MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไมเกรน (Migraine)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ไมเกรนเป็นโรคทางระบบประสาทที่มีอาการปวดหัวรุนแรงชนิดหนึ่ง หลายคนเข้าใจว่าไมเกรนจะต้องมีอาการปวดหัวข้างเดียวเท่านั้น แต่ในบางคนก็มีอาการปวดหัวทั้งสองข้างได้เช่นกัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดหัวมาก และมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย

  • ผู้ป่วยไมเกรนบางรายอาจมีอาการนำ เช่น เห็นแสงไฟวาบ เห็นแสงขาวเป็นเส้นซิกแซก เห็นภาพมืดเป็นบางส่วน มีอาการชาส่วนต่างๆ แขนขาอ่อนแรง หูอื้อ มีปัญหาเรื่องการพูด ซึ่งมักจะเป็นก่อนเกิดอาการปวดหัวประมาณ 1 ชั่วโมง

  • ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยบรรเทาความปวด ลดความถี่ในการเกิดไมเกรน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้




ไมเกรน (Migraine) คืออะไร?


ไมเกรน (Migraine) คือ โรคทางระบบประสาท (Neurological Disease) ชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง หรือในบางรายก็อาจมีอาการปวดหัวทั้งสองข้าง และมีระดับความรุนแรงปานกลางไปจนถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และมักจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียนร่วมด้วย รวมถึงผู้ป่วยจะมีความไวต่อแสงและเสียง


ไมเกรนถือเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ พบได้ทั่วไปตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่มักพบมากในวัยทำงาน เนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่มีความเครียดสูง และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย


ไมเกรนคืออะไร

ไมเกรนมีกี่แบบ?


โรคไมเกรนมีหลากหลายแบบ แต่ที่พบได้มากที่สุดมี 2 แบบคือ ไมเกรนที่มีอาการเตือน (Migraine with Aura) และไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without Aura) ในผู้ป่วยบางคนอาจเกิดไมเกรนทั้ง 2 แบบสลับกัน นอกจากนี้ยังมีไมเกรนแบบอื่นๆ ที่มีอาการบ่งชี้แตกต่างกันไป มาทำความรู้จักชนิดของไมเกรนกันว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละแบบเป็นอย่างไร


1. ไมเกรนที่ไม่มีอาการแจ้งเตือน (Migraine without Aura)


ไมเกรนที่ไม่มีอาการแจ้งเตือนพบได้มากกว่าไมเกรนที่มีการแจ้งเตือน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวโดยไม่มีอาการใดๆ ที่เป็นสัญญาณเลย มีลักษณะดังนี้


  1. มีอาการปวดหัวเกิดขึ้น 4-72 ชั่วโมง หากไม่ได้รับประทานยาหรือรักษาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น

  2. ลักษณะของการปวดหัวจะมีอย่างน้อย 2 ข้อจากลักษณะทั้งหมดดังนี้
    • ปวดด้านใดด้านหนึ่งของศีรษะ
    • มีอาการปวดแบบตุบๆ
    • ระดับของอาการปวดจะอยู่ที่ปานกลางจนถึงขั้นปวดรุนแรง
    • อาการปวดจะรุนแรงขึ้นหากเคลื่อนไหวร่างกาย เดิน หรือขึ้นบันได

  3. อาการปวดหัวจะส่งผลให้เกิดอย่างน้อย 1 ข้อจากลักษณะดังนี้
    • มีอาการไวต่อแสง
    • มีอาการไวต่อเสียง
    • รู้สึกวิงเวียนศีรษะมาก อาจมีหรือไม่มีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย

  4. อาการปวดศีรษะดังกล่าวไม่ได้เกิดจากโรคอื่นๆ

2. ไมเกรนที่มีอาการแจ้งเตือน (Migraine with Aura)


เป็นชนิดของไมเกรนที่พบได้ประมาณ 25% ของผู้ที่เป็นไมเกรนทั้งหมด โดยผู้ป่วยไมเกรนแบบที่มีอาการแจ้งเตือน มักจะมีอาการอย่างน้อย 2 ข้อจากอาการทั้งหมดดังต่อไปนี้


อาการแจ้งเตือนไมเกรน

  1. มีสัญญาณเตือนนำมาก่อน ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 1 ข้อจากสัญญาณเตือนทั้งหมด ดังนี้
    • อาการนำทางตา (Visual Aura) เช่น เห็นแสงแฟลช หรือเห็นไฟสีขาวเป็นเส้นซิกแซก เห็นแสงระยิบระยับ เห็นภาพมืดเป็นบางส่วน เห็นภาพเบลอหรือบิดเบี้ยว มองไม่เห็นชั่วขณะ

    • อาการนำทางความรู้สึก (Sensory Aura) เช่น อาการชาบริเวณต่างๆ ของร่างกาย อารมณ์แปรปรวน รู้สึกเวียนหัว ทรงตัวไม่อยู่

    • อาการนำทางการพูด (Speech Aura) เช่น มีอาการพูดไม่ได้ชั่วขณะ นึกคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นพูด

    • อาการนำที่ก้านสมอง (Brainstem Aura) เช่น รู้สึกเวียนหัวเหมือนบ้านหมุน (Vertigo) มีเสียงดังในหู หูอื้อ ได้ยินเสียงวิ้งๆ สูญเสียการได้ยินชั่วขณะ เห็นภาพซ้อน เดินเซ

    • อาการนำแบบอ่อนแรงครึ่งซีก (Hemiplegic Aura) จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงที่ข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย

  2. สัญญาณเตือนต่างๆ มักจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 5 นาทีหรืออาจเป็นชั่วโมง และอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการปวดหัว หรือเกิดก่อนอาการปวดหัวประมาณ 1 ชั่วโมง

  3. อาการที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA)

3. ไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine)


ผู้ป่วยที่มีอาการไมเกรนเรื้อรังจะมีอาการปวดหัวมากกว่า 15 วันต่อเดือน และต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือนหรือมากกว่านั้น จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่แย่ลง


นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดหัวต่อเนื่อง จึงทำให้ต้องรับประทานยาแก้ปวดต่อเนื่องหรือเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ตัวยาไม่สามารถออกฤทธิ์แก้ปวดได้อีกและส่งผลเสียทำให้เกิดอาการปวดหัวแทน เรียกว่า Medication Overuse Headache หรือ MOH


เมื่อเทียบกับผู้ป่วยไมเกรนชนิดอื่น ผู้ป่วยไมเกรนชนิดเรื้อรังมีแนวโน้มสูงกว่าที่เกิดอาการเหล่านี้


  • อาการปวดหัวขั้นรุนแรง
  • เกิดภาวะซึมเศร้า
  • ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น
  • ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบ
  • อาจทำให้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้ที่เคยบาดเจ็บที่ศีรษะหรือคอมาก่อน

4. ไมเกรนเฉียบพลัน (Acute Migraine)


เป็นอาการปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่อาการเรื้อรัง หรือเรียกว่าอาการปวดไมเกรนแบบนานๆ ครั้ง (Episodic Migraine) โดยอาการปวดหัวไมเกรนชนิดนี้จะเกิดขึ้นไม่เกิน 14 วันต่อเดือน อย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป และอาการที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่าผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง


5. ไมเกรนตา (Ophthalmic Migraine)


ไมเกรนตา

หรือเรียกภาษาอังกฤษแบบอื่นได้ว่า Eye Migraine, Ocular Migraine, Optical Migraine, Monocular Migraine หรือ Retinal Migraine เป็นชนิดของไมเกรนที่พบได้ไม่บ่อยนักและจะมีสัญญาณเตือน อาการไม่รุนแรง โดยไมเกรนตามักจะมีอาการที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ดังนี้


  • เห็นแสงแฟลชในตา หรือเห็นไฟสีขาวเป็นแฉก และเห็นแสงระยิบระยับ
  • มีอาการตามัวมองไม่เห็นเป็นบางส่วน ที่เรียกว่า Scotomata
  • สูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งชั่วขณะ

โดยอาการผิดปกติที่ดวงตาเหล่านี้ มักเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะได้นานเป็นชั่วโมง ไม่ถือเป็นอาการที่ไม่ทำให้เกิดโรคต้อหิน ผู้ที่เป็นไมเกรนตามักจะเป็นไมเกรนชนิดอื่นร่วมด้วย


6. ไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน (Menstrual Migraine)


ไมเกรนชนิดนี้จะมีความสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน พบได้ถึง 60% ของผู้หญิงที่มีประจำเดือนทั้งหมด สามารถเกิดขึ้นโดยมีอาการนำหรือไม่มีก็ได้ และสามารถมีอาการทั้งก่อน ระหว่าง และหลังมีประจำเดือน รวมทั้งช่วงที่มีการตกไข่อีกด้วย เนื่องมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และอาการจะลดน้อยลงหรือหายไปเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน ยาที่ใช้รักษาอาการไมเกรนชนิดนี้ ควรเป็นตัวยาที่ออกฤทธิ์กับสารเซโรโทนินหรือฮอร์โมน


7. ไมเกรนที่มีอาการนำแต่ไม่มีอาการปวดหัว (Acephalgic Migraine)


เป็นอาการไมเกรนที่มักจะมีอาการนำมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการนำเกี่ยวกับสายตา แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะตามมา มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยอาการนำ (Aura) จะเกิดขึ้นหลายนาที และค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นอาการอื่นๆ เช่น อาการชา มีปัญหาด้านการพูด รวมถึงปัญหาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายบางส่วน แม้จะไม่ปวดหัวแต่ก็ทำให้เกิดความรำคาญ และอันตรายต่อการทำกิจกรรมบางอย่าง โดยเฉพาะการขับขี่ยานพาหนะ


สาเหตุของไมเกรน


ไมเกรน เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงในสมองมีการบีบและคลายตัวที่มากกว่าปกติ ซึ่งสาเหตุที่เกิดนั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง สารเคมีในสมองโดยเฉพาะสารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือความไวในการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น แสงแดดจ้า อากาศร้อน ฯลฯ


ไมเกรน เกิดจาก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไมเกรน


  • แสงแดดจ้า หรือแสงสว่างเกินไป
  • อากาศที่ร้อนจัด
  • เสียงดังรบกวน
  • ความเครียด
  • เกิดภาวะขาดน้ำ
  • การดมกลิ่นไม่พึงประสงค์ อาจจะเป็นกลิ่นน้ำหอม หรือกลิ่นเหม็นอื่นๆ
  • การออกกำลังกายหนักเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงของแรงดันบรรยากาศ เช่น การเดินทางด้วยเครื่องบิน
  • การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อดหลับอดนอน หรือนอนไม่หลับ
  • การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ใช้สายตาอย่างหนัก หรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในเพศหญิง เช่น การมีประจำเดือน ภาวะหลังคลอดบุตร การเข้าสู่วัยทอง ฯลฯ
  • การใช้ยาบางตัว เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด ยาขยายหลอดเลือดในกลุ่มไนเตรตหรือ Nitroglycerin
  • การรับประทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ หรืออาหารบางชนิดที่อาจไปกระตุ้นอาการไมเกรน เช่น ชีส อาหารแปรรูป ผงชูรส

อาการปวดหัวไมเกรนเป็นอย่างไร?


อาการปวดหัวไมเกรนหลักๆ คือ จะปวดหัวข้างเดียว ซึ่งอาจเป็นสลับข้างซ้ายและขวา หรือเป็นทั้ง 2 ข้าง สามารถปวดไปถึงท้ายทอยและกระบอกตาได้เช่นกัน โดยอาการปวดจะมีลักษณะปวดเป็นจังหวะหรือปวดตุบๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน มักมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เดิน ขึ้นบันได หรือเปลี่ยนท่าทาง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แพ้แสงหรือเสียงร่วมด้วย


ภาวะแทรกซ้อนจากไมเกรน


เวียนศีรษะจากไมเกรน

  • อาการคลื่นไส้ (Nausea) เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยไมเกรน สามารถรับประทานยาแก้อาการคลื่นไส้ (Anti-nausea Medications) เช่น เมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) หรือดอมเพอริโดน (Domperidone) เพื่อบรรเทาอาการได้

  • อาเจียน (Vomiting) เป็นอาการที่พบได้มากในผู้ป่วยไมเกรนเช่นเดียวกัน โดยผู้ป่วยบางรายรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหลังอาเจียน หากมีทั้งอาการปวดหัวไมเกรน ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ควรไปพบแพทย์

  • อาการเวียนศีรษะ (Vestibular Migraine) จะมีอาการเวียนหัวอย่างรุนแรงคล้ายบ้านหมุน โคลงเคลง ทรงตัวไม่อยู่ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย พบมากในกลุ่มผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการแจ้งเตือน

  • ส่งผลต่อสุขภาพจิต โดยอาการไมเกรนสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคทางจิตเวชได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรควิตกกังวล โรคแพนิค

  • ภาวะไมเกรนที่เกิดภาวะสมองขาดเลือด (Migrainous Infarction) โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อยู่ก่อน แต่ไม่มีรายงานว่าไมเกรนทำให้เกิดโรคหลอดหลอดสมอง

  • ปวดหัวจากการรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป (Medication-overuse headaches: MOH) โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Aspirin, Ibuprofen หรือ Acetaminophen มากเกิน 14 วันต่อเดือน

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการไมเกรนมีความรุนแรง มีอาการปวดหัวมาก คลื่นไส้ และอาเจียน 2-3 ครั้งขึ้นไป มีอาการปวดบ่อยๆ เรื้อรัง หรือปวดหัวแต่ละครั้งเป็นระยะเวลานาน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


consult doctor

การวินิจฉัยอาการไมเกรน


แพทย์จะทำการวินิจฉัยไมเกรนด้วยการซักประวัติและอาการเป็นหลัก เช่น ลักษณะอาการ ความรุนแรง ระยะเวลา ความถี่ของอาการ สิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ ประวัติไมเกรนของคนในครอบครัว และมีการตรวจร่างกายรวมถึงระบบประสาทเพิ่มเติม โดยผู้ป่วยควรจดบันทึกอาการไว้เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย หากอาการของผู้ป่วยผิดปกติ ซับซ้อน หรือเกิดอาการรุนแรง แพทย์อาจส่งตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม คือ


  • Magnetic Resonance Imaging (MRI) การตรวจเอ็มอาร์ไอ โดยใช้เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสแกนหาความผิดของสมองและหลอดเลือด

  • CT SCAN (Computerized Tomography Scan) คือ การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเป็นภาพฉาย ทำให้เห็นความผิดปกติของสมองได้

การรักษาไมเกรน


การรักษาไมเกรน

  • วิธีรักษาไมเกรนด้วยตัวเองในรายที่อาการไม่รุนแรง
    การรักษาไมเกรนโดยทั่วไป มักจะใช้การรับประทานยาเป็นหลัก ซึ่งยาแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ยาบางชนิดต้องสั่งโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา โดยควรรับประทานยาทันทีเมื่อเกิดอาการและไม่รับประทานยาแก้ปวดบ่อยจนเกินไป

    หากมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยมากควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การทานยาป้องกันไมเกรน รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือออกกำลังกาย และนวดเพื่อผ่อนคลาย

  • การผ่าตัดเพื่อรักษาไมเกรน
    ปัจจุบันการผ่าตัดเพื่อรักษาไมเกรนยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าจะสามารถรักษาโรคไมเกรนให้หายขาดได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยวิธีอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า

    แต่ในบางรายที่แพทย์ลงความเห็นว่าการผ่าตัดจะช่วยบรรเทาอาการได้ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการการผ่าตัด โดยจะผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อบางส่วนที่แพทย์เห็นว่าเป็นต้นเหตุของไมเกรนออก เนื้อเยื่อดังกล่าวเป็นส่วนที่อยู่บริเวณผิวกระโหลกไม่ใช่ส่วนที่เป็นเนื้อสมอง หรือเรียกวิธีการนี้ว่า Neurectomy

ยารักษาไมเกรน


1. ยาแก้ปวดไมเกรน


ยาแก้ปวดไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ


  • ยาแก้ปวดทั่วไป อย่างยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยากลุ่ม NSAIDs อื่นๆ เช่น แอสไพริน (Aspirin), นาพรอกเซน (Naproxen), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

  • ยาแก้ปวดเฉพาะไมเกรน อย่างยากลุ่มทริปแทน (Triptan) ที่ใช้รักษาไมเกรนโดยเฉพาะ เช่น ซูมาทริปแทน (Sumatriptan), โซลมิทริปแทน (Zolmitriptan), นาราทริปแทน (Naratriptan)

    นอกจากนี้ยังมียาในกลุ่ม เออร์กอต อัลคาลอยด์ (Ergot Alkaloids) เช่น ไดไฮโดรเออร์โกตามีน (Dihydroergotamine) และ เออร์โกตามีน (Ergotamine)

ยา sumitriptan

2. ยาป้องกันไมเกรน


เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไมเกรนบ่อยๆ เกิดขึ้นครั้งละนานๆ และเมื่อมีอาการจะค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาป้องกันไมเกรน แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้


  • ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensive Drugs) คือ ยากลุ่ม Beta blockers เช่น Propranolol, Metoprolol Tartrate

  • ยาต้านเศร้า (Antidepressants) อย่างยา Amitriptyline เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอนจึงใช้ป้องกันไมเกรนได้

  • ยาฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) เป็นยาคลายกล้ามเนื้อชนิดฉีดที่เราได้ยินบ่อยๆ ในชื่อ Botox โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการฉีดยา Botox โดยแพทย์ได้ทุกๆ 12 สัปดาห์เพื่อป้องกันการเกิดไมเกรน

  • กลุ่มยากันชัก (Anticonvulsant) เช่น โทพิราเมท (Topiramate) แต่ข้อเสียของยากลุ่มนี้คือ อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และน้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ

chat with our pharmacist free

อาการปวดหัวเรื้อรังในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ (Medication Overuse Headache)


ปวดหัวเพราะกินยาแก้ปวดบ่อย

อาการปวดหัวเรื้อรังในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ มักเกิดในผู้ที่เป็นไมเกรนและมีอาการบ่อยจนต้องใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอล หรือยาในกลุ่ม NSAIDs ตัวอื่นๆ มากกว่า 15 วันต่อเดือน หรือการรับประทานยาในกลุ่มทริปแทน (Triptans) และโอปิออยด์ (Opioid) มากกว่า 10 วันต่อเดือน เมื่อมีอาการปวดหัวในครั้งต่อไป การรับประทานยาแก้ปวดเข้าไปจึงไม่ทำให้อาการดีขึ้นหรือกินยาแต่ไม่หาย แต่กลับทำให้มีอาการแย่ลง


โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวเรื้อรังตลอดทั้งวัน หรือปวดหัวเป็นบางช่วงแต่เกิดขึ้นทุกวัน และเมื่ออาการไมเกรนกำเริบก็จะทำให้อาการปวดหัวหนักขึ้นไปอีก ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวเกิดขึ้นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง


การป้องกันไมเกรน


  • ลดความเครียด หาเวลาพักผ่อน และทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หรืออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ อากาศร้อน แสงแดด ความหิว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไมเกรน


1. อาการปวดหัวข้างเดียวแปลว่าเป็นไมเกรนหรือไม่?


ปวดหัวข้างเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นไมเกรนเสมอไป อาจเป็นอาการปวดหัวชนิดอื่นๆ เช่น ปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headaches) และผู้ที่เป็นไมเกรนก็ไม่จำเป็นต้องปวดหัวข้างเดียวเสมอไป บางรายอาจมีอาการปวดหัวทั้งสองข้าง ปวดหัวร้าวไปถึงท้ายทอย หรือมีเพียงอาการทางสายตาแต่ไม่มีอาการปวดหัวเลยก็ได้


2. ไมเกรนรักษาให้หายขาดได้ไหม?


ไมเกรนเป็นโรคเรื้อรัง ที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาด้วยยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม หมั่นดูแลสุขภาพ และหลีกเลี่ยงปัจจัยหรือสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน จะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของโรคไมเกรนได้


3. ปวดหัวไมเกรนจนนอนไม่หลับ ทำอย่างไรได้บ้าง?


เมื่อมีอาการปวดหัวไมเกรนควรรีบรับประทานยาทันทีที่เริ่มมีอาการ จะช่วยบรรเทาความปวดได้ดีกว่าการรับประทานเมื่อมีอาการปวดมากไปแล้ว นอกจากนั้นให้ปรับแสงและอุณหภูมิในห้องให้มืด ปรับอุณหภูมิห้องให้รู้สึกสบาย ประคบเย็นบริเวณที่ปวด หากอาการปวดไม่ดีขึ้น ปวดเรื้อรังหลายวัน หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


4. ปวดไมเกรนทุกวัน ผิดปกติหรือไม่?


การปวดไมเกรนทุกวัน จัดเป็นอาการที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดจนต้องรับประทานยาแก้ปวดทุกวัน ควรหมั่นสังเกตและจดบันทึก เพื่อหาว่าอาการปวดไมเกรนเกิดจากสิ่งกระตุ้นใดเป็นพิเศษหรือไม่ เช่น อากาศร้อน ความหิว การอดนอน ความเครียด แต่หากอาการไม่ดีขึ้นและยังคงมีอาการปวดไมเกรนเรื้อรังติดต่อกันทุกวัน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับประทานยาป้องกันไมเกรน


5. อาการไมเกรนขั้นรุนแรงเป็นอย่างไร?


ความรุนแรงของอาการไมเกรนอาจขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ว่าสามารถทนความปวดได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากมีปวดอย่างรุนแรงชนิดที่รับประทานยาแล้วไม่หาย หรือต้องรับประทานยาหลายชนิด รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนไม่หยุด จัดว่าเป็นอาการไมเกรนขั้นรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ธาวิณี ชีวไมตรีวงศ์




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไมเกรน (Migraine)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ไมเกรนเป็นโรคทางระบบประสาทที่มีอาการปวดหัวรุนแรงชนิดหนึ่ง หลายคนเข้าใจว่าไมเกรนจะต้องมีอาการปวดหัวข้างเดียวเท่านั้น แต่ในบางคนก็มีอาการปวดหัวทั้งสองข้างได้เช่นกัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการปวดหัวมาก และมีอาการคลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย

  • ผู้ป่วยไมเกรนบางรายอาจมีอาการนำ เช่น เห็นแสงไฟวาบ เห็นแสงขาวเป็นเส้นซิกแซก เห็นภาพมืดเป็นบางส่วน มีอาการชาส่วนต่างๆ แขนขาอ่อนแรง หูอื้อ มีปัญหาเรื่องการพูด ซึ่งมักจะเป็นก่อนเกิดอาการปวดหัวประมาณ 1 ชั่วโมง

  • ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด แต่การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยบรรเทาความปวด ลดความถี่ในการเกิดไมเกรน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้




ไมเกรน (Migraine) คืออะไร?


ไมเกรน (Migraine) คือ โรคทางระบบประสาท (Neurological Disease) ชนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดหัวข้างใดข้างหนึ่ง หรือในบางรายก็อาจมีอาการปวดหัวทั้งสองข้าง และมีระดับความรุนแรงปานกลางไปจนถึงขั้นกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง และมักจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียนร่วมด้วย รวมถึงผู้ป่วยจะมีความไวต่อแสงและเสียง


ไมเกรนถือเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ พบได้ทั่วไปตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่มักพบมากในวัยทำงาน เนื่องมาจากสภาวะแวดล้อมที่มีความเครียดสูง และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย


ไมเกรนคืออะไร

ไมเกรนมีกี่แบบ?


โรคไมเกรนมีหลากหลายแบบ แต่ที่พบได้มากที่สุดมี 2 แบบคือ ไมเกรนที่มีอาการเตือน (Migraine with Aura) และไมเกรนที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without Aura) ในผู้ป่วยบางคนอาจเกิดไมเกรนทั้ง 2 แบบสลับกัน นอกจากนี้ยังมีไมเกรนแบบอื่นๆ ที่มีอาการบ่งชี้แตกต่างกันไป มาทำความรู้จักชนิดของไมเกรนกันว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละแบบเป็นอย่างไร


1. ไมเกรนที่ไม่มีอาการแจ้งเตือน (Migraine without Aura)


ไมเกรนที่ไม่มีอาการแจ้งเตือนพบได้มากกว่าไมเกรนที่มีการแจ้งเตือน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวโดยไม่มีอาการใดๆ ที่เป็นสัญญาณเลย มีลักษณะดังนี้


  1. มีอาการปวดหัวเกิดขึ้น 4-72 ชั่วโมง หากไม่ได้รับประทานยาหรือรักษาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น

  2. ลักษณะของการปวดหัวจะมีอย่างน้อย 2 ข้อจากลักษณะทั้งหมดดังนี้
    • ปวดด้านใดด้านหนึ่งของศีรษะ
    • มีอาการปวดแบบตุบๆ
    • ระดับของอาการปวดจะอยู่ที่ปานกลางจนถึงขั้นปวดรุนแรง
    • อาการปวดจะรุนแรงขึ้นหากเคลื่อนไหวร่างกาย เดิน หรือขึ้นบันได

  3. อาการปวดหัวจะส่งผลให้เกิดอย่างน้อย 1 ข้อจากลักษณะดังนี้
    • มีอาการไวต่อแสง
    • มีอาการไวต่อเสียง
    • รู้สึกวิงเวียนศีรษะมาก อาจมีหรือไม่มีอาการอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย

  4. อาการปวดศีรษะดังกล่าวไม่ได้เกิดจากโรคอื่นๆ

2. ไมเกรนที่มีอาการแจ้งเตือน (Migraine with Aura)


เป็นชนิดของไมเกรนที่พบได้ประมาณ 25% ของผู้ที่เป็นไมเกรนทั้งหมด โดยผู้ป่วยไมเกรนแบบที่มีอาการแจ้งเตือน มักจะมีอาการอย่างน้อย 2 ข้อจากอาการทั้งหมดดังต่อไปนี้


อาการแจ้งเตือนไมเกรน

  1. มีสัญญาณเตือนนำมาก่อน ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 1 ข้อจากสัญญาณเตือนทั้งหมด ดังนี้
    • อาการนำทางตา (Visual Aura) เช่น เห็นแสงแฟลช หรือเห็นไฟสีขาวเป็นเส้นซิกแซก เห็นแสงระยิบระยับ เห็นภาพมืดเป็นบางส่วน เห็นภาพเบลอหรือบิดเบี้ยว มองไม่เห็นชั่วขณะ

    • อาการนำทางความรู้สึก (Sensory Aura) เช่น อาการชาบริเวณต่างๆ ของร่างกาย อารมณ์แปรปรวน รู้สึกเวียนหัว ทรงตัวไม่อยู่

    • อาการนำทางการพูด (Speech Aura) เช่น มีอาการพูดไม่ได้ชั่วขณะ นึกคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นพูด

    • อาการนำที่ก้านสมอง (Brainstem Aura) เช่น รู้สึกเวียนหัวเหมือนบ้านหมุน (Vertigo) มีเสียงดังในหู หูอื้อ ได้ยินเสียงวิ้งๆ สูญเสียการได้ยินชั่วขณะ เห็นภาพซ้อน เดินเซ

    • อาการนำแบบอ่อนแรงครึ่งซีก (Hemiplegic Aura) จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงที่ข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย

  2. สัญญาณเตือนต่างๆ มักจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 5 นาทีหรืออาจเป็นชั่วโมง และอาการเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆ กับอาการปวดหัว หรือเกิดก่อนอาการปวดหัวประมาณ 1 ชั่วโมง

  3. อาการที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA)

3. ไมเกรนเรื้อรัง (Chronic Migraine)


ผู้ป่วยที่มีอาการไมเกรนเรื้อรังจะมีอาการปวดหัวมากกว่า 15 วันต่อเดือน และต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือนหรือมากกว่านั้น จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่แย่ลง


นอกจากนี้เมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดหัวต่อเนื่อง จึงทำให้ต้องรับประทานยาแก้ปวดต่อเนื่องหรือเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ตัวยาไม่สามารถออกฤทธิ์แก้ปวดได้อีกและส่งผลเสียทำให้เกิดอาการปวดหัวแทน เรียกว่า Medication Overuse Headache หรือ MOH


เมื่อเทียบกับผู้ป่วยไมเกรนชนิดอื่น ผู้ป่วยไมเกรนชนิดเรื้อรังมีแนวโน้มสูงกว่าที่เกิดอาการเหล่านี้


  • อาการปวดหัวขั้นรุนแรง
  • เกิดภาวะซึมเศร้า
  • ใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น
  • ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบ
  • อาจทำให้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้ที่เคยบาดเจ็บที่ศีรษะหรือคอมาก่อน

4. ไมเกรนเฉียบพลัน (Acute Migraine)


เป็นอาการปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่อาการเรื้อรัง หรือเรียกว่าอาการปวดไมเกรนแบบนานๆ ครั้ง (Episodic Migraine) โดยอาการปวดหัวไมเกรนชนิดนี้จะเกิดขึ้นไม่เกิน 14 วันต่อเดือน อย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป และอาการที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่าผู้ที่เป็นไมเกรนเรื้อรัง


5. ไมเกรนตา (Ophthalmic Migraine)


ไมเกรนตา

หรือเรียกภาษาอังกฤษแบบอื่นได้ว่า Eye Migraine, Ocular Migraine, Optical Migraine, Monocular Migraine หรือ Retinal Migraine เป็นชนิดของไมเกรนที่พบได้ไม่บ่อยนักและจะมีสัญญาณเตือน อาการไม่รุนแรง โดยไมเกรนตามักจะมีอาการที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ดังนี้


  • เห็นแสงแฟลชในตา หรือเห็นไฟสีขาวเป็นแฉก และเห็นแสงระยิบระยับ
  • มีอาการตามัวมองไม่เห็นเป็นบางส่วน ที่เรียกว่า Scotomata
  • สูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งชั่วขณะ

โดยอาการผิดปกติที่ดวงตาเหล่านี้ มักเกิดขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะได้นานเป็นชั่วโมง ไม่ถือเป็นอาการที่ไม่ทำให้เกิดโรคต้อหิน ผู้ที่เป็นไมเกรนตามักจะเป็นไมเกรนชนิดอื่นร่วมด้วย


6. ไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน (Menstrual Migraine)


ไมเกรนชนิดนี้จะมีความสัมพันธ์กับการมีประจำเดือน พบได้ถึง 60% ของผู้หญิงที่มีประจำเดือนทั้งหมด สามารถเกิดขึ้นโดยมีอาการนำหรือไม่มีก็ได้ และสามารถมีอาการทั้งก่อน ระหว่าง และหลังมีประจำเดือน รวมทั้งช่วงที่มีการตกไข่อีกด้วย เนื่องมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และอาการจะลดน้อยลงหรือหายไปเมื่อถึงวัยใกล้หมดประจำเดือน ยาที่ใช้รักษาอาการไมเกรนชนิดนี้ ควรเป็นตัวยาที่ออกฤทธิ์กับสารเซโรโทนินหรือฮอร์โมน


7. ไมเกรนที่มีอาการนำแต่ไม่มีอาการปวดหัว (Acephalgic Migraine)


เป็นอาการไมเกรนที่มักจะมีอาการนำมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการนำเกี่ยวกับสายตา แต่ไม่มีอาการปวดศีรษะตามมา มักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยอาการนำ (Aura) จะเกิดขึ้นหลายนาที และค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นอาการอื่นๆ เช่น อาการชา มีปัญหาด้านการพูด รวมถึงปัญหาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายบางส่วน แม้จะไม่ปวดหัวแต่ก็ทำให้เกิดความรำคาญ และอันตรายต่อการทำกิจกรรมบางอย่าง โดยเฉพาะการขับขี่ยานพาหนะ


สาเหตุของไมเกรน


ไมเกรน เป็นภาวะที่หลอดเลือดแดงในสมองมีการบีบและคลายตัวที่มากกว่าปกติ ซึ่งสาเหตุที่เกิดนั้นยังไม่มีความชัดเจน แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าในสมอง สารเคมีในสมองโดยเฉพาะสารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือความไวในการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น แสงแดดจ้า อากาศร้อน ฯลฯ


ไมเกรน เกิดจาก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดไมเกรน


  • แสงแดดจ้า หรือแสงสว่างเกินไป
  • อากาศที่ร้อนจัด
  • เสียงดังรบกวน
  • ความเครียด
  • เกิดภาวะขาดน้ำ
  • การดมกลิ่นไม่พึงประสงค์ อาจจะเป็นกลิ่นน้ำหอม หรือกลิ่นเหม็นอื่นๆ
  • การออกกำลังกายหนักเกินไป
  • การเปลี่ยนแปลงของแรงดันบรรยากาศ เช่น การเดินทางด้วยเครื่องบิน
  • การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อดหลับอดนอน หรือนอนไม่หลับ
  • การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ใช้สายตาอย่างหนัก หรือนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสม
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในเพศหญิง เช่น การมีประจำเดือน ภาวะหลังคลอดบุตร การเข้าสู่วัยทอง ฯลฯ
  • การใช้ยาบางตัว เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด ยาขยายหลอดเลือดในกลุ่มไนเตรตหรือ Nitroglycerin
  • การรับประทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ หรืออาหารบางชนิดที่อาจไปกระตุ้นอาการไมเกรน เช่น ชีส อาหารแปรรูป ผงชูรส

อาการปวดหัวไมเกรนเป็นอย่างไร?


อาการปวดหัวไมเกรนหลักๆ คือ จะปวดหัวข้างเดียว ซึ่งอาจเป็นสลับข้างซ้ายและขวา หรือเป็นทั้ง 2 ข้าง สามารถปวดไปถึงท้ายทอยและกระบอกตาได้เช่นกัน โดยอาการปวดจะมีลักษณะปวดเป็นจังหวะหรือปวดตุบๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน มักมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เดิน ขึ้นบันได หรือเปลี่ยนท่าทาง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แพ้แสงหรือเสียงร่วมด้วย


ภาวะแทรกซ้อนจากไมเกรน


เวียนศีรษะจากไมเกรน

  • อาการคลื่นไส้ (Nausea) เป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยไมเกรน สามารถรับประทานยาแก้อาการคลื่นไส้ (Anti-nausea Medications) เช่น เมโทโคลพราไมด์ (Metoclopramide) หรือดอมเพอริโดน (Domperidone) เพื่อบรรเทาอาการได้

  • อาเจียน (Vomiting) เป็นอาการที่พบได้มากในผู้ป่วยไมเกรนเช่นเดียวกัน โดยผู้ป่วยบางรายรู้สึกว่าอาการดีขึ้นหลังอาเจียน หากมีทั้งอาการปวดหัวไมเกรน ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน ควรไปพบแพทย์

  • อาการเวียนศีรษะ (Vestibular Migraine) จะมีอาการเวียนหัวอย่างรุนแรงคล้ายบ้านหมุน โคลงเคลง ทรงตัวไม่อยู่ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย พบมากในกลุ่มผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการแจ้งเตือน

  • ส่งผลต่อสุขภาพจิต โดยอาการไมเกรนสามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคทางจิตเวชได้ เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรควิตกกังวล โรคแพนิค

  • ภาวะไมเกรนที่เกิดภาวะสมองขาดเลือด (Migrainous Infarction) โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อยู่ก่อน แต่ไม่มีรายงานว่าไมเกรนทำให้เกิดโรคหลอดหลอดสมอง

  • ปวดหัวจากการรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป (Medication-overuse headaches: MOH) โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Aspirin, Ibuprofen หรือ Acetaminophen มากเกิน 14 วันต่อเดือน

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการไมเกรนมีความรุนแรง มีอาการปวดหัวมาก คลื่นไส้ และอาเจียน 2-3 ครั้งขึ้นไป มีอาการปวดบ่อยๆ เรื้อรัง หรือปวดหัวแต่ละครั้งเป็นระยะเวลานาน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


consult doctor

การวินิจฉัยอาการไมเกรน


แพทย์จะทำการวินิจฉัยไมเกรนด้วยการซักประวัติและอาการเป็นหลัก เช่น ลักษณะอาการ ความรุนแรง ระยะเวลา ความถี่ของอาการ สิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ ประวัติไมเกรนของคนในครอบครัว และมีการตรวจร่างกายรวมถึงระบบประสาทเพิ่มเติม โดยผู้ป่วยควรจดบันทึกอาการไว้เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย หากอาการของผู้ป่วยผิดปกติ ซับซ้อน หรือเกิดอาการรุนแรง แพทย์อาจส่งตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม คือ


  • Magnetic Resonance Imaging (MRI) การตรวจเอ็มอาร์ไอ โดยใช้เครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสแกนหาความผิดของสมองและหลอดเลือด

  • CT SCAN (Computerized Tomography Scan) คือ การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างเป็นภาพฉาย ทำให้เห็นความผิดปกติของสมองได้

การรักษาไมเกรน


การรักษาไมเกรน

  • วิธีรักษาไมเกรนด้วยตัวเองในรายที่อาการไม่รุนแรง
    การรักษาไมเกรนโดยทั่วไป มักจะใช้การรับประทานยาเป็นหลัก ซึ่งยาแต่ละชนิดมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ยาบางชนิดต้องสั่งโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา โดยควรรับประทานยาทันทีเมื่อเกิดอาการและไม่รับประทานยาแก้ปวดบ่อยจนเกินไป

    หากมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อยมากควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การทานยาป้องกันไมเกรน รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือออกกำลังกาย และนวดเพื่อผ่อนคลาย

  • การผ่าตัดเพื่อรักษาไมเกรน
    ปัจจุบันการผ่าตัดเพื่อรักษาไมเกรนยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าจะสามารถรักษาโรคไมเกรนให้หายขาดได้ แพทย์จึงมักแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาด้วยวิธีอื่นที่มีความปลอดภัยมากกว่า

    แต่ในบางรายที่แพทย์ลงความเห็นว่าการผ่าตัดจะช่วยบรรเทาอาการได้ แพทย์อาจให้ผู้ป่วยเข้ารับการการผ่าตัด โดยจะผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อบางส่วนที่แพทย์เห็นว่าเป็นต้นเหตุของไมเกรนออก เนื้อเยื่อดังกล่าวเป็นส่วนที่อยู่บริเวณผิวกระโหลกไม่ใช่ส่วนที่เป็นเนื้อสมอง หรือเรียกวิธีการนี้ว่า Neurectomy

ยารักษาไมเกรน


1. ยาแก้ปวดไมเกรน


ยาแก้ปวดไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ


  • ยาแก้ปวดทั่วไป อย่างยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยากลุ่ม NSAIDs อื่นๆ เช่น แอสไพริน (Aspirin), นาพรอกเซน (Naproxen), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)

  • ยาแก้ปวดเฉพาะไมเกรน อย่างยากลุ่มทริปแทน (Triptan) ที่ใช้รักษาไมเกรนโดยเฉพาะ เช่น ซูมาทริปแทน (Sumatriptan), โซลมิทริปแทน (Zolmitriptan), นาราทริปแทน (Naratriptan)

    นอกจากนี้ยังมียาในกลุ่ม เออร์กอต อัลคาลอยด์ (Ergot Alkaloids) เช่น ไดไฮโดรเออร์โกตามีน (Dihydroergotamine) และ เออร์โกตามีน (Ergotamine)

ยา sumitriptan

2. ยาป้องกันไมเกรน


เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไมเกรนบ่อยๆ เกิดขึ้นครั้งละนานๆ และเมื่อมีอาการจะค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาป้องกันไมเกรน แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้


  • ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensive Drugs) คือ ยากลุ่ม Beta blockers เช่น Propranolol, Metoprolol Tartrate

  • ยาต้านเศร้า (Antidepressants) อย่างยา Amitriptyline เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงนอนจึงใช้ป้องกันไมเกรนได้

  • ยาฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) เป็นยาคลายกล้ามเนื้อชนิดฉีดที่เราได้ยินบ่อยๆ ในชื่อ Botox โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการฉีดยา Botox โดยแพทย์ได้ทุกๆ 12 สัปดาห์เพื่อป้องกันการเกิดไมเกรน

  • กลุ่มยากันชัก (Anticonvulsant) เช่น โทพิราเมท (Topiramate) แต่ข้อเสียของยากลุ่มนี้คือ อาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และน้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ

chat with our pharmacist free

อาการปวดหัวเรื้อรังในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ (Medication Overuse Headache)


ปวดหัวเพราะกินยาแก้ปวดบ่อย

อาการปวดหัวเรื้อรังในผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดบ่อยๆ มักเกิดในผู้ที่เป็นไมเกรนและมีอาการบ่อยจนต้องใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอล หรือยาในกลุ่ม NSAIDs ตัวอื่นๆ มากกว่า 15 วันต่อเดือน หรือการรับประทานยาในกลุ่มทริปแทน (Triptans) และโอปิออยด์ (Opioid) มากกว่า 10 วันต่อเดือน เมื่อมีอาการปวดหัวในครั้งต่อไป การรับประทานยาแก้ปวดเข้าไปจึงไม่ทำให้อาการดีขึ้นหรือกินยาแต่ไม่หาย แต่กลับทำให้มีอาการแย่ลง


โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดหัวเรื้อรังตลอดทั้งวัน หรือปวดหัวเป็นบางช่วงแต่เกิดขึ้นทุกวัน และเมื่ออาการไมเกรนกำเริบก็จะทำให้อาการปวดหัวหนักขึ้นไปอีก ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการปวดหัวเกิดขึ้นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง


การป้องกันไมเกรน


  • ลดความเครียด หาเวลาพักผ่อน และทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ หรืออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไมเกรน เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ อากาศร้อน แสงแดด ความหิว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไมเกรน


1. อาการปวดหัวข้างเดียวแปลว่าเป็นไมเกรนหรือไม่?


ปวดหัวข้างเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นไมเกรนเสมอไป อาจเป็นอาการปวดหัวชนิดอื่นๆ เช่น ปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headaches) และผู้ที่เป็นไมเกรนก็ไม่จำเป็นต้องปวดหัวข้างเดียวเสมอไป บางรายอาจมีอาการปวดหัวทั้งสองข้าง ปวดหัวร้าวไปถึงท้ายทอย หรือมีเพียงอาการทางสายตาแต่ไม่มีอาการปวดหัวเลยก็ได้


2. ไมเกรนรักษาให้หายขาดได้ไหม?


ไมเกรนเป็นโรคเรื้อรัง ที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาด้วยยาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม หมั่นดูแลสุขภาพ และหลีกเลี่ยงปัจจัยหรือสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดไมเกรน จะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของโรคไมเกรนได้


3. ปวดหัวไมเกรนจนนอนไม่หลับ ทำอย่างไรได้บ้าง?


เมื่อมีอาการปวดหัวไมเกรนควรรีบรับประทานยาทันทีที่เริ่มมีอาการ จะช่วยบรรเทาความปวดได้ดีกว่าการรับประทานเมื่อมีอาการปวดมากไปแล้ว นอกจากนั้นให้ปรับแสงและอุณหภูมิในห้องให้มืด ปรับอุณหภูมิห้องให้รู้สึกสบาย ประคบเย็นบริเวณที่ปวด หากอาการปวดไม่ดีขึ้น ปวดเรื้อรังหลายวัน หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


4. ปวดไมเกรนทุกวัน ผิดปกติหรือไม่?


การปวดไมเกรนทุกวัน จัดเป็นอาการที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอาการปวดจนต้องรับประทานยาแก้ปวดทุกวัน ควรหมั่นสังเกตและจดบันทึก เพื่อหาว่าอาการปวดไมเกรนเกิดจากสิ่งกระตุ้นใดเป็นพิเศษหรือไม่ เช่น อากาศร้อน ความหิว การอดนอน ความเครียด แต่หากอาการไม่ดีขึ้นและยังคงมีอาการปวดไมเกรนเรื้อรังติดต่อกันทุกวัน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับประทานยาป้องกันไมเกรน


5. อาการไมเกรนขั้นรุนแรงเป็นอย่างไร?


ความรุนแรงของอาการไมเกรนอาจขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ว่าสามารถทนความปวดได้มากน้อยแค่ไหน แต่หากมีปวดอย่างรุนแรงชนิดที่รับประทานยาแล้วไม่หาย หรือต้องรับประทานยาหลายชนิด รู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนไม่หยุด จัดว่าเป็นอาการไมเกรนขั้นรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ธาวิณี ชีวไมตรีวงศ์




แหล่งข้อมูล