MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ประจำเดือนไม่มา ปัญหากวนใจที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ของสาวๆ หลายคน

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • รอบประจำเดือนควรมาห่างกัน 21 – 35 วัน สามารถมาก่อนหรือช้ากว่ากำหนดได้ไม่เกิน 7 วันในแต่ละรอบ ซึ่งในแต่ละวัย รอบประจำเดือนก็อาจจะมีระยะห่างและปริมาณที่ไม่เท่ากัน หากเป็นตามนี้ก็ยังถือว่าประจำเดือนมาปกติ

  • การจะเรียกว่าประจำเดือนไม่มา สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรืออายุประมาณ 13-15 ปีแล้วแต่ประจำเดือนไม่เคยมาเลย และประเภทที่สองคือ ผู้หญิงที่เคยมีประจำเดือนมาก่อนหน้านี้ แต่หายไปแล้วนานกว่า 6 เดือนหรือ 3 รอบเดือนขึ้นไป ทั้ง 2 กรณีควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษา

  • มีสาเหตุหลากหลายที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา ทั้งเรื่องน้ำหนักตัวมากหรือน้อยเกินไป ความเครียด การออกกำลังกายหักโหม การทานยาบางตัวรวมถึงยาคุมกำเนิด มีโรคเรื้อรังบางอย่าง หรืออาจจะเกิดการตั้งครรภ์ก็ได้




ประจำเดือนกับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เป็นสิ่งคู่กัน และจะต้องวนมาเจอกันเป็นประจำทุกเดือน เมื่อไหร่ที่ประจำเดือนเกิดหายหน้าหายตาไป หรือมาช้าไปจากเดิม ก็จะทำให้เกิดความกังวลใจขึ้นมาได้ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบอกความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย และส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องดี!


ประจำเดือนคืออะไร?


ประจำเดือนคืออะไร

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องประจำเดือนกันก่อน โดยประจำเดือน (Menstruation) คือ เป็นเลือดมาทางช่องคลอดในทุกๆ เดือน หรือทุกๆ 21-35 วัน แต่ละเดือนจะมาประมาณ 3-7 วัน เกิดจากการที่ร่างกายของผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะมีประจำเดือนครั้งแรกตอนอายุประมาณ 10-15 ปี


โดยประจำเดือนเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อลองรับการฝังตัวของตัวอ่อนหลังเกิดการปฏิสนธิ รวมถึงทำให้ไข่เดินทางออกจากท่อนำไข่มารอการผสมกับสเปิร์มหรือตัวอสุจิ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่มีการผสมกันระหว่างไข่และสเปิร์ม เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมาเป็นเลือดประจำเดือนนั่นเอง


ประจำเดือนไม่มาคืออะไร?


ประจำเดือนไม่มา หรือการขาดประจำเดือน (Amenorrhea) คือ ภาวะประจำเดือนไม่มาเลย หรือเคยมีประจำเดือนแต่ขาดหายไปแล้วหลายเดือน


ประจำเดือนไม่มา

อาการประจำเดือนไม่มามีกี่ประเภท?


แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้


  • Primary Amenorrhea: เป็นภาวะที่ประจำเดือนไม่มาตั้งแต่อายุ 13-15 ปีขึ้นไป
  • Secondary Amenorrhea: เป็นภาวะที่ประจำเดือนไม่มาอย่างน้อย 3 เดือนนับจากที่เคยมาครั้งล่าสุด

ประจำเดือนเลื่อนคืออะไร?


โดยปกติประจำเดือนจะมาทุกๆ 21-35 วัน และเคลื่อนจากเดิมก่อนหรือหลังไม่เกิน 7 วันถือว่าประจำเดือนมาปกติ แต่ถ้าเลยจากนี้ออกไปถึงจะเรียกว่าประจำเดือนเลื่อน (Delayed period) และอาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้


ประจำเดือนเลื่อนได้นานสุดกี่วัน?


วันแรกของการมีประจำเดือนในแต่ละรอบอาจห่างกัน 21-35 วัน สามารถบวกลบได้อีก 7 วันและไม่ถือว่าผิดปกติ ขึ้นอยู่กับร่างกายและอายุของแต่ละคน


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการประจำเดือนไม่มา


สาเหตุของประจำเดือนไม่มาดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น


  • เกิดการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ที่ปกติและการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนขาดหายไปได้

    ดังนั้นเมื่อประจำเดือนขาด ควรจะต้องตรวจการตั้งครรภ์เป็นอันดับแรก แนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์ห่างจากวันที่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 14-21 วัน เพราะการตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้ผลตรวจไม่ถูกต้อง ซึ่งหากตั้งครรภ์จริงมักมีอาการของคนท้องในช่วงแรกคือ หน้าอกขยาย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกเหนื่อยง่าย สามารถลองตรวจด้วยตัวเองได้ด้วยการใช้ที่ตรวจครรภ์หรือชุดทดสอบการตั้งครรภ์

  • เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน ในผู้หญิงที่ประจำเดือนเพิ่งเริ่มมา หรือเคยมีแล้วหายไปเป็นปีก่อนจะกลับมามีอีกรอบ ถือเป็นช่วงที่รอบเดือนยังไม่คงที่ ทำให้ประจำเดือนมาแล้วหายไปได้

ความเครียด ประจำเดือนไม่มา

  • ความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในคนที่ประจำเดือนไม่มา เนื่องจากความเครียดจะไปรบกวนการผลิตฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน (Gonadotrophin) เป็นฮอร์โมนควบคุมระบบสืบพันธุ์

  • การออกกำลังกายหนักเกินไป เพราะเมื่อเราออกกำลังกายหนักมากๆ ทำให้รบกวนการทำงานของต่อมใต้สมอง (Pituitary) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการตกไข่และการเกิดประจำเดือน

  • การเป็นโรคเรื้อรัง ทั้งโรคไทรอยด์ กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ (PCOS) เกิดเนื้องอกต่อมใต้สมอง โรคเกี่ยวกับต่อมหมวกไต เป็นซีสต์ที่รังไข่ โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับตับ

  • การรับประทานยาบางตัว เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาต้านอาการทางจิต ยารักษาโรคไทรอยด์ ยากันชัก หรือการรักษาโดยใช้เคมีบำบัด รวมถึงการทานยาคุมกำเนิด ก็อาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาหรือมาไม่ปกติได้

กินยาคุม ประจำเดือนไม่มา

  • น้ำหนักตัวผิดปกติ คือ น้ำหนักมากเกินไป น้อยเกินไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักกะทันหัน เพราะการที่น้ำหนักตัวเยอะหรือเป็นโรคอ้วนจะทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนผิดปกติ ส่วนน้ำหนักตัวน้อย ไม่มีไขมันหรือพลังงานเพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ โดยเฉพาะผู้เป็นโรค Anorexia Nervosa

  • เริ่มเข้าสู่วัยทอง หรือเข้าสู่วัยทองแล้ว ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ อาจจะมามากผิดปกติ มากะปริดกะปรอย มาบ่อยกว่าปกติ หรืออาจหายไปเลย ซึ่งมักจะเริ่มเข้าสู่วัยทองที่อายุประมาณ 45 ปี และเข้าสู่วัยทองเต็มตัวเมื่ออายุประมาณ 48-52 ปี

  • คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร หากอยู่ในระยะหลังคลอดและกำลังให้นมบุตร เนื่องจากการที่เด็กดูดนมมารดา บริเวณหัวนมหรือหน้าอกจะได้รับการกระตุ้น ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนจึงไม่มาหรืออาจจะมากระปริดกระปรอย

อาการประจำเดือนขาดในลักษณะใดที่ควรไปพบแพทย์ทันที


สำหรับการขาดประจำเดือนหรือประจำเดือนไม่มา 1 เดือน อาจจะไม่มีสาเหตุให้ต้องกังวลมากนัก อาจเกิดจากความเครียด การออกกำลังกายมากเกินไป หรือกินอาหารไม่เพียงพอ แต่หากขาดประจำเดือนนานกว่านั้น หรือขาดประจำเดือน 3 รอบขึ้นไปโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่ได้เกิดจากอาการเจ็บป่วยใดๆ ที่ทราบอยู่แล้ว หรือเกิดการตั้งครรภ์ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก รวมถึงมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น


  • ปวดศีรษะ
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป มองไม่ชัด ตาพร่า
  • มีไข้
  • ผมร่วง
  • อาเจียน
  • หน้าอกเปลี่ยนแปลง หรือมีการผลิตน้ำนม

นอกจากนี้หากมีลักษณะที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติอื่นๆ ทำให้ประจำเดือนไม่มาควรไปพบแพทย์ทันที คือ เด็กผู้หญิงที่อายุประมาณ 13-15 ปีและเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้วแต่ประจำเดือนไม่มา โดยไม่มีการพัฒนาทางร่างกายร่วมด้วย เช่น หน้าอกไม่ขยาย ไม่มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


consult doctor

การรักษาอาการประจำเดือนไม่มา


ประจำเดือนไม่มาเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นวิธีการรักษาจะเป็นไปตามอาการและสาเหตุที่ตรวจพบ ดังนี้


  • การทำให้มีประจำเดือน เพื่อไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกค้างอยู่ในโพรงมดลูกนาน และหนาตัวมากเกินไป เช่น การทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม หรือการทานยาฮอร์โมนโปรเจสติน

  • การรักษาสาเหตุ จะรักษาตามสาเหตุของคนไข้แต่ละคน เช่น ลดน้ำหนักในคนที่น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ การทานยาเพื่อลดระดับฮอร์โมนบางชนิดที่ทำให้ไข่ไม่ตก หรือการผ่าตัดในบางโรค

วิธีทำให้ประจำเดือนมาปกติ


นอกจากการรักษาด้วยยาตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้ที่ประจำเดือนไม่มา ประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนเลื่อน สามารถทำให้ประจำเดือนกลับมาปกติได้ ดังนี้


  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ปรับการกินอาหารอย่างถูกหลัก เพื่อให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อลดความเครียด

วิธีทำให้ประจำเดือนมาปกติ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการประจำเดือนไม่มา


1. ประจำเดือนมาไม่ตรงรอบ อันตรายหรือไม่?


ถือว่าไม่อันตราย เนื่องจากโดยปกติประจำเดือนจะมาทุกๆ 21-35 วัน แต่สามารถมาเร็วหรือช้ากว่ารอบปกติประมาณ 7 วัน และมาครั้งละไม่เกิด 7 วัน แบบนี้ถือว่าเป็นภาวะประจำเดือนมาไม่ตรงรอบปกติ ซึ่งในแต่ละช่วงวัยรอบประจำเดือนอาจจะแตกต่างกันออกไปได้


แต่หากประจำเดือนไม่มาและมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีเลือดออกกระปริดกระปรอยระหว่างเดือนที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือนปกติ หรือประจำเดือนไม่มา 3 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายและการทำงานของระบบสืบพันธุ์


2. ประจำเดือนไม่มา 1 เดือน อันตรายหรือไม่?


หากประจำเดือนไม่มา 1 เดือนหรือ 2 เดือนแรก และยังไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วม ยังไม่ถือว่าอันตราย เนื่องจากการที่ประจำเดือนไม่มา มีหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด น้ำหนักตัวผิดปกติ ทานอาหารไม่เพียงพอ หรือออกกำลังกายหนักเกินไป ดังนั้นหากประจำเดือนไม่มา 1 เดือนหรือ 2 เดือนแรก อาจลองแก้ไขด้วยการปรับการใช้ชีวิต เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำกิจกรรมคลายเครียด แต่หากประจำเดือนขาดนานกว่า 3 เดือน ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และทำการรักษาต่อไป


3. ประจำเดือนไม่มาควรกินยาสตรีหรือไม่?


ไม่ควร เพราะ ยาสตรีเป็นยาสมุนไพรที่มีอยู่ 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ช่วยขับลม กลุ่มที่ใส่แอลกอฮอล์ และกลุ่มที่มีฮอร์โมนซึ่งได้มาจากพืชสมุนไพร หากทานกลุ่มหลังนี้จะไปกระตุ้นให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้นและหลุดลอกเป็นประจำเดือนได้ แต่ก็อาจทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุลได้ด้วย ดังนั้นหากต้องการรักษาอาการประจำเดือนไม่มาควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง


4. ประจำเดือนควรมาห่างกันกี่วัน?


ในภาวะปกติประจำเดือนควรมาห่างกัน 21 – 35 วัน หรือบวกลบไม่เกิน 7 วันในแต่ละรอบ ซึ่งหากเป็นวัยรุ่นแล้วประจำเดือนมาทุกๆ 25 วันแต่พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่กลับมาทุกๆ 30 วัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะรอบเดือนสามารถขึ้นอยู่กับฮอร์โมนตามวัยด้วย




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ

นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ (สูติ-นรีแพทย์)
คลินิกส่วนตัว
พ.บ. (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ว.ว. สูติ-นรีเวชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ประจำเดือนไม่มา ปัญหากวนใจที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ของสาวๆ หลายคน

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • รอบประจำเดือนควรมาห่างกัน 21 – 35 วัน สามารถมาก่อนหรือช้ากว่ากำหนดได้ไม่เกิน 7 วันในแต่ละรอบ ซึ่งในแต่ละวัย รอบประจำเดือนก็อาจจะมีระยะห่างและปริมาณที่ไม่เท่ากัน หากเป็นตามนี้ก็ยังถือว่าประจำเดือนมาปกติ

  • การจะเรียกว่าประจำเดือนไม่มา สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรืออายุประมาณ 13-15 ปีแล้วแต่ประจำเดือนไม่เคยมาเลย และประเภทที่สองคือ ผู้หญิงที่เคยมีประจำเดือนมาก่อนหน้านี้ แต่หายไปแล้วนานกว่า 6 เดือนหรือ 3 รอบเดือนขึ้นไป ทั้ง 2 กรณีควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษา

  • มีสาเหตุหลากหลายที่ทำให้ประจำเดือนไม่มา ทั้งเรื่องน้ำหนักตัวมากหรือน้อยเกินไป ความเครียด การออกกำลังกายหักโหม การทานยาบางตัวรวมถึงยาคุมกำเนิด มีโรคเรื้อรังบางอย่าง หรืออาจจะเกิดการตั้งครรภ์ก็ได้




ประจำเดือนกับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์เป็นสิ่งคู่กัน และจะต้องวนมาเจอกันเป็นประจำทุกเดือน เมื่อไหร่ที่ประจำเดือนเกิดหายหน้าหายตาไป หรือมาช้าไปจากเดิม ก็จะทำให้เกิดความกังวลใจขึ้นมาได้ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณบอกความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย และส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องดี!


ประจำเดือนคืออะไร?


ประจำเดือนคืออะไร

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องประจำเดือนกันก่อน โดยประจำเดือน (Menstruation) คือ เป็นเลือดมาทางช่องคลอดในทุกๆ เดือน หรือทุกๆ 21-35 วัน แต่ละเดือนจะมาประมาณ 3-7 วัน เกิดจากการที่ร่างกายของผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงมักจะมีประจำเดือนครั้งแรกตอนอายุประมาณ 10-15 ปี


โดยประจำเดือนเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อลองรับการฝังตัวของตัวอ่อนหลังเกิดการปฏิสนธิ รวมถึงทำให้ไข่เดินทางออกจากท่อนำไข่มารอการผสมกับสเปิร์มหรือตัวอสุจิ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่มีการผสมกันระหว่างไข่และสเปิร์ม เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดออกมาเป็นเลือดประจำเดือนนั่นเอง


ประจำเดือนไม่มาคืออะไร?


ประจำเดือนไม่มา หรือการขาดประจำเดือน (Amenorrhea) คือ ภาวะประจำเดือนไม่มาเลย หรือเคยมีประจำเดือนแต่ขาดหายไปแล้วหลายเดือน


ประจำเดือนไม่มา

อาการประจำเดือนไม่มามีกี่ประเภท?


แบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้


  • Primary Amenorrhea: เป็นภาวะที่ประจำเดือนไม่มาตั้งแต่อายุ 13-15 ปีขึ้นไป
  • Secondary Amenorrhea: เป็นภาวะที่ประจำเดือนไม่มาอย่างน้อย 3 เดือนนับจากที่เคยมาครั้งล่าสุด

ประจำเดือนเลื่อนคืออะไร?


โดยปกติประจำเดือนจะมาทุกๆ 21-35 วัน และเคลื่อนจากเดิมก่อนหรือหลังไม่เกิน 7 วันถือว่าประจำเดือนมาปกติ แต่ถ้าเลยจากนี้ออกไปถึงจะเรียกว่าประจำเดือนเลื่อน (Delayed period) และอาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้


ประจำเดือนเลื่อนได้นานสุดกี่วัน?


วันแรกของการมีประจำเดือนในแต่ละรอบอาจห่างกัน 21-35 วัน สามารถบวกลบได้อีก 7 วันและไม่ถือว่าผิดปกติ ขึ้นอยู่กับร่างกายและอายุของแต่ละคน


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการประจำเดือนไม่มา


สาเหตุของประจำเดือนไม่มาดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น


  • เกิดการตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ที่ปกติและการตั้งครรภ์ที่ผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก เป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนขาดหายไปได้

    ดังนั้นเมื่อประจำเดือนขาด ควรจะต้องตรวจการตั้งครรภ์เป็นอันดับแรก แนะนำให้ตรวจการตั้งครรภ์ห่างจากวันที่มีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 14-21 วัน เพราะการตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้ผลตรวจไม่ถูกต้อง ซึ่งหากตั้งครรภ์จริงมักมีอาการของคนท้องในช่วงแรกคือ หน้าอกขยาย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รู้สึกเหนื่อยง่าย สามารถลองตรวจด้วยตัวเองได้ด้วยการใช้ที่ตรวจครรภ์หรือชุดทดสอบการตั้งครรภ์

  • เพิ่งเริ่มมีประจำเดือน ในผู้หญิงที่ประจำเดือนเพิ่งเริ่มมา หรือเคยมีแล้วหายไปเป็นปีก่อนจะกลับมามีอีกรอบ ถือเป็นช่วงที่รอบเดือนยังไม่คงที่ ทำให้ประจำเดือนมาแล้วหายไปได้

ความเครียด ประจำเดือนไม่มา

  • ความเครียด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในคนที่ประจำเดือนไม่มา เนื่องจากความเครียดจะไปรบกวนการผลิตฮอร์โมนโกนาโดโทรฟิน (Gonadotrophin) เป็นฮอร์โมนควบคุมระบบสืบพันธุ์

  • การออกกำลังกายหนักเกินไป เพราะเมื่อเราออกกำลังกายหนักมากๆ ทำให้รบกวนการทำงานของต่อมใต้สมอง (Pituitary) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการตกไข่และการเกิดประจำเดือน

  • การเป็นโรคเรื้อรัง ทั้งโรคไทรอยด์ กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ (PCOS) เกิดเนื้องอกต่อมใต้สมอง โรคเกี่ยวกับต่อมหมวกไต เป็นซีสต์ที่รังไข่ โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับตับ

  • การรับประทานยาบางตัว เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า ยาต้านอาการทางจิต ยารักษาโรคไทรอยด์ ยากันชัก หรือการรักษาโดยใช้เคมีบำบัด รวมถึงการทานยาคุมกำเนิด ก็อาจส่งผลให้ประจำเดือนไม่มาหรือมาไม่ปกติได้

กินยาคุม ประจำเดือนไม่มา

  • น้ำหนักตัวผิดปกติ คือ น้ำหนักมากเกินไป น้อยเกินไป หรือมีการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักกะทันหัน เพราะการที่น้ำหนักตัวเยอะหรือเป็นโรคอ้วนจะทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนผิดปกติ ส่วนน้ำหนักตัวน้อย ไม่มีไขมันหรือพลังงานเพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้ โดยเฉพาะผู้เป็นโรค Anorexia Nervosa

  • เริ่มเข้าสู่วัยทอง หรือเข้าสู่วัยทองแล้ว ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ อาจจะมามากผิดปกติ มากะปริดกะปรอย มาบ่อยกว่าปกติ หรืออาจหายไปเลย ซึ่งมักจะเริ่มเข้าสู่วัยทองที่อายุประมาณ 45 ปี และเข้าสู่วัยทองเต็มตัวเมื่ออายุประมาณ 48-52 ปี

  • คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร หากอยู่ในระยะหลังคลอดและกำลังให้นมบุตร เนื่องจากการที่เด็กดูดนมมารดา บริเวณหัวนมหรือหน้าอกจะได้รับการกระตุ้น ทำให้ไข่ไม่ตก ประจำเดือนจึงไม่มาหรืออาจจะมากระปริดกระปรอย

อาการประจำเดือนขาดในลักษณะใดที่ควรไปพบแพทย์ทันที


สำหรับการขาดประจำเดือนหรือประจำเดือนไม่มา 1 เดือน อาจจะไม่มีสาเหตุให้ต้องกังวลมากนัก อาจเกิดจากความเครียด การออกกำลังกายมากเกินไป หรือกินอาหารไม่เพียงพอ แต่หากขาดประจำเดือนนานกว่านั้น หรือขาดประจำเดือน 3 รอบขึ้นไปโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่ได้เกิดจากอาการเจ็บป่วยใดๆ ที่ทราบอยู่แล้ว หรือเกิดการตั้งครรภ์ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็ก รวมถึงมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น


  • ปวดศีรษะ
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป มองไม่ชัด ตาพร่า
  • มีไข้
  • ผมร่วง
  • อาเจียน
  • หน้าอกเปลี่ยนแปลง หรือมีการผลิตน้ำนม

นอกจากนี้หากมีลักษณะที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติอื่นๆ ทำให้ประจำเดือนไม่มาควรไปพบแพทย์ทันที คือ เด็กผู้หญิงที่อายุประมาณ 13-15 ปีและเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้วแต่ประจำเดือนไม่มา โดยไม่มีการพัฒนาทางร่างกายร่วมด้วย เช่น หน้าอกไม่ขยาย ไม่มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


consult doctor

การรักษาอาการประจำเดือนไม่มา


ประจำเดือนไม่มาเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้นวิธีการรักษาจะเป็นไปตามอาการและสาเหตุที่ตรวจพบ ดังนี้


  • การทำให้มีประจำเดือน เพื่อไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกค้างอยู่ในโพรงมดลูกนาน และหนาตัวมากเกินไป เช่น การทานยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม หรือการทานยาฮอร์โมนโปรเจสติน

  • การรักษาสาเหตุ จะรักษาตามสาเหตุของคนไข้แต่ละคน เช่น ลดน้ำหนักในคนที่น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ การทานยาเพื่อลดระดับฮอร์โมนบางชนิดที่ทำให้ไข่ไม่ตก หรือการผ่าตัดในบางโรค

วิธีทำให้ประจำเดือนมาปกติ


นอกจากการรักษาด้วยยาตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้ที่ประจำเดือนไม่มา ประจำเดือนขาดหรือประจำเดือนเลื่อน สามารถทำให้ประจำเดือนกลับมาปกติได้ ดังนี้


  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ปรับการกินอาหารอย่างถูกหลัก เพื่อให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อลดความเครียด

วิธีทำให้ประจำเดือนมาปกติ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการประจำเดือนไม่มา


1. ประจำเดือนมาไม่ตรงรอบ อันตรายหรือไม่?


ถือว่าไม่อันตราย เนื่องจากโดยปกติประจำเดือนจะมาทุกๆ 21-35 วัน แต่สามารถมาเร็วหรือช้ากว่ารอบปกติประมาณ 7 วัน และมาครั้งละไม่เกิด 7 วัน แบบนี้ถือว่าเป็นภาวะประจำเดือนมาไม่ตรงรอบปกติ ซึ่งในแต่ละช่วงวัยรอบประจำเดือนอาจจะแตกต่างกันออกไปได้


แต่หากประจำเดือนไม่มาและมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีเลือดออกกระปริดกระปรอยระหว่างเดือนที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือนปกติ หรือประจำเดือนไม่มา 3 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายและการทำงานของระบบสืบพันธุ์


2. ประจำเดือนไม่มา 1 เดือน อันตรายหรือไม่?


หากประจำเดือนไม่มา 1 เดือนหรือ 2 เดือนแรก และยังไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วม ยังไม่ถือว่าอันตราย เนื่องจากการที่ประจำเดือนไม่มา มีหลายสาเหตุ เช่น ความเครียด น้ำหนักตัวผิดปกติ ทานอาหารไม่เพียงพอ หรือออกกำลังกายหนักเกินไป ดังนั้นหากประจำเดือนไม่มา 1 เดือนหรือ 2 เดือนแรก อาจลองแก้ไขด้วยการปรับการใช้ชีวิต เช่น พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำกิจกรรมคลายเครียด แต่หากประจำเดือนขาดนานกว่า 3 เดือน ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย และทำการรักษาต่อไป


3. ประจำเดือนไม่มาควรกินยาสตรีหรือไม่?


ไม่ควร เพราะ ยาสตรีเป็นยาสมุนไพรที่มีอยู่ 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ช่วยขับลม กลุ่มที่ใส่แอลกอฮอล์ และกลุ่มที่มีฮอร์โมนซึ่งได้มาจากพืชสมุนไพร หากทานกลุ่มหลังนี้จะไปกระตุ้นให้ผนังมดลูกหนาตัวขึ้นและหลุดลอกเป็นประจำเดือนได้ แต่ก็อาจทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุลได้ด้วย ดังนั้นหากต้องการรักษาอาการประจำเดือนไม่มาควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง


4. ประจำเดือนควรมาห่างกันกี่วัน?


ในภาวะปกติประจำเดือนควรมาห่างกัน 21 – 35 วัน หรือบวกลบไม่เกิน 7 วันในแต่ละรอบ ซึ่งหากเป็นวัยรุ่นแล้วประจำเดือนมาทุกๆ 25 วันแต่พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่กลับมาทุกๆ 30 วัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะรอบเดือนสามารถขึ้นอยู่กับฮอร์โมนตามวัยด้วย




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ

นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ (สูติ-นรีแพทย์)
คลินิกส่วนตัว
พ.บ. (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ว.ว. สูติ-นรีเวชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล