MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ปวดท้องประจำเดือน (Period Cramps)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ปวดท้องประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในช่วงก่อนและระหว่างที่มีประจำเดือน โดยเป็นได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ซึ่งหากมีอาการปวดมากขึ้นในทุกๆ เดือน หรือประจำเดือนมีความผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

  • ปวดท้องประจำเดือน จะมีอาการปวดบิด บีบเกร็งบริเวณท้องน้อย และอาจมีอาการปวดร้าวบริเวณต่างๆ เช่น ต้นขา เอว หลัง สะโพก หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องอืด ท้องเสีย ปวดศีรษะ

  • เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น Paracetamol, Ibuprofen, Aspirin, Naproxen แล้วพักผ่อนให้เพียงพอ สามารถใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบเพื่อบรรเทาอาการปวด อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ



Table of Contents
อาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร?
สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอย่างไร?
ภาวะแทรกซ้อนจากการปวดท้องประจำเดือน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน
การป้องกันอาการปวดท้องประจำเดือน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดท้องประจำเดือน


อาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร?


ปวดท้องประจำเดือน หรือที่เรียกติดปากว่า ปวดท้องเมนส์ (Period Cramps, Dysmenorrhea) คืออาการปวดบริเวณช่วงล่างของหน้าท้องก่อนมีประจำเดือน 1-2 วันหรือระหว่างที่มีประจำเดือน สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน ในบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรง ปวดบิดเกร็งมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง ปวดเอว ปวดศีรษะ ฯลฯ


โดยอาการดังกล่าวจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติเมื่อประจำเดือนหมด และสามารถกลับมาเป็นได้อีกครั้งในรอบประจำเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ส่งผลให้ปวดท้องเมนส์ได้ เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri, Fibroid) ซึ่งหากอาการปวดท้องประจำเดือนไม่ได้เกิดจากความผิดปกติเหล่านี้ อาการปวดจะน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้นหรือหลังจากคลอดบุตร


ปวดท้องประจำเดือน

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน


ปวดท้องประจำเดือนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้


  • เยื่อบุโพรงมดลูกสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) เพื่อให้มดลูกเกิดการบีบตัวและขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ยิ่งผลิตสารพรอสตาแกลนดินจำนวนมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีการบีบตัวและส่งผลให้เกิดอาการปวดเท่านั้น เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดเรียกว่า “ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ”

  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตที่อื่น เช่น ภายในกล้ามเนื้อมดลูก รังไข่ ผนังลำไส้ ผนังกระเพาะปัสสาวะ อุ้งเชิงกราน ฯลฯ แต่ยังคงทำหน้าที่สร้างประจำเดือนเช่นเดิม จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงและมากขึ้นเรื่อยๆ

  • เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri, Uterine Fibroids) เป็นเนื้องอกที่บริเวณกล้ามเนื้อของมดลูก แม้จะเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากมีขนาดใหญ่จะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัวมากขึ้นจึงเป็นที่มาของอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรง หรือทำให้มีเลือดออกมาก มักพบในผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป

  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงส่วนบน เช่น มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ เยื่อบุช่องท้องในอุ้งเชิงกราน มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้มีอาการปวดท้องประจำเดือนและปวดท้องน้อยเรื้อรัง

  • ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis) เมื่อปากมดลูกแคบจึงทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกมาได้ช้าหรือสะสมอยู่ในโพรงมดลูก มดลูกจึงต้องบีบตัวมากกว่าปกติเพื่อให้ประจำเดือนออกมาได้ รวมถึงเกิดแรงดันมากขึ้นในโพรงมดลูก ทำให้มีอาการปวดท้องประจำเดือน

  • พังผืดในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Adhesion) โดยพังผืดเหล่านี้อาจเกิดจากการติดเชื้อและอักเสบ หรือเคยผ่าตัดช่องท้องอย่างการคลอดบุตร ซึ่งพังผืดเหล่านี้จะดึงรั้งเวลามดลูกบีบตัว ส่งผลให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน


  • ปวดท้องประจำเดือนจากภาวะหรือโรคต่างๆ เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • การใส่ห่วงอนามัย
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ระมัดระวัง
  • การสูบบุหรี่
  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • มีความเครียดสะสม
  • เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย
  • มีประจำเดือนมามากกว่า 1 ครั้งต่อเดือนหรือประจำเดือนมามาก
  • ไม่มีบุตร หรือไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน
  • คนในครอบครัวมีประวัติปวดท้องประจำเดือน

สาเหตุ ปวดท้องเมนส์

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอย่างไร?


ปวดท้องประจำเดือนจะมีลักษณะดังนี้


  • มักมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย รู้สึกบิด บีบเกร็ง หรือปวดร้าวไปบริเวณเอวหรือหลัง
  • รู้สึกเหมือนมีแรงดันในช่องท้อง ทำให้รู้สึกปวด ตึง
  • อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หน้ามืด ท้องเสีย

ภาวะแทรกซ้อนจากการปวดท้องประจำเดือน


อาการปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากมดลูกบีบตัว ไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แต่จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันทั้งการเรียน การทำงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ


แต่ถ้าหากอาการปวดท้องเมนส์มาจากโรคหรือความผิดปกติอื่นๆ สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจทำให้มีบุตรยากหรือเกิดช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) ได้ ส่วนภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบทำให้ท่อนำไข่เกิดรอยแผล เพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


  • มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงและนานกว่าปกติ
  • รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่หายดีขึ้น ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นในครั้งต่อๆไป
  • มีไข้ขึ้นระหว่างที่ปวดท้องประจำเดือน
  • มีเลือดประจำเดือนมาก เป็นระยะเวลานาน หรือมีสีผิดปกติ
  • มีอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย
  • มีอาการเหมือนปวดท้องประจำเดือนในช่วงที่ไม่ได้มีประจำเดือน
  • อายุมากกว่า 25 ปี และมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Consult doctor on Raksa app

การรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน


  • การรักษาแบบไม่ใช้ยา เช่น การประคบถุงน้ำร้อน การฝังเข็ม การกดจุด การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation: TENS) ฯลฯ

  • การรับประทานยา
    • การให้ยาแก้ปวด (Pain Relievers) เช่น Paracetamol, Aspirin, Ibuprofen, Naproxen, Celecoxib หรือยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ NSAIDs อื่นๆ สามารถเริ่มรับประทานยาก่อนวันที่ประจำเดือนจะมา 1 วัน จะช่วยลดอาการปวดได้ดีขึ้น และสามารถรับประทานต่อไปอีก 2-3 วันหรือตามที่แพทย์สั่ง ยาแก้ปวดเหล่านี้จะไปยับยั้งการผลิตสารพลอสตาแกลนดินทำให้อาการปวดลดลง

    • การรับประทานยาคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) นอกจากจะลดการตกไข่แล้วยังสามารถแก้ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ หรือปวดตามธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของโพรงมดลูก มีทั้งแบบยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม และยาคุมกำเนิดฮอร์โมนเดี่ยว

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน


Do


  • ประคบบริเวณที่ปวดด้วยกระเป๋าน้ำร้อน
  • หากมีอาการปวดมาก ให้รับประทานยาแก้ปวดท้องเมนส์และพักผ่อน
  • ระมัดระวังเวลาลุกนั่ง เพราะอาจหน้ามืดเป็นลมได้
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น โยคะ เดิน วิ่ง ฯลฯ ช่วยลดอาการปวดได้
  • อาบหรือแช่น้ำอุ่น
  • พยายามหาวิธีผ่อนคลายความเครียด
  • นวดเพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน E, B1, B6, B12 แคลเซียม แมกนีเซียม และน้ำมันปลา

Don’t


  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง

กระเป๋าน้ำร้อน ปวดท้องเมนส์

การป้องกันอาการปวดท้องประจำเดือน


  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสปวดท้องประจำเดือนมากกว่า จึงควรงดการสูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน มีโอกาสปวดท้องประจำเดือนได้มากกว่า จึงควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์พอดี
  • หากมีอาการเป็นประจำและสามารถคาดการณ์เวลาที่ประจำเดือนจะมาได้ ให้รับประทานยาก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน จะช่วยแก้ปวดได้ดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดท้องประจำเดือน


1. ปวดท้องเมนส์แล้วมีอาการท้องเสียด้วยปกติหรือไม่?


ปวดท้องเมนส์แล้วมีอาการท้องเสียถือเป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากสารพรอสตาแกลนดินที่ร่างกายผลิตขึ้นจะทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก และสามารถส่งผลให้ลำไส้เกิดการบีบตัวได้เช่นกัน จึงทำให้มีอาการท้องเสียในผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือน


2. ปวดท้องเมนส์ควรกินยาอะไร?


หากมีอาการปวดท้องเมนส์ที่ไม่รุนแรง สามารถรับประทานยาแก้ปวดทั่วไป เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือพาราเซตามอล (Paracetamol) แต่หากมีอาการรุนแรง ให้รับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซนโซเดียม และเซเลโคซิบ หรือรับประทานยาคุมกำเนิด สามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยาได้


3. กินยาแก้ปวดท้องเมนส์ทุกเดือนอันตรายไหม?


ยาแก้ปวดท้องเมนส์สามารถรับประทานได้ทุกเดือนโดยไม่เป็นอันตราย แต่ควรระมัดระวังในผู้ที่มีโรคประจำตัว ในกรณีที่ประจำเดือนมาตรงเวลาทุกรอบ สามารถรับประทานก่อนประจำเดือนมา 1-2 วันได้เลย แต่หากไม่สามารถคาดการณ์เวลาที่ประจำเดือนจะมาได้ สามารถทานได้ทันทีเมื่อรู้สึกปวด หรือรับประทานในช่วง 2-3 วันแรกที่มีประจำเดือน อย่างไรก็ตามหากรับประทานแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้นทุกเดือนควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ


4. ปวดท้องเมนส์ต้องนอนท่าไหน?


หากมีอาการปวดท้องเมนส์ ควรนอนตะแคงข้างและขดตัวเหมือนเด็กทารก เพื่อลดแรงกดดันจากกล้ามเนื้อหน้าท้อง ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และยังช่วยลดความตึงเครียดได้อีกด้วย


5. เครื่องดื่มแก้ปวดท้องเมนส์มีอะไรบ้าง?


เครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์ เช่น น้ำอุ่น น้ำอุ่นผสมมะนาว น้ำขิง ชาเปปเปอร์มิ้นท์ ชาคาโมมายล์ ชาขมิ้น ฯลฯ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ปวดท้องประจำเดือน (Period Cramps)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ปวดท้องประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในช่วงก่อนและระหว่างที่มีประจำเดือน โดยเป็นได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ซึ่งหากมีอาการปวดมากขึ้นในทุกๆ เดือน หรือประจำเดือนมีความผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

  • ปวดท้องประจำเดือน จะมีอาการปวดบิด บีบเกร็งบริเวณท้องน้อย และอาจมีอาการปวดร้าวบริเวณต่างๆ เช่น ต้นขา เอว หลัง สะโพก หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องอืด ท้องเสีย ปวดศีรษะ

  • เมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือนให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น Paracetamol, Ibuprofen, Aspirin, Naproxen แล้วพักผ่อนให้เพียงพอ สามารถใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบเพื่อบรรเทาอาการปวด อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ



Table of Contents
อาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร?
สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน
อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอย่างไร?
ภาวะแทรกซ้อนจากการปวดท้องประจำเดือน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน
การป้องกันอาการปวดท้องประจำเดือน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดท้องประจำเดือน


อาการปวดท้องประจำเดือนคืออะไร?


ปวดท้องประจำเดือน หรือที่เรียกติดปากว่า ปวดท้องเมนส์ (Period Cramps, Dysmenorrhea) คืออาการปวดบริเวณช่วงล่างของหน้าท้องก่อนมีประจำเดือน 1-2 วันหรือระหว่างที่มีประจำเดือน สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน ในบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางรายอาจมีอาการรุนแรง ปวดบิดเกร็งมากจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหลัง ปวดเอว ปวดศีรษะ ฯลฯ


โดยอาการดังกล่าวจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายเป็นปกติเมื่อประจำเดือนหมด และสามารถกลับมาเป็นได้อีกครั้งในรอบประจำเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ส่งผลให้ปวดท้องเมนส์ได้ เช่น ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri, Fibroid) ซึ่งหากอาการปวดท้องประจำเดือนไม่ได้เกิดจากความผิดปกติเหล่านี้ อาการปวดจะน้อยลงเมื่ออายุมากขึ้นหรือหลังจากคลอดบุตร


ปวดท้องประจำเดือน

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน


ปวดท้องประจำเดือนอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้


  • เยื่อบุโพรงมดลูกสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) เพื่อให้มดลูกเกิดการบีบตัวและขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน ยิ่งผลิตสารพรอสตาแกลนดินจำนวนมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีการบีบตัวและส่งผลให้เกิดอาการปวดเท่านั้น เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดเรียกว่า “ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ”

  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตที่อื่น เช่น ภายในกล้ามเนื้อมดลูก รังไข่ ผนังลำไส้ ผนังกระเพาะปัสสาวะ อุ้งเชิงกราน ฯลฯ แต่ยังคงทำหน้าที่สร้างประจำเดือนเช่นเดิม จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงและมากขึ้นเรื่อยๆ

  • เนื้องอกมดลูก (Myoma Uteri, Uterine Fibroids) เป็นเนื้องอกที่บริเวณกล้ามเนื้อของมดลูก แม้จะเป็นเนื้องอกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากมีขนาดใหญ่จะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัวมากขึ้นจึงเป็นที่มาของอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรง หรือทำให้มีเลือดออกมาก มักพบในผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป

  • ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease: PID) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงส่วนบน เช่น มดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ เยื่อบุช่องท้องในอุ้งเชิงกราน มักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้มีอาการปวดท้องประจำเดือนและปวดท้องน้อยเรื้อรัง

  • ภาวะปากมดลูกตีบ (Cervical Stenosis) เมื่อปากมดลูกแคบจึงทำให้เลือดประจำเดือนไหลออกมาได้ช้าหรือสะสมอยู่ในโพรงมดลูก มดลูกจึงต้องบีบตัวมากกว่าปกติเพื่อให้ประจำเดือนออกมาได้ รวมถึงเกิดแรงดันมากขึ้นในโพรงมดลูก ทำให้มีอาการปวดท้องประจำเดือน

  • พังผืดในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Adhesion) โดยพังผืดเหล่านี้อาจเกิดจากการติดเชื้อและอักเสบ หรือเคยผ่าตัดช่องท้องอย่างการคลอดบุตร ซึ่งพังผืดเหล่านี้จะดึงรั้งเวลามดลูกบีบตัว ส่งผลให้มีอาการปวดประจำเดือนมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือน


  • ปวดท้องประจำเดือนจากภาวะหรือโรคต่างๆ เช่น เนื้องอกมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • การใส่ห่วงอนามัย
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ระมัดระวัง
  • การสูบบุหรี่
  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • มีความเครียดสะสม
  • เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุน้อย
  • มีประจำเดือนมามากกว่า 1 ครั้งต่อเดือนหรือประจำเดือนมามาก
  • ไม่มีบุตร หรือไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน
  • คนในครอบครัวมีประวัติปวดท้องประจำเดือน

สาเหตุ ปวดท้องเมนส์

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอย่างไร?


ปวดท้องประจำเดือนจะมีลักษณะดังนี้


  • มักมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย รู้สึกบิด บีบเกร็ง หรือปวดร้าวไปบริเวณเอวหรือหลัง
  • รู้สึกเหมือนมีแรงดันในช่องท้อง ทำให้รู้สึกปวด ตึง
  • อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หน้ามืด ท้องเสีย

ภาวะแทรกซ้อนจากการปวดท้องประจำเดือน


อาการปวดท้องประจำเดือนที่เกิดจากมดลูกบีบตัว ไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ แต่จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันทั้งการเรียน การทำงาน หรือกิจกรรมอื่นๆ


แต่ถ้าหากอาการปวดท้องเมนส์มาจากโรคหรือความผิดปกติอื่นๆ สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจทำให้มีบุตรยากหรือเกิดช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) ได้ ส่วนภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบทำให้ท่อนำไข่เกิดรอยแผล เพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


  • มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงและนานกว่าปกติ
  • รับประทานยาแก้ปวดแล้วไม่หายดีขึ้น ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นในครั้งต่อๆไป
  • มีไข้ขึ้นระหว่างที่ปวดท้องประจำเดือน
  • มีเลือดประจำเดือนมาก เป็นระยะเวลานาน หรือมีสีผิดปกติ
  • มีอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานร่วมด้วย
  • มีอาการเหมือนปวดท้องประจำเดือนในช่วงที่ไม่ได้มีประจำเดือน
  • อายุมากกว่า 25 ปี และมีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

Consult doctor on Raksa app

การรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน


  • การรักษาแบบไม่ใช้ยา เช่น การประคบถุงน้ำร้อน การฝังเข็ม การกดจุด การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation: TENS) ฯลฯ

  • การรับประทานยา
    • การให้ยาแก้ปวด (Pain Relievers) เช่น Paracetamol, Aspirin, Ibuprofen, Naproxen, Celecoxib หรือยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ NSAIDs อื่นๆ สามารถเริ่มรับประทานยาก่อนวันที่ประจำเดือนจะมา 1 วัน จะช่วยลดอาการปวดได้ดีขึ้น และสามารถรับประทานต่อไปอีก 2-3 วันหรือตามที่แพทย์สั่ง ยาแก้ปวดเหล่านี้จะไปยับยั้งการผลิตสารพลอสตาแกลนดินทำให้อาการปวดลดลง

    • การรับประทานยาคุมกำเนิด (Oral Contraceptives) นอกจากจะลดการตกไข่แล้วยังสามารถแก้ปวดประจำเดือนแบบปฐมภูมิ หรือปวดตามธรรมชาติที่ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของโพรงมดลูก มีทั้งแบบยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม และยาคุมกำเนิดฮอร์โมนเดี่ยว

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการปวดท้องประจำเดือน


Do


  • ประคบบริเวณที่ปวดด้วยกระเป๋าน้ำร้อน
  • หากมีอาการปวดมาก ให้รับประทานยาแก้ปวดท้องเมนส์และพักผ่อน
  • ระมัดระวังเวลาลุกนั่ง เพราะอาจหน้ามืดเป็นลมได้
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น โยคะ เดิน วิ่ง ฯลฯ ช่วยลดอาการปวดได้
  • อาบหรือแช่น้ำอุ่น
  • พยายามหาวิธีผ่อนคลายความเครียด
  • นวดเพื่อผ่อนคลายและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน E, B1, B6, B12 แคลเซียม แมกนีเซียม และน้ำมันปลา

Don’t


  • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง

กระเป๋าน้ำร้อน ปวดท้องเมนส์

การป้องกันอาการปวดท้องประจำเดือน


  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสปวดท้องประจำเดือนมากกว่า จึงควรงดการสูบบุหรี่
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน มีโอกาสปวดท้องประจำเดือนได้มากกว่า จึงควรลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์พอดี
  • หากมีอาการเป็นประจำและสามารถคาดการณ์เวลาที่ประจำเดือนจะมาได้ ให้รับประทานยาก่อนประจำเดือนมา 1-2 วัน จะช่วยแก้ปวดได้ดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการปวดท้องประจำเดือน


1. ปวดท้องเมนส์แล้วมีอาการท้องเสียด้วยปกติหรือไม่?


ปวดท้องเมนส์แล้วมีอาการท้องเสียถือเป็นอาการปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากสารพรอสตาแกลนดินที่ร่างกายผลิตขึ้นจะทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก และสามารถส่งผลให้ลำไส้เกิดการบีบตัวได้เช่นกัน จึงทำให้มีอาการท้องเสียในผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือน


2. ปวดท้องเมนส์ควรกินยาอะไร?


หากมีอาการปวดท้องเมนส์ที่ไม่รุนแรง สามารถรับประทานยาแก้ปวดทั่วไป เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือพาราเซตามอล (Paracetamol) แต่หากมีอาการรุนแรง ให้รับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซนโซเดียม และเซเลโคซิบ หรือรับประทานยาคุมกำเนิด สามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยาได้


3. กินยาแก้ปวดท้องเมนส์ทุกเดือนอันตรายไหม?


ยาแก้ปวดท้องเมนส์สามารถรับประทานได้ทุกเดือนโดยไม่เป็นอันตราย แต่ควรระมัดระวังในผู้ที่มีโรคประจำตัว ในกรณีที่ประจำเดือนมาตรงเวลาทุกรอบ สามารถรับประทานก่อนประจำเดือนมา 1-2 วันได้เลย แต่หากไม่สามารถคาดการณ์เวลาที่ประจำเดือนจะมาได้ สามารถทานได้ทันทีเมื่อรู้สึกปวด หรือรับประทานในช่วง 2-3 วันแรกที่มีประจำเดือน อย่างไรก็ตามหากรับประทานแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้นทุกเดือนควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ


4. ปวดท้องเมนส์ต้องนอนท่าไหน?


หากมีอาการปวดท้องเมนส์ ควรนอนตะแคงข้างและขดตัวเหมือนเด็กทารก เพื่อลดแรงกดดันจากกล้ามเนื้อหน้าท้อง ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และยังช่วยลดความตึงเครียดได้อีกด้วย


5. เครื่องดื่มแก้ปวดท้องเมนส์มีอะไรบ้าง?


เครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์ เช่น น้ำอุ่น น้ำอุ่นผสมมะนาว น้ำขิง ชาเปปเปอร์มิ้นท์ ชาคาโมมายล์ ชาขมิ้น ฯลฯ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล