้ยาและสามารถทาต่อไปได้


  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Ratin-A ได้

Retin-A เป็นยาทาที่มีฤทธิ์เป็นกรด เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิวและอาการรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงผู้ที่ไม่มีอาการแพ้ยาเรตินเอหรือส่วนประกอบอื่นในยาสามารถใช้ยาชนิดนี้ได้


  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Ratin-A
    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังจากแสงแดด ได้แก่ ผิวไหม้จากการตากแดด อาการแพ้แสงแดดโดยธรรมชาติ
    • ผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรงหลังจากใช้ยาเรตินเอ หรือยาชนิดอื่นในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ
    • ผู้ที่มีปัญหาผิวหนังแห้ง ผิวหนังบอบบาง และอักเสบเรื้อรัง
    • สตรีกำลังตั้งครรภ์
    • สตรีให้นมบุตร
    • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Retin-A


ระหว่างที่ใช้ยา Retin-A อาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้ผิวแห้ง แสบร้อน บวมแดง ระคายเคือง ผิวหลุดลอกเป็นขุย นอกจากนี้ยังทำให้ผิวมีความไวต่อสภาพอากาศที่แรงสุดขั้ว เช่น แสงแดด อากาศหนาว ลมแรง หากมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น ให้หยุดใช้ยาเรตินเอไปก่อนหรือทาผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นควบคู่ไปด้วยกัน จะช่วยบรรเทาอาการแสบลงได้


ส่วนอาการแพ้ยา Retin-A นั้น หากผู้ใช้มีอาการลมพิษ หายใจลำบาก มีอาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก ลิ้น และลำคอ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด


Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Retin-A


สำหรับผู้ที่กำลังรักษาสิวด้วย Retin-A ไม่ควรใช้ยารักษาสิวที่มีส่วนผสมของ Benzoyl peroxide, Salicylic acid, Resorcinol และ Sulfur ร่วมในครั้งเดียวกัน เพราะตัวยาเหล่านี้มีฤทธิ์กัดกร่อน อาจเพิ่มอาการระคายเคืองรุนแรงขึ้นได้ นอกจากผลิตภัณฑ์รักษาสิวแล้ว สบู่ โฟมล้างหน้า เครื่องสำอางที่ทำให้ผิวหน้าแห้ง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้นสูง ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติของผิวหนังได้เหมือนกัน


นอกจากนี้ไม่ควรใช้ Ratin-A ร่วมกับยาเหล่านี้ เนื่องจากทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Ciprofloxacin, Tetracyclines, Hydrochlorothiazide, Sulfamethoxazole ฉะนั้นแล้ว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเรื่องการใช้ยาอื่นร่วมกับเรตินเอก่อนทุกครั้ง


ใช้ยา Retin-A เกินขนาด ควรทำอย่างไร?


ไม่คสรใช้เรตินเอเกินขนาดที่แพทย์แนะนำ

การบีบเนื้อยา Retin-A ออกมาทามากเกินไป ไม่ได้ช่วยให้การรักษาสิวหายไวขึ้น และยังทำให้บริเวณที่ทาเกิดรอยแดงแสบร้อนและผิวลอกเป็นขุยจากการระคายเคือง ฉะนั้นควรลดปริมาณให้เหลือแค่เม็ดถั่วเขียวและทาแค่ตรงสิวเป็นจุดเล็กๆ ก็เพียงพอ


ลืมใช้ยา Retin-A ควรทำอย่างไร ?


หากลืมทายา Retin-A ให้เว้นการทาในครั้งนี้ไป และทาครั้งต่อไปได้เลย โดยที่ห้ามเพิ่มขนาดยาเป็นสองเท่าเป็นอันขาด


การเก็บรักษายา Retin-A


  • หลังจากใช้ยา ปิดฝาให้แน่นและเก็บไว้ในกล่องบรรจุเดิมที่ได้มา
  • ไม่ควรเก็บไว้ใกล้กับไฟหรือควัน เนื่องจาก Retin-A สามารถติดไฟได้
  • ไม่ควรเก็บไว้ในพท้นที่ที่ร้อนเกินไป ให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 49 องศาเซลเซียส
  • ควรเก็บยาให้พ้นมือเด็ก

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Retin-A


1. Retin-A กับ Differin แตกต่างกันอย่างไร?


Retin-A® และ Differin® ล้วนเป็นชื่อทางการค้าของกลุ่มยาอนุพันธ์วิตามินเอ (เรตินอยด์) ทั้งคู่ เพียงแต่ว่าเป็นยาคนละกลุ่มกัน โดย Retin-A® เป็นชื่อทางกาค้าของ Tretinoin ซึ่งเป็นยารุ่นที่ 1 ในขณะที่ Differin® เป็นชื่อทางการค้าของ Adapalene เป็นยารุ่นที่ 3


2. Retin-A ซื้อที่ไหน?


ยา Retin-A® จะไม่มีขายตามร้านขายยาแล้วในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีของยี่ห้ออื่นที่เป็นตัวยา Tretinoin เหมือนกันวางจำหน่ายอยู่ตามสถานพยาบาลหรือร้านขายเวชสำอางทั่วไป


3. ใช้อะไรแทน Retin-A ได้บ้าง?


สามารถใช้ยาชนิดอื่นในกลุ่มยาเรตินอยด์แทนได้ เนื่องจากยาเรตินอยด์รุ่นใหม่ผ่านการปรับปรุงเนื้อยาให้มีอาการระคายเคืองน้อยกว่า ไม่สลายตัวเมื่อเจอแดด และสามารถใช้ร่วมกับยารักษาสิวชนิดอื่นอย่าง Benzoyl peroxide (Benzac AC®) ได้ เช่น Adapalene gel (Differin®), Tazarotene (Tazorac®) หรือจะเป็น Tretinoin ของ Retacnyl ® ก็ได้


4. Retin-A ช่วยอะไร?


Retin-A ทั้งรูปแบบครีมและเจล ช่วยให้เม็ดสิว (Comedone) หลุดออกและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นสิวใหม่ ทั้งยังช่วยลดการอักเสบของสิวได้อีกด้วย


5. Retin-A เลิกผลิตหรือยัง?


ในประเทศไทยได้เลิกผลิตยา Retin-A ไปแล้ว เนื่องจากเป็นยารุ่นเก่าที่ให้ผลข้างเคียงรุนแรงกว่ายารุ่นใหม่




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. พิมพา ตันธนศรีกุล
โรงพยาบาลกรุงเทพ
วุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล