MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการพาร์กินสัน มีทั้งพาร์กินสันแท้ที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท และพาร์กินสันเทียมที่มีอาการคล้ายกัน แต่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การทานยาบางชนิด เส้นเลือดสมองตีบ หรือ ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง

  • อาการของผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีอาการสั่น กล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง เคลื่อนไหวช้า เดินเซ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

  • ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้อาการไม่แย่ลงได้ โดยการรักษา มีทั้งการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด รวมถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา



Table of Contents
โรคพาร์กินสันคืออะไร?
สาเหตุของโรคพาร์กินสัน
อาการของโรคพาร์กินสัน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคพาร์กินสัน
ยารักษาโรคพาร์กินสัน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคพาร์กินสัน
การออกกําลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน
การป้องกันโรคพาร์กินสัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสันคืออะไร?


โรคพาร์กินสัน หรือนิยมเรียกทับศัพท์ว่า “พาร์กินสัน” (Parkinson’s Disease หรือ PD) คือโรคที่เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท ทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า แข็งเกร็ง การเดินและทรงตัวลำบาก ขาดสมดุล ซึ่งพบในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปหรือในกลุ่มผู้สูงอายุ


โรคพาร์กินสัน

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสัน เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองที่มีความสามารถในการสร้างโดปามีน (Dopamine) บริเวณเบซัลแกงเกลีย (Basal Ganglion) และก้านสมอง (โดปามีนคือ สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว)


เมื่อเซลล์สมองเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายไป การสร้างสารโดปามีนจึงลดลง ทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า แข็งเกร็ง การเดินและการทรงตัวลำบาก


อาการของโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสันจะแสดงอาการออกมากน้อยตามปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ระยะเวลาการเป็นโรค ภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีอาการดังนี้


อาการโรคพาร์กินสัน

  • สั่น – เกิดอาการสั่นเมื่ออยู่นิ่งมากกว่าตอนที่เคลื่อนไหว พบมากบริเวณ มือ เท้า อาจพบที่ลิ้นและคาง

  • กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง – มักเกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแขน ขา ลำตัว

  • เคลื่อนไหวช้า – ผู้ป่วยขาดความกระฉับกระเฉงในการเคลื่อนไหว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

  • การแสดงออกทางสีหน้า – ใบหน้าผู้ป่วยจะแสดงสีหน้าไม่มีอารมณ์ เฉยเมย ผู้ป่วยสามารถขยับมุมปากได้เพียงเล็กน้อย

อาการพาร์กินสันสามารถจำแนกได้ 5 ระดับ ได้แก่


  • ระดับที่ 1: เกิดอาการสั่นเพียงเล็กน้อยในการเดิน ยืน การแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ปกติ

  • ระดับที่ 2: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้าง อาการแข็งเกร็ง การยืน เดิน ผิดปกติและมีลำตัวคดงอเล็กน้อย การดำเนินชีวิตประจำวันยังปกติแต่บางอย่างอาจทำได้ยากขึ้น

  • ระดับที่ 3: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้าง เริ่มทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ร่างกายเริ่มสูญเสียสมดุลทำให้เดินช้าลง ผู้ป่วยมีโอกาสล้มได้ในระยะนี้

  • ระดับที่ 4: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้างหนักมากจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

  • ระดับที่ 5: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้างอย่างรุนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการประสาทหลอนเกิดขึ้นด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการที่เข้าข่ายเป็นโรคพาร์กินสัน ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการสั่นที่เมื่ออยู่นิ่ง การพูดช้าลง การเดินช้าลง ไม่แกว่งแขน ร่างกายดูเกร็ง ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของโรคพาร์กินสัน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากรู้เร็วก็จะรักษาได้ไว และการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น


consult doctor

การรักษาโรคพาร์กินสัน


ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้อาการไม่แย่ลงได้ โดยการรักษา มีทั้งการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด รวมถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา


ยารักษาโรคพาร์กินสัน


การรับประทานยารักษาโรคพาร์กินสัน เพื่อทดแทนสารโดปามีนในร่างกายที่ลดลงให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มยาที่ใช้สำหรับผู้ป่วย ดังนี้


ยารักษาโรคพาร์กินสัน

  • ยาลีโวโดปา (Levodopa) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการพาร์กินสัน มีฤทธ์ในการเพิ่มปริมาณโดปามีนหรือเพิ่มการทำงานที่เกี่ยวข้องกับโดปามีนในสมอง เช่น sinemet, madopar

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง มีอาการยุกยิก คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ

  • ยาเสริมโดปามีน (Dopamine Agonist) เป็นยาที่กระตุ้นตัวรับโดปามีน ออกฤทธิ์สั่งการสมองคล้ายโดปามีน เช่น pramipexole, ropinirole

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง ประสาทหลอน คลื่นไส้ ง่วงนอน

  • ยายับยั้งเอนไซม์ MAO-B (Monoamine oxidase B inhibitor) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ MAO-B ซึ่งคอยทำลายสารโดปามีน กลุ่มยาต้าน MAO-B จึงสามารถทำให้สารโดปามีนในสมองสูงขึ้น เช่น seregiline, rasagiline

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สับสน เห็นภาพหลอน

  • ยายับยั้งเอนไซม์ COMT (Catechol-O-Methyltranferase) เป็นยาที่ทำให้ยาลีโวโดปาถูกทำลายน้อยลง เพิ่มระยะเวลาของยาลีโวโดปา และทำให้ยาลีโวโดปาเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางมากขึ้น เช่น entacapone

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการท้องผูก ปวดท้อง ท้องเสีย ปัสสาวะมีสีเข้ม มึนงง อาการยุกยิก คลื่นไส้ อาเจียน

  • ยา Anticholinergic เป็นยาที่ทำให้เกิดความสมดุลของสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น benztropine

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการตาพร่า หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะลำบาก คลื่นไส้ ท้องผูก ปากแห้ง

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคพาร์กินสัน


ผู้ป่วยพาร์กินสัน

Do


  • ทำความเข้าใจกับอาการของโรคเพื่อจะสามารถรับมือกับโรคได้และปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • รับประทานยาตรงเวลาและสม่ำเสมอ เพราะพาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาหายได้แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้แย่ลงได้

  • การสร้างกำลังใจของผู้ป่วยและจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่วิตกกังวล เครียด และรู้สึกว่าไม่เผชิญกับการป่วยเพียงลำพัง

  • ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ชื่นชอบหรือการออกกำลังกายประเภทที่เหมาะสำหรับผู้ป่วย เช่น โยคะ รำไทเก๊ก เพื่อสร้างความสุขและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • เลือกรองเท้าที่พื้นไม่ลื่น มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นได้ดี เพื่อช่วยพะยุงการทรงตัว ไม่ให้ผู้ป่วยหกล้ม

Don’t


  • รับประทานยาไม่ตรงเวลา และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์
  • ออกกำลังกายหนักหรือเคลื่อนไหวร่างกายหนักเกินไปจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

การออกกําลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน


ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นการรักษาร่วมที่สำคัญในผู้ป่วยพาร์กินสันในทุกระยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ข้อต่อไม่ติดข้อ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันการหกล้ม


การออกกำลังกายจึงไม่ควรทำเมื่อเกิดอาการแข็งเกร็ง หรือหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ควรเน้นกิจกรรมที่มีการขยับร่างกายอย่างช้าๆ ได้แก่ ไทเก๊ก โยคะ การทำกิจกรรมควรที่จะมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสันมักมีปัญหาด้านการทรงตัว การเคลื่อนไหว


การป้องกันโรคพาร์กินสัน


การป้องกันโรคพาร์กินสันควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น การเกิดอุบัติเหตุทางสมอง การรับประทานยาจิตเวช ลดชะลอความเสื่อมของสมอง โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และการไม่เครียดจนเกินไป ถ้าหากพบว่ามีสัญญาณของอาการควรไปพบแพทย์ ถ้าพบเจอโรคนี้เร็วสามารถควบคุมอาการได้เร็วเช่นกัน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน


1. โรคพาร์กินสันรักษาหายได้หรือไม่?


ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่สามารถรักษาตามอาการและควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง โดยมีวิธีการรักษา 3 รูปแบบคือ


  1. การรักษาด้วยยา ได้แก่การรับประทานยาเม็ด การฉีดยา
  2. การกายภาพบำบัด
  3. การผ่าตัดเมื่อร่างกายไม่ตอบสนองต่อยา

2. ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานคืออะไร? และมีวิธีใช้อย่างไร?


ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน คือ เครื่องมือที่ช่วยผู้ป่วยพาร์กินสันที่เดินติด ก้าวเท้าไม่ออก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการเดิน โดยมีแสงเลเซอร์เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการก้าวเดิน ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานประกอบด้วย จุดกำเนินแสงเลเซอร์ ตำแหน่งปรับระยะแสง แสงเลเซอร์สีเขียว ฐานยึดกับพื้นได้ดี ไม้ปรับส่วนโค้งของขาไม่ให้เกิดการสะดุดล้ม


3. ไม้เท้าเลเซอร์พาร์กินสันราคาเท่าไหร่?


ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานมีทั้งแบบที่ขายในราคา 2,500 บาท และแจกฟรีให้กับประชาชน โดยจะมีเกณฑ์การคัดเลือกว่าเป็นผู้ป่วยพาร์กินสัน มีใบรับรองจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยที่มีอาการเดินซอยเท้าถี่และเดินติดขัด และยินดีให้เก็บข้อมูลการใช้ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น


4. โรคพาร์กินสันสามารถเกิดจากกรรมพันธุ์ได้หรือไม่?


แพทย์สันนิษฐานว่าโรคพาร์กินสันอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย เช่น การได้รับสารพิษจากอาหาร การมีอนุมูลอิสระที่ทำลายสมอง ทั้งนี้การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งแต่โอกาสในการเกิดเพียงส่วนน้อยเท่านั้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis)
โรคไต (Kidney Diseases)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ธาวิณี ชีวไมตรีวงศ์

พญ. ธาวิณี ชีวไมตรีวงศ์
(อายุรแพทย์ประสาทวิทยา)

โรงพยาบาลกรุงเทพ
พบ. (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วว. ประสาทวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการพาร์กินสัน มีทั้งพาร์กินสันแท้ที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท และพาร์กินสันเทียมที่มีอาการคล้ายกัน แต่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การทานยาบางชนิด เส้นเลือดสมองตีบ หรือ ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมอง

  • อาการของผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีอาการสั่น กล้ามเนื้อแข็ง เกร็ง เคลื่อนไหวช้า เดินเซ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ รวมถึงทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

  • ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้อาการไม่แย่ลงได้ โดยการรักษา มีทั้งการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด รวมถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา



Table of Contents
โรคพาร์กินสันคืออะไร?
สาเหตุของโรคพาร์กินสัน
อาการของโรคพาร์กินสัน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคพาร์กินสัน
ยารักษาโรคพาร์กินสัน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคพาร์กินสัน
การออกกําลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน
การป้องกันโรคพาร์กินสัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสันคืออะไร?


โรคพาร์กินสัน หรือนิยมเรียกทับศัพท์ว่า “พาร์กินสัน” (Parkinson’s Disease หรือ PD) คือโรคที่เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาท ทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า แข็งเกร็ง การเดินและทรงตัวลำบาก ขาดสมดุล ซึ่งพบในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปหรือในกลุ่มผู้สูงอายุ


โรคพาร์กินสัน

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสัน เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองที่มีความสามารถในการสร้างโดปามีน (Dopamine) บริเวณเบซัลแกงเกลีย (Basal Ganglion) และก้านสมอง (โดปามีนคือ สารสื่อประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัว)


เมื่อเซลล์สมองเสื่อมสภาพหรือถูกทำลายไป การสร้างสารโดปามีนจึงลดลง ทำให้เกิดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า แข็งเกร็ง การเดินและการทรงตัวลำบาก


อาการของโรคพาร์กินสัน


โรคพาร์กินสันจะแสดงอาการออกมากน้อยตามปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น อายุ ระยะเวลาการเป็นโรค ภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีอาการดังนี้


อาการโรคพาร์กินสัน

  • สั่น – เกิดอาการสั่นเมื่ออยู่นิ่งมากกว่าตอนที่เคลื่อนไหว พบมากบริเวณ มือ เท้า อาจพบที่ลิ้นและคาง

  • กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง – มักเกิดอาการปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะแขน ขา ลำตัว

  • เคลื่อนไหวช้า – ผู้ป่วยขาดความกระฉับกระเฉงในการเคลื่อนไหว อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มได้

  • การแสดงออกทางสีหน้า – ใบหน้าผู้ป่วยจะแสดงสีหน้าไม่มีอารมณ์ เฉยเมย ผู้ป่วยสามารถขยับมุมปากได้เพียงเล็กน้อย

อาการพาร์กินสันสามารถจำแนกได้ 5 ระดับ ได้แก่


  • ระดับที่ 1: เกิดอาการสั่นเพียงเล็กน้อยในการเดิน ยืน การแสดงออกทางสีหน้า ซึ่งยังสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ปกติ

  • ระดับที่ 2: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้าง อาการแข็งเกร็ง การยืน เดิน ผิดปกติและมีลำตัวคดงอเล็กน้อย การดำเนินชีวิตประจำวันยังปกติแต่บางอย่างอาจทำได้ยากขึ้น

  • ระดับที่ 3: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้าง เริ่มทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ร่างกายเริ่มสูญเสียสมดุลทำให้เดินช้าลง ผู้ป่วยมีโอกาสล้มได้ในระยะนี้

  • ระดับที่ 4: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้างหนักมากจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

  • ระดับที่ 5: เกิดอาการสั่นทั้งสองข้างอย่างรุนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียง นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการประสาทหลอนเกิดขึ้นด้วย

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการที่เข้าข่ายเป็นโรคพาร์กินสัน ให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการสั่นที่เมื่ออยู่นิ่ง การพูดช้าลง การเดินช้าลง ไม่แกว่งแขน ร่างกายดูเกร็ง ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ของโรคพาร์กินสัน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง เพราะหากรู้เร็วก็จะรักษาได้ไว และการรักษาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น


consult doctor

การรักษาโรคพาร์กินสัน


ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้อาการไม่แย่ลงได้ โดยการรักษา มีทั้งการรับประทานยา การทำกายภาพบำบัด รวมถึงการผ่าตัดในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา


ยารักษาโรคพาร์กินสัน


การรับประทานยารักษาโรคพาร์กินสัน เพื่อทดแทนสารโดปามีนในร่างกายที่ลดลงให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น โดยมีกลุ่มยาที่ใช้สำหรับผู้ป่วย ดังนี้


ยารักษาโรคพาร์กินสัน

  • ยาลีโวโดปา (Levodopa) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาอาการพาร์กินสัน มีฤทธ์ในการเพิ่มปริมาณโดปามีนหรือเพิ่มการทำงานที่เกี่ยวข้องกับโดปามีนในสมอง เช่น sinemet, madopar

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง มีอาการยุกยิก คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตต่ำ

  • ยาเสริมโดปามีน (Dopamine Agonist) เป็นยาที่กระตุ้นตัวรับโดปามีน ออกฤทธิ์สั่งการสมองคล้ายโดปามีน เช่น pramipexole, ropinirole

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการสับสน มึนงง ประสาทหลอน คลื่นไส้ ง่วงนอน

  • ยายับยั้งเอนไซม์ MAO-B (Monoamine oxidase B inhibitor) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต้านการทำงานของเอนไซม์ MAO-B ซึ่งคอยทำลายสารโดปามีน กลุ่มยาต้าน MAO-B จึงสามารถทำให้สารโดปามีนในสมองสูงขึ้น เช่น seregiline, rasagiline

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ สับสน เห็นภาพหลอน

  • ยายับยั้งเอนไซม์ COMT (Catechol-O-Methyltranferase) เป็นยาที่ทำให้ยาลีโวโดปาถูกทำลายน้อยลง เพิ่มระยะเวลาของยาลีโวโดปา และทำให้ยาลีโวโดปาเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางมากขึ้น เช่น entacapone

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการท้องผูก ปวดท้อง ท้องเสีย ปัสสาวะมีสีเข้ม มึนงง อาการยุกยิก คลื่นไส้ อาเจียน

  • ยา Anticholinergic เป็นยาที่ทำให้เกิดความสมดุลของสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง เช่น benztropine

    ผลข้างเคียง: ทำให้เกิดอาการตาพร่า หัวใจเต้นเร็ว ปัสสาวะลำบาก คลื่นไส้ ท้องผูก ปากแห้ง

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคพาร์กินสัน


ผู้ป่วยพาร์กินสัน

Do


  • ทำความเข้าใจกับอาการของโรคเพื่อจะสามารถรับมือกับโรคได้และปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • รับประทานยาตรงเวลาและสม่ำเสมอ เพราะพาร์กินสันเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาหายได้แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้แย่ลงได้

  • การสร้างกำลังใจของผู้ป่วยและจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่วิตกกังวล เครียด และรู้สึกว่าไม่เผชิญกับการป่วยเพียงลำพัง

  • ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่ชื่นชอบหรือการออกกำลังกายประเภทที่เหมาะสำหรับผู้ป่วย เช่น โยคะ รำไทเก๊ก เพื่อสร้างความสุขและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และพักผ่อนให้เพียงพอ

  • เลือกรองเท้าที่พื้นไม่ลื่น มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะพื้นได้ดี เพื่อช่วยพะยุงการทรงตัว ไม่ให้ผู้ป่วยหกล้ม

Don’t


  • รับประทานยาไม่ตรงเวลา และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์
  • ออกกำลังกายหนักหรือเคลื่อนไหวร่างกายหนักเกินไปจนทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

การออกกําลังกายในผู้ป่วยพาร์กินสัน


ผู้ป่วยพาร์กินสันออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นการรักษาร่วมที่สำคัญในผู้ป่วยพาร์กินสันในทุกระยะ มีวัตถุประสงค์เพื่อยืดและคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้ข้อต่อไม่ติดข้อ เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันการหกล้ม


การออกกำลังกายจึงไม่ควรทำเมื่อเกิดอาการแข็งเกร็ง หรือหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ ควรเน้นกิจกรรมที่มีการขยับร่างกายอย่างช้าๆ ได้แก่ ไทเก๊ก โยคะ การทำกิจกรรมควรที่จะมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ป่วยพาร์กินสันมักมีปัญหาด้านการทรงตัว การเคลื่อนไหว


การป้องกันโรคพาร์กินสัน


การป้องกันโรคพาร์กินสันควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น การเกิดอุบัติเหตุทางสมอง การรับประทานยาจิตเวช ลดชะลอความเสื่อมของสมอง โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และการไม่เครียดจนเกินไป ถ้าหากพบว่ามีสัญญาณของอาการควรไปพบแพทย์ ถ้าพบเจอโรคนี้เร็วสามารถควบคุมอาการได้เร็วเช่นกัน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน


1. โรคพาร์กินสันรักษาหายได้หรือไม่?


ปัจจุบันโรคพาร์กินสันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่สามารถรักษาตามอาการและควบคุมอาการไม่ให้แย่ลง โดยมีวิธีการรักษา 3 รูปแบบคือ


  1. การรักษาด้วยยา ได้แก่การรับประทานยาเม็ด การฉีดยา
  2. การกายภาพบำบัด
  3. การผ่าตัดเมื่อร่างกายไม่ตอบสนองต่อยา

2. ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานคืออะไร? และมีวิธีใช้อย่างไร?


ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทาน คือ เครื่องมือที่ช่วยผู้ป่วยพาร์กินสันที่เดินติด ก้าวเท้าไม่ออก เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการเดิน โดยมีแสงเลเซอร์เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดการก้าวเดิน ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานประกอบด้วย จุดกำเนินแสงเลเซอร์ ตำแหน่งปรับระยะแสง แสงเลเซอร์สีเขียว ฐานยึดกับพื้นได้ดี ไม้ปรับส่วนโค้งของขาไม่ให้เกิดการสะดุดล้ม


3. ไม้เท้าเลเซอร์พาร์กินสันราคาเท่าไหร่?


ไม้เท้าเลเซอร์พระราชทานมีทั้งแบบที่ขายในราคา 2,500 บาท และแจกฟรีให้กับประชาชน โดยจะมีเกณฑ์การคัดเลือกว่าเป็นผู้ป่วยพาร์กินสัน มีใบรับรองจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยที่มีอาการเดินซอยเท้าถี่และเดินติดขัด และยินดีให้เก็บข้อมูลการใช้ไม้เท้าเลเซอร์เพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพดีมากยิ่งขึ้น


4. โรคพาร์กินสันสามารถเกิดจากกรรมพันธุ์ได้หรือไม่?


แพทย์สันนิษฐานว่าโรคพาร์กินสันอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วย เช่น การได้รับสารพิษจากอาหาร การมีอนุมูลอิสระที่ทำลายสมอง ทั้งนี้การถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งแต่โอกาสในการเกิดเพียงส่วนน้อยเท่านั้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis)
โรคไต (Kidney Diseases)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ธาวิณี ชีวไมตรีวงศ์

พญ. ธาวิณี ชีวไมตรีวงศ์
(อายุรแพทย์ประสาทวิทยา)

โรงพยาบาลกรุงเทพ
พบ. (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วว. ประสาทวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล