MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคอ้วน (Obesity)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคอ้วน สามารถดูได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 23-24.9 ในคนไทย คือเริ่มอ้วน และ 25 ขึ้นไปคือเป็นโรคอ้วน แต่หากต้องการให้มั่นใจควรไปตรวจระดับไขมันที่โรงพยาบาล

  • การเป็นโรคอ้วนยังนำไปสู่โรคอันตรายอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ โรคไขข้อ และผู้ที่เป็นโรคอ้วนอาจเสียชีวิตไวกว่าคนปกติ 7-10 ปี



Table of Contents
โรคอ้วนคืออะไร?
สาเหตุของโรคอ้วน
รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคอ้วนแล้วหรือยัง?
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคอ้วน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอ้วน
การป้องกันโรคอ้วน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน


โรคอ้วนคืออะไร?


โรคอ้วน (Obesity) หรือภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight) คือโรคที่มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน


โรคอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดตีบ โรคข้อเข่าเสื่อม ประจำเดือนผิดปกติ และโรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) คืออาการที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันบริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ลำไส้ กระเพาะอาหาร และที่อื่นๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นด้วย


สาเหตุของโรคอ้วน

สาเหตุของโรคอ้วน


โรคอ้วน สาเหตุเกิดจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ดังนี้


  • ปัจจัยภายใน คือ พันธุกรรม อายุ การเผาผลาญของร่างกาย มวลกระดูก ทำให้เกิดการสะสมของพลังงานและไขมันได้ง่าย

  • ปัจจัยภายนอก คือ สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และขาดการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ทำให้มีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายปริมาณมาก

รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคอ้วนแล้วหรือยัง?


ตัวชี้วัดโรคอ้วน

ตัวชี้วัดโรคอ้วน


โรคอ้วนสามารถวัดได้คร่าวๆ จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตามที่องค์กรอนามัยโลกได้กำหนดค่าดัชนีมวลกายไว้ว่า


  • เกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 คือ น้ำหนักน้อย
  • อยู่ระหว่าง 18.5-24.99 คือน้ำหนักปกติ
  • ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป คือน้ำหนักเกิน
  • อยู่ระหว่าง 25-29.99 คือเริ่มอ้วน
  • และ 30 ขึ้นไปคือเป็นโรคอ้วน

ค่า BMI เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ร่างกายแต่ละคนมีมวลกระดูกมากน้อยแตกต่างกัน หรือสภาวะบวมน้ำ ปัสสาวะบ่อยที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวด้วย


วิธีหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index)


ดัชนีมวลกายคำนวณได้จาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกกำลังสอง)


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน


โรคอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังตามมามากมาย ได้แก่



นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคอ้วนยังเสี่ยงเสียชีวิตเร็วกว่าคนปกติ 7-10 ปีอีกด้วย โรคอ้วนจึงอันตรายมากกว่าที่คิด


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีภาวะน้ำหนักเกิดแล้วให้พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างถูกวิธี ห้ามใช้ยาลดน้ำหนัก แต่ควรเน้นที่การเลือกอาหารและออกกำลังกายแทน แต่หากไม่สามารถลดด้วยตัวเองได้ และความอ้วนเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง


consult doctor

การรักษาโรคอ้วน


การรักษาโรคอ้วน

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำประมาณวันละ 30 นาทีขึ้นไป 5 ครั้งต่อสัปดาห์

  2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและควบคุมปริมาณอาหาร โดยลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน ของหวาน แป้ง น้ำหวาน เปลี่ยนจากการทอดมาเป็นการนึ่ง ต้ม ตุ๋น ย่าง แทนได้

  3. การใช้ยาลดน้ำหนักแต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น และต้องควบคู่ไปกับการปรับเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย

  4. การผ่าตัดกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่า BMI สูงมากและไม่สามารถลดด้วยวิธีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายได้ โดยการผ่าตัดจะทำให้กระเพาะอาหารแคบลง ผู้ป่วยจะอิ่มเร็วขึ้น ทานอาหารได้น้อยลง จึงสามารถลดน้ำหนักได้

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอ้วน


ดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคอ้วน

Do


  • ปรับลดการบริโภคอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล เน้นบริโภคอาหารที่มีกากใย

  • ออกกำลังกายเป็นประจำและต่อเนื่อง

  • ควบคุมพฤติกรรมการกินเช่น รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ควรรับประทานเกิน 3 มื้อ และยับยั้งใจตัวเองต่อความอยาก พิจารณาตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็น “ความหิว” หรือ “ความอยาก”

  • มีวินัยต่อตัวเองในการลดน้ำหนัก มองไปที่เป้าหมายในการลดน้ำหนัก เอาชนะสิ่งรบกวนรอบข้างที่เข้ามากวนใจตลอด

Don’t


  • การลดความอ้วนโดยการอดอาหาร ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารน้อย อัตราการเผาผลาญอาหารก็จะน้อยลง เกิดสิ่งที่เรียกว่า Yo-Yo dieting เนื่องจากระบบต่างๆ ทำงานน้อยลง รวมไปถึงระบบเผาผลาญพลังงานและกำจัดไขมัน สุดท้ายก็จะเข้าสู่ภาวะอ้วนเหมือนเดิม ฉะนั้นการอดอาหาร น้ำหนักตัวจะลดลง แต่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

  • การพักผ่อนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงทำให้เป็นโรคอ้วนได้ เนื่องจากการนอนน้อยทำให้รู้สึกอยากอาหารมากขึ้น จากงานวิจัยกล่าวว่าการนอนน้อยว่า 7 ชั่วโมง มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กถึงร้อยละ 89 และในผู้ใหญ่ร้อยละ 55

การป้องกันโรคอ้วน


การป้องกันโรคอ้วน

  • ควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง

  • ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันเป็นประจำ

  • ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อขับสารพิษปรับสมดุลและอุณหภูมิของร่างกาย

  • พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน และไม่ควรนอนดึกจนเกินไป

  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำหนักเพิ่มมากจนเกินไปควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะของโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อนต่างๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน


1. โรคอ้วนเป็นยังไง?


อาการที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินปกติ และมีการเผาผลาญไขมันออกไปน้อย ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เช่น เคลื่อนไหวช้า เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก นอนกรน ปวดหลัง ปวดข้อเข่า อีกทั้งยังส่งผลต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมาด้วย


2. อ้วนส่วนไหนเพราะอะไร?


การสะสมไขมันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันตามพฤติกรรมและสภาพร่างกาย ซึ่งการสะสมไขมันแต่ละส่วนมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิต ได้แก่


  • การสะสมของไขมันช่วงบนเกิดจากการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป
  • การสะสมของไขมันบริเวณท้องเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • การสะสมของไขมันช่วงกลางหน้าท้องเกิดจากร่างกายมีสภาวะความเครียด อาการซึมเศร้า
  • การสะสมของไขมันบริเวณท้องด้านบน และหลังยื่นเกิดจากการไม่ค่อยออกกำลังกายหรือขยับตัว
  • การสะสมของไขมันช่วงล่างเกิดจากการแพ้ Gluten ที่มีในขนมปัง แป้ง ธัญพืช
  • การสะสมของไขมันช่วงล่างลงไปถึงขา เกิดจากการตั้งครรภ์และพันธุกรรม

3. โรคอะไรทําให้อ้วน?


โรคอ้วนเป็นอาการข้างเคียงของโรคอื่นได้เช่นกัน เช่น โรคไทรอยด์ในประเภทที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนจะมีผลต่อความอ้วน ซึ่งจะมีอาการบวม น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย หรืออ้วนขึ้นง่ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ


ในผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์ ผลข้างเคียงของยาทำให้ผู้ป่วยเกิดความอยากอาหารและเพิ่มการสะสมของไขมัน ทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย


4. ยาลดความอ้วนลดได้จริงไหม?


ยาลดความอ้วนเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งในการลดน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย อีกทั้งยาลดความอ้วนที่ถูกรับรองว่าถูกกฏหมายเป็นยาที่ใช้เฉพาะกลุ่ม ใช้กับผู้ที่ไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย การใช้ยาลดความอ้วนจึงต้องให้อยู่ในความดูแลของแพทย์




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคอ้วน (Obesity)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคอ้วน สามารถดูได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) หากค่า BMI อยู่ระหว่าง 23-24.9 ในคนไทย คือเริ่มอ้วน และ 25 ขึ้นไปคือเป็นโรคอ้วน แต่หากต้องการให้มั่นใจควรไปตรวจระดับไขมันที่โรงพยาบาล

  • การเป็นโรคอ้วนยังนำไปสู่โรคอันตรายอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ โรคไขข้อ และผู้ที่เป็นโรคอ้วนอาจเสียชีวิตไวกว่าคนปกติ 7-10 ปี



Table of Contents
โรคอ้วนคืออะไร?
สาเหตุของโรคอ้วน
รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคอ้วนแล้วหรือยัง?
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคอ้วน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอ้วน
การป้องกันโรคอ้วน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน


โรคอ้วนคืออะไร?


โรคอ้วน (Obesity) หรือภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight) คือโรคที่มีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน


โรคอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดผิดปกติ โรคหลอดเลือดตีบ โรคข้อเข่าเสื่อม ประจำเดือนผิดปกติ และโรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) คืออาการที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันบริเวณช่องท้องและอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต ลำไส้ กระเพาะอาหาร และที่อื่นๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นด้วย


สาเหตุของโรคอ้วน

สาเหตุของโรคอ้วน


โรคอ้วน สาเหตุเกิดจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ดังนี้


  • ปัจจัยภายใน คือ พันธุกรรม อายุ การเผาผลาญของร่างกาย มวลกระดูก ทำให้เกิดการสะสมของพลังงานและไขมันได้ง่าย

  • ปัจจัยภายนอก คือ สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และขาดการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ทำให้มีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายปริมาณมาก

รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคอ้วนแล้วหรือยัง?


ตัวชี้วัดโรคอ้วน

ตัวชี้วัดโรคอ้วน


โรคอ้วนสามารถวัดได้คร่าวๆ จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตามที่องค์กรอนามัยโลกได้กำหนดค่าดัชนีมวลกายไว้ว่า


  • เกณฑ์ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 คือ น้ำหนักน้อย
  • อยู่ระหว่าง 18.5-24.99 คือน้ำหนักปกติ
  • ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป คือน้ำหนักเกิน
  • อยู่ระหว่าง 25-29.99 คือเริ่มอ้วน
  • และ 30 ขึ้นไปคือเป็นโรคอ้วน

ค่า BMI เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้น ร่างกายแต่ละคนมีมวลกระดูกมากน้อยแตกต่างกัน หรือสภาวะบวมน้ำ ปัสสาวะบ่อยที่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวด้วย


วิธีหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index)


ดัชนีมวลกายคำนวณได้จาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกกำลังสอง)


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน


โรคอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรังตามมามากมาย ได้แก่



นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคอ้วนยังเสี่ยงเสียชีวิตเร็วกว่าคนปกติ 7-10 ปีอีกด้วย โรคอ้วนจึงอันตรายมากกว่าที่คิด


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีภาวะน้ำหนักเกิดแล้วให้พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองอย่างถูกวิธี ห้ามใช้ยาลดน้ำหนัก แต่ควรเน้นที่การเลือกอาหารและออกกำลังกายแทน แต่หากไม่สามารถลดด้วยตัวเองได้ และความอ้วนเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง


consult doctor

การรักษาโรคอ้วน


การรักษาโรคอ้วน

  1. ออกกำลังกายเป็นประจำประมาณวันละ 30 นาทีขึ้นไป 5 ครั้งต่อสัปดาห์

  2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและควบคุมปริมาณอาหาร โดยลดการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน ของหวาน แป้ง น้ำหวาน เปลี่ยนจากการทอดมาเป็นการนึ่ง ต้ม ตุ๋น ย่าง แทนได้

  3. การใช้ยาลดน้ำหนักแต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น และต้องควบคู่ไปกับการปรับเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย

  4. การผ่าตัดกระเพาะอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่า BMI สูงมากและไม่สามารถลดด้วยวิธีการคุมอาหารหรือออกกำลังกายได้ โดยการผ่าตัดจะทำให้กระเพาะอาหารแคบลง ผู้ป่วยจะอิ่มเร็วขึ้น ทานอาหารได้น้อยลง จึงสามารถลดน้ำหนักได้

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอ้วน


ดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคอ้วน

Do


  • ปรับลดการบริโภคอาหารประเภท คาร์โบไฮเดรต ไขมัน น้ำตาล เน้นบริโภคอาหารที่มีกากใย

  • ออกกำลังกายเป็นประจำและต่อเนื่อง

  • ควบคุมพฤติกรรมการกินเช่น รับประทานอาหารให้เป็นเวลา ไม่ควรรับประทานเกิน 3 มื้อ และยับยั้งใจตัวเองต่อความอยาก พิจารณาตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็น “ความหิว” หรือ “ความอยาก”

  • มีวินัยต่อตัวเองในการลดน้ำหนัก มองไปที่เป้าหมายในการลดน้ำหนัก เอาชนะสิ่งรบกวนรอบข้างที่เข้ามากวนใจตลอด

Don’t


  • การลดความอ้วนโดยการอดอาหาร ไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะจะส่งผลกระทบต่ออัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารน้อย อัตราการเผาผลาญอาหารก็จะน้อยลง เกิดสิ่งที่เรียกว่า Yo-Yo dieting เนื่องจากระบบต่างๆ ทำงานน้อยลง รวมไปถึงระบบเผาผลาญพลังงานและกำจัดไขมัน สุดท้ายก็จะเข้าสู่ภาวะอ้วนเหมือนเดิม ฉะนั้นการอดอาหาร น้ำหนักตัวจะลดลง แต่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น

  • การพักผ่อนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงทำให้เป็นโรคอ้วนได้ เนื่องจากการนอนน้อยทำให้รู้สึกอยากอาหารมากขึ้น จากงานวิจัยกล่าวว่าการนอนน้อยว่า 7 ชั่วโมง มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนในเด็กถึงร้อยละ 89 และในผู้ใหญ่ร้อยละ 55

การป้องกันโรคอ้วน


การป้องกันโรคอ้วน

  • ควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง

  • ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อเผาผลาญพลังงานในแต่ละวันเป็นประจำ

  • ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อขับสารพิษปรับสมดุลและอุณหภูมิของร่างกาย

  • พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8 ชั่วโมง/วัน และไม่ควรนอนดึกจนเกินไป

  • ถ้ารู้สึกว่าน้ำหนักเพิ่มมากจนเกินไปควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะของโรคอ้วนและโรคแทรกซ้อนต่างๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอ้วน


1. โรคอ้วนเป็นยังไง?


อาการที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินปกติ และมีการเผาผลาญไขมันออกไปน้อย ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เช่น เคลื่อนไหวช้า เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก นอนกรน ปวดหลัง ปวดข้อเข่า อีกทั้งยังส่งผลต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมาด้วย


2. อ้วนส่วนไหนเพราะอะไร?


การสะสมไขมันของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันตามพฤติกรรมและสภาพร่างกาย ซึ่งการสะสมไขมันแต่ละส่วนมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิต ได้แก่


  • การสะสมของไขมันช่วงบนเกิดจากการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป
  • การสะสมของไขมันบริเวณท้องเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • การสะสมของไขมันช่วงกลางหน้าท้องเกิดจากร่างกายมีสภาวะความเครียด อาการซึมเศร้า
  • การสะสมของไขมันบริเวณท้องด้านบน และหลังยื่นเกิดจากการไม่ค่อยออกกำลังกายหรือขยับตัว
  • การสะสมของไขมันช่วงล่างเกิดจากการแพ้ Gluten ที่มีในขนมปัง แป้ง ธัญพืช
  • การสะสมของไขมันช่วงล่างลงไปถึงขา เกิดจากการตั้งครรภ์และพันธุกรรม

3. โรคอะไรทําให้อ้วน?


โรคอ้วนเป็นอาการข้างเคียงของโรคอื่นได้เช่นกัน เช่น โรคไทรอยด์ในประเภทที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนจะมีผลต่อความอ้วน ซึ่งจะมีอาการบวม น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย หรืออ้วนขึ้นง่ายอย่างไม่ทราบสาเหตุ


ในผู้ป่วยที่รับประทานยาสเตียรอยด์ ผลข้างเคียงของยาทำให้ผู้ป่วยเกิดความอยากอาหารและเพิ่มการสะสมของไขมัน ทำให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ง่าย


4. ยาลดความอ้วนลดได้จริงไหม?


ยาลดความอ้วนเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งในการลดน้ำหนัก ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย อีกทั้งยาลดความอ้วนที่ถูกรับรองว่าถูกกฏหมายเป็นยาที่ใช้เฉพาะกลุ่ม ใช้กับผู้ที่ไม่สามารถลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย การใช้ยาลดความอ้วนจึงต้องให้อยู่ในความดูแลของแพทย์




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล