MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

คีลอยด์ (Keloid)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • คีลอยด์ คือรอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่มักไม่สร้างความเจ็บปวดหรือปัญหาสุขภาพ แต่สร้างความไม่มั่นใจให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะคีลอยด์ที่เกิดขึ้นนอกร่มผ้าและมีขนาดใหญ่

  • คีลอยด์เป็นแผลเป็นนูนแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่าแผลต้นเหตุ และสามารถขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ผิวบริเวณที่เป็นคีลอยด์จะมีความมันเงา เป็นสีชมพูอมแดง หรือเป็นสีผิวหนังที่เข้มกว่าปกติ โดยทั่วไปจะไม่ทำให้เจ็บหรือปวด แต่ในบางกรณีแผลเป็นคีลอยด์ก็ทำให้เจ็บ แสบร้อน หรือคันบริเวณแผลได้

  • ถึงแม้คีลอยด์จะไม่อาจรักษาให้หายอย่างถาวรได้ แต่เทคนิคการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ในปัจจุบันก็ช่วยให้คีลอยด์เล็กลงได้ เช่น การใช้ซิลิโคน การฉีดสเตียรอยด์ การผ่าตัด รวมถึงการเลเซอร์ หรือการจี้เย็น




คีลอยด์คืออะไร?


คีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าแผลที่เป็นต้นเหตุ โดยมีลักษณะเป็นเนื้อนูนแข็งสีชมพู สีแดง หรืออาจจะมีสีเนื้อเข้มกว่าผิวหนัง อันเกิดจากกระบวนการสมานแผลของผิวหนังที่ผิดปกติ โดยแผลที่ทำให้เกิดคีลอยด์มักจะเป็นแผลที่ลึกถึงชั้นหนังแท้


บริเวณที่พบคีลอยด์ได้บ่อยคือ หน้าอก หัวไหล่ ใบหน้า ติ่งหูที่ผ่านการเจาะหู หรือตามข้อศอกและหัวเข่า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของผิวหนังบนร่างกายที่มีแผลลึกและใหญ่เช่นกัน


ปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถรักษาคีลอยด์ให้หายถาวรได้ มีแต่วิธีที่ทำให้คีลอยด์มีขนาดเล็กลงและกลมกลืนกับผิวหนังให้มากที่สุด หลังจากรักษาแล้วก็มีโอกาสกลับมาเป็นได้ใหม่อีกด้วย และในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสเป็นคีลอยด์ได้มากกว่าวัยสูงอายุ


คีลอยด์

สาเหตุของการเกิดคีลอยด์


แผลเป็นคีลอยด์มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อบนชั้นผิวหนังที่ผลิตคอลลาเจนขึ้นมาสมานบาดแผลมากเกินไป ทำให้เกิดก้อนเนื้อนูน หากก้อนนูนมีขนาดเท่ากับรอยแผลจะเรียกว่า Hypertrophic Scar แต่ถ้าก้อนนูนขยายใหญ่กว่าบาดแผลจึงจะเรียกว่า Keloid


แผลคีลอยด์มักจะเกิดขึ้นจากบาดแผลที่ลึกและใหญ่ เช่น แผลผ่าตัด แผลที่เกิดจากของมีคมบาด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลจากอุบัติเหตุ แผลจากการเป็นอีสุกอีใส แผลจากสิว แผลจากการรับวัคซีน รวมถึงแผลจากการเจาะหูและการสัก


ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดแผลคีลอยด์ได้เท่าๆ กัน แต่ผู้ที่มีผิวสีเข้มมีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าผู้ที่มีผิวสว่าง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่สามารถเกิดแผลคีลอยด์ได้ง่ายขึ้นคือ คนเอเชีย คนละติน ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นแผลคีลอยด์


คีลอยด์ เกิดจาก

ลักษณะของแผลคีลอยด์


แผลคีลอยด์มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อแข็งนูน มีความเงา และไม่มีขน เกิดขึ้นหลังจากที่แผลหายแล้วประมาณ 3 เดือนขึ้นไป สีของคีลอยด์อาจจะมีสีเนื้อเข้ม สีแดง สีชมพู หรือสีเดียวกันกับผิวหนังก็ได้ และจะขยายใหญ่กว่าขนาดแผลเดิม


เมื่อเกิดคีลอยด์ส่วนใหญ่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่สำหรับบางคนอาจมีอาการเจ็บ แสบร้อน หรือคันบริเวณแผลได้ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวโดยเฉพาะเมื่อเสื้อผ้าไปสัมผัสโดน รวมถึงส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ที่มีคีลอยด์ ในกรณีที่แผลเป็นมีขนาดใหญ่และอยู่นอกบริเวณร่มผ้า


consult doctor

การรักษารอยแผลคีลอยด์


การรักษารอยแผลคีลอยด์ในปัจจุบัน มีหลากหลายวิธีที่จะช่วยลดขนาดแผลเป็นคีลอยด์ให้เล็กลงได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะใช้วิธีรักษาคีลอยด์อย่างน้อย 2 วิธีร่วมกัน อย่างไรก็ตามการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะแผลคีลอยด์ด้วย แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามความเหมาะสม โดยมีรายละเอียด ดังนี้


  • รักษาคีลอยด์ด้วยการนวด: วิธีการแรกเริ่มในการรักษาคีลอยด์ที่สามารถรักษาได้จากที่บ้าน โดยการนวดด้วยนิ้วโป้งเบา ๆ รอบ ๆ คีลอยด์ พร้อมกับทาผลิตภัณฑ์รักษาแผลเป็นคีลอยด์ไปด้วยพร้อมกัน จนกว่าจะจางลง

  • รักษาคีลอยด์ด้วยซิลิโคน: ด้วยคุณสมบัติที่อ่อนนุ่มของซิลิโคน ทำให้คีลอยด์ยุบตัวง่ายขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดการสร้างคอลลาเจนรอบแผลให้น้อยลง และยังลดอาการคันและระคายเคืองได้ มักใช้หลังจากแผลหายดีแล้วประมาณ 7 วันใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 เดือนขึ้นไป ปัจจุบันใช้ซิลิโคนรักษาคีลอยด์ 2 รูปแบบ คือ แผ่นซิลิโคน และเจลซิลิโคน

  • รักษาคีลอยด์ด้วยวิธีฉีดยาสเตียรอยด์: โดยในทางการแพทย์ สเตียรอยด์คือ คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบสารสเตียรอยด์ที่ร่างกายผลิตขึ้น วิธีนี้แพทย์จะใช้ไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคอร์ติโคสเตียลอยด์ ฉีดเข้าไปตรงบริเวณแผลคีลอยด์ทุกๆ 4-6 สัปดาห์ จะช่วยให้คีลอยด์นุ่มและเล็กลงได้

  • รักษาคีลอยด์ด้วยการผ่าตัด: ตัวเลือกสุดท้ายของการรักษาคีลอยด์ โดยการผ่าตัดคีลอยด์สามารถผ่าออกแค่บางส่วนเพื่อลดขนาดหรือผ่าตัดออกทั้งชิ้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ และจะต้องใช้วิธีอื่นข้างต้นรักษาร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นแผลคีลอยด์ซ้ำเดิมอีก ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาสเตียรอยด์ หรือการแปะแผ่นซิลิโคน

นอกจากวิธีการรักษาตามข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมให้คีลอยด์มีสภาพผิวและสีกลมกลืนกับผิวหนังมากขึ้น เช่น การเลเซอร์ การจี้เย็น รวมถึงการฉายรังสี


รักษาคีลอยด์

ยารักษาคีลอยด์


ยารักษาที่นิยมใช้กันทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นยาทาภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้คีลอยด์อ่อนนุ่ม และช่วยลดความนูนของคีลอยด์ลง ยาทารักษาคีลอยด์มีรายละเอียดดังนี้


  • Hydrogel Cream: มีส่วนประกอบของซิลิโคน ช่วยให้คีลอยด์อ่อนนุ่มและแบนราบได้

  • Onion Extract Gel: เป็นเจลสกัดจากหัวหอม มีสรรพคุณช่วยช่วยลดความนูนของคีลอยด์ และทำให้คีลอยด์อ่อนนุ่ม

  • Imiquimod 5% Cream: ใช้รักษาบาดแผลหลังการผ่าตัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานบาดแผลและป้องกันไม่ให้เกิดคีลอยด์ซ้ำอีก อย่างยี่ห้อ Aldara® ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาหูดหงอนไก่

  • ยารักษาคีลอยด์ชนิดอื่นๆ: เช่น 5-Fluorouracil (5-FU), TGF-beta 3, กรดเรติโนอิก (Retinoic Acid)

buy drug online on raksa app

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีรอยแผลคีลอยด์


Do


  • หมั่นทายา หรือใช้ซิลิโคน เพื่อรักษาคีลอยด์ให้จางลงอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอยู่เสมอ
  • ดูแลสุขภาพโดยรวมของตัวเองทั้งการรับประทานอาหาร การพักผ่อน สภาพจิตใจ

Don’t


  • ไม่ควรเจาะหูหรือสักในระหว่างที่กำลังมีแผลคีลอยด์
  • งดการบีบสิว หรือกดสิว
  • หลีกเลี่ยงการทำศัลยกรรมความงามต่างๆ
  • ห้ามแคะ แกะ เกาะ จิก กด ถู หรือลูบตรงบริเวณแผลคีลอยด์ เพราะจะทำให้คีลอยด์ขยายตัวได้
  • หลีกเลี่ยงสารต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น เหงื่อ น้ำหอม น้ำมัน สเปรย์ฉีดผม ฯลฯ
  • งดสูบบุหรี่ในช่วงที่กำลังรักษาคีลอยด์

แผ่นแปะคีลอยด์

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลคีลอยด์


นอกจากการป้องกันไม่เกิดการบาดเจ็บของผิวหนัง ทั้งงดสัก งดทำศัลยกรรม งดบีบสิว งดแกะเกาผิวหนังแล้ว แต่หลายครั้งก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการดูแลแผลเมื่อเกิดบาดแผล เป็นวิธีป้องกันการเกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ดีที่สุด สามารถทำได้ดังนี้


  • ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำเกลือ
  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ
  • พยายามทำให้แผลแห้ง ไม่เปียกน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก
  • ห้ามแกะ แคะ เกาแผล
  • สำหรับแผลตุ่มน้ำ ห้ามเจาะตุ่มน้ำควรปล่อยให้แผลหายเอง
  • หลังจากแผลหายดีแล้ว ให้เริ่มใช้เจลซิลิโคนทาแผลหรือครีมที่มีสารสกัดหัวหอม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลคีลอยด์


1. คีลอยด์จากสิวเกิดขึ้นได้ยังไง? รักษาหายไหม?


รอยแผลจากสิวก็สามารถสร้างคีลอยด์ได้เช่นกัน โดยกระบวนการเกิดคีลอยด์จากสิวเหมือนกับแผลคีลอยด์ในจุดอื่นๆ ของร่างกาย โดยเมื่อแผลที่เกิดจากสิวเข้าสู่การฟื้นฟูตัวเอง จะมีการผลิตคอลลาเจนและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อสมานแผล แต่หากผิวบริเวณนั้นสร้างเนื้อเยื่อมากเกินไปก็จะทำให้เกิดเป็นคีลอยด์ได้ สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ซิลิโคน ใช้ยาทา การฉีดยาสเตียรอยด์ และวิธีอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์


2. คีลอยด์จากการเจาะหูรักษาหายไหม?


ถ้ารีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผิวหนังตั้งแต่เริ่มเกิดคีลอยด์ พร้อมกับการดูแลแผลคีลอยด์เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ มีโอกาสที่คีลอยด์จากการเจาะหูจะมีขนาดเล็กลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคีลอยด์เป็นลักษณะของแผลเป็นที่มีโอกาสเกิดซ้ำได้สูง


3. ผ่าคีลอยด์ใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ไหม?


ไม่ได้ เนื่องจากการรักษาคีลอยด์ถือว่าเป็นการรักษาเพื่อความสวยงาม จึงไม่เข้าข่ายการใช้สิทธิประกันสังคมเพื่อการรักษาโรค


4. แผ่นแปะคีลอยด์ทำให้คีลอยด์ยุบจริงไหม?


แผ่นแปะคีลอยด์ที่เป็นแผ่นซิลิโคน จะช่วยให้คีลอยด์อ่อนตัวลงและยุบตัวลงได้ แต่จะต้องใช้อย่างน้อย 2-3 เดือนขึ้นไป และแปะไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อวัน


5. ต้องฉีดคีลอยด์กี่ครั้งถึงจะหาย?


การฉีดคีลอยด์ คือการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) เข้าไปในผิวหนังแท้ตรงบริเวณที่เกิดคีลอยด์ จะต้องอาศัยการฉีดสารเข้าไปซ้ำๆ ทุก 4-6 เดือน ก็จะทำให้แผลคีลอยด์แบนราบลง จำนวนครั้งหรือระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย

พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

คีลอยด์ (Keloid)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • คีลอยด์ คือรอยแผลเป็นชนิดหนึ่งที่มักไม่สร้างความเจ็บปวดหรือปัญหาสุขภาพ แต่สร้างความไม่มั่นใจให้กับใครหลายคน โดยเฉพาะคีลอยด์ที่เกิดขึ้นนอกร่มผ้าและมีขนาดใหญ่

  • คีลอยด์เป็นแผลเป็นนูนแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่าแผลต้นเหตุ และสามารถขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ผิวบริเวณที่เป็นคีลอยด์จะมีความมันเงา เป็นสีชมพูอมแดง หรือเป็นสีผิวหนังที่เข้มกว่าปกติ โดยทั่วไปจะไม่ทำให้เจ็บหรือปวด แต่ในบางกรณีแผลเป็นคีลอยด์ก็ทำให้เจ็บ แสบร้อน หรือคันบริเวณแผลได้

  • ถึงแม้คีลอยด์จะไม่อาจรักษาให้หายอย่างถาวรได้ แต่เทคนิคการรักษาด้วยวิธีต่างๆ ในปัจจุบันก็ช่วยให้คีลอยด์เล็กลงได้ เช่น การใช้ซิลิโคน การฉีดสเตียรอยด์ การผ่าตัด รวมถึงการเลเซอร์ หรือการจี้เย็น




คีลอยด์คืออะไร?


คีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าแผลที่เป็นต้นเหตุ โดยมีลักษณะเป็นเนื้อนูนแข็งสีชมพู สีแดง หรืออาจจะมีสีเนื้อเข้มกว่าผิวหนัง อันเกิดจากกระบวนการสมานแผลของผิวหนังที่ผิดปกติ โดยแผลที่ทำให้เกิดคีลอยด์มักจะเป็นแผลที่ลึกถึงชั้นหนังแท้


บริเวณที่พบคีลอยด์ได้บ่อยคือ หน้าอก หัวไหล่ ใบหน้า ติ่งหูที่ผ่านการเจาะหู หรือตามข้อศอกและหัวเข่า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของผิวหนังบนร่างกายที่มีแผลลึกและใหญ่เช่นกัน


ปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถรักษาคีลอยด์ให้หายถาวรได้ มีแต่วิธีที่ทำให้คีลอยด์มีขนาดเล็กลงและกลมกลืนกับผิวหนังให้มากที่สุด หลังจากรักษาแล้วก็มีโอกาสกลับมาเป็นได้ใหม่อีกด้วย และในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสเป็นคีลอยด์ได้มากกว่าวัยสูงอายุ


คีลอยด์

สาเหตุของการเกิดคีลอยด์


แผลเป็นคีลอยด์มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อบนชั้นผิวหนังที่ผลิตคอลลาเจนขึ้นมาสมานบาดแผลมากเกินไป ทำให้เกิดก้อนเนื้อนูน หากก้อนนูนมีขนาดเท่ากับรอยแผลจะเรียกว่า Hypertrophic Scar แต่ถ้าก้อนนูนขยายใหญ่กว่าบาดแผลจึงจะเรียกว่า Keloid


แผลคีลอยด์มักจะเกิดขึ้นจากบาดแผลที่ลึกและใหญ่ เช่น แผลผ่าตัด แผลที่เกิดจากของมีคมบาด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลจากอุบัติเหตุ แผลจากการเป็นอีสุกอีใส แผลจากสิว แผลจากการรับวัคซีน รวมถึงแผลจากการเจาะหูและการสัก


ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดแผลคีลอยด์ได้เท่าๆ กัน แต่ผู้ที่มีผิวสีเข้มมีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าผู้ที่มีผิวสว่าง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่สามารถเกิดแผลคีลอยด์ได้ง่ายขึ้นคือ คนเอเชีย คนละติน ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นแผลคีลอยด์


คีลอยด์ เกิดจาก

ลักษณะของแผลคีลอยด์


แผลคีลอยด์มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อแข็งนูน มีความเงา และไม่มีขน เกิดขึ้นหลังจากที่แผลหายแล้วประมาณ 3 เดือนขึ้นไป สีของคีลอยด์อาจจะมีสีเนื้อเข้ม สีแดง สีชมพู หรือสีเดียวกันกับผิวหนังก็ได้ และจะขยายใหญ่กว่าขนาดแผลเดิม


เมื่อเกิดคีลอยด์ส่วนใหญ่ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บ แต่สำหรับบางคนอาจมีอาการเจ็บ แสบร้อน หรือคันบริเวณแผลได้ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวโดยเฉพาะเมื่อเสื้อผ้าไปสัมผัสโดน รวมถึงส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ที่มีคีลอยด์ ในกรณีที่แผลเป็นมีขนาดใหญ่และอยู่นอกบริเวณร่มผ้า


consult doctor

การรักษารอยแผลคีลอยด์


การรักษารอยแผลคีลอยด์ในปัจจุบัน มีหลากหลายวิธีที่จะช่วยลดขนาดแผลเป็นคีลอยด์ให้เล็กลงได้ ส่วนใหญ่แพทย์จะใช้วิธีรักษาคีลอยด์อย่างน้อย 2 วิธีร่วมกัน อย่างไรก็ตามการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะแผลคีลอยด์ด้วย แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาที่ดีที่สุดตามความเหมาะสม โดยมีรายละเอียด ดังนี้


  • รักษาคีลอยด์ด้วยการนวด: วิธีการแรกเริ่มในการรักษาคีลอยด์ที่สามารถรักษาได้จากที่บ้าน โดยการนวดด้วยนิ้วโป้งเบา ๆ รอบ ๆ คีลอยด์ พร้อมกับทาผลิตภัณฑ์รักษาแผลเป็นคีลอยด์ไปด้วยพร้อมกัน จนกว่าจะจางลง

  • รักษาคีลอยด์ด้วยซิลิโคน: ด้วยคุณสมบัติที่อ่อนนุ่มของซิลิโคน ทำให้คีลอยด์ยุบตัวง่ายขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดการสร้างคอลลาเจนรอบแผลให้น้อยลง และยังลดอาการคันและระคายเคืองได้ มักใช้หลังจากแผลหายดีแล้วประมาณ 7 วันใช้ต่อเนื่องประมาณ 3 เดือนขึ้นไป ปัจจุบันใช้ซิลิโคนรักษาคีลอยด์ 2 รูปแบบ คือ แผ่นซิลิโคน และเจลซิลิโคน

  • รักษาคีลอยด์ด้วยวิธีฉีดยาสเตียรอยด์: โดยในทางการแพทย์ สเตียรอยด์คือ คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์เลียนแบบสารสเตียรอยด์ที่ร่างกายผลิตขึ้น วิธีนี้แพทย์จะใช้ไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคอร์ติโคสเตียลอยด์ ฉีดเข้าไปตรงบริเวณแผลคีลอยด์ทุกๆ 4-6 สัปดาห์ จะช่วยให้คีลอยด์นุ่มและเล็กลงได้

  • รักษาคีลอยด์ด้วยการผ่าตัด: ตัวเลือกสุดท้ายของการรักษาคีลอยด์ โดยการผ่าตัดคีลอยด์สามารถผ่าออกแค่บางส่วนเพื่อลดขนาดหรือผ่าตัดออกทั้งชิ้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ และจะต้องใช้วิธีอื่นข้างต้นรักษาร่วมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นแผลคีลอยด์ซ้ำเดิมอีก ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาสเตียรอยด์ หรือการแปะแผ่นซิลิโคน

นอกจากวิธีการรักษาตามข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมให้คีลอยด์มีสภาพผิวและสีกลมกลืนกับผิวหนังมากขึ้น เช่น การเลเซอร์ การจี้เย็น รวมถึงการฉายรังสี


รักษาคีลอยด์

ยารักษาคีลอยด์


ยารักษาที่นิยมใช้กันทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นยาทาภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสรรพคุณช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้คีลอยด์อ่อนนุ่ม และช่วยลดความนูนของคีลอยด์ลง ยาทารักษาคีลอยด์มีรายละเอียดดังนี้


  • Hydrogel Cream: มีส่วนประกอบของซิลิโคน ช่วยให้คีลอยด์อ่อนนุ่มและแบนราบได้

  • Onion Extract Gel: เป็นเจลสกัดจากหัวหอม มีสรรพคุณช่วยช่วยลดความนูนของคีลอยด์ และทำให้คีลอยด์อ่อนนุ่ม

  • Imiquimod 5% Cream: ใช้รักษาบาดแผลหลังการผ่าตัด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานบาดแผลและป้องกันไม่ให้เกิดคีลอยด์ซ้ำอีก อย่างยี่ห้อ Aldara® ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาหูดหงอนไก่

  • ยารักษาคีลอยด์ชนิดอื่นๆ: เช่น 5-Fluorouracil (5-FU), TGF-beta 3, กรดเรติโนอิก (Retinoic Acid)

buy drug online on raksa app

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีรอยแผลคีลอยด์


Do


  • หมั่นทายา หรือใช้ซิลิโคน เพื่อรักษาคีลอยด์ให้จางลงอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอยู่เสมอ
  • ดูแลสุขภาพโดยรวมของตัวเองทั้งการรับประทานอาหาร การพักผ่อน สภาพจิตใจ

Don’t


  • ไม่ควรเจาะหูหรือสักในระหว่างที่กำลังมีแผลคีลอยด์
  • งดการบีบสิว หรือกดสิว
  • หลีกเลี่ยงการทำศัลยกรรมความงามต่างๆ
  • ห้ามแคะ แกะ เกาะ จิก กด ถู หรือลูบตรงบริเวณแผลคีลอยด์ เพราะจะทำให้คีลอยด์ขยายตัวได้
  • หลีกเลี่ยงสารต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น เหงื่อ น้ำหอม น้ำมัน สเปรย์ฉีดผม ฯลฯ
  • งดสูบบุหรี่ในช่วงที่กำลังรักษาคีลอยด์

แผ่นแปะคีลอยด์

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลคีลอยด์


นอกจากการป้องกันไม่เกิดการบาดเจ็บของผิวหนัง ทั้งงดสัก งดทำศัลยกรรม งดบีบสิว งดแกะเกาผิวหนังแล้ว แต่หลายครั้งก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการดูแลแผลเมื่อเกิดบาดแผล เป็นวิธีป้องกันการเกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ดีที่สุด สามารถทำได้ดังนี้


  • ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำเกลือ
  • ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ
  • พยายามทำให้แผลแห้ง ไม่เปียกน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก
  • ห้ามแกะ แคะ เกาแผล
  • สำหรับแผลตุ่มน้ำ ห้ามเจาะตุ่มน้ำควรปล่อยให้แผลหายเอง
  • หลังจากแผลหายดีแล้ว ให้เริ่มใช้เจลซิลิโคนทาแผลหรือครีมที่มีสารสกัดหัวหอม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลคีลอยด์


1. คีลอยด์จากสิวเกิดขึ้นได้ยังไง? รักษาหายไหม?


รอยแผลจากสิวก็สามารถสร้างคีลอยด์ได้เช่นกัน โดยกระบวนการเกิดคีลอยด์จากสิวเหมือนกับแผลคีลอยด์ในจุดอื่นๆ ของร่างกาย โดยเมื่อแผลที่เกิดจากสิวเข้าสู่การฟื้นฟูตัวเอง จะมีการผลิตคอลลาเจนและการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เพื่อสมานแผล แต่หากผิวบริเวณนั้นสร้างเนื้อเยื่อมากเกินไปก็จะทำให้เกิดเป็นคีลอยด์ได้ สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ซิลิโคน ใช้ยาทา การฉีดยาสเตียรอยด์ และวิธีอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์


2. คีลอยด์จากการเจาะหูรักษาหายไหม?


ถ้ารีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผิวหนังตั้งแต่เริ่มเกิดคีลอยด์ พร้อมกับการดูแลแผลคีลอยด์เป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ มีโอกาสที่คีลอยด์จากการเจาะหูจะมีขนาดเล็กลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคีลอยด์เป็นลักษณะของแผลเป็นที่มีโอกาสเกิดซ้ำได้สูง


3. ผ่าคีลอยด์ใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้ไหม?


ไม่ได้ เนื่องจากการรักษาคีลอยด์ถือว่าเป็นการรักษาเพื่อความสวยงาม จึงไม่เข้าข่ายการใช้สิทธิประกันสังคมเพื่อการรักษาโรค


4. แผ่นแปะคีลอยด์ทำให้คีลอยด์ยุบจริงไหม?


แผ่นแปะคีลอยด์ที่เป็นแผ่นซิลิโคน จะช่วยให้คีลอยด์อ่อนตัวลงและยุบตัวลงได้ แต่จะต้องใช้อย่างน้อย 2-3 เดือนขึ้นไป และแปะไว้อย่างน้อย 12 ชั่วโมงต่อวัน


5. ต้องฉีดคีลอยด์กี่ครั้งถึงจะหาย?


การฉีดคีลอยด์ คือการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) เข้าไปในผิวหนังแท้ตรงบริเวณที่เกิดคีลอยด์ จะต้องอาศัยการฉีดสารเข้าไปซ้ำๆ ทุก 4-6 เดือน ก็จะทำให้แผลคีลอยด์แบนราบลง จำนวนครั้งหรือระยะเวลาในการรักษาจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละคน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย

พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล