MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไต (Kidney Diseases)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • เรามักคิดว่าไตมีหน้าที่แค่กรองของเสีย แต่จริงๆ แล้วไตเป็นอวัยวะหลักที่รับบทบาทสำคัญมาก หากไตของเราทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลให้ระบบอื่นๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติไปด้วย

  • โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะไตวายเป็นอันดับต้นๆ โดยพบว่า 30% ของผู้ป่วยเบาหวานจะมีความผิดปกติที่ไตด้วย

  • โรคและอาการผิดปกติของไตมีมากกว่า 10 ชนิด และไตที่เสียหายไปแล้วไม่อาจฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมได้ หากมีอาการรุนแรงถึงจุดที่ไตเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยต้องฟอกไตเป็นประจำเพื่อทดแทนการทำหน้าที่ของไต หรือเข้ารับการปลูกถ่ายไตแทนไตเดิม



Table of Contents
โรคไตคืออะไร?
รู้ไหมว่าไตสำคัญ และไม่ได้มีหน้าที่แค่กรองของเสีย
โรคไตมีอะไรบ้าง?
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไต
อาการของโรคไต 
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคไต
การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของโรคไต
การรักษาในผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานเองได้แล้ว
การป้องกันโรคไต


โรคไตคืออะไร?


โรคไต หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Kidney Diseases คือกลุ่มโรคและอาการที่เกิดจากภาวะไตเสื่อมหรือทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้มีความผิดปกติในการกำจัดสารพิษหรือของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย รวมถึงการหลั่งฮอร์โมนหรือการควบคุมน้ำและแร่ธาตุเพื่อรักษาสมดุล


การเสื่อมของไตอาจเกิดจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคเรื้อรัง (Chronic Diseases) อื่นๆ ในขณะที่การเป็นโรคไตก็นำไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคกระดูกพรุน เส้นประสาทเสียหาย และภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition)


หากอาการของโรคไตรุนแรงขึ้น ก็อาจจะทำให้ไตเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย และต้องมีการฟอกไตแทนการทำหน้าที่ของไต ซึ่งการฟอกไต (Dialysis) ก็คือกระบวนการกรองและกำจัดของเสียที่อยู่ในเลือดออกไปโดยใช้เครื่องฟอกไต มักจะใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย และแม้ว่าการฟอกไตจะไม่ช่วยรักษาโรคไต แต่ก็ช่วยยืดอายุของผู้ป่วยและรักษาระบบอื่นๆ ของร่างกายเอาไว้ได้


รู้ไหมว่าไตสำคัญ และไม่ได้มีหน้าที่แค่กรองของเสีย


ไต

ก่อนจะรู้จักโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของไต มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าไตสำคัญกับร่างกายของมนุษย์ขนาดไหน


  • ไตเป็นอวัยวะขนาดเท่ากำปั้น รูปทรงคล้ายเมล็ดถั่วเหลือง มี 2 ข้างอยู่บริเวณกระดูกสันหลังระดับเอวข้างละ 1 อัน

  • ไตทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองของเสียในร่างกายมนุษย์ โดยจะดึงสารที่จำเป็นต่อร่างกายกลับเข้าสู่กระแสเลือด และขับของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการหรือมีมากเกินความจำเป็นออกไปกับปัสสาวะ

  • ไตรับหน้าที่รักษาระดับ pH, เกลือแร่, และโพแทสเซียมในร่างกายของเรา

  • ไตผลิตฮอร์โมนชื่อ Aldosterone ที่ทำหน้าที่รักษาระดับความดันโลหิต และฮอร์โมน Erythropoietin ที่กระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

  • ไตทำหน้าที่เปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Active Form) ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤติ ไตถือเป็นอวัยวะหลักที่แพทย์จะพยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ เพราะหากไตของเราเสื่อมลง ก็จะส่งผลให้อวัยวะอื่นๆ ทำงานผิดปกติไปตามๆ กัน เพราะฉะนั้น การที่เราจะมีสุขภาพดีได้ก็ต้องรักษาไตให้มีสุขภาพดีด้วย


โรคไตมีอะไรบ้าง?


โรคไตมีอะไรบ้าง

โรคและอาการผิดปกติของไตนั้นมีมากกว่า 10 ชนิด แต่โรคที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่


  • โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)
    โรคไตเรื้อรังเป็นโรคไตที่พบได้บ่อยที่สุด การเป็นโรคนี้บ่งบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่ไตถูกทำลายและไม่สามารถกรองเลือดได้ตามปกติ โรคไตเรื้อรังมักเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นโรคที่สร้างภาระให้กับไตอย่างมากจนไตเสื่อม

  • โรคนิ่วในไต (Kidney Stones)
    เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อยๆ เกิดจากปริมาณของเกลือและแร่ธาตุต่างๆ มีมากเกินกว่าที่ร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะได้ จึงตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว และมักไปอุดตันตามที่ต่างๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ การมีนิ่วในไตอาจทำให้ไตบาดเจ็บและทำงานผิดปกติจนนำไปสู่ภาวะไตวายได้

  • โรคเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบ (Glomerulonephritis)
    เกิดจากกลุ่มเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบและส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติจนมีเซลล์เม็ดเลือดแดง โปรตีน และของเสียอื่นๆ ปนออกไปกับปัสสาวะ โรคเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบอาจเกิดขึ้นเองจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือจากโรคหลอดเลือดอักเสบ แต่ในบางครั้งก็พบว่าเป็นอาการแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงพบในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune Diseases) เช่น โรคพุ่มพวง (SLE) ได้เช่นกัน

  • โรคถุงน้ำในไตจากสาเหตุพันธุกรรม (Polycystic Kidney Disease)
    เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้มีถุงน้ำจำนวนมากในไตทั้ง 2 ข้างและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไตค่อยๆ เสื่อมลง และนำไปสู่ภาวะไตวายและเสียชีวิต มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่หากพบในเด็กหรือทารกอาจมีอาการรุนแรงมากจนทำให้ไตวายตั้งแต่เด็กได้

  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infections)
    เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังไตได้ และโรคกรวยไตอักเสบที่เกิดการอักเสบขึ้นบนส่วนต่อระหว่างไตกับท่อไต เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้ไตเสื่อมจนนำไปสู่ภาวะไตวายได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไต


  • เป็นโรคเบาหวาน – ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีความเสี่ยงโรคไตมากกว่าคนอื่นๆ และจัดเป็นสาเหตุหลักของภาวะไตวายเรื้อรังในประเทศไทย โดย 30% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะพบว่ามีความผิดปกติของไตด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจจะทำให้ไตเสื่อมลงอย่างถาวร

  • เป็นโรคความดันโลหิตสูง – โรคความดันโลหิตสูงอาจทำให้เส้นเลือดที่ไตเสื่อม ทำให้โปรตีนจากเลือดรั่วเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งในที่สุดจะทำให้ไตเสื่อมลงและขับของเสียได้น้อยลง และของเสียที่ค้างอยู่ในเลือดก็จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นและยิ่งทำลายไตมากขึ้น

  • มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคไต – โรคไตบางชนิดเป็นเพราะกรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคความผิดปกติของไต ก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตเช่นกัน

  • อายุมากขึ้น – ยิ่งอายุมากขึ้น การทำงานของไตก็จะค่อยๆ ลดลง เนื่องจากไตค่อยๆ เสื่อมลงไปตามอายุการใช้งาน

  • พฤติกรรมการบริโภค เช่น การทานอาหารรสเค็มจัด หวานจัด หรือเผ็ดจัด การดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมถึงการรับประทานยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง

อาการของโรคไต 


โรคไต อาการ

  1. มักเริ่มจากมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดูอิดโรย

  2. มักมีอาการปวดบวมซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มจากใบหน้า หรือหนังตา และจะไปบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง เนื่องจากไม่สามารถขับน้ำและเกลือออกจากร่างกายได้

  3. มีอาการปวดหลังหรือปวดสะบั้นเอวบริเวณชายโครงด้านหลังซึ่งอาจจะร้าวไปถึงท้องน้อย อวัยวะเพศ หรือปวดร้าวกระดูกและข้อ เนื่องจากมีความผิดปกติที่ท่อไตและกรวยไต

  4. มีอาการปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อยขึ้นในช่วงกลางคืน หรือบางคนอาจจะปัสสาวะได้น้อยลงหรือไม่ออกเลย

  5. มีอาการผิวซีดและมีอาการคันเรื้อรัง มีจ้ำเลือดเกิดขึ้นง่าย ผิวแตก เป็นแผลหายช้า เนื่องจากความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด

  6. คลำพบก้อนเนื้อบริเวณไตซึ่งอาจจะพบด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายที่บริเวณขอบล่างของซี่โครง

  7. ความดันโลหิตสูง (อาจจะตรวจพบเมื่อไปโรงพยาบาลหรือตรวจสุขภาพประจำปี)

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นโรคไตตามอาการข้างต้นก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะหลายๆ อาการเป็นหนึ่งในอาการของโรคอื่นๆ ด้วย


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ในระยะแรกๆ ผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคความผิดปกติของไตมาก่อน อาจจะยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคไตหรือไม่ เพราะไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต หรือมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่อาจทำให้เกิดโรคได้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อจะได้พบความผิดปกติของไตเร็วขึ้น


แต่หากผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หรือโรคเกาต์ แพทย์ประจำตัวผู้ป่วยมักจะให้ตรวจหาภาวะแทรกซ้อนทางไตร่วมด้วยอยู่แล้ว แต่หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที


consult doctor

การวินิจฉัยโรคไต


แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าเราอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคไตสูงหรือไม่ด้วยการตรวจสอบว่าไตของเรายังทำงานได้ปกติอยู่หรือเปล่า ซึ่งการทดสอบที่มักใช้บ่อยๆ มีดังนี้


Glomerular Filtration Rate

  • Glomerular Filtration Rate (GFR)
    Glomerular Filtration Rate คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการคัดกรองของไต หากอัตราการกรองของไตมีค่าสูง แสดงว่าไตสามารถทำงานได้ดี โดยค่าปกติจะอยู่ที่ 90 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตรขึ้นไป โดยในผู้ที่อายุตั้งแต่ 18 – 30 ปีและมีสุขภาพแข็งแรงดีจะมีอัตราการกรองของไตอยู่ที่ประมาณ 120 –130 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตรขึ้นไป

  • การอัลตร้าซาวนด์ (Ultrasound) หรือการทำ CT Scan (Computed Tomography Scan)
    การอัลตร้าซาวนด์และการทำ CT Scan จะช่วยให้เห็นความผิดปกติของไตได้ ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินขนาดของไต ดูความแน่นของเนื้อไต รวมถึงตรวจหาเนื้องอกหรือก้อนนิ่วในไตได้

  • การตรวจชิ้นเนื้อไต (Kidney Biopsy)
    โดยแพทย์จะใช้เข็มชนิดพิเศษเจาะผ่านผิวหนังไปที่ไตเพื่อนำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำให้สามารถระบุความรุนแรงของโรค และความเสื่อมของไตได้

  • การตรวจปัสสาวะ (Urine Test)
    การตรวจปัสสาวะจะช่วยให้ทราบปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ บ่งบอกถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคไต รวมถึงโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

  • การตรวจ Creatinine ในเลือด (Blood Creatinine Test)
    ครีเอทินิน (Creatinine) เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อและมักจะถูกไตขับออกผ่านทางปัสสาวะ การเพิ่มขึ้นของ Creatinine ในเลือดบ่งบอกถึงการทำงานของไตที่ลดลง โดยค่า Creatinine ตามปกติจะอยู่ที่ 0.7- 1.3 mg/dL ในผู้ชาย และ 0.6- 1.1 mg/dL ในผู้หญิง

การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของโรคไต


ในการรักษาโรคไต แพทย์จะให้ผู้ป่วยรักษาระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาตามอาการของโรคไตแต่ละประเภท รวมถึงให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตด้วย


1. การรักษาด้วยยา


ยาที่ใช้ในการรักษาโรคไตมีด้วยกันหลายตัว ทั้งช่วยชะลอการเสื่อมของไต และรักษาอาการต่างๆ ที่เกิดจากโรคไต เช่น


  • ยาลดความดันโลหิต เช่น ACE inhibitors (เอซีอี อินฮิบิเตอร์)
  • ยาลดไขมันในเลือด เช่น Statins หรือ HMG-CoA reductase inhibitors
  • ยารักษาภาวะโลหิตจาง เช่น Erythropoietin (ฮีริโทรโพอิติน)
  • ยาขับปัสสาวะ เช่น Furosemide (ฟูโรซีไมด์) เมื่อขับปัสสาวะออกไปก็จะลดอาการบวมได้

buy drug online on raksa app

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม


นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้


  • ควบคุมความดันโลหิต โดยแพทย์สั่งยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกิน

  • ควบคุมระดับน้ำตาล ควรอยู่ในเกณฑ์ค่าน้ำตาลสะสม HbA1C (ค่าการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือดตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา) ควรต่ำกว่า 7 %

  • ควบคุมอาหาร โดยให้ลดอาหารประเภทโปรตีน ลดอาหารเค็มจัด หวานจัด และเผ็ดจัด ซึ่งอาจจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนการรับประทานอาหารให้ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม

  • ออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้สุขภาพดีแต่ทั้งนี้รูปแบบการออกกำลังการต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น

  • งดสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ถือเป็นตัวเร่งสำคัญทำให้โรคหัวใจและโรคไตแย่ลง

  • พบแพทย์เป็นประจำ ควรไปพบแพทย์ตรงตามนัดทุกครั้งเพื่อได้รับการตรวจและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงการปรับตัวยา หรือได้รับวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับอาการอยู่สม่ำเสมอ

การรักษาในผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานเองได้แล้ว


ในผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานเองได้ แพทย์จะใช้วิธีรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) โดยแบ่งเป็น


การฟอกเลือด

1. การฟอกเลือด (Dialysis)


  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) – เป็นการรักษาเพื่อที่จะนำของเสียทั้งโปรตีน สารน้ำ เกลือแร่ต่างๆ ออกจากเลือด โดยการนำเลือดออกทางหลอดเลือดเทียมไปผ่านตัวกรองแล้วนำเลือดที่มีของเสียน้อยลงเข้าไปสู่ร่างกายอีกครั้ง เป็นการรักษาเพื่อทำหน้าที่กรองของเสียแทนไตที่ไม่สามารถทำงานได้แล้ว

  • การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) – เป็นการรักษาโดยให้ผู้ป่วยผ่าตัดใส่สายยางสำหรับใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง เมื่อใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปแล้ว เยื่อบุช่องท้องก็จะส่งของเสียมาที่น้ำยาล้างไต จากนั้นก็จะปล่อยน้ำยาล้างไตที่มีของเสียทิ้ง แล้วเปลี่ยนถุงใหม่

2. การปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไต (Kidney Transplantation)


ถือเป็นวิธีการรักษาโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้ผลดีในปัจจุบัน และผู้ป่วยไม่ต้องฟอกเลือดผ่านช่องท้อง โดยวิธีการนี้จะนำไตของผู้บริจาคอาจจะเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตหรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ได้ นำมาตรวจสอบว่าสามารถเข้ากับผู้ป่วยได้ หลังจากนั้นก็จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตใหม่ให้กับผู้ป่วย


การป้องกันโรคไต


การป้องกันโรคไต

  1. ผู้ที่มีความเสี่ยง คือผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคไต ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ที่ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไตควรเข้ารับการตรวจคัดกรองไตอย่างน้อยปีละครั้ง

  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดเพื่อช่วยไม่ให้ไตทำงานหนัก โดยการเปลี่ยนวิธีจากการทอดเป็นต้มหรือนึ่งแทน และลดปริมาณเกลือ น้ำตาลในอาหารลง

  3. งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้ไตทำงานน้อยลง  

  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

  5. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว

  6. หลีกเลี่ยงการทานยาบางกลุ่ม เช่น สเตียรอยด์ ยาแก้อักเสบ ยาชุด ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทานทุกครั้ง



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไต (Kidney Diseases)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • เรามักคิดว่าไตมีหน้าที่แค่กรองของเสีย แต่จริงๆ แล้วไตเป็นอวัยวะหลักที่รับบทบาทสำคัญมาก หากไตของเราทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลให้ระบบอื่นๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติไปด้วย

  • โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะไตวายเป็นอันดับต้นๆ โดยพบว่า 30% ของผู้ป่วยเบาหวานจะมีความผิดปกติที่ไตด้วย

  • โรคและอาการผิดปกติของไตมีมากกว่า 10 ชนิด และไตที่เสียหายไปแล้วไม่อาจฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมได้ หากมีอาการรุนแรงถึงจุดที่ไตเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย ก็อาจจะทำให้ผู้ป่วยต้องฟอกไตเป็นประจำเพื่อทดแทนการทำหน้าที่ของไต หรือเข้ารับการปลูกถ่ายไตแทนไตเดิม



Table of Contents
โรคไตคืออะไร?
รู้ไหมว่าไตสำคัญ และไม่ได้มีหน้าที่แค่กรองของเสีย
โรคไตมีอะไรบ้าง?
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไต
อาการของโรคไต 
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคไต
การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของโรคไต
การรักษาในผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานเองได้แล้ว
การป้องกันโรคไต


โรคไตคืออะไร?


โรคไต หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Kidney Diseases คือกลุ่มโรคและอาการที่เกิดจากภาวะไตเสื่อมหรือทำงานได้น้อยลง ส่งผลให้มีความผิดปกติในการกำจัดสารพิษหรือของเสียต่างๆ ออกจากร่างกาย รวมถึงการหลั่งฮอร์โมนหรือการควบคุมน้ำและแร่ธาตุเพื่อรักษาสมดุล


การเสื่อมของไตอาจเกิดจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไปจนถึงโรคเรื้อรัง (Chronic Diseases) อื่นๆ ในขณะที่การเป็นโรคไตก็นำไปสู่การเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคกระดูกพรุน เส้นประสาทเสียหาย และภาวะทุพโภชนาการ (Malnutrition)


หากอาการของโรคไตรุนแรงขึ้น ก็อาจจะทำให้ไตเสื่อมจนเกิดภาวะไตวาย และต้องมีการฟอกไตแทนการทำหน้าที่ของไต ซึ่งการฟอกไต (Dialysis) ก็คือกระบวนการกรองและกำจัดของเสียที่อยู่ในเลือดออกไปโดยใช้เครื่องฟอกไต มักจะใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย และแม้ว่าการฟอกไตจะไม่ช่วยรักษาโรคไต แต่ก็ช่วยยืดอายุของผู้ป่วยและรักษาระบบอื่นๆ ของร่างกายเอาไว้ได้


รู้ไหมว่าไตสำคัญ และไม่ได้มีหน้าที่แค่กรองของเสีย


ไต

ก่อนจะรู้จักโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของไต มาทำความเข้าใจกันก่อนว่าไตสำคัญกับร่างกายของมนุษย์ขนาดไหน


  • ไตเป็นอวัยวะขนาดเท่ากำปั้น รูปทรงคล้ายเมล็ดถั่วเหลือง มี 2 ข้างอยู่บริเวณกระดูกสันหลังระดับเอวข้างละ 1 อัน

  • ไตทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองของเสียในร่างกายมนุษย์ โดยจะดึงสารที่จำเป็นต่อร่างกายกลับเข้าสู่กระแสเลือด และขับของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการหรือมีมากเกินความจำเป็นออกไปกับปัสสาวะ

  • ไตรับหน้าที่รักษาระดับ pH, เกลือแร่, และโพแทสเซียมในร่างกายของเรา

  • ไตผลิตฮอร์โมนชื่อ Aldosterone ที่ทำหน้าที่รักษาระดับความดันโลหิต และฮอร์โมน Erythropoietin ที่กระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง

  • ไตทำหน้าที่เปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ออกฤทธิ์ได้ (Active Form) ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤติ ไตถือเป็นอวัยวะหลักที่แพทย์จะพยายามรักษาเอาไว้ให้ได้ เพราะหากไตของเราเสื่อมลง ก็จะส่งผลให้อวัยวะอื่นๆ ทำงานผิดปกติไปตามๆ กัน เพราะฉะนั้น การที่เราจะมีสุขภาพดีได้ก็ต้องรักษาไตให้มีสุขภาพดีด้วย


โรคไตมีอะไรบ้าง?


โรคไตมีอะไรบ้าง

โรคและอาการผิดปกติของไตนั้นมีมากกว่า 10 ชนิด แต่โรคที่พบได้บ่อยๆ ได้แก่


  • โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)
    โรคไตเรื้อรังเป็นโรคไตที่พบได้บ่อยที่สุด การเป็นโรคนี้บ่งบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่ไตถูกทำลายและไม่สามารถกรองเลือดได้ตามปกติ โรคไตเรื้อรังมักเป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน เนื่องจากเป็นโรคที่สร้างภาระให้กับไตอย่างมากจนไตเสื่อม

  • โรคนิ่วในไต (Kidney Stones)
    เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบได้บ่อยๆ เกิดจากปริมาณของเกลือและแร่ธาตุต่างๆ มีมากเกินกว่าที่ร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะได้ จึงตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว และมักไปอุดตันตามที่ต่างๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ การมีนิ่วในไตอาจทำให้ไตบาดเจ็บและทำงานผิดปกติจนนำไปสู่ภาวะไตวายได้

  • โรคเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบ (Glomerulonephritis)
    เกิดจากกลุ่มเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบและส่งผลให้ไตทำงานผิดปกติจนมีเซลล์เม็ดเลือดแดง โปรตีน และของเสียอื่นๆ ปนออกไปกับปัสสาวะ โรคเส้นเลือดฝอยที่ไตอักเสบอาจเกิดขึ้นเองจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด หรือจากโรคหลอดเลือดอักเสบ แต่ในบางครั้งก็พบว่าเป็นอาการแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง รวมถึงพบในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune Diseases) เช่น โรคพุ่มพวง (SLE) ได้เช่นกัน

  • โรคถุงน้ำในไตจากสาเหตุพันธุกรรม (Polycystic Kidney Disease)
    เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้มีถุงน้ำจำนวนมากในไตทั้ง 2 ข้างและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ไตค่อยๆ เสื่อมลง และนำไปสู่ภาวะไตวายและเสียชีวิต มักพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก แต่หากพบในเด็กหรือทารกอาจมีอาการรุนแรงมากจนทำให้ไตวายตั้งแต่เด็กได้

  • โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infections)
    เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะ โรคที่พบบ่อยๆ ได้แก่ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังไตได้ และโรคกรวยไตอักเสบที่เกิดการอักเสบขึ้นบนส่วนต่อระหว่างไตกับท่อไต เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้ไตเสื่อมจนนำไปสู่ภาวะไตวายได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคไต


  • เป็นโรคเบาหวาน – ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีความเสี่ยงโรคไตมากกว่าคนอื่นๆ และจัดเป็นสาเหตุหลักของภาวะไตวายเรื้อรังในประเทศไทย โดย 30% ของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะพบว่ามีความผิดปกติของไตด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องอาจจะทำให้ไตเสื่อมลงอย่างถาวร

  • เป็นโรคความดันโลหิตสูง – โรคความดันโลหิตสูงอาจทำให้เส้นเลือดที่ไตเสื่อม ทำให้โปรตีนจากเลือดรั่วเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งในที่สุดจะทำให้ไตเสื่อมลงและขับของเสียได้น้อยลง และของเสียที่ค้างอยู่ในเลือดก็จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้นและยิ่งทำลายไตมากขึ้น

  • มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคไต – โรคไตบางชนิดเป็นเพราะกรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคความผิดปกติของไต ก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไตเช่นกัน

  • อายุมากขึ้น – ยิ่งอายุมากขึ้น การทำงานของไตก็จะค่อยๆ ลดลง เนื่องจากไตค่อยๆ เสื่อมลงไปตามอายุการใช้งาน

  • พฤติกรรมการบริโภค เช่น การทานอาหารรสเค็มจัด หวานจัด หรือเผ็ดจัด การดื่มน้ำน้อยเกินไป รวมถึงการรับประทานยาบางชนิดอย่างต่อเนื่อง

อาการของโรคไต 


โรคไต อาการ

  1. มักเริ่มจากมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดูอิดโรย

  2. มักมีอาการปวดบวมซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มจากใบหน้า หรือหนังตา และจะไปบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง เนื่องจากไม่สามารถขับน้ำและเกลือออกจากร่างกายได้

  3. มีอาการปวดหลังหรือปวดสะบั้นเอวบริเวณชายโครงด้านหลังซึ่งอาจจะร้าวไปถึงท้องน้อย อวัยวะเพศ หรือปวดร้าวกระดูกและข้อ เนื่องจากมีความผิดปกติที่ท่อไตและกรวยไต

  4. มีอาการปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อยขึ้นในช่วงกลางคืน หรือบางคนอาจจะปัสสาวะได้น้อยลงหรือไม่ออกเลย

  5. มีอาการผิวซีดและมีอาการคันเรื้อรัง มีจ้ำเลือดเกิดขึ้นง่าย ผิวแตก เป็นแผลหายช้า เนื่องจากความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด

  6. คลำพบก้อนเนื้อบริเวณไตซึ่งอาจจะพบด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายที่บริเวณขอบล่างของซี่โครง

  7. ความดันโลหิตสูง (อาจจะตรวจพบเมื่อไปโรงพยาบาลหรือตรวจสุขภาพประจำปี)

อย่างไรก็ตาม หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นโรคไตตามอาการข้างต้นก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะหลายๆ อาการเป็นหนึ่งในอาการของโรคอื่นๆ ด้วย


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ในระยะแรกๆ ผู้ป่วยที่ไม่เคยมีประวัติเจ็บป่วยด้วยโรคความผิดปกติของไตมาก่อน อาจจะยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคไตหรือไม่ เพราะไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน แต่หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคไต หรือมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่อาจทำให้เกิดโรคได้ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อจะได้พบความผิดปกติของไตเร็วขึ้น


แต่หากผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ อยู่ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง หรือโรคเกาต์ แพทย์ประจำตัวผู้ป่วยมักจะให้ตรวจหาภาวะแทรกซ้อนทางไตร่วมด้วยอยู่แล้ว แต่หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที


consult doctor

การวินิจฉัยโรคไต


แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าเราอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคไตสูงหรือไม่ด้วยการตรวจสอบว่าไตของเรายังทำงานได้ปกติอยู่หรือเปล่า ซึ่งการทดสอบที่มักใช้บ่อยๆ มีดังนี้


Glomerular Filtration Rate

  • Glomerular Filtration Rate (GFR)
    Glomerular Filtration Rate คือการทดสอบเพื่อหาอัตราการคัดกรองของไต หากอัตราการกรองของไตมีค่าสูง แสดงว่าไตสามารถทำงานได้ดี โดยค่าปกติจะอยู่ที่ 90 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตรขึ้นไป โดยในผู้ที่อายุตั้งแต่ 18 – 30 ปีและมีสุขภาพแข็งแรงดีจะมีอัตราการกรองของไตอยู่ที่ประมาณ 120 –130 มิลลิลิตร/นาที/1.73 ตารางเมตรขึ้นไป

  • การอัลตร้าซาวนด์ (Ultrasound) หรือการทำ CT Scan (Computed Tomography Scan)
    การอัลตร้าซาวนด์และการทำ CT Scan จะช่วยให้เห็นความผิดปกติของไตได้ ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินขนาดของไต ดูความแน่นของเนื้อไต รวมถึงตรวจหาเนื้องอกหรือก้อนนิ่วในไตได้

  • การตรวจชิ้นเนื้อไต (Kidney Biopsy)
    โดยแพทย์จะใช้เข็มชนิดพิเศษเจาะผ่านผิวหนังไปที่ไตเพื่อนำเนื้อเยื่อชิ้นเล็กๆ ไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ทำให้สามารถระบุความรุนแรงของโรค และความเสื่อมของไตได้

  • การตรวจปัสสาวะ (Urine Test)
    การตรวจปัสสาวะจะช่วยให้ทราบปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ บ่งบอกถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคไต รวมถึงโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง

  • การตรวจ Creatinine ในเลือด (Blood Creatinine Test)
    ครีเอทินิน (Creatinine) เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อและมักจะถูกไตขับออกผ่านทางปัสสาวะ การเพิ่มขึ้นของ Creatinine ในเลือดบ่งบอกถึงการทำงานของไตที่ลดลง โดยค่า Creatinine ตามปกติจะอยู่ที่ 0.7- 1.3 mg/dL ในผู้ชาย และ 0.6- 1.1 mg/dL ในผู้หญิง

การรักษาเพื่อชะลอการเสื่อมของโรคไต


ในการรักษาโรคไต แพทย์จะให้ผู้ป่วยรักษาระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้แพทย์อาจจะพิจารณาให้ยาตามอาการของโรคไตแต่ละประเภท รวมถึงให้ผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตด้วย


1. การรักษาด้วยยา


ยาที่ใช้ในการรักษาโรคไตมีด้วยกันหลายตัว ทั้งช่วยชะลอการเสื่อมของไต และรักษาอาการต่างๆ ที่เกิดจากโรคไต เช่น


  • ยาลดความดันโลหิต เช่น ACE inhibitors (เอซีอี อินฮิบิเตอร์)
  • ยาลดไขมันในเลือด เช่น Statins หรือ HMG-CoA reductase inhibitors
  • ยารักษาภาวะโลหิตจาง เช่น Erythropoietin (ฮีริโทรโพอิติน)
  • ยาขับปัสสาวะ เช่น Furosemide (ฟูโรซีไมด์) เมื่อขับปัสสาวะออกไปก็จะลดอาการบวมได้

buy drug online on raksa app

2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม


นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้


  • ควบคุมความดันโลหิต โดยแพทย์สั่งยาเพื่อควบคุมความดันโลหิตร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกิน

  • ควบคุมระดับน้ำตาล ควรอยู่ในเกณฑ์ค่าน้ำตาลสะสม HbA1C (ค่าการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือดตลอดระยะเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา) ควรต่ำกว่า 7 %

  • ควบคุมอาหาร โดยให้ลดอาหารประเภทโปรตีน ลดอาหารเค็มจัด หวานจัด และเผ็ดจัด ซึ่งอาจจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนการรับประทานอาหารให้ถูกต้องในปริมาณที่เหมาะสม

  • ออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้สุขภาพดีแต่ทั้งนี้รูปแบบการออกกำลังการต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น

  • งดสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ถือเป็นตัวเร่งสำคัญทำให้โรคหัวใจและโรคไตแย่ลง

  • พบแพทย์เป็นประจำ ควรไปพบแพทย์ตรงตามนัดทุกครั้งเพื่อได้รับการตรวจและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมไปถึงการปรับตัวยา หรือได้รับวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับอาการอยู่สม่ำเสมอ

การรักษาในผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานเองได้แล้ว


ในผู้ป่วยที่ไตไม่สามารถทำงานเองได้ แพทย์จะใช้วิธีรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) โดยแบ่งเป็น


การฟอกเลือด

1. การฟอกเลือด (Dialysis)


  • การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis) – เป็นการรักษาเพื่อที่จะนำของเสียทั้งโปรตีน สารน้ำ เกลือแร่ต่างๆ ออกจากเลือด โดยการนำเลือดออกทางหลอดเลือดเทียมไปผ่านตัวกรองแล้วนำเลือดที่มีของเสียน้อยลงเข้าไปสู่ร่างกายอีกครั้ง เป็นการรักษาเพื่อทำหน้าที่กรองของเสียแทนไตที่ไม่สามารถทำงานได้แล้ว

  • การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis) – เป็นการรักษาโดยให้ผู้ป่วยผ่าตัดใส่สายยางสำหรับใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปในช่องท้อง เมื่อใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปแล้ว เยื่อบุช่องท้องก็จะส่งของเสียมาที่น้ำยาล้างไต จากนั้นก็จะปล่อยน้ำยาล้างไตที่มีของเสียทิ้ง แล้วเปลี่ยนถุงใหม่

2. การปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไต (Kidney Transplantation)


ถือเป็นวิธีการรักษาโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้ผลดีในปัจจุบัน และผู้ป่วยไม่ต้องฟอกเลือดผ่านช่องท้อง โดยวิธีการนี้จะนำไตของผู้บริจาคอาจจะเป็นผู้ที่ยังมีชีวิตหรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ได้ นำมาตรวจสอบว่าสามารถเข้ากับผู้ป่วยได้ หลังจากนั้นก็จะทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตใหม่ให้กับผู้ป่วย


การป้องกันโรคไต


การป้องกันโรคไต

  1. ผู้ที่มีความเสี่ยง คือผู้ที่มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคไต ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้ที่ได้รับสารพิษหรือยาที่ทำลายไตควรเข้ารับการตรวจคัดกรองไตอย่างน้อยปีละครั้ง

  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง อาหารรสจัดเพื่อช่วยไม่ให้ไตทำงานหนัก โดยการเปลี่ยนวิธีจากการทอดเป็นต้มหรือนึ่งแทน และลดปริมาณเกลือ น้ำตาลในอาหารลง

  3. งดสูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อให้ไตทำงานน้อยลง  

  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

  5. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 – 8 แก้ว

  6. หลีกเลี่ยงการทานยาบางกลุ่ม เช่น สเตียรอยด์ ยาแก้อักเสบ ยาชุด ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทานทุกครั้ง



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล