MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคฉี่หนู ถูกเรียกด้วยชื่อนี้เนื่องจากมักพบว่าหนูเป็นพาหะนำเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เล็ปโตสไปโรซิส มาสู่คนบ่อยที่สุด แต่ก็ยังมีสัตว์อื่นๆ ที่เป็นพาหะอีกด้วยเช่นกัน ได้แก่ สุนัข โค กระบือ หนู สุกร ม้า หรือสัตว์ป่า

  • เชื้อสามารถแพร่ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม การติดเชื้อทางตรงคือได้รับเชื้อผ่านเยื่อบุต่างๆ ทั้งดวงตา ปาก จมูก หรือโดนสัตว์กัด ส่วนทางอ้อมคือการรับเชื้อผ่านน้ำ ดินเปียก พืชผัก จึงมักพบโรคนี้ระบาดในหน้าฝน

  • โรคฉี่หนูอาจหายได้ 5-7 วัน แต่หากโรคพัฒนารุนแรงขึ้นอาจมีอาการอันตรายมากมาย ทั้งไอเป็นเลือด หายใจลำบาก มือเท้าชา และมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ดีซ่าน ภาวะไตวายเฉียบพลัน ภาวะเลือดออกในปอด รวมถึงการแท้งลูกในหญิงตั้งครรภ์



Table of Contents
โรคฉี่หนู (Leptospirosis) คืออะไร?
การแพร่เชื้อโรคฉี่หนู
อาการของโรคฉี่หนู
ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จากโรคฉี่หนู
ผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคฉี่หนู
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคฉี่หนู
การป้องกันโรคฉี่หนู
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฉี่หนู


โรคฉี่หนู (Leptospirosis) คืออะไร?


โรคฉี่หนู คือชื่อที่มักใช้เรียก โรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มเล็ปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักพบว่ามีการติดเชื้อในสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ตามฟาร์มปศุสัตว์อย่าง สุกร วัว กระบือ ม้า แพะ แกะ รวมถึงสัตว์ป่าและสัตว์จำพวกหนูและกระรอก


เมื่อได้รับเชื้อแล้ว สัตว์พาหะเหล่านี้อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่จะมีการติดเชื้อที่ท่อไต และปล่อยเชื้อออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ปะปนกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เชื้อสามารถแพร่กระจายไปในฝูงสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว


เชื้อเล็ปโตสไปราสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ ซึ่งการแพร่เชื้อมาสู่คนมักเกิดในช่วงหน้าฝนที่มักมีน้ำท่วมขัง แล้วคนก็ไปสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรือเลือดของสัตว์ที่ติดเชื้ออีกที โดยพาหะมักจะเป็นสัตว์จำพวกหนู จึงเป็นที่มาของ “โรคฉี่หนู” นั่นเอง


การแพร่เชื้อโรคฉี่หนู


การแพร่เชื้อโรคฉี่หนู

การแพร่เชื้อโรคฉี่หนูสามารถเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ


1. การแพร่เชื้อทางตรง


  • โดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้อแบคทีเรีย ผ่านดวงตา, ปาก (ปนเปื้อนในอาหาร), จมูก (กลิ่น), หรือร่างกายส่วนที่เป็นแผลสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย
  • โดนสัตว์ที่มีเชื้อแบคทีเรียกัดเข้าโดยตรง

2. การแพร่เชื้อทางอ้อม


  • ปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำ, ดินที่เปียก หรือพืชผักต่างๆ
  • ผิวหนังปกติที่แช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน หรือแช่ในน้ำท่วม
  • การย่ำดินโคลนเป็นเวลานาน
  • การว่ายน้ำในแหล่งน้ำสกปรก หรือที่มีน้ำท่วมขัง

อาการของโรคฉี่หนู


อาการโรคฉี่หนู

อาการของผู้ป่วยโรคฉี่หนูมีได้หลากหลายมาก ตั้งแต่ไม่แสดงอาการ มีอาการไข้และหายได้เอง ไปจนถึงอาการที่รุนแรงจนเสียชีวิต และอาการบางอย่างก็ใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ ที่ระบาดในฤดูฝนเช่นกัน เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก ซึ่งแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการซักประวัติผู้ป่วย การตรวจเลือด เอกซเรย์ เพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต ปอด


หลังจากมีการติดเชื้อแล้ว จะแบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้


1. กลุ่มที่ติดเชื้อไม่รุนแรง (Anicteric Leptospirosis) และไม่มีอาการตัวเหลืองและตาเหลือง


โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้


  • ระยะมีเชื้อในกระแสเลือด (Leptospiremic Phase) ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน ปวดศีรษะ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้สูงและหนาวสั่น รู้สึกเหนื่อยล้า มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ รู้สึกเจ็บบริเวณช่องท้อง หรือมีอาการท้องเสีย มีอาการเบื่ออาหาร ตาแดง หรือระคายเคืองที่ตา รวมถึงมีผื่นคันขึ้นบริเวณผิวหนัง

    ในบางรายอาจพบอาการไอเป็นเลือด ดีซ่าน ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต โดยระยะนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์และอาการจะค่อยๆ หายไปได้เอง
  • ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (Leptospiruric Phase) อาการระยะนี้จะมีความจำเพาะและความรุนแรงน้อยกว่าในระยะแรก โดยมักพบว่าผู้ป่วยราว 15% จะมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ ซึ่งสามารถหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วันหรือประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ดวงตาได้ เช่น ม่านตาอักเสบ หรือจอตาอักเสบ ซึ่งมักเกิดหลังเริ่มมีอาการแล้วหลายเดือน และอาจคงอยู่ได้นานเป็นปี

2. กลุ่มติดเชื้อรุนแรง (Severe Leptospirosis) มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง


ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาจมีอาการไอเป็นเลือด ไตวายเฉียบพลัน มีจุดเลือดออกตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ดีซ่าน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ล้มเหลวจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้


ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จากโรคฉี่หนู


  • ภาวะเลือดออกในปอด
  • การแท้งลูก ในหญิงตั้งครรภ์
  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ, ความดันโลหิตต่ำ
  • มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • กล้ามเนื้อลายสลายตัว
  • โรคหลอดเลือดในสมอง, มีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง, หลอดเลือดสมองอักเสบ หรือภาวะแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด
  • โรคคาวาซากิ (โรคที่มีการอักเสบของหัวใจ และหลอดเลือดแดงในเด็ก)
  • อาการแพ้ที่ทำให้มีไข้หรือเกิดผื่นที่ขา
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหัวใจวาย หรือตับวาย

ผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู


ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคฉี่หนู

ผู้ที่ทำงานหรืออยู่ในภาวะต่อไปนี้อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากโรคฉี่หนูสูง ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่


  • กลุ่มอาชีพเกษตรกร ชาวไร่, ชาวนา และชาวสวน
  • กลุ่มอาชีพพนักงานฟาร์มปศุสัตว์หรือทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ สัมผัสเนื้อหรือมูลของสัตว์
  • กลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานกับสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
  • กลุ่มอาชีพชาวประมงที่หาสัตว์ตามแหล่งน้ำจืด
  • กลุ่มคนที่ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ พายเรือ แล่นเรือ ล่องแก่ง เป็นต้น
  • กลุ่มอาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์, สัตวแพทย์, เจ้าหน้าที่ห้องทดลอง เป็นต้น
  • กลุ่มอาชีพประเภทพนักงานกำจัดหนู หรือพนักงานลอกท่อ
  • กลุ่มประชาชนทั่วไป ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม, ผู้ที่บริเวณบ้านมีหนูอาศัยอยู่มาก, ผู้ที่ปรุงอาหารหรือรับประทานอาหารที่ไม่สุก หรือปล่อยอาหารทิ้งไว้โดยไม่ปิดฝา

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อได้รับเชื้อฉี่หนูผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อเนื้อตัว ปวดกล้ามเนื้อ หากมีอาการดังกล่าวและมีประวัติการลุยน้ำขังภายใน 2 อาทิตย์ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคทันที


consult doctor

การรักษาโรคฉี่หนู


ส่วนใหญ่แล้วโรคฉี่หนูมักไม่มีอาการรุนแรงและสามารถหายดีได้เอง ภายในระยะเวลา 5-7 วัน ร่วมกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม รวมถึงยาแก้ปวดเพื่อลดอาการไข้ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ


1. ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่



2. ยาแก้ปวด เพื่อลดอาการปวดศีรษะ มีไข้ และปวดกล้ามเนื้อ ได้แก่



ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องมีการรักษา ดังนี้


  • ผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะเข้าไปในกระแสเลือดโดยตรง

  • หากมีอวัยวะเสียหายจากการติดเชื้อ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับการรักษา

  • การฟอกไตในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน

  • ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคฉี่หนูในระดับรุนแรงเป็นหญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื้ออาจแพร่ไปสู่ทารกในครรภ์และส่งผลให้เสียชีวิตได้

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคฉี่หนู


แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว โรคฉี่หนูจะสามารถเป็นแล้วหายเองได้ภายใน 5-7 วัน แต่ก็ต้องหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอยู่เสมอ หากต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ก็ต้องทานยาให้ครบกำหนดตามที่แพทย์สั่ง เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด และเพื่อป้องกันการกลับมาอีกครั้งของเชื้อแบคทีเรียเล็ปโตสไปรา (Leptospira) ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น หรือหายจากโรคฉี่หนูแล้ว


หากมีอาการรุนแรงต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากหากปล่อยไว้นาน มีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรืออวัยวะภายในเสียหายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


การป้องกันตัวเองจากโรคฉี่หนู


การป้องกันโรคฉี่หนู

วิธีการป้องกันตัวเองจากโรคฉี่หนู สำหรับประชาชนทั่วไป มีดังนี้


  • หลีกเลี่ยงการแช่ในน้ำ หรือเลี่ยงการเดินในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง
  • ควบคุมหรือกำจัดหนูในบริเวณที่อยู่อาศัยให้ปราศจากหนู
  • หากหลีกเลี่ยงการลุยน้ำไม่ได้ ต้องรีบทำความสะอาดมือ และเท้าหลังลุยน้ำทันที

วิธีป้องกันตัวสำหรับอาชีพเกษตรกร ปศุสัตว์ หรือผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ มีดังนี้


  • ควรสวมถุงมือยางหรือรองเท้าบู๊ต
  • ควบคุมและกำจัดหนูตามบริเวณที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท หรือชุมชนแออัด
  • แยกสัตว์ที่ติดเชื้อออกจากสัตว์ชนิดอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฉี่หนู


1. โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้ออะไร?


เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เล็ปโตสไปรา (Leptospira) มักพบการติดเชื้อชนิดนี้ได้ในสุนัขหรือสัตว์ตามฟาร์ม เช่น สุกร โค กระบือ รวมถึงสัตว์จำพวกหนู และถือว่าเป็นโรคที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้


2. โรคฉี่หนูอันตรายไหม?


แม้ส่วนใหญ่แล้ว โรคฉี่หนูจะสามารถเป็นแล้วหายเองได้ ภายใน 5-7 วัน แต่ก็มีโอกาสที่เชื้อโรคจะพัฒนาเป็นการติดเชื้อระดับรุนแรง ซึ่งมีอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวเชื้อโรคและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อาจส่งผลให้อวัยวะนั้นๆ หยุดทำงานได้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


3. โรคฉี่หนูรักษาหายไหม?


โรคฉี่หนูสามารถรักษาหายได้ แต่ถึงแม้ว่าโรคฉี่หนู สามารถหายได้เอง ภายใน 5-7 วัน แต่ก็ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากต้องรับประทานยา ก็ต้องทานยาให้ครบกำหนดตามที่แพทย์สั่งยา เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด และเพื่อป้องกันการกลับมาอีกครั้งของเชื้อแบคทีเรียเล็ปโตสไปรา (Leptospira) หากมีอาการรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากหากปล่อยไว้นาน มีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรืออวัยวะภายในเสียหายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


4. กลิ่นฉี่หนูอันตรายไหม?


อันตราย เนื่องจากเราสามารถได้รับเชื้อจากการหายใจเอาละอองนิวเคลียสจากของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป จึงค่อนข้างเสี่ยง หากหนูตัวนั้นติดเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ ที่สำคัญคือภาวะตับอักเสบ ดีซ่าน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งหากอาการเป็นมากไม่ได้รักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต


5. โรคฉี่หนูติดต่อไหม?


โรคฉี่หนูเป็นโรคติดต่อ สามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ ทั้งทางตรง ผ่านการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อ ทางดวงตา, ปาก, จมูก หรือร่างกายส่วนที่เป็นแผลสัมผัส รวมถึงการติดเชื้อทางอ้อม เนื่องจากแบคทีเรียชนิดนี้สามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุตา ปาก จมูกของคน รวมถึงรอยแผล รอยขีดข่วนต่างๆ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์

นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์ (GP)
ศูนย์บริการสาธารณสุข
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคฉี่หนู (Leptospirosis)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคฉี่หนู ถูกเรียกด้วยชื่อนี้เนื่องจากมักพบว่าหนูเป็นพาหะนำเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เล็ปโตสไปโรซิส มาสู่คนบ่อยที่สุด แต่ก็ยังมีสัตว์อื่นๆ ที่เป็นพาหะอีกด้วยเช่นกัน ได้แก่ สุนัข โค กระบือ หนู สุกร ม้า หรือสัตว์ป่า

  • เชื้อสามารถแพร่ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม การติดเชื้อทางตรงคือได้รับเชื้อผ่านเยื่อบุต่างๆ ทั้งดวงตา ปาก จมูก หรือโดนสัตว์กัด ส่วนทางอ้อมคือการรับเชื้อผ่านน้ำ ดินเปียก พืชผัก จึงมักพบโรคนี้ระบาดในหน้าฝน

  • โรคฉี่หนูอาจหายได้ 5-7 วัน แต่หากโรคพัฒนารุนแรงขึ้นอาจมีอาการอันตรายมากมาย ทั้งไอเป็นเลือด หายใจลำบาก มือเท้าชา และมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ดีซ่าน ภาวะไตวายเฉียบพลัน ภาวะเลือดออกในปอด รวมถึงการแท้งลูกในหญิงตั้งครรภ์



Table of Contents
โรคฉี่หนู (Leptospirosis) คืออะไร?
การแพร่เชื้อโรคฉี่หนู
อาการของโรคฉี่หนู
ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จากโรคฉี่หนู
ผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคฉี่หนู
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคฉี่หนู
การป้องกันโรคฉี่หนู
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฉี่หนู


โรคฉี่หนู (Leptospirosis) คืออะไร?


โรคฉี่หนู คือชื่อที่มักใช้เรียก โรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มเล็ปโตสไปรา (Leptospira) ซึ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักพบว่ามีการติดเชื้อในสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ตามฟาร์มปศุสัตว์อย่าง สุกร วัว กระบือ ม้า แพะ แกะ รวมถึงสัตว์ป่าและสัตว์จำพวกหนูและกระรอก


เมื่อได้รับเชื้อแล้ว สัตว์พาหะเหล่านี้อาจจะไม่แสดงอาการใดๆ เลย แต่จะมีการติดเชื้อที่ท่อไต และปล่อยเชื้อออกมาพร้อมกับปัสสาวะ ปะปนกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เชื้อสามารถแพร่กระจายไปในฝูงสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว


เชื้อเล็ปโตสไปราสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ ซึ่งการแพร่เชื้อมาสู่คนมักเกิดในช่วงหน้าฝนที่มักมีน้ำท่วมขัง แล้วคนก็ไปสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรือเลือดของสัตว์ที่ติดเชื้ออีกที โดยพาหะมักจะเป็นสัตว์จำพวกหนู จึงเป็นที่มาของ “โรคฉี่หนู” นั่นเอง


การแพร่เชื้อโรคฉี่หนู


การแพร่เชื้อโรคฉี่หนู

การแพร่เชื้อโรคฉี่หนูสามารถเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ


1. การแพร่เชื้อทางตรง


  • โดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้อแบคทีเรีย ผ่านดวงตา, ปาก (ปนเปื้อนในอาหาร), จมูก (กลิ่น), หรือร่างกายส่วนที่เป็นแผลสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อแบคทีเรีย
  • โดนสัตว์ที่มีเชื้อแบคทีเรียกัดเข้าโดยตรง

2. การแพร่เชื้อทางอ้อม


  • ปัสสาวะของสัตว์ติดเชื้อที่ปนเปื้อนมากับน้ำ, ดินที่เปียก หรือพืชผักต่างๆ
  • ผิวหนังปกติที่แช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน หรือแช่ในน้ำท่วม
  • การย่ำดินโคลนเป็นเวลานาน
  • การว่ายน้ำในแหล่งน้ำสกปรก หรือที่มีน้ำท่วมขัง

อาการของโรคฉี่หนู


อาการโรคฉี่หนู

อาการของผู้ป่วยโรคฉี่หนูมีได้หลากหลายมาก ตั้งแต่ไม่แสดงอาการ มีอาการไข้และหายได้เอง ไปจนถึงอาการที่รุนแรงจนเสียชีวิต และอาการบางอย่างก็ใกล้เคียงกับโรคอื่นๆ ที่ระบาดในฤดูฝนเช่นกัน เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก ซึ่งแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการซักประวัติผู้ป่วย การตรวจเลือด เอกซเรย์ เพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต ปอด


หลังจากมีการติดเชื้อแล้ว จะแบ่งผู้ติดเชื้อออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้


1. กลุ่มที่ติดเชื้อไม่รุนแรง (Anicteric Leptospirosis) และไม่มีอาการตัวเหลืองและตาเหลือง


โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้


  • ระยะมีเชื้อในกระแสเลือด (Leptospiremic Phase) ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้และอาเจียน ปวดศีรษะ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้สูงและหนาวสั่น รู้สึกเหนื่อยล้า มีอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ รู้สึกเจ็บบริเวณช่องท้อง หรือมีอาการท้องเสีย มีอาการเบื่ออาหาร ตาแดง หรือระคายเคืองที่ตา รวมถึงมีผื่นคันขึ้นบริเวณผิวหนัง

    ในบางรายอาจพบอาการไอเป็นเลือด ดีซ่าน ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต โดยระยะนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์และอาการจะค่อยๆ หายไปได้เอง
  • ระยะมีเชื้อในปัสสาวะ (Leptospiruric Phase) อาการระยะนี้จะมีความจำเพาะและความรุนแรงน้อยกว่าในระยะแรก โดยมักพบว่าผู้ป่วยราว 15% จะมีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อ ซึ่งสามารถหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วันหรือประมาณ 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่ดวงตาได้ เช่น ม่านตาอักเสบ หรือจอตาอักเสบ ซึ่งมักเกิดหลังเริ่มมีอาการแล้วหลายเดือน และอาจคงอยู่ได้นานเป็นปี

2. กลุ่มติดเชื้อรุนแรง (Severe Leptospirosis) มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง


ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจมีอาจมีอาการไอเป็นเลือด ไตวายเฉียบพลัน มีจุดเลือดออกตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ดีซ่าน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ล้มเหลวจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้


ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ จากโรคฉี่หนู


  • ภาวะเลือดออกในปอด
  • การแท้งลูก ในหญิงตั้งครรภ์
  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ, ความดันโลหิตต่ำ
  • มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
  • กล้ามเนื้อลายสลายตัว
  • โรคหลอดเลือดในสมอง, มีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง, หลอดเลือดสมองอักเสบ หรือภาวะแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด
  • โรคคาวาซากิ (โรคที่มีการอักเสบของหัวใจ และหลอดเลือดแดงในเด็ก)
  • อาการแพ้ที่ทำให้มีไข้หรือเกิดผื่นที่ขา
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะหัวใจวาย หรือตับวาย

ผู้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู


ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคฉี่หนู

ผู้ที่ทำงานหรืออยู่ในภาวะต่อไปนี้อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากโรคฉี่หนูสูง ควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่


  • กลุ่มอาชีพเกษตรกร ชาวไร่, ชาวนา และชาวสวน
  • กลุ่มอาชีพพนักงานฟาร์มปศุสัตว์หรือทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ สัมผัสเนื้อหรือมูลของสัตว์
  • กลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานกับสัตว์ที่ตายแล้ว เช่น โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
  • กลุ่มอาชีพชาวประมงที่หาสัตว์ตามแหล่งน้ำจืด
  • กลุ่มคนที่ทำกิจกรรมหรือเล่นกีฬาทางน้ำ เช่น ว่ายน้ำ พายเรือ แล่นเรือ ล่องแก่ง เป็นต้น
  • กลุ่มอาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์, สัตวแพทย์, เจ้าหน้าที่ห้องทดลอง เป็นต้น
  • กลุ่มอาชีพประเภทพนักงานกำจัดหนู หรือพนักงานลอกท่อ
  • กลุ่มประชาชนทั่วไป ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม, ผู้ที่บริเวณบ้านมีหนูอาศัยอยู่มาก, ผู้ที่ปรุงอาหารหรือรับประทานอาหารที่ไม่สุก หรือปล่อยอาหารทิ้งไว้โดยไม่ปิดฝา

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อได้รับเชื้อฉี่หนูผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อเนื้อตัว ปวดกล้ามเนื้อ หากมีอาการดังกล่าวและมีประวัติการลุยน้ำขังภายใน 2 อาทิตย์ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคทันที


consult doctor

การรักษาโรคฉี่หนู


ส่วนใหญ่แล้วโรคฉี่หนูมักไม่มีอาการรุนแรงและสามารถหายดีได้เอง ภายในระยะเวลา 5-7 วัน ร่วมกับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม รวมถึงยาแก้ปวดเพื่อลดอาการไข้ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ


1. ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่



2. ยาแก้ปวด เพื่อลดอาการปวดศีรษะ มีไข้ และปวดกล้ามเนื้อ ได้แก่



ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง จำเป็นต้องมีการรักษา ดังนี้


  • ผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะเข้าไปในกระแสเลือดโดยตรง

  • หากมีอวัยวะเสียหายจากการติดเชื้อ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น ผู้ป่วยมีอาการหายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมกับการรักษา

  • การฟอกไตในผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลัน

  • ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคฉี่หนูในระดับรุนแรงเป็นหญิงตั้งครรภ์ มีความจำเป็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเชื้ออาจแพร่ไปสู่ทารกในครรภ์และส่งผลให้เสียชีวิตได้

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคฉี่หนู


แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว โรคฉี่หนูจะสามารถเป็นแล้วหายเองได้ภายใน 5-7 วัน แต่ก็ต้องหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอยู่เสมอ หากต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ก็ต้องทานยาให้ครบกำหนดตามที่แพทย์สั่ง เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด และเพื่อป้องกันการกลับมาอีกครั้งของเชื้อแบคทีเรียเล็ปโตสไปรา (Leptospira) ดังนั้น ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น หรือหายจากโรคฉี่หนูแล้ว


หากมีอาการรุนแรงต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากหากปล่อยไว้นาน มีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรืออวัยวะภายในเสียหายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


การป้องกันตัวเองจากโรคฉี่หนู


การป้องกันโรคฉี่หนู

วิธีการป้องกันตัวเองจากโรคฉี่หนู สำหรับประชาชนทั่วไป มีดังนี้


  • หลีกเลี่ยงการแช่ในน้ำ หรือเลี่ยงการเดินในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง
  • ควบคุมหรือกำจัดหนูในบริเวณที่อยู่อาศัยให้ปราศจากหนู
  • หากหลีกเลี่ยงการลุยน้ำไม่ได้ ต้องรีบทำความสะอาดมือ และเท้าหลังลุยน้ำทันที

วิธีป้องกันตัวสำหรับอาชีพเกษตรกร ปศุสัตว์ หรือผู้ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับสัตว์ มีดังนี้


  • ควรสวมถุงมือยางหรือรองเท้าบู๊ต
  • ควบคุมและกำจัดหนูตามบริเวณที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท หรือชุมชนแออัด
  • แยกสัตว์ที่ติดเชื้อออกจากสัตว์ชนิดอื่นๆ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคฉี่หนู


1. โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้ออะไร?


เชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เล็ปโตสไปรา (Leptospira) มักพบการติดเชื้อชนิดนี้ได้ในสุนัขหรือสัตว์ตามฟาร์ม เช่น สุกร โค กระบือ รวมถึงสัตว์จำพวกหนู และถือว่าเป็นโรคที่สามารถติดต่อมาสู่คนได้


2. โรคฉี่หนูอันตรายไหม?


แม้ส่วนใหญ่แล้ว โรคฉี่หนูจะสามารถเป็นแล้วหายเองได้ ภายใน 5-7 วัน แต่ก็มีโอกาสที่เชื้อโรคจะพัฒนาเป็นการติดเชื้อระดับรุนแรง ซึ่งมีอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากตัวเชื้อโรคและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อาจส่งผลให้อวัยวะนั้นๆ หยุดทำงานได้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


3. โรคฉี่หนูรักษาหายไหม?


โรคฉี่หนูสามารถรักษาหายได้ แต่ถึงแม้ว่าโรคฉี่หนู สามารถหายได้เอง ภายใน 5-7 วัน แต่ก็ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากต้องรับประทานยา ก็ต้องทานยาให้ครบกำหนดตามที่แพทย์สั่งยา เพื่อให้เชื้อแบคทีเรียถูกกำจัดออกไปจนหมด และเพื่อป้องกันการกลับมาอีกครั้งของเชื้อแบคทีเรียเล็ปโตสไปรา (Leptospira) หากมีอาการรุนแรง ต้องรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากหากปล่อยไว้นาน มีโอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนหรืออวัยวะภายในเสียหายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


4. กลิ่นฉี่หนูอันตรายไหม?


อันตราย เนื่องจากเราสามารถได้รับเชื้อจากการหายใจเอาละอองนิวเคลียสจากของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป จึงค่อนข้างเสี่ยง หากหนูตัวนั้นติดเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ ที่สำคัญคือภาวะตับอักเสบ ดีซ่าน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งหากอาการเป็นมากไม่ได้รักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต


5. โรคฉี่หนูติดต่อไหม?


โรคฉี่หนูเป็นโรคติดต่อ สามารถแพร่เชื้อสู่คนได้ ทั้งทางตรง ผ่านการสัมผัสกับปัสสาวะ เลือด หรือเนื้อเยื่อจากสัตว์ที่ติดเชื้อ ทางดวงตา, ปาก, จมูก หรือร่างกายส่วนที่เป็นแผลสัมผัส รวมถึงการติดเชื้อทางอ้อม เนื่องจากแบคทีเรียชนิดนี้สามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุตา ปาก จมูกของคน รวมถึงรอยแผล รอยขีดข่วนต่างๆ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์

นพ. ขัตติยะ ผลานิสงค์ (GP)
ศูนย์บริการสาธารณสุข
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล