MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

พาราเซตามอล (Paracetamol)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ไทลินอล ซาร่า พาราแคพ มีฤทธิ์ในการลดไข้และแก้ปวด โดยจะออกฤทธิ์ 4-6 ชั่วโมง สามารถทานยาก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ควรรับประทานยาเมื่อมีอาการเท่านั้น

  • ยาพาราเซตามอลได้ถูกนำไปผลิตรวมกับยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก เพื่อทำเป็นยาเม็ดรวมแก้ไข้หวัด หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปและร้านสะดวกซื้อ เช่น ทิฟฟี่ ดีคอลเจน ที่จะประกอบด้วยยาพาราเซตามอล 500 มก. และยาลดน้ำมูกประมาณ 2 มก. หรือยาแก้คัดจมูก 10 มก.

  • ถึงแม้ว่าพาราเซตามอลจะไม่ใช่ยาอันตราย แต่การใช้ยาพาราเกินขนาดก็ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะกับตับ ซึ่งจะทำให้ตับเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบได้ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาพร่ำเพรื่อ ใช้ยาก่อนมีอาการหรือกินยาดักไว้ก่อน หรือใช้ยาซ้ำซ้อนกับยาแก้ไข้หวัดที่มีส่วนผสมของ Paracetamol อยู่แล้ว



Table of Contents
Paracetamol คือยาอะไร?
Paracetamol กับ Acetaminophen: ยาเดียวกัน แต่ทำไมมีหลายชื่อ?
ชื่อทางการค้าของยา Paracetamol
การออกฤทธิ์ของยา Paracetamol
รูปแบบของยา Paracetamol
ยา Paracetamol ราคาเท่าไหร่?
วิธีใช้ยา Paracetamol และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยา Paracetamol
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาพาราเซตามอล
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ Paracetamol
ใช้ยา Paracetamol เกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมทานยาพาราเซตามอล ควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายา Paracetamol
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Paracetamol


Paracetamol คือยาอะไร?


ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือ ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) คือยาสามัญประจำบ้าน ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงสามารถใช้เป็นยาลดไข้ได้ด้วย จัดอยู่ในกลุ่ม Analgesic (ยาแก้ปวด) และ Antipyretic (ยาลดไข้) โดยอาการปวดที่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลบรรเทาได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดฟัน ปวดข้อ แต่ยาพาราเซตามอลไม่สามารถใช้บรรเทาอาการปวดขั้นรุนแรงที่เกิดจากการผ่าตัด ปวดจากโรคมะเร็ง อีกทั้งยาพาราเซตามอลเดี่ยวๆ ก็ไม่สามารถใช้รักษาอาการอักเสบได้ จึงเป็นยาที่นิยมนำไปผสมกับตัวยาอื่นเพื่อให้ออกฤทธิ์ได้กว้างขึ้น


Paracetamol กับ Acetaminophen: ยาเดียวกัน แต่ทำไมมีหลายชื่อ?


ยา Paracetamol และยา Acetaminophen คือยาตัวเดียวกัน

ยา Paracetamol และยา Acetaminophen เป็นคือยาตัวเดียวกันและมีสูตรทางเคมีเหมือนกันคือ C8H9NO2 เพียงแค่เรียกชื่อต่างกันเฉยๆ ซึ่งทั้งสองชื่อเป็นชื่อสากลที่ได้มาตรฐานตามที่องค์กรอนามัยโลกกำหนด แต่ชื่อที่คนไทยคุ้นหูมากที่สุดคือ พาราเซตามอล นั่นเอง


ชื่อทางการค้าของยา Paracetamol


ชื่อทางการค้าของยา Paracetamol คือ ไทลินอล (Tylenol), ซาร่า (Sara), พาราแคพ (PARACAP), เทมปร้า (Tempra), Paracetamol GPO รวมถึงยังมีการนำยาพาราเซตามอลไปผสมกับยาอื่นๆ เช่น ยาที่ใช้ในการลดน้ำมูก แก้คัดจมูก ซึ่งจะมีชื่อทางการค้า เช่น Tylenol (ไทลินอล) ที่ผสม Codeine (โคเดอีน), Tiffy Dey (ทิฟฟี่ เดย์), Decolgen (ดีคอลเจน)


การออกฤทธิ์ของยา Paracetamol


การออกฤทธิ์ของยาพาราเซตามอลจะเข้าไปยับยั้งสารเคมีในสมอง เช่น สารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด และทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงได้ด้วยการยับยั้งสารในสมองส่วนที่มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งยาพาราจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาทีโดยประมาณหลังจากรับประทาน และออกฤทธิ์ต่อเนื่องได้นาน 4-6 ชั่วโมง


รูปแบบของยา Paracetamol


ยาพาราเซตามอลแบบน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก

ยา Paracetamol มีหลายรูปแบบ สามารถรับประทานได้ทั้งเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และคนทั่วไป


  • รูปแบบหยดสำหรับเด็กอ่อน ขนาด 60 มก./0.6 มล. หรือ 80 มก./0.8 มล.
  • รูปแบบน้ำสำหรับให้เด็กเล็กทำให้สามารถกินได้ง่าย มีขนาด 120, 125, 160, 250 มก./ช้อนชา ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก
  • รูปแบบยาเม็ดรี ยาเม็ดกลม และแคปซูล ขนาด 325, 500, 650 มก./เม็ด

ยา Paracetamol ราคาเท่าไหร่?


  • ยาพาราเซตามอลที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ขนาดแผงละ 10 เม็ด เม็ดละ 500 มก. จะมีราคาประมาณ 10-15 บาท
  • ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็ก ขนาดบรรจุ ขวดละ 60 มล. ราคาประมาณ 40-60 บาท

buy drug online on raksa app

วิธีใช้ยา Paracetamol และปริมาณที่เหมาะสม


วิธีใช้ยา Paracetamol


  • ควรทานยาห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  • ผู้ใหญ่ไม่ควรทานเกินครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม และห้ามเกินวันละ 4,000 มิลลิกรัม
  • เด็กไม่ควรทานเกินครั้งละ 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • สำหรับลดไข้ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3-5 วัน
  • สำหรับแก้ปวด ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 7 วัน เด็กไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วัน
  • สำหรับยาน้ำควรใช้ช้อนตวงหรืออุปกรณ์ตวงที่ติดมากับขวดยาเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนอื่นๆ ตวงแทน และเขย่าขวดก่อนตวงทุกครั้ง

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้

ปริมาณที่เหมาะสม


การใช้ยาพาราเซตามอลควรทานตอนที่มีอาการปวดหรือมีไข้เท่านั้น ปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานยาพาราจะแบ่งตามน้ำหนักตัว คือ 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลักการรับประทานดังนี้


ยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด เหมาะสำหรับคนทั่วไปและเด็กอายุ 18 ปีขึ้นไป


  • คนทั่วไปที่มีน้ำหนักระหว่าง 33-50 กิโลกรัม คือ ครั้งละ 1 เม็ด
  • คนทั่วไปที่มีน้ำหนักระหว่าง 51-67 กิโลกรัม คือ ครั้งละ 1 เม็ดครึ่ง
  • คนทั่วไปที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 67 กิโลกรัมขึ้นไป คือ ครั้งละ 2 เม็ด

ข้อควรระวังในการใช้ยา Paracetamol


  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Paracetamol ได้
    • ยาพาราสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยขนาดของยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว
    • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
    • ผู้ที่มีไข้ ตัวร้อน ปวดหัว ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ปวดข้อ

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Paracetamol
    • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับตับ หรือมีปัญหาการทำงานของตับผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
    • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับไต หรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
    • ผู้ที่มีภาวะของโรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD) รับประทานพาราเซตามอลได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
    • ผู้ที่แพ้ยาพาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน โดยเมื่อทานแล้วมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น แน่นหน้าอก
    • ผู้ที่กำลังทานยารักษาโรคลมชัก
    • ผู้ที่กำลังทานยารักษาวัณโรค
    • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ

  • หากกำลังทานยาพาราเซตามอล ให้ระวังการทานยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ หรือยาแก้ไข้ตัวอื่นๆ เพราะอาจมีส่วนผสมของตัวยาเดียวกัน อาจทำให้ปริมาณยาพาราในร่างกายสูงเกินขนาด และอาจเกิดอันตรายกับตับ

  • ห้ามรับประทานยาพาราเซตามอลเกินปริมาณที่กำหนด คือ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน

buy drugs online via Raksa App

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาพาราเซตามอล


ยาพาราเซตามอลมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อยและพบไม่บ่อยนัก การทานยาพาราเซตามอลนานๆ อาจจะส่งผลต่อตับและไต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะการทำงานของตับและไตผิดปกติอยู่แล้ว ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาเกินขนาด เช่น


  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีอาการเหงื่อออก
  • เบื่ออาหาร
  • ทำให้เกิดการบาดเจ็บในตับ
  • เกิดอาการสมองเสื่อมจากโรคตับได้

การใช้ยาพาราเซตามอลอาจมีอาการแพ้ยา เช่น


  • อาการหายใจไม่ออก
  • แน่นหน้าอก
  • มีผื่นขึ้น
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า บริเวณเปลือกตา ริมฝีปาก หรือเกิดลมพิษได้

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ Paracetamol


ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้ไข้ตัวอื่น

  • ไม่ควรใช้ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ที่มีส่วนผสมของยาพาราเซตามอลร่วมกับยาพาราเซตามอล เพราะจะทำให้ได้รับยาเกินขนาด ควรอ่านฉลากยาหรือสอบถามกับทางเภสัชกร

  • ยาคอเลสไทรามีน (Cholestyramine) เป็นยาลดคอเลสเตอรอลในเลือด ตัวยาจะไปยับยั้งการดูดซึม Paracetamol ในลำไส้

  • ยารักษาโรคเบาหวาน เช่น Exenatide, Lixisenatide, Liraglutide เพราะตัวยาเหล่านี้จะไปชะลอการดูดซึมยาพาราเซตามอลเข้าสู่กระแสเลือด

  • ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เป็นยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด หากทานคู่กับพาราเซตามอลเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ประสิทธิภาพของ Warfarin ลดลง

  • ยาอิมาทินิบ (Imatinib) เป็นยารักษาโรคมะเร็ง หากทานคู่กับยาพาราเซตามอล อาจทำให้ตับขับยาพาราออกยากและช้า ทำให้เสี่ยงที่ระดับพาราเซตามอลในกระแสเลือดจะสูงเกินขนาด

  • ยาบลูซัลแฟน (Busulfan) เป็นยาเคมีบำบัด หากมีการรับประทานยา Paracetamol ก่อนการใช้ยา Busulfan ไม่เกิน 72 ชั่วโมง อาจเสี่ยงทำให้ผลข้างเคียงของ Busulfan สูงขึ้น

ใช้ยา Paracetamol เกินขนาดควรทำอย่างไร?


การใช้ยาเกินขนาดจะส่งผลให้เกิดพิษจากการใช้ยาได้ เช่น ทานยาซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว การใช้ยาเกินขนาดน้ำหนักตัว เพิ่มขนาดยาเองเมื่อลืมกิน ฯลฯ หากทานในปริมาณมากจะส่งผลต่อตับ และอาจจะแสดงอาการได้ใน 1-3 วัน หากมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนควรไปพบแพทย์ เนื่องจากอาจมีอาการตับอักเสบ สมองเสื่อม หรือส่งผลถึงชีวิตได้


ลืมทานยาพาราเซตามอล ควรทำอย่างไร?


หากลืมทานยาพาราเซตามอลตอนใกล้จะถึงเวลาของโดสถัดไปแล้ว ให้เว้นไปเลยและรอทานในมื้อถัดไปแทน หากทานเกินขนาด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง


การเก็บรักษายา Paracetamol


  • ควรเก็บยาให้พ้นจากความร้อน แสงแดด และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  • ควรเก็บยาในภาชนะที่ปิดสนิทและไม่ควรเก็บยาในที่ชื้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Paracetamol


1. ยาพาราเซตามอลยี่ห้อไหนดี? แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันหรือไม่?


ยาพารามีหลายยี่ห้อเพราะเป็นตัวยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน ควรดูที่ส่วนประกอบและปริมาณยา เช่น ไทลินอล ซาร่า พาราแคพ ยาเม็ดพาราเซตามอลขององค์การเภสัชกรรม 500 มก. ซึ่งแต่ไม่ต่างกันในเรื่องของปะสิทธิภาพการรักษา


2. ยาพาราเซตามอลในรูปแบบเม็ดกลม เม็ดเรียว และแคปซูลมีความแตกต่างกันหรือไม่?


ยาพารามีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ความแตกต่างไม่มากนัก โดยยาน้ำเหมาะสำหรับเด็กและผู้ที่ทานยาแบบอื่นยาก ส่วนยาแคปซูลอาจละลายได้เร็วกว่ายาเม็ดเล็กน้อย แต่ไม่ว่าจะทานยาพาราเซตามอลแบบไหนก็ให้ผลรักษาไม่ต่างกัน ความแตกต่างจะขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ทานเข้าไปต่อ 1 โดสมากกว่า


3. ควรกินยาพาราเซตามอลตอนไหน?


สามารถกินก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ควรกินเมื่อมีอาการปวดหรือเป็นไข้เท่านั้น ไม่ควรกินยาดักเอาไว้ก่อนทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงและไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา


4. แพ้ยาพาราเซตามอล ควรกินยาอะไรแก้ปวด?


ยากลุ่มที่สามารถใช้แทนพาราเซตามอลได้ คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs) ซึ่งมีหลายชนิดและจะมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น แอสไพริน , ไอบูโพรเฟน , ไดฟลูนิซอล


5. ยาพาราแก้อักเสบได้ไหม?


ยาพาราเซตามอลมีฤทธิ์ในการแก้อาการปวดในระดับต้นถึงระดับปานกลาง ไม่สามารถใช้แก้อักเสบและไม่สามารถใช้แก้ปวดขั้นรุนแรงได้เช่นกัน


6. ยาพาราออกฤทธิ์ในกี่นาที?


ยาพาราจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาทีหลังจากทาน และจะมีออกฤทธิ์ได้ในระยะ 4-6 ชม. ทำให้เมื่อมีอาการต่อเนื่องควรทานยาอีกครั้งแบบเว้นระยะ 4-6 ชม. ตามอาการ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

พาราเซตามอล (Paracetamol)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ไทลินอล ซาร่า พาราแคพ มีฤทธิ์ในการลดไข้และแก้ปวด โดยจะออกฤทธิ์ 4-6 ชั่วโมง สามารถทานยาก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ควรรับประทานยาเมื่อมีอาการเท่านั้น

  • ยาพาราเซตามอลได้ถูกนำไปผลิตรวมกับยาลดน้ำมูก ยาแก้คัดจมูก เพื่อทำเป็นยาเม็ดรวมแก้ไข้หวัด หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปและร้านสะดวกซื้อ เช่น ทิฟฟี่ ดีคอลเจน ที่จะประกอบด้วยยาพาราเซตามอล 500 มก. และยาลดน้ำมูกประมาณ 2 มก. หรือยาแก้คัดจมูก 10 มก.

  • ถึงแม้ว่าพาราเซตามอลจะไม่ใช่ยาอันตราย แต่การใช้ยาพาราเกินขนาดก็ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะกับตับ ซึ่งจะทำให้ตับเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบได้ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ยาพร่ำเพรื่อ ใช้ยาก่อนมีอาการหรือกินยาดักไว้ก่อน หรือใช้ยาซ้ำซ้อนกับยาแก้ไข้หวัดที่มีส่วนผสมของ Paracetamol อยู่แล้ว



Table of Contents
Paracetamol คือยาอะไร?
Paracetamol กับ Acetaminophen: ยาเดียวกัน แต่ทำไมมีหลายชื่อ?
ชื่อทางการค้าของยา Paracetamol
การออกฤทธิ์ของยา Paracetamol
รูปแบบของยา Paracetamol
ยา Paracetamol ราคาเท่าไหร่?
วิธีใช้ยา Paracetamol และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยา Paracetamol
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาพาราเซตามอล
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ Paracetamol
ใช้ยา Paracetamol เกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมทานยาพาราเซตามอล ควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายา Paracetamol
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Paracetamol


Paracetamol คือยาอะไร?


ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือ ยาอะเซตามิโนเฟน (Acetaminophen) คือยาสามัญประจำบ้าน ใช้สำหรับบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง รวมถึงสามารถใช้เป็นยาลดไข้ได้ด้วย จัดอยู่ในกลุ่ม Analgesic (ยาแก้ปวด) และ Antipyretic (ยาลดไข้) โดยอาการปวดที่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลบรรเทาได้ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดฟัน ปวดข้อ แต่ยาพาราเซตามอลไม่สามารถใช้บรรเทาอาการปวดขั้นรุนแรงที่เกิดจากการผ่าตัด ปวดจากโรคมะเร็ง อีกทั้งยาพาราเซตามอลเดี่ยวๆ ก็ไม่สามารถใช้รักษาอาการอักเสบได้ จึงเป็นยาที่นิยมนำไปผสมกับตัวยาอื่นเพื่อให้ออกฤทธิ์ได้กว้างขึ้น


Paracetamol กับ Acetaminophen: ยาเดียวกัน แต่ทำไมมีหลายชื่อ?


ยา Paracetamol และยา Acetaminophen คือยาตัวเดียวกัน

ยา Paracetamol และยา Acetaminophen เป็นคือยาตัวเดียวกันและมีสูตรทางเคมีเหมือนกันคือ C8H9NO2 เพียงแค่เรียกชื่อต่างกันเฉยๆ ซึ่งทั้งสองชื่อเป็นชื่อสากลที่ได้มาตรฐานตามที่องค์กรอนามัยโลกกำหนด แต่ชื่อที่คนไทยคุ้นหูมากที่สุดคือ พาราเซตามอล นั่นเอง


ชื่อทางการค้าของยา Paracetamol


ชื่อทางการค้าของยา Paracetamol คือ ไทลินอล (Tylenol), ซาร่า (Sara), พาราแคพ (PARACAP), เทมปร้า (Tempra), Paracetamol GPO รวมถึงยังมีการนำยาพาราเซตามอลไปผสมกับยาอื่นๆ เช่น ยาที่ใช้ในการลดน้ำมูก แก้คัดจมูก ซึ่งจะมีชื่อทางการค้า เช่น Tylenol (ไทลินอล) ที่ผสม Codeine (โคเดอีน), Tiffy Dey (ทิฟฟี่ เดย์), Decolgen (ดีคอลเจน)


การออกฤทธิ์ของยา Paracetamol


การออกฤทธิ์ของยาพาราเซตามอลจะเข้าไปยับยั้งสารเคมีในสมอง เช่น สารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่เกี่ยวข้องกับอาการปวด และทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงได้ด้วยการยับยั้งสารในสมองส่วนที่มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งยาพาราจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาทีโดยประมาณหลังจากรับประทาน และออกฤทธิ์ต่อเนื่องได้นาน 4-6 ชั่วโมง


รูปแบบของยา Paracetamol


ยาพาราเซตามอลแบบน้ำเชื่อมสำหรับเด็ก

ยา Paracetamol มีหลายรูปแบบ สามารถรับประทานได้ทั้งเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และคนทั่วไป


  • รูปแบบหยดสำหรับเด็กอ่อน ขนาด 60 มก./0.6 มล. หรือ 80 มก./0.8 มล.
  • รูปแบบน้ำสำหรับให้เด็กเล็กทำให้สามารถกินได้ง่าย มีขนาด 120, 125, 160, 250 มก./ช้อนชา ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของเด็ก
  • รูปแบบยาเม็ดรี ยาเม็ดกลม และแคปซูล ขนาด 325, 500, 650 มก./เม็ด

ยา Paracetamol ราคาเท่าไหร่?


  • ยาพาราเซตามอลที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ขนาดแผงละ 10 เม็ด เม็ดละ 500 มก. จะมีราคาประมาณ 10-15 บาท
  • ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็ก ขนาดบรรจุ ขวดละ 60 มล. ราคาประมาณ 40-60 บาท

buy drug online on raksa app

วิธีใช้ยา Paracetamol และปริมาณที่เหมาะสม


วิธีใช้ยา Paracetamol


  • ควรทานยาห่างกันอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง
  • ผู้ใหญ่ไม่ควรทานเกินครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม และห้ามเกินวันละ 4,000 มิลลิกรัม
  • เด็กไม่ควรทานเกินครั้งละ 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
  • สำหรับลดไข้ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 3-5 วัน
  • สำหรับแก้ปวด ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเกิน 7 วัน เด็กไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วัน
  • สำหรับยาน้ำควรใช้ช้อนตวงหรืออุปกรณ์ตวงที่ติดมากับขวดยาเท่านั้น ห้ามใช้ช้อนอื่นๆ ตวงแทน และเขย่าขวดก่อนตวงทุกครั้ง

ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถใช้ยาพาราเซตามอลได้

ปริมาณที่เหมาะสม


การใช้ยาพาราเซตามอลควรทานตอนที่มีอาการปวดหรือมีไข้เท่านั้น ปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทานยาพาราจะแบ่งตามน้ำหนักตัว คือ 10-15 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หลักการรับประทานดังนี้


ยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด เหมาะสำหรับคนทั่วไปและเด็กอายุ 18 ปีขึ้นไป


  • คนทั่วไปที่มีน้ำหนักระหว่าง 33-50 กิโลกรัม คือ ครั้งละ 1 เม็ด
  • คนทั่วไปที่มีน้ำหนักระหว่าง 51-67 กิโลกรัม คือ ครั้งละ 1 เม็ดครึ่ง
  • คนทั่วไปที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 67 กิโลกรัมขึ้นไป คือ ครั้งละ 2 เม็ด

ข้อควรระวังในการใช้ยา Paracetamol


  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Paracetamol ได้
    • ยาพาราสามารถใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยขนาดของยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว
    • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
    • ผู้ที่มีไข้ ตัวร้อน ปวดหัว ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน ปวดข้อ

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Paracetamol
    • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับตับ หรือมีปัญหาการทำงานของตับผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
    • ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับไต หรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
    • ผู้ที่มีภาวะของโรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี (G6PD) รับประทานพาราเซตามอลได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
    • ผู้ที่แพ้ยาพาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน โดยเมื่อทานแล้วมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น แน่นหน้าอก
    • ผู้ที่กำลังทานยารักษาโรคลมชัก
    • ผู้ที่กำลังทานยารักษาวัณโรค
    • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ

  • หากกำลังทานยาพาราเซตามอล ให้ระวังการทานยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ หรือยาแก้ไข้ตัวอื่นๆ เพราะอาจมีส่วนผสมของตัวยาเดียวกัน อาจทำให้ปริมาณยาพาราในร่างกายสูงเกินขนาด และอาจเกิดอันตรายกับตับ

  • ห้ามรับประทานยาพาราเซตามอลเกินปริมาณที่กำหนด คือ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน

buy drugs online via Raksa App

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาพาราเซตามอล


ยาพาราเซตามอลมีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อยและพบไม่บ่อยนัก การทานยาพาราเซตามอลนานๆ อาจจะส่งผลต่อตับและไต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะการทำงานของตับและไตผิดปกติอยู่แล้ว ส่วนผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาเกินขนาด เช่น


  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีอาการเหงื่อออก
  • เบื่ออาหาร
  • ทำให้เกิดการบาดเจ็บในตับ
  • เกิดอาการสมองเสื่อมจากโรคตับได้

การใช้ยาพาราเซตามอลอาจมีอาการแพ้ยา เช่น


  • อาการหายใจไม่ออก
  • แน่นหน้าอก
  • มีผื่นขึ้น
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า บริเวณเปลือกตา ริมฝีปาก หรือเกิดลมพิษได้

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับ Paracetamol


ไม่ควรใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับยาแก้ปวด แก้แพ้ แก้ไข้ตัวอื่น

  • ไม่ควรใช้ยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ที่มีส่วนผสมของยาพาราเซตามอลร่วมกับยาพาราเซตามอล เพราะจะทำให้ได้รับยาเกินขนาด ควรอ่านฉลากยาหรือสอบถามกับทางเภสัชกร

  • ยาคอเลสไทรามีน (Cholestyramine) เป็นยาลดคอเลสเตอรอลในเลือด ตัวยาจะไปยับยั้งการดูดซึม Paracetamol ในลำไส้

  • ยารักษาโรคเบาหวาน เช่น Exenatide, Lixisenatide, Liraglutide เพราะตัวยาเหล่านี้จะไปชะลอการดูดซึมยาพาราเซตามอลเข้าสู่กระแสเลือด

  • ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) เป็นยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด หากทานคู่กับพาราเซตามอลเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ประสิทธิภาพของ Warfarin ลดลง

  • ยาอิมาทินิบ (Imatinib) เป็นยารักษาโรคมะเร็ง หากทานคู่กับยาพาราเซตามอล อาจทำให้ตับขับยาพาราออกยากและช้า ทำให้เสี่ยงที่ระดับพาราเซตามอลในกระแสเลือดจะสูงเกินขนาด

  • ยาบลูซัลแฟน (Busulfan) เป็นยาเคมีบำบัด หากมีการรับประทานยา Paracetamol ก่อนการใช้ยา Busulfan ไม่เกิน 72 ชั่วโมง อาจเสี่ยงทำให้ผลข้างเคียงของ Busulfan สูงขึ้น

ใช้ยา Paracetamol เกินขนาดควรทำอย่างไร?


การใช้ยาเกินขนาดจะส่งผลให้เกิดพิษจากการใช้ยาได้ เช่น ทานยาซ้ำซ้อนโดยไม่รู้ตัว การใช้ยาเกินขนาดน้ำหนักตัว เพิ่มขนาดยาเองเมื่อลืมกิน ฯลฯ หากทานในปริมาณมากจะส่งผลต่อตับ และอาจจะแสดงอาการได้ใน 1-3 วัน หากมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนควรไปพบแพทย์ เนื่องจากอาจมีอาการตับอักเสบ สมองเสื่อม หรือส่งผลถึงชีวิตได้


ลืมทานยาพาราเซตามอล ควรทำอย่างไร?


หากลืมทานยาพาราเซตามอลตอนใกล้จะถึงเวลาของโดสถัดไปแล้ว ให้เว้นไปเลยและรอทานในมื้อถัดไปแทน หากทานเกินขนาด อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง


การเก็บรักษายา Paracetamol


  • ควรเก็บยาให้พ้นจากความร้อน แสงแดด และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  • ควรเก็บยาในภาชนะที่ปิดสนิทและไม่ควรเก็บยาในที่ชื้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยา Paracetamol


1. ยาพาราเซตามอลยี่ห้อไหนดี? แต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกันหรือไม่?


ยาพารามีหลายยี่ห้อเพราะเป็นตัวยาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้จากผู้ผลิตที่มีมาตรฐาน ควรดูที่ส่วนประกอบและปริมาณยา เช่น ไทลินอล ซาร่า พาราแคพ ยาเม็ดพาราเซตามอลขององค์การเภสัชกรรม 500 มก. ซึ่งแต่ไม่ต่างกันในเรื่องของปะสิทธิภาพการรักษา


2. ยาพาราเซตามอลในรูปแบบเม็ดกลม เม็ดเรียว และแคปซูลมีความแตกต่างกันหรือไม่?


ยาพารามีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ความแตกต่างไม่มากนัก โดยยาน้ำเหมาะสำหรับเด็กและผู้ที่ทานยาแบบอื่นยาก ส่วนยาแคปซูลอาจละลายได้เร็วกว่ายาเม็ดเล็กน้อย แต่ไม่ว่าจะทานยาพาราเซตามอลแบบไหนก็ให้ผลรักษาไม่ต่างกัน ความแตกต่างจะขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่ทานเข้าไปต่อ 1 โดสมากกว่า


3. ควรกินยาพาราเซตามอลตอนไหน?


สามารถกินก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ แต่ควรกินเมื่อมีอาการปวดหรือเป็นไข้เท่านั้น ไม่ควรกินยาดักเอาไว้ก่อนทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงและไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา


4. แพ้ยาพาราเซตามอล ควรกินยาอะไรแก้ปวด?


ยากลุ่มที่สามารถใช้แทนพาราเซตามอลได้ คือ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs หรือ NSAIDs) ซึ่งมีหลายชนิดและจะมีคุณสมบัติต่างกัน เช่น แอสไพริน , ไอบูโพรเฟน , ไดฟลูนิซอล


5. ยาพาราแก้อักเสบได้ไหม?


ยาพาราเซตามอลมีฤทธิ์ในการแก้อาการปวดในระดับต้นถึงระดับปานกลาง ไม่สามารถใช้แก้อักเสบและไม่สามารถใช้แก้ปวดขั้นรุนแรงได้เช่นกัน


6. ยาพาราออกฤทธิ์ในกี่นาที?


ยาพาราจะออกฤทธิ์ภายใน 30 นาทีหลังจากทาน และจะมีออกฤทธิ์ได้ในระยะ 4-6 ชม. ทำให้เมื่อมีอาการต่อเนื่องควรทานยาอีกครั้งแบบเว้นระยะ 4-6 ชม. ตามอาการ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล