MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคอิไตอิไตเป็นโรคที่เกิดจากการได้รับสารแคดเมียมเป็นระยะเวลานาน และสารได้สะสมอยู่ในร่างกายทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งการรับสารแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย รับได้จากการสูดดมและการทานอาหารที่มีสารแคดเมียมปนเปื้อน

  • อาการของโรคอิไตอิไตมี 2 ระยะ คือระยะเฉียบพลันจะมีอาการ เช่น ปวดศีรษะ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อาเจียน ปวดท้อง ถ้ารุนแรงอาจเกิดภาวะปอดล้มเหลวเสียชีวิตได ส่วนระยะเรื้อรังจะเกิดพิษต่ออวัยวะต่างๆ ทั้งไต ปอด กระดูก ระบบสืบพันธุ์

  • การรักษาโรคอิไตอิไตเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด คนไข้ที่สูดไอระเหยแคดเมียมปริมาณสูงอาจต้องให้ออกซิเจนหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ คนที่รับประทานแคดเมียมต้องทำการล้างท้อง



Table of Contents
โรคอิไตอิไตคืออะไร?
สาเหตุของโรคอิไตอิไต
การพบโรคอิไตอิไตครั้งแรก
การปนเปื้อนสารแคดเมียมในไทย
อาการของโรคอิไตอิไต
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคอิไตอิไต
ยารักษาโรคอิไตอิไต
ทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอิไตอิไต
การป้องกันโรคอิไตอิไต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอิไตอิไต


โรคอิไตอิไตคืออะไร?


โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease) เป็นโรคที่เกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน จนผู้ป่วยต้องโรคโอดครวญ ซึ่งคำว่า อิไต เป็นคำกริยาภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “เจ็บ” จึงนำมาใช้แทนชื่อโรคจากเสียงร้องของผู้ป่วย


สาเหตุของโรคอิไตอิไต


สาเหตุของโรคอิไตอิไต

โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease) เป็นหนึ่งในโรคที่มาจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรม เนื่องจากผู้ป่วยได้รับสารแคดเมียมสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากจากการที่สารดังกล่าวปนเปื้อนในแหล่งน้ำบริโภค รวมถึงปนเปื้อนในพืชและสัตว์ โรคอิไตอิไตทำให้ร่างกายเจ็บปวดทรมานอย่างมากที่กระดูกสันหลังและข้อต่อต่างๆ มักพบในเพศหญิง อายุตั้งแต่ 35 ปี จนถึงวัยหมดประจำเดือน


การพบโรคอิไตอิไตครั้งแรก


พบครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ช่วงทศวรรษที่ 1890 ในจังหวัดโทะยะมะ (Toyama Prefecture) ตอนกลางของประเทศ ในช่วงนั้นมีการล้มตายของพืชพันธุ์ทางการเกษตรของชาวบ้านบริเวณลุ่มแม่น้ำจินซู (Jinzu) โดยไม่ทราบสาเหตุ


ต่อมาในปี ค.ศ.1912 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบแม่น้ำเริ่มเจ็บป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่เคยพบมาก่อน ชาวบ้านที่ป่วยต่างอาศัยน้ำจากแม่น้ำไว้อุปโภคบริโภคและใช้ในการเกษตรกรรม ไม่เพียงแต่พืชผักเท่านั้น ธุรกิจการประมงก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่รอบแม่น้ำจินซูเป็นวงกว้าง


ในช่วงเวลาดังกล่าว หนังสือพิมพ์ได้รายงานข่าวว่า น่าจะเป็นผลมาจากการปนเปื้อนของสารพิษในน้ำจากเหมืองคะมิโอกะ (Kamioka Mine) ที่อยู่บริเวณนั้น เหมืองแห่งนี้ถลุงแร่โลหะสังกะสี ซึ่งจะได้ แคดเมียม (Cadmium) เป็นของเสียจากกระบวนการผลิต และเหมืองได้ทิ้งโลหะหนักชนิดนี้ลงสู่แม่น้ำ ทำให้แคดเมียมสะสมอยู่ตามแหล่งน้ำ ในดิน พืชผัก รวมถึงสะสมในสัตว์น้ำด้วย


การปนเปื้อนสารแคดเมียมในไทย


การปนเปื้อนของแคดเมียม

เหตุการณ์การปนเปื้อนของแคดเมียมที่เป็นข่าวโด่งดังในประเทศไทยในอดีต เกิดขึ้นใน ปี พ.ศ. 2541 ที่ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งพบการปนเปื้อนของแคดเมียมในตะกอนดินเกินค่ามาตรฐาน คาดว่าสาเหตุมาจากการปล่อยของเสียจากโรงถลุงแร่สังกะสี และบางส่วนอาจเกิดการชะล้างพังทลายของแหล่งแร่ตามธรรมชาติ โดยจากการสุ่มตรวจแคดเมียมในเมล็ดข้าวพบปริมาณแคดเมียมเฉลี่ย 1.33 มก./กก. ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานการบริโภคที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 0.2 มก./กก.


หลังจากนั้นก็ได้มีการสุ่มตรวจข้าวตั้งแต่ปี พ.ศ.2541-2546 ก็ยังพบว่ามีการปนเปื้อนสารแคดเมียมกว่าร้อยละ 95 ของเมล็ดข้าวที่ถูกสุ่ม และประชาชนในละแวกนั้นยังมีสารแคดเมียมในเลือดและปัสสาวะสูงอีกด้วย ทำให้ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอิไตอิไตได้


อาการของโรคอิไตอิไต


แคดเมียมสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ


1. การหายใจเอาอากาศที่มีไอของแคดเมียมเข้าไป


เมื่ออากาศที่มีแคดเมียมเดินทางเข้าสู่ถุงลมปอด แคดเมียมบางส่วนจะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้ประมาณร้อยละ 10-30 ของปริมาณแคดเมียมทั้งหมด มักพบในกลุ่มคนทำงานเชื่อม หลอม หรือเคลือบด้วยสารแคดเมียม


2. การรับประทานแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายโดยการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม


แคดเมียมที่ปนเปื้อนบางส่วนจะถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร ประมาณร้อยละ 5-8 ของปริมาณแคดเมียมทั้งหมดที่ทานเข้าไป ซึ่งจะเห็นว่าการรับแคดเมียมจากการรับประทาน แม้ว่าจะดูดซึมได้ในปริมาณค่อนข้างต่ำ แต่การรับประทานระยะเวลานานก็สามารถสะสมในปริมาณมากได้


เมื่อแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย จะจับกับเม็ดเลือดแดงและโปรตีนในเลือด ไหลเวียนไปสะสมยังอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ ตับและไต โดยใช้ระยะเวลานาน 20-30 ปี ที่จะกำจัดออกครึ่งหนึ่งของปริมาณที่สะสมไว้ทั้งหมด อาการพิษจากแคดเมียม แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังต่อไปนี้


อาการโรคอิไตอิไต

1. ระยะพิษเฉียบพลัน


มักเกิดจากการรับแคดเมียมจากการหายใจ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอ มีน้ำมูก ถ้ารุนแรงอาจเกิดภาวะปอดล้มเหลว เสียชีวิตได้ กรณีได้รับทางการรับประทานจะมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย


2. ระยะพิษเรื้อรัง


  • พิษต่อไต – ไตเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหากได้รับแคดเมียมเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ไตเสื่อมจนเกิดโรคไต มีโปรตีนรั่ว หรือสูญเสียแร่ธาตุที่จำเป็นออกมาทางปัสสาวะ

  • พิษต่อกระดูก – อาการแสดงเริ่มแรก ได้แก่ ปวดตื้อบริเวณแผ่นหลังส่วนล่าง ไหล่ และเข่า ต่อมาจะปวดชาต้นแขน ต้นขา ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ บางรายอาจไม่สามารถเดินได้ กระดูกผุ โก่ง โค้งงอ และกระดูกหักในที่สุด ซึ่งเกิดจากแคดเมียมไปทำลายเนื้อเยื่อกระดูกโดยตรงและไปขัดขวางการสร้างวิตามินดีที่ไต ซึ่งวิตามินดีตามปกติจะมีหน้าที่ในการเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม เมื่อวิตามินดีน้อยลง แคลเซียมในร่างกายจึงน้อยลง กระดูกจึงเสื่อมง่ายกว่าคนปกติ

  • พิษต่อปอด – ทำให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มีการสร้างผังผืดในเนื้อปอด และมักพบการสะสมของแคดเมียมในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำสูงกว่าคนที่ไม่สูบ

  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ – แคดเมียมทำให้ผู้ชายผลิตสเปิร์มได้น้อยลงและสเปิร์มไม่แข็งแรง ส่วนในผู้หญิงการทำงานของรังไข่จะผิดปกติ ผลิตไข่ไม่ได้หรือลดลง อาจทำให้หญิงมีครรภ์แท้งได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับสารแคดเมียม ควรตรวจหาสารแคดเมียมที่สะสมในร่างกาย เพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงที หรือผู้ที่สุดดมไอระเหยหรือทานสารแคดเมียมเข้าไป จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อล้างท้อง และรักษาอย่างถูกต้อง


การรักษาโรคอิไตอิไต


การรักษาโรคอิไตอิไต

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคอิไตอิไตโดยเฉพาะ หลังจากได้รับการวินิจฉัยภาวะพิษจากแคดเมียมแล้ว การรักษาที่สำคัญ คือ การมุ่งเน้นป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด คนไข้ที่สูดไอระเหยแคดเมียมปริมาณสูงอาจต้องให้ออกซิเจนหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ คนที่รับประทานแคดเมียมต้องทำการล้างท้อง


ยารักษาโรคอิไตอิไต


ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับผลของการให้ยาจับโลหะหนัก (Chelation therapy) อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพิษเฉียบพลัน การให้ยาจับโลหะหนัก ชื่อ แคลเซียมอีดีทีเอ (Calcium EDTA) มีฤทธิ์ไปจับแคดเมียม เพิ่มการขับแคดเมียมออกทางปัสสาวะ ช่วยลดความรุนแรงของโรคอิไตอิไตได้


ทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอิไตอิไต


ทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอิไตอิไต

สังเกตได้ยากว่าตัวเองเป็นโรคอิไตอิไตหรือไม่ หากมีอาการเข้าข่ายและมีประวัติเสี่ยงต่อการสัมผัสแคดเมียมเป็นระยะเวลานาน ควรเข้ารับการวินิจฉัยอาการโดยแพทย์เฉพาะทางและตรวจวัดระดับแคดเมียมในเลือดหรือระดับแคดเมียมในปัสสาวะเพื่อยืนยันโรค


ผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสแคดเมียม เช่น ผู้ทำงานในอุตสาหกรรม กิจการผลิตอัลลอยด์ แบตเตอรี่ เซรามิก สีสเปรย์ ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช หลอดฟลูออเรสเซนต์ เม็ดสีในอุตสาหกรรม ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการให้ทนความร้อน หม้อน้ำรถยนต์


การป้องกันโรคอิไตอิไต


กลุ่มคนงานที่ทำงานสัมผัสกับแคดเมียม ทำได้โดยใส่หน้ากากป้องกันการหายใจเอาแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย ใส่ถุงมือขณะปฏิบัติงาน ล้างมือและทำความสะอาดร่างกายหลังการทำงานทุกครั้ง นอกจากนี้ควรตรวจร่างกายเพื่อวัดระดับแคดเมียมเป็นประจำ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอิไตอิไต


1. โรคอิไตอิไต เกิดจากสารพิษใด?


เกิดจากการได้รับสารแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย ทั้งการสูดดมไอระเหย หรือการทานอาหารที่มีสารแคดเมียมปนเปื้อน


2. โรคอิไตอิไตสามารถเกิดจาก PM 2.5 ได้หรือไม่?


ได้ เพราะโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 ที่วัดได้จากชั้นบรรยากาศทั่วกรุงเทพมหานคร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) พบว่ามีโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 จำนวน 3 ชนิด ที่เกินค่ามาตรฐานสากล คือ สารหนู ซีลีเนียม และแคดเมียม


โดยสาเหตุที่ทำให้ธาตุกลุ่มนี้ปนเปื้อนในอากาศ ไม่ได้เกิดจากควันที่ออกมาจากท่อไอเสียรถเท่านั้น อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ผ้าเบรค โดยในกระบวนการเบรคของรถยนต์ในแต่ละครั้งจะทำให้ผ้าเบรคถูกเสียดสีไปด้วย ซึ่งผ้าเบรคก็ประกอบไปด้วยธาตุโลหะหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือธาตุแคดเมียม ฝุ่นละออง PM 2.5 มีความสามารถอย่างหนึ่งในการดึงโละหะดังกล่าวมาอยู่กับตัวได้ และเมื่อจับตัวกับฝุ่น โอกาสที่คนหายใจนำธาตุแคดเมียมเข้าไปก็มีมากขึ้น


3. โรคอิไตอิไตสามารถเกิดจากการกินส้มตำถาดได้หรือไม่?


ได้ จากการสำรวจพบถาดโลหะเคลือบสีที่ผู้ประกอบการนิยมนำมาใช้ใส่ส้มตำถาดเพื่อจำหน่าย มีแคดเมียมละลายออกมาจากผิวภาชนะเกินมาตรฐาน


จากข้อมูลการบริโภคส้มตำของคนไทยคิดเฉพาะกลุ่มที่บริโภคส้มตำ พบปริมาณการบริโภคเท่ากับ 76.0 กรัม/คน/วัน เมื่อนำมาประเมินความเสี่ยงของการได้รับแคดเมียม โดยปริมาณแคดเมียมที่พบในส้มตำจากการศึกษาของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.875 มิลลิกรัม/กิโลกรัม คำนวณได้ว่าได้รับแคดเมียมเท่ากับ 66.5 ไมโครกรัม/คน/วัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกร่วมกับองค์การอาหารโลกกำหนดค่าความปลอดภัยการได้รับแคดเมียมไว้ที่ 48.3 ไมโครกรัม/คน/วัน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบค่าการได้รับแคดเมียมกับค่าความปลอดภัย พบว่าสูงกว่า 1.4 เท่า


สรุปได้ว่าผู้บริโภคส้มตำที่ใส่ในถาดโลหะเคลือบสีโดยตรงที่ไม่มีใบตองรองมีความเสี่ยงต่อการได้รับแคดเมียม แม้ว่าการปกปิดถาดเพื่อลดการสัมผัสของน้ำส้มตำกับถาดช่วยลดการละลายของแคดเมียมจากสีที่ตกแต่งถาดให้น้อยลงได้บ้าง แต่ควรเลือกใช้ภาชนะที่ปลอดภัย เช่น เลือกใช้ถาดที่ผู้ผลิตระบุว่าใช้กับอาหารได้ เนื่องจากคุณภาพของถาดดังกล่าวจะดีกว่าถาดสำหรับใช้งานทั่วไป เพราะผู้ผลิตต้องใช้วัสดุหรือสีที่ปราศจากตะกั่ว แคดเมียม และสารอันตรายอื่นๆ


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคเกาต์ (Gout)
อาร์คอกเซีย (Arcoxia)
โรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Diseases)
โรคฝีดาษ (Smallpox)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์

นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ (GP)
คลินิคส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคอิไตอิไตเป็นโรคที่เกิดจากการได้รับสารแคดเมียมเป็นระยะเวลานาน และสารได้สะสมอยู่ในร่างกายทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย ซึ่งการรับสารแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย รับได้จากการสูดดมและการทานอาหารที่มีสารแคดเมียมปนเปื้อน

  • อาการของโรคอิไตอิไตมี 2 ระยะ คือระยะเฉียบพลันจะมีอาการ เช่น ปวดศีรษะ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อาเจียน ปวดท้อง ถ้ารุนแรงอาจเกิดภาวะปอดล้มเหลวเสียชีวิตได ส่วนระยะเรื้อรังจะเกิดพิษต่ออวัยวะต่างๆ ทั้งไต ปอด กระดูก ระบบสืบพันธุ์

  • การรักษาโรคอิไตอิไตเป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด คนไข้ที่สูดไอระเหยแคดเมียมปริมาณสูงอาจต้องให้ออกซิเจนหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ คนที่รับประทานแคดเมียมต้องทำการล้างท้อง



Table of Contents
โรคอิไตอิไตคืออะไร?
สาเหตุของโรคอิไตอิไต
การพบโรคอิไตอิไตครั้งแรก
การปนเปื้อนสารแคดเมียมในไทย
อาการของโรคอิไตอิไต
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคอิไตอิไต
ยารักษาโรคอิไตอิไต
ทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอิไตอิไต
การป้องกันโรคอิไตอิไต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอิไตอิไต


โรคอิไตอิไตคืออะไร?


โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease) เป็นโรคที่เกิดจากมลพิษสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมาน จนผู้ป่วยต้องโรคโอดครวญ ซึ่งคำว่า อิไต เป็นคำกริยาภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “เจ็บ” จึงนำมาใช้แทนชื่อโรคจากเสียงร้องของผู้ป่วย


สาเหตุของโรคอิไตอิไต


สาเหตุของโรคอิไตอิไต

โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease) เป็นหนึ่งในโรคที่มาจากมลพิษในสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรม เนื่องจากผู้ป่วยได้รับสารแคดเมียมสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากจากการที่สารดังกล่าวปนเปื้อนในแหล่งน้ำบริโภค รวมถึงปนเปื้อนในพืชและสัตว์ โรคอิไตอิไตทำให้ร่างกายเจ็บปวดทรมานอย่างมากที่กระดูกสันหลังและข้อต่อต่างๆ มักพบในเพศหญิง อายุตั้งแต่ 35 ปี จนถึงวัยหมดประจำเดือน


การพบโรคอิไตอิไตครั้งแรก


พบครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น ช่วงทศวรรษที่ 1890 ในจังหวัดโทะยะมะ (Toyama Prefecture) ตอนกลางของประเทศ ในช่วงนั้นมีการล้มตายของพืชพันธุ์ทางการเกษตรของชาวบ้านบริเวณลุ่มแม่น้ำจินซู (Jinzu) โดยไม่ทราบสาเหตุ


ต่อมาในปี ค.ศ.1912 ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบแม่น้ำเริ่มเจ็บป่วยด้วยโรคประหลาดที่ไม่เคยพบมาก่อน ชาวบ้านที่ป่วยต่างอาศัยน้ำจากแม่น้ำไว้อุปโภคบริโภคและใช้ในการเกษตรกรรม ไม่เพียงแต่พืชผักเท่านั้น ธุรกิจการประมงก็ได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่รอบแม่น้ำจินซูเป็นวงกว้าง


ในช่วงเวลาดังกล่าว หนังสือพิมพ์ได้รายงานข่าวว่า น่าจะเป็นผลมาจากการปนเปื้อนของสารพิษในน้ำจากเหมืองคะมิโอกะ (Kamioka Mine) ที่อยู่บริเวณนั้น เหมืองแห่งนี้ถลุงแร่โลหะสังกะสี ซึ่งจะได้ แคดเมียม (Cadmium) เป็นของเสียจากกระบวนการผลิต และเหมืองได้ทิ้งโลหะหนักชนิดนี้ลงสู่แม่น้ำ ทำให้แคดเมียมสะสมอยู่ตามแหล่งน้ำ ในดิน พืชผัก รวมถึงสะสมในสัตว์น้ำด้วย


การปนเปื้อนสารแคดเมียมในไทย


การปนเปื้อนของแคดเมียม

เหตุการณ์การปนเปื้อนของแคดเมียมที่เป็นข่าวโด่งดังในประเทศไทยในอดีต เกิดขึ้นใน ปี พ.ศ. 2541 ที่ ต.แม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งพบการปนเปื้อนของแคดเมียมในตะกอนดินเกินค่ามาตรฐาน คาดว่าสาเหตุมาจากการปล่อยของเสียจากโรงถลุงแร่สังกะสี และบางส่วนอาจเกิดการชะล้างพังทลายของแหล่งแร่ตามธรรมชาติ โดยจากการสุ่มตรวจแคดเมียมในเมล็ดข้าวพบปริมาณแคดเมียมเฉลี่ย 1.33 มก./กก. ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานการบริโภคที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 0.2 มก./กก.


หลังจากนั้นก็ได้มีการสุ่มตรวจข้าวตั้งแต่ปี พ.ศ.2541-2546 ก็ยังพบว่ามีการปนเปื้อนสารแคดเมียมกว่าร้อยละ 95 ของเมล็ดข้าวที่ถูกสุ่ม และประชาชนในละแวกนั้นยังมีสารแคดเมียมในเลือดและปัสสาวะสูงอีกด้วย ทำให้ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอิไตอิไตได้


อาการของโรคอิไตอิไต


แคดเมียมสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทางหลักๆ คือ


1. การหายใจเอาอากาศที่มีไอของแคดเมียมเข้าไป


เมื่ออากาศที่มีแคดเมียมเดินทางเข้าสู่ถุงลมปอด แคดเมียมบางส่วนจะสามารถกระจายเข้าสู่กระแสเลือดได้ประมาณร้อยละ 10-30 ของปริมาณแคดเมียมทั้งหมด มักพบในกลุ่มคนทำงานเชื่อม หลอม หรือเคลือบด้วยสารแคดเมียม


2. การรับประทานแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายโดยการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม


แคดเมียมที่ปนเปื้อนบางส่วนจะถูกดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร ประมาณร้อยละ 5-8 ของปริมาณแคดเมียมทั้งหมดที่ทานเข้าไป ซึ่งจะเห็นว่าการรับแคดเมียมจากการรับประทาน แม้ว่าจะดูดซึมได้ในปริมาณค่อนข้างต่ำ แต่การรับประทานระยะเวลานานก็สามารถสะสมในปริมาณมากได้


เมื่อแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย จะจับกับเม็ดเลือดแดงและโปรตีนในเลือด ไหลเวียนไปสะสมยังอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ ตับและไต โดยใช้ระยะเวลานาน 20-30 ปี ที่จะกำจัดออกครึ่งหนึ่งของปริมาณที่สะสมไว้ทั้งหมด อาการพิษจากแคดเมียม แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังต่อไปนี้


อาการโรคอิไตอิไต

1. ระยะพิษเฉียบพลัน


มักเกิดจากการรับแคดเมียมจากการหายใจ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอ มีน้ำมูก ถ้ารุนแรงอาจเกิดภาวะปอดล้มเหลว เสียชีวิตได้ กรณีได้รับทางการรับประทานจะมีอาการอาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย


2. ระยะพิษเรื้อรัง


  • พิษต่อไต – ไตเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหากได้รับแคดเมียมเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้ไตเสื่อมจนเกิดโรคไต มีโปรตีนรั่ว หรือสูญเสียแร่ธาตุที่จำเป็นออกมาทางปัสสาวะ

  • พิษต่อกระดูก – อาการแสดงเริ่มแรก ได้แก่ ปวดตื้อบริเวณแผ่นหลังส่วนล่าง ไหล่ และเข่า ต่อมาจะปวดชาต้นแขน ต้นขา ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ บางรายอาจไม่สามารถเดินได้ กระดูกผุ โก่ง โค้งงอ และกระดูกหักในที่สุด ซึ่งเกิดจากแคดเมียมไปทำลายเนื้อเยื่อกระดูกโดยตรงและไปขัดขวางการสร้างวิตามินดีที่ไต ซึ่งวิตามินดีตามปกติจะมีหน้าที่ในการเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม เมื่อวิตามินดีน้อยลง แคลเซียมในร่างกายจึงน้อยลง กระดูกจึงเสื่อมง่ายกว่าคนปกติ

  • พิษต่อปอด – ทำให้เกิดอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มีการสร้างผังผืดในเนื้อปอด และมักพบการสะสมของแคดเมียมในผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำสูงกว่าคนที่ไม่สูบ

  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ – แคดเมียมทำให้ผู้ชายผลิตสเปิร์มได้น้อยลงและสเปิร์มไม่แข็งแรง ส่วนในผู้หญิงการทำงานของรังไข่จะผิดปกติ ผลิตไข่ไม่ได้หรือลดลง อาจทำให้หญิงมีครรภ์แท้งได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้รับสารแคดเมียม ควรตรวจหาสารแคดเมียมที่สะสมในร่างกาย เพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงที หรือผู้ที่สุดดมไอระเหยหรือทานสารแคดเมียมเข้าไป จำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อล้างท้อง และรักษาอย่างถูกต้อง


การรักษาโรคอิไตอิไต


การรักษาโรคอิไตอิไต

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคอิไตอิไตโดยเฉพาะ หลังจากได้รับการวินิจฉัยภาวะพิษจากแคดเมียมแล้ว การรักษาที่สำคัญ คือ การมุ่งเน้นป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด คนไข้ที่สูดไอระเหยแคดเมียมปริมาณสูงอาจต้องให้ออกซิเจนหรือใส่เครื่องช่วยหายใจ คนที่รับประทานแคดเมียมต้องทำการล้างท้อง


ยารักษาโรคอิไตอิไต


ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนเกี่ยวกับผลของการให้ยาจับโลหะหนัก (Chelation therapy) อย่างไรก็ตาม ในกรณีของพิษเฉียบพลัน การให้ยาจับโลหะหนัก ชื่อ แคลเซียมอีดีทีเอ (Calcium EDTA) มีฤทธิ์ไปจับแคดเมียม เพิ่มการขับแคดเมียมออกทางปัสสาวะ ช่วยลดความรุนแรงของโรคอิไตอิไตได้


ทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอิไตอิไต


ทำอย่างไรเมื่อเป็นโรคอิไตอิไต

สังเกตได้ยากว่าตัวเองเป็นโรคอิไตอิไตหรือไม่ หากมีอาการเข้าข่ายและมีประวัติเสี่ยงต่อการสัมผัสแคดเมียมเป็นระยะเวลานาน ควรเข้ารับการวินิจฉัยอาการโดยแพทย์เฉพาะทางและตรวจวัดระดับแคดเมียมในเลือดหรือระดับแคดเมียมในปัสสาวะเพื่อยืนยันโรค


ผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสแคดเมียม เช่น ผู้ทำงานในอุตสาหกรรม กิจการผลิตอัลลอยด์ แบตเตอรี่ เซรามิก สีสเปรย์ ยาฆ่าแมลงศัตรูพืช หลอดฟลูออเรสเซนต์ เม็ดสีในอุตสาหกรรม ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการให้ทนความร้อน หม้อน้ำรถยนต์


การป้องกันโรคอิไตอิไต


กลุ่มคนงานที่ทำงานสัมผัสกับแคดเมียม ทำได้โดยใส่หน้ากากป้องกันการหายใจเอาแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย ใส่ถุงมือขณะปฏิบัติงาน ล้างมือและทำความสะอาดร่างกายหลังการทำงานทุกครั้ง นอกจากนี้ควรตรวจร่างกายเพื่อวัดระดับแคดเมียมเป็นประจำ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอิไตอิไต


1. โรคอิไตอิไต เกิดจากสารพิษใด?


เกิดจากการได้รับสารแคดเมียมเข้าสู่ร่างกาย ทั้งการสูดดมไอระเหย หรือการทานอาหารที่มีสารแคดเมียมปนเปื้อน


2. โรคอิไตอิไตสามารถเกิดจาก PM 2.5 ได้หรือไม่?


ได้ เพราะโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 ที่วัดได้จากชั้นบรรยากาศทั่วกรุงเทพมหานคร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) พบว่ามีโลหะหนักในฝุ่นละออง PM 2.5 จำนวน 3 ชนิด ที่เกินค่ามาตรฐานสากล คือ สารหนู ซีลีเนียม และแคดเมียม


โดยสาเหตุที่ทำให้ธาตุกลุ่มนี้ปนเปื้อนในอากาศ ไม่ได้เกิดจากควันที่ออกมาจากท่อไอเสียรถเท่านั้น อีกสาเหตุหนึ่ง คือ ผ้าเบรค โดยในกระบวนการเบรคของรถยนต์ในแต่ละครั้งจะทำให้ผ้าเบรคถูกเสียดสีไปด้วย ซึ่งผ้าเบรคก็ประกอบไปด้วยธาตุโลหะหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือธาตุแคดเมียม ฝุ่นละออง PM 2.5 มีความสามารถอย่างหนึ่งในการดึงโละหะดังกล่าวมาอยู่กับตัวได้ และเมื่อจับตัวกับฝุ่น โอกาสที่คนหายใจนำธาตุแคดเมียมเข้าไปก็มีมากขึ้น


3. โรคอิไตอิไตสามารถเกิดจากการกินส้มตำถาดได้หรือไม่?


ได้ จากการสำรวจพบถาดโลหะเคลือบสีที่ผู้ประกอบการนิยมนำมาใช้ใส่ส้มตำถาดเพื่อจำหน่าย มีแคดเมียมละลายออกมาจากผิวภาชนะเกินมาตรฐาน


จากข้อมูลการบริโภคส้มตำของคนไทยคิดเฉพาะกลุ่มที่บริโภคส้มตำ พบปริมาณการบริโภคเท่ากับ 76.0 กรัม/คน/วัน เมื่อนำมาประเมินความเสี่ยงของการได้รับแคดเมียม โดยปริมาณแคดเมียมที่พบในส้มตำจากการศึกษาของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.875 มิลลิกรัม/กิโลกรัม คำนวณได้ว่าได้รับแคดเมียมเท่ากับ 66.5 ไมโครกรัม/คน/วัน ซึ่งองค์การอนามัยโลกร่วมกับองค์การอาหารโลกกำหนดค่าความปลอดภัยการได้รับแคดเมียมไว้ที่ 48.3 ไมโครกรัม/คน/วัน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบค่าการได้รับแคดเมียมกับค่าความปลอดภัย พบว่าสูงกว่า 1.4 เท่า


สรุปได้ว่าผู้บริโภคส้มตำที่ใส่ในถาดโลหะเคลือบสีโดยตรงที่ไม่มีใบตองรองมีความเสี่ยงต่อการได้รับแคดเมียม แม้ว่าการปกปิดถาดเพื่อลดการสัมผัสของน้ำส้มตำกับถาดช่วยลดการละลายของแคดเมียมจากสีที่ตกแต่งถาดให้น้อยลงได้บ้าง แต่ควรเลือกใช้ภาชนะที่ปลอดภัย เช่น เลือกใช้ถาดที่ผู้ผลิตระบุว่าใช้กับอาหารได้ เนื่องจากคุณภาพของถาดดังกล่าวจะดีกว่าถาดสำหรับใช้งานทั่วไป เพราะผู้ผลิตต้องใช้วัสดุหรือสีที่ปราศจากตะกั่ว แคดเมียม และสารอันตรายอื่นๆ


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคเกาต์ (Gout)
อาร์คอกเซีย (Arcoxia)
โรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Diseases)
โรคฝีดาษ (Smallpox)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์

นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ (GP)
คลินิคส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล