MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาแก้ปวด (Painkiller)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแก้ปวด (Painkiller) คือ กลุ่มยาที่มีคุณสมบัติในการลด ระงับ หรือบรรเทาอาการปวดตั้งแต่อาการปวดแบบไม่รุนแรงไปจนถึงอาการปวดแบบรุนแรง โดยสามารถบรรเทาอาการปวดได้หลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น

  • ยาแก้ปวดมีทั้งชนิดรับประทาน ได้แก่ ยาน้ำ ยาเม็ด หรือแคปซูล ชนิดใช้ภายนอก ได้แก่ ครีม ขี้ผึ้ง หรือแผ่นแปะ รวมถึงชนิดฉีดเข้าร่างกาย และชนิดยาเหน็บ

  • อันตรายจากการเสพติดยาแก้ปวด คือ เมื่อหยุดใช้แล้วจะมีอาการกระวนกระวาย มือสั่น กลืนลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งตัว สับสน ใจสั่น ปวดศีรษะ ชักเกร็ง เป็นต้น จึงควรใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น



Table of Contents
ยาแก้ปวดคืออะไร?
ยาแก้ปวดมีกี่ประเภท?
ชื่อทางการค้าของยาแก้ปวดแต่ละชนิด
การออกฤทธิ์ของยาแก้ปวดแต่ละชนิด
รูปแบบของยาแก้ปวด
ยาแก้ปวดแต่ละชนิดราคาประมาณเท่าไหร่?
วิธีใช้ยาแก้ปวด และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวด
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาแก้ปวด
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ปวด
ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมใช้ยาแก้ปวดควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายาแก้ปวด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาแก้ปวด


ยาแก้ปวดคืออะไร?


ยาแก้ปวด (Painkiller) คือ กลุ่มยาที่มีคุณสมบัติในการลด ระงับ หรือบรรเทาอาการปวดตั้งแต่อาการปวดแบบไม่รุนแรงไปจนถึงอาการปวดแบบรุนแรง โดยสามารถบรรเทาอาการปวดได้หลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น ทั้งนี้ยาแก้ปวดบางชนิดสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป และบางชนิดจำเป็นต้องใช้ตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น


ยาแก้ปวดมีกี่ประเภท?


ยาแก้ปวดมีหลายประเภท

ยาแก้ปวดสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) คือ ยาแก้ปวดในกลุ่มพาราเซตามอล ซึ่งสามารถใช้ลดไข้ บรรเทาอาการปวดศีรษะ และอาการปวดที่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไหล่ ปวดหลัง เป็นต้น แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการลดอาการปวดขั้นรุนแรง เช่น การปวดจากการผ่าตัดหรือมะเร็ง โดยจัดเป็นยาแก้ปวดที่ไม่รุนแรง และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูงเมื่อใช้ในปริมาณที่แนะนำ

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) หรือที่เรียกว่ายาเอ็นเสดหรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบที่เกิดจากโรคข้ออักเสบต่างๆ เช่น ข้อกระดูกเสื่อม ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้ออักเสบในโรคเกาต์ เอ็นอักเสบ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการบรรเทาอาการทั้งแบบรุนแรงและเฉียบพลัน เช่น ปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดแผลผ่าตัด และสามารถใช้ลดไข้อีกด้วย

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการลดการอักเสบและกดภูมิต้านทานโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคข้ออักเสบ ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการปวดได้ ทั้งนี้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นยาควบคุมพิเศษ มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย จึงต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์ (Antidepressants) คือ ยาต้านเศร้าที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด เช่น ปวดประจำเดือน ปวดศีรษะจากไมเกรน รวมถึงอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีปกติ อย่างไรก็ตามยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาอันตรายที่ออกฤทธิ์แรงและมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ (Anticonvulsants) คือ ยากันชัก เป็นกลุ่มยาที่ใช้ป้องกัน รักษา หรือระงับอาการชักและโรคลมบ้าหมู โดยมีฤทธิ์ในการรักษาโรคหรืออาการอื่นๆ ด้วย เช่น บรรเทาอาการปวดที่เกิดจากเส้นประสาทถูกทำลายและอาการปวดประสาท แต่จำเป็นต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากเป็นยาอันตราย

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล Cannabidiol (CBD) คือกลุ่มยาแก้ปวดที่สกัดได้จากกัญชา โดยสารที่สกัดได้จากกัญชามีมากกว่า 100 ชนิด แต่สารที่มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวด ได้แก่ แคนนาบิไดออล (CBD) ซึ่งสามารถใช้ลดอาการปวดแบบฉับพลันและแบบเรื้อรัง รวมถึงความเจ็บปวดจากการอักเสบ โดยปัจจุบันยังไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย

ชื่อทางการค้าของยาแก้ปวดแต่ละชนิด


ยาแก้ปวดที่รู้จักทั่วไป เช่น ไอบูโพรเฟน

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน เช่น ไทลินอล (Tylenol) พานาดอล (Panadol) ซาร่า (Sara) พาราแคพ (Paracap) ซีมอล (Cemol)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด เช่น แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแน็ก (Diclofenac) นาพรอกเซน (Naproxen) ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) เมล็อกซิแคม (Meloxicam) เซเลค็อกสิบ (Celecoxib) เอทอริค็อกสิบ (Etoricoxib)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น คลอโซโลน (Chlorsolone) คลีนิเพรด (Clinipred) ได-อดรีซัน เอฟ (Di-Adreson F) อีโซเพรด (Exopred) ฟาราคิล (Farakil) ฟอร์ทิโซน (Fortisone)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนตีดีเพร็สแซ็นท์ เช่น โปรแซ็ค (Prozac) แพ็กซิล (Paxil) โซลอฟท์ (Zoloft)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ เช่น เทเกรทอล (Tegretol) ไดแลนติน (Dilantin) วาลโปรเอท (Valproate)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล เช่น มารินอล (Marinol) ซีซาเมท (Cesamet)

buy medication on Raksa app

การออกฤทธิ์ของยาแก้ปวดแต่ละชนิด


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน

ยังไม่มีเอกสารรับรองทางการแพทย์อย่างแน่ชัดถึงการออกฤทธิ์ของยาแก้ปวดในกลุ่มนี้ แต่คาดการณ์ว่าน่าจะทำงานด้วยการปิดกั้นเอนไซม์ค็อกซ์ (Cyclooxygenase) ในสมองและไขสันหลัง


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด

ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบหรือกลุ่มเอ็นเสดมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ค็อกซ์ ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารเคมีที่เรียกว่าพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่เป็นสาเหตุของอาการปวด อาการอักเสบ และอาการไข้ เมื่อรับประทานยาเอ็นเสดเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ค็อกซ์ ทำให้สารพรอสตาแกลนดินลดลง อาการต่างๆ จึงลดลง


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์

ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์จะออกฤทธิ์คล้ายคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่เกิดขึ้นในร่างกายตามธรรมชาติ โดยกลไกของยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์มีอยู่หลายกลไก อาทิ ยับยั้งการเคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาวบางชนิด ลดระดับความเข้มข้นของอิมมูโนโกลบูลิน ฯลฯ ซึ่งจะมีผลทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายทำงานได้เป็นปกติ


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์

ยากลุ่มนี้มีกลไกหลัก คือ การแก้ไขสมดุลของสารเคมีในสมอง อาทิ เซโรโทนิน (Serotonin) นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) และสารสื่อประสาทในสมองอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้สามารถบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากกระแสประสาทเหล่านั้นได้ จึงสามารถนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์

มีกลไกการออกฤทธิ์หลายอย่างที่ช่วยให้ระบบประสาททำงานเป็นปกติ จึงมีประโยชน์ในการรักษาอากาทางจิตเวชต่างๆ รวมถึงอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นจากระบบประสาท


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกการออกฤทธิ์ระงับปวดที่แท้จริงของยาแก้ปวดกลุ่มแคนนาบิไดออล จึงยังไม่มีการสรุปกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจนได้


รูปแบบของยาแก้ปวด


  • ยาแก้ปวดชนิดรับประทาน ได้แก่ ยาน้ำ ยาเม็ด หรือแคปซูล
  • ยาแก้ปวดชนิดใช้ภายนอก ได้แก่ ครีม ขี้ผึ้ง หรือแผ่นแปะ
  • ยาแก้ปวดชนิดฉีดเข้าร่างกาย
  • ยาแก้ปวดชนิดยาเหน็บ

ยาแก้ปวดแต่ละชนิดราคาประมาณเท่าไหร่?


ราคายาแก้ปวด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ และยาแก้ปวดอักเสบที่มีจำหน่ายในไทยมีราคาดังนี้


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน : ยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม แผงละ 10 เม็ด ราคา 10-15 บาท
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด : แอสไพรินจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวยา มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13-15 บาทต่อแผง
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ : ยาเพรดนิโซโลน 5 มิลลิกรัม 0.35-0.40 บาทต่อเม็ด
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์ : โปรแซ็ค 20 มิลลิกรัม ราคา 1.50 บาทต่อเม็ด
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ : เทเกรทอล 200 มิลลิกรัม ราคา 1.39 บาทต่อเม็ด

ทั้งนี้ราคายาจะแตกต่างกันไปตามปริมาณ รูปแบบ และยี่ห้อ ซึ่งสามารถสอบถามเภสัชกรได้โดยตรง อย่างไรก็ตามยาแก้ปวดและยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบบางชนิดเป็นยาในกลุ่มยาอันตราย จึงต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อมาใช้เอง


วิธีใช้ยาแก้ปวด และปริมาณที่เหมาะสม


ควรใช้ยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ยาแก้ปวดและแต่ละชนิดมีวิธีใช้และปริมาณการใช้ที่ต่างกัน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของอาการปวด ระดับความปวด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ผู้ป่วยมี


โดยควรใช้ตามวิธีและปริมาณที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำเท่านั้น ห้ามใช้ยาเกินขนาดที่แนะนำในฉลากหรือเอกสารกำกับยา เนื่องจากหากใช้ยาเกินขนาดที่ อาจเกิดพิษร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้


ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวด


  • ผู้ที่สามารถใช้ยาแก้ปวดได้

ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง แต่มีอาการปวดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดท้องประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดจากข้อเสื่อม


  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาแก้ปวด

ผู้ที่แพ้ยาหรือเคยมีประวัติแพ้ส่วนประกอบในยานั้นๆ ส่วนผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต ผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง


ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาแก้ปวด


ยาแก้ปวด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ หรือยาแก้ปวดอักเสบแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลจากฉลากยาแต่ละชนิดอย่างละเอียดก่อนใช้งาน และใช้ยาแต่ละชนิดในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ


หากรับประทานแล้วมีอาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก หรือเปลือกตา หน้ามืด เวียนศีรษะอย่างรุนแรง เกิดผื่นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มพุพอง ผิวหนังหลุดลอก ซึ่งเป็นอาการแพ้ยา ให้หยุดยาและรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษา


Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ปวด


หลักๆ คือให้เลี่ยงการใช้ยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันหากไม่ได้รับคำสั่งยาจากแพทย์ เพราะจะทำให้ปริมาณตัวยาสำคัญในร่างกายสูงเกินไปจนส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงได้ รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาตัวอื่นๆ ร่วมกัน เพราะมียาจำนวนมากที่ไม่สามารถรับประทานร่วมกับยาแก้ปวดได้


ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดควรทำอย่างไร?


การใช้ยาแก้ปวด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ หรือยาแก้ปวดอักเสบเกินขนาดจะส่งผลให้เกิดพิษจากการใช้ยาได้ หากทานในปริมาณมากอาจส่งผลต่อตับและระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ดังนั้นเมื่อมีอาการผิดปกติอย่างรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนควรไปพบแพทย์ในทันที


ลืมใช้ยาแก้ปวดควรทำอย่างไร?


หากลืมรับประทานยา ไม่จำเป็นต้องรับประทานย้อนหลัง สามารถข้ามมื้อไปยังมื้อถัดไปได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า


การเก็บรักษายาแก้ปวด


  • เก็บในบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะบรรจุเดิมที่ปิดสนิท
  • เก็บให้พ้นแสงแดด ความร้อน และความชื้น
  • เก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาแก้ปวด


1. ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่ NSAIDs มียาอะไรบ้าง?


ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่ NSAIDs ได้แก่ ยาในกลุ่มอะเซตามีโนเฟนหรือพาราเซตามอล เช่น ไทลินอล (Tylenol) พานาดอล (Panadol) ซาร่า (Sara) พาราแคพ (Paracap) ซีมอล (Cemol)


2. ยาแก้ปวดแบบแรงคือยาตัวไหน?


ยาแก้ปวดระดับรุนแรง ได้แก่ ทรามาดอล (Tramadol) หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า อนาดอล (Anadol) มาทราดอล (Matradol) ทรามอล (Tramol) เป็นยาบรรเทาอาการปวดระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดได้ดีเทียบเท่ากับมอร์ฟีน


3. ยาแก้ปวดแบบฉีดมีอะไรบ้าง?


ยาแก้ปวดแบบฉีดที่นิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากข้อ กระดูก และกล้ามเนื้อ มักจะใช้เป็นยากลุ่มยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ ไดโคลฟีแนค โซเดียม (Diclofenac Sodium) คีโตโรแลค (Ketorolac) รวมถึงยากลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์ เช่น ไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone)


4. ยาแก้ปวด Tramadol อันตรายไหม?


อันตราย เนื่องจากทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มยาระงับปวดที่นิยมใช้ในกรณีที่มีอาการปวดค่อนข้างรุนแรง จัดเป็นยาอันตรายตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และเป็นยาที่จ่ายได้ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น


5. ยาแก้ปวดเม็ดสีชมพูคือยาอะไร?


ยาแก้ปวดเม็ดสีชมพู คือ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบมากกว่ายาพาราเซตามอล นิยมใช้บรรเทาอาการปวดฟัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล



ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาแก้ปวด (Painkiller)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแก้ปวด (Painkiller) คือ กลุ่มยาที่มีคุณสมบัติในการลด ระงับ หรือบรรเทาอาการปวดตั้งแต่อาการปวดแบบไม่รุนแรงไปจนถึงอาการปวดแบบรุนแรง โดยสามารถบรรเทาอาการปวดได้หลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น

  • ยาแก้ปวดมีทั้งชนิดรับประทาน ได้แก่ ยาน้ำ ยาเม็ด หรือแคปซูล ชนิดใช้ภายนอก ได้แก่ ครีม ขี้ผึ้ง หรือแผ่นแปะ รวมถึงชนิดฉีดเข้าร่างกาย และชนิดยาเหน็บ

  • อันตรายจากการเสพติดยาแก้ปวด คือ เมื่อหยุดใช้แล้วจะมีอาการกระวนกระวาย มือสั่น กลืนลำบาก กล้ามเนื้อเกร็งตัว สับสน ใจสั่น ปวดศีรษะ ชักเกร็ง เป็นต้น จึงควรใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น



Table of Contents
ยาแก้ปวดคืออะไร?
ยาแก้ปวดมีกี่ประเภท?
ชื่อทางการค้าของยาแก้ปวดแต่ละชนิด
การออกฤทธิ์ของยาแก้ปวดแต่ละชนิด
รูปแบบของยาแก้ปวด
ยาแก้ปวดแต่ละชนิดราคาประมาณเท่าไหร่?
วิธีใช้ยาแก้ปวด และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวด
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาแก้ปวด
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ปวด
ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมใช้ยาแก้ปวดควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายาแก้ปวด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาแก้ปวด


ยาแก้ปวดคืออะไร?


ยาแก้ปวด (Painkiller) คือ กลุ่มยาที่มีคุณสมบัติในการลด ระงับ หรือบรรเทาอาการปวดตั้งแต่อาการปวดแบบไม่รุนแรงไปจนถึงอาการปวดแบบรุนแรง โดยสามารถบรรเทาอาการปวดได้หลายรูปแบบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดประจำเดือน เป็นต้น ทั้งนี้ยาแก้ปวดบางชนิดสามารถหาซื้อได้เองตามร้านขายยาทั่วไป และบางชนิดจำเป็นต้องใช้ตามคำสั่งของแพทย์เท่านั้น


ยาแก้ปวดมีกี่ประเภท?


ยาแก้ปวดมีหลายประเภท

ยาแก้ปวดสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน (Acetaminophen) คือ ยาแก้ปวดในกลุ่มพาราเซตามอล ซึ่งสามารถใช้ลดไข้ บรรเทาอาการปวดศีรษะ และอาการปวดที่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไหล่ ปวดหลัง เป็นต้น แต่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการลดอาการปวดขั้นรุนแรง เช่น การปวดจากการผ่าตัดหรือมะเร็ง โดยจัดเป็นยาแก้ปวดที่ไม่รุนแรง และมีความปลอดภัยในการใช้งานสูงเมื่อใช้ในปริมาณที่แนะนำ

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) หรือที่เรียกว่ายาเอ็นเสดหรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดและลดอาการอักเสบที่เกิดจากโรคข้ออักเสบต่างๆ เช่น ข้อกระดูกเสื่อม ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้ออักเสบในโรคเกาต์ เอ็นอักเสบ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการบรรเทาอาการทั้งแบบรุนแรงและเฉียบพลัน เช่น ปวดไมเกรน ปวดประจำเดือน ปวดฟัน ปวดแผลผ่าตัด และสามารถใช้ลดไข้อีกด้วย

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) คือ กลุ่มยาที่ใช้ในการลดการอักเสบและกดภูมิต้านทานโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคข้ออักเสบ ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการปวดได้ ทั้งนี้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นยาควบคุมพิเศษ มีผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย จึงต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์ (Antidepressants) คือ ยาต้านเศร้าที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงมีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวด เช่น ปวดประจำเดือน ปวดศีรษะจากไมเกรน รวมถึงอาการปวดเรื้อรังที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีปกติ อย่างไรก็ตามยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาอันตรายที่ออกฤทธิ์แรงและมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง ต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ (Anticonvulsants) คือ ยากันชัก เป็นกลุ่มยาที่ใช้ป้องกัน รักษา หรือระงับอาการชักและโรคลมบ้าหมู โดยมีฤทธิ์ในการรักษาโรคหรืออาการอื่นๆ ด้วย เช่น บรรเทาอาการปวดที่เกิดจากเส้นประสาทถูกทำลายและอาการปวดประสาท แต่จำเป็นต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากเป็นยาอันตราย

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล Cannabidiol (CBD) คือกลุ่มยาแก้ปวดที่สกัดได้จากกัญชา โดยสารที่สกัดได้จากกัญชามีมากกว่า 100 ชนิด แต่สารที่มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวด ได้แก่ แคนนาบิไดออล (CBD) ซึ่งสามารถใช้ลดอาการปวดแบบฉับพลันและแบบเรื้อรัง รวมถึงความเจ็บปวดจากการอักเสบ โดยปัจจุบันยังไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย

ชื่อทางการค้าของยาแก้ปวดแต่ละชนิด


ยาแก้ปวดที่รู้จักทั่วไป เช่น ไอบูโพรเฟน

  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน เช่น ไทลินอล (Tylenol) พานาดอล (Panadol) ซาร่า (Sara) พาราแคพ (Paracap) ซีมอล (Cemol)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด เช่น แอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ไดโคลฟีแน็ก (Diclofenac) นาพรอกเซน (Naproxen) ไพร็อกซิแคม (Piroxicam) เมล็อกซิแคม (Meloxicam) เซเลค็อกสิบ (Celecoxib) เอทอริค็อกสิบ (Etoricoxib)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น คลอโซโลน (Chlorsolone) คลีนิเพรด (Clinipred) ได-อดรีซัน เอฟ (Di-Adreson F) อีโซเพรด (Exopred) ฟาราคิล (Farakil) ฟอร์ทิโซน (Fortisone)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนตีดีเพร็สแซ็นท์ เช่น โปรแซ็ค (Prozac) แพ็กซิล (Paxil) โซลอฟท์ (Zoloft)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ เช่น เทเกรทอล (Tegretol) ไดแลนติน (Dilantin) วาลโปรเอท (Valproate)
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล เช่น มารินอล (Marinol) ซีซาเมท (Cesamet)

buy medication on Raksa app

การออกฤทธิ์ของยาแก้ปวดแต่ละชนิด


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน

ยังไม่มีเอกสารรับรองทางการแพทย์อย่างแน่ชัดถึงการออกฤทธิ์ของยาแก้ปวดในกลุ่มนี้ แต่คาดการณ์ว่าน่าจะทำงานด้วยการปิดกั้นเอนไซม์ค็อกซ์ (Cyclooxygenase) ในสมองและไขสันหลัง


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด

ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบหรือกลุ่มเอ็นเสดมีกลไกออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ค็อกซ์ ซึ่งทำหน้าที่สร้างสารเคมีที่เรียกว่าพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่เป็นสาเหตุของอาการปวด อาการอักเสบ และอาการไข้ เมื่อรับประทานยาเอ็นเสดเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ค็อกซ์ ทำให้สารพรอสตาแกลนดินลดลง อาการต่างๆ จึงลดลง


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์

ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์จะออกฤทธิ์คล้ายคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่เกิดขึ้นในร่างกายตามธรรมชาติ โดยกลไกของยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์มีอยู่หลายกลไก อาทิ ยับยั้งการเคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาวบางชนิด ลดระดับความเข้มข้นของอิมมูโนโกลบูลิน ฯลฯ ซึ่งจะมีผลทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายทำงานได้เป็นปกติ


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์

ยากลุ่มนี้มีกลไกหลัก คือ การแก้ไขสมดุลของสารเคมีในสมอง อาทิ เซโรโทนิน (Serotonin) นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) และสารสื่อประสาทในสมองอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้สามารถบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดจากกระแสประสาทเหล่านั้นได้ จึงสามารถนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์

มีกลไกการออกฤทธิ์หลายอย่างที่ช่วยให้ระบบประสาททำงานเป็นปกติ จึงมีประโยชน์ในการรักษาอากาทางจิตเวชต่างๆ รวมถึงอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นจากระบบประสาท


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแคนนาบิไดออล

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกการออกฤทธิ์ระงับปวดที่แท้จริงของยาแก้ปวดกลุ่มแคนนาบิไดออล จึงยังไม่มีการสรุปกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจนได้


รูปแบบของยาแก้ปวด


  • ยาแก้ปวดชนิดรับประทาน ได้แก่ ยาน้ำ ยาเม็ด หรือแคปซูล
  • ยาแก้ปวดชนิดใช้ภายนอก ได้แก่ ครีม ขี้ผึ้ง หรือแผ่นแปะ
  • ยาแก้ปวดชนิดฉีดเข้าร่างกาย
  • ยาแก้ปวดชนิดยาเหน็บ

ยาแก้ปวดแต่ละชนิดราคาประมาณเท่าไหร่?


ราคายาแก้ปวด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ และยาแก้ปวดอักเสบที่มีจำหน่ายในไทยมีราคาดังนี้


  • ยาแก้ปวดในกลุ่มอะเซตามีโนเฟน : ยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม แผงละ 10 เม็ด ราคา 10-15 บาท
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด : แอสไพรินจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวยา มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13-15 บาทต่อแผง
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ : ยาเพรดนิโซโลน 5 มิลลิกรัม 0.35-0.40 บาทต่อเม็ด
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติดีเพร็สแซ็นท์ : โปรแซ็ค 20 มิลลิกรัม ราคา 1.50 บาทต่อเม็ด
  • ยาแก้ปวดในกลุ่มแอนติคอนวัลแซนต์ : เทเกรทอล 200 มิลลิกรัม ราคา 1.39 บาทต่อเม็ด

ทั้งนี้ราคายาจะแตกต่างกันไปตามปริมาณ รูปแบบ และยี่ห้อ ซึ่งสามารถสอบถามเภสัชกรได้โดยตรง อย่างไรก็ตามยาแก้ปวดและยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบบางชนิดเป็นยาในกลุ่มยาอันตราย จึงต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ไม่สามารถหาซื้อมาใช้เอง


วิธีใช้ยาแก้ปวด และปริมาณที่เหมาะสม


ควรใช้ยาแก้ปวดเมื่อจำเป็นเท่านั้น

ยาแก้ปวดและแต่ละชนิดมีวิธีใช้และปริมาณการใช้ที่ต่างกัน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดชนิดใดนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของอาการปวด ระดับความปวด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่ผู้ป่วยมี


โดยควรใช้ตามวิธีและปริมาณที่แพทย์และเภสัชกรแนะนำเท่านั้น ห้ามใช้ยาเกินขนาดที่แนะนำในฉลากหรือเอกสารกำกับยา เนื่องจากหากใช้ยาเกินขนาดที่ อาจเกิดพิษร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิตได้


ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวด


  • ผู้ที่สามารถใช้ยาแก้ปวดได้

ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง แต่มีอาการปวดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดท้องประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดจากข้อเสื่อม


  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยาแก้ปวด

ผู้ที่แพ้ยาหรือเคยมีประวัติแพ้ส่วนประกอบในยานั้นๆ ส่วนผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไต ผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง


ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาแก้ปวด


ยาแก้ปวด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ หรือยาแก้ปวดอักเสบแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลจากฉลากยาแต่ละชนิดอย่างละเอียดก่อนใช้งาน และใช้ยาแต่ละชนิดในปริมาณที่เหมาะสมเสมอ


หากรับประทานแล้วมีอาการบวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก หรือเปลือกตา หน้ามืด เวียนศีรษะอย่างรุนแรง เกิดผื่นลมพิษ ผื่นแดง ตุ่มพุพอง ผิวหนังหลุดลอก ซึ่งเป็นอาการแพ้ยา ให้หยุดยาและรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อทำการรักษา


Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแก้ปวด


หลักๆ คือให้เลี่ยงการใช้ยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันหากไม่ได้รับคำสั่งยาจากแพทย์ เพราะจะทำให้ปริมาณตัวยาสำคัญในร่างกายสูงเกินไปจนส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงได้ รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาตัวอื่นๆ ร่วมกัน เพราะมียาจำนวนมากที่ไม่สามารถรับประทานร่วมกับยาแก้ปวดได้


ใช้ยาแก้ปวดเกินขนาดควรทำอย่างไร?


การใช้ยาแก้ปวด ยาแก้ปวดกล้ามเนื้ออักเสบ หรือยาแก้ปวดอักเสบเกินขนาดจะส่งผลให้เกิดพิษจากการใช้ยาได้ หากทานในปริมาณมากอาจส่งผลต่อตับและระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ดังนั้นเมื่อมีอาการผิดปกติอย่างรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนควรไปพบแพทย์ในทันที


ลืมใช้ยาแก้ปวดควรทำอย่างไร?


หากลืมรับประทานยา ไม่จำเป็นต้องรับประทานย้อนหลัง สามารถข้ามมื้อไปยังมื้อถัดไปได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณยาเป็น 2 เท่า


การเก็บรักษายาแก้ปวด


  • เก็บในบรรจุภัณฑ์หรือภาชนะบรรจุเดิมที่ปิดสนิท
  • เก็บให้พ้นแสงแดด ความร้อน และความชื้น
  • เก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาแก้ปวด


1. ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่ NSAIDs มียาอะไรบ้าง?


ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่ NSAIDs ได้แก่ ยาในกลุ่มอะเซตามีโนเฟนหรือพาราเซตามอล เช่น ไทลินอล (Tylenol) พานาดอล (Panadol) ซาร่า (Sara) พาราแคพ (Paracap) ซีมอล (Cemol)


2. ยาแก้ปวดแบบแรงคือยาตัวไหน?


ยาแก้ปวดระดับรุนแรง ได้แก่ ทรามาดอล (Tramadol) หรือที่รู้จักกันในชื่อทางการค้าว่า อนาดอล (Anadol) มาทราดอล (Matradol) ทรามอล (Tramol) เป็นยาบรรเทาอาการปวดระดับปานกลางถึงระดับรุนแรง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวดได้ดีเทียบเท่ากับมอร์ฟีน


3. ยาแก้ปวดแบบฉีดมีอะไรบ้าง?


ยาแก้ปวดแบบฉีดที่นิยมใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากข้อ กระดูก และกล้ามเนื้อ มักจะใช้เป็นยากลุ่มยาต้านอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ ไดโคลฟีแนค โซเดียม (Diclofenac Sodium) คีโตโรแลค (Ketorolac) รวมถึงยากลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์ เช่น ไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone)


4. ยาแก้ปวด Tramadol อันตรายไหม?


อันตราย เนื่องจากทรามาดอล (Tramadol) เป็นยาแก้ปวดในกลุ่มยาระงับปวดที่นิยมใช้ในกรณีที่มีอาการปวดค่อนข้างรุนแรง จัดเป็นยาอันตรายตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และเป็นยาที่จ่ายได้ภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น


5. ยาแก้ปวดเม็ดสีชมพูคือยาอะไร?


ยาแก้ปวดเม็ดสีชมพู คือ ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ซึ่งเป็นยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบมากกว่ายาพาราเซตามอล นิยมใช้บรรเทาอาการปวดฟัน ปวดศีรษะ ปวดหลัง ปวดประจำเดือน ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล