MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

อินซูลิน (Insulin)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINT:


  • อินซูลินแบบยาฉีดแบ่งประเภทตามการออกฤทธิ์ของยาได้เป็น 4 ประเภท คือ Rapid-acting Insulin, Short-acting Insulin, Intermediate-acting Insulin, Long-acting Insulin

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องฉีดอินซูลินเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ และใต้ผิวหนัง เพื่อให้อินซูลินเข้าไปลดและรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด

  • เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน มีให้เลือกทั้งแบบปากกาฉีดอินซูลิน (Insulin Pen) อินซูลินปั๊ม (Insulin Pump) และหลอดฉีดยา (Syringe insulin)



Table of Contents
อินซูลิน คืออะไร?
อินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ประเภทของอินซูลิน
ชื่อทางการค้าของอินซูลิน
การออกฤทธิ์ของอินซูลิน
รูปแบบของอินซูลิน
อินซูลิน ราคาประมาณเท่าไหร่?
เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน
วิธีใช้อินซูลิน และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้อินซูลิน
ผลข้างเคียงและอาการแพ้อินซูลิน
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับอินซูลิน
ใช้อินซูลินเกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมใช้อินซูลินควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษาอินซูลิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอินซูลิน


อินซูลิน คืออะไร?


อินซูลิน (Insulin) เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้จากตับอ่อน โดยอินซูลินจะทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของระดับกลูโคสในเลือด และยังช่วยให้เซลล์ในร่างกายเก็บสะสมกลูโคสเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน และยังช่วยเก็บกลูโคสส่วนเกินไว้ในตับเพื่อให้ร่างกายเอามาใช้เป็นพลังงานได้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลง


อินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน


ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีภาวะผิดปกติของอินซูลิน จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หลักๆ แล้วจะพบโรคเบาหวาน 2 ชนิดคือ


  • เบาหวานชนิดที่ 1: เป็นเบาหวานที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายขาดอินซูลิน ผลที่ตามมาคือระดับน้ำตาลในเลือดสูง

  • เบาหวานชนิดที่ 2: เป็นเบาหวานที่เกิดจากการดื้ออินซูลิน เนื่องจากเซลล์ในร่างกายไม่รับอินซูลินเข้าไป จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

ดังนั้นจึงมีการผลิตอินซูลินทดแทนโดยการฉีดเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด


ประเภทของอินซูลิน


อินซูลินมีทั้งออกฤทธิ์สั้นและยาว

อินซูลินมีลักษณะเป็นน้ำใสและน้ำขุ่น โดยมีทั้งโครงสร้างคล้ายอินซูลินที่ร่างกายผลิตเองได้ หรือที่เรียกว่า ฮิวแมนอินซูลิน (Human insulin) และมีทั้งการดัดแปลงจากฮิวแมนอินซูลินให้ออกฤทธิ์ได้ตามต้องการ เรียกว่า อินซูลินอะนาล็อก (Insulin analog) ซึ่งสามารถแบ่งตามระยะเวลาการออกฤทธิ์เป็น 4 ประเภท ดังนี้


  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์เร็ว (Rapid-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 15-30 นาทีหลังฉีด มักใช้ฉีดก่อนมื้ออาหารหรือหลังมื้ออาหารไม่เกิน 15 นาที

  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์สั้น (Short-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 30-60 นาทีหลังฉีด และมีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้ทั้งหมด 5-8 ชั่วโมง

  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์นานปานกลาง (Intermediate-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังฉีด และมีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้ทั้งหมด 14-16 ชั่วโมง

  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาว (Long-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดไปแล้ว 2 ชั่วโมง และมีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

ชื่อทางการค้าของอินซูลิน


อินซูลินผลิตจากกรรมวิธีทางพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มีชื่อเรียกทางการค้าตามชนิดการออกฤทธิ์ ดังนี้


  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็ว (Rapid-acting Insulin) คือ Humalog Cartridge, NovoRapid Penfil, Apidra Solostar

  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้น (Short-acting Insulin) คือ Humulin R, Actrapid HM, Actrapid HM Pen

  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นานปานกลาง (Intermediate-acting Insulin) คือ Humulin N / Cartridge, Insulatard HM / Penfill, Insuman Basal

  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Insulin) คือ Levemir Flexpen, Lantus, Lantus Solostar

  • อินซูลินชนิดผสม (Premixed insulin) คือ Humulin70/30 / Cartridge, Mixtard HM 30 / Pen, Insuman Comb, Humalog Mix 25 Cartride, Humalog Mix Kwik Pen, NovoMix 30 Penfill, NovoMix 30 Flexpen

buy medication on Raksa app

การออกฤทธิ์ของอินซูลิน


สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อินซูลินแบบฉีดจะเข้าไปแทนที่อินซูลินตามธรรมชาติที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้ ส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะใช้การฉีดอินซูลินก็ต่อเมื่อไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อฉีดแล้วอินซูลินจะเข้าไปควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากมีปริมาณน้ำตาลหรือกลูโคสยังสูงอยู่ อินซูลินจะทำหน้าที่นำกลูโคสไปเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) เพื่อสำรองไว้ใช้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง


รูปแบบของอินซูลิน


อินซูลินที่ใช้ในปัจจุบันเป็นรูปแบบของยาฉีด โดยจะฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ และใต้ผิวหนัง เป็นต้น


อินซูลิน ราคาประมาณเท่าไหร่?


จากการสำรวจพบว่าราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดบรรจุ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 80 บาท


เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน


เครื่องมือฉีดอินซูลินมีทั้งแบบปากกา ปั๊ม และหลอดฉีดยา

เพื่อช่วยให้อินซูลินออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน ดังนี้


  • ปากกาฉีดอินซูลิน (Insulin Pen) เป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัดในการใช้ โดยต้องใช้ปากกาฉีดอินซูลินร่วมกับหลอดอินซูลินของบริษัทที่ผลิตออกมาที่เดียวกันเท่านั้น ทั้งยังเป็นเครื่องมือส่วนบุคคล ห้ามนำไปใช้ร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งมีให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ แบบบรรจุสำเร็จ และแบบต้องประกอบเอง

  • อินซูลินปั๊ม (Insulin Pump) เป็นเครื่องมือที่มีการเลียนแบบให้คล้ายกับการทำงานของตับอ่อนโดยค่อยๆ ปล่อยอินซูลิน (Insulin) เข้าสู่ร่างกาย โดยส่วนประกอบในการทำงานของอินซูลินปั๊ม (Insulin Pump) จำเป็นต้องมีเครื่องอินซูลินปั๊ม หลอดบรรจุอินซูลิน ขนาด 1.8 มิลลิลิตร / 3 มิลลิลิตร และชุดให้อินซูลินเข้าสู่ร่างกาย (Infusion Set)

  • หลอดฉีดยา (Syringe insulin) เป็นเครื่องมือที่ทำจากพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง ผู้ใช้ต้องเลือกให้เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีดของแต่ละบุคคล เนื่องจากผู้ป่วยต้องทำการฉีดทุกวัน โดยใช้เป็นหน่วยยูนิต ตั้งแต่ 40, 80, 100 ยูนิต และมีลูกสูบขนาดเล็ก 1 มิลลิลิตร

วิธีใช้อินซูลิน และปริมาณที่เหมาะสม


ก่อนใช้อินซูลินควรสอบถามวิธีจากแพทย์หรือเภสัชกร

วิธีการใช้อินซูลินโดยการฉีด มีดังนี้


  • ควรเลือกตำแหน่งในการฉีดที่เหมาะสม เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก หากเลือกฉีดบริเวณหน้าท้องต้องเว้นระยะให้ห่างจากสะดืออย่างน้อย 1 – 2 นิ้ว ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดซ้ำตำแหน่งเดิมและไม่ควรฉีดใกล้ตำแหน่งเดิมในระยะ 1 นิ้ว รวมถึงไม่ฉีดในบริเวณผิวหนังที่มีอาการอักเสบ เป็นแผล รอยผ่าตัด ไฝ รากขน และบริเวณก้อนไขมันใต้ผิวหนัง

  • ใช้มือข้างที่ถนัดถือเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลินอย่างถนัดมือ จากนั้นให้ดึงผิวหนังจากตำแหน่งที่เลือกออกมาให้ตึง โดยไม่ควรดึงหรือบีบแรงจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เกิดการตีกลับของยาได้

  • ให้ถือเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลินตั้งฉากกับผิวหนัง จากนั้นค่อยๆ กดเข็มเข้าไปในผิวหนังจนมิดพร้อมๆ กับดันยาเข้าไปด้วย แล้วค้างไว้เป็นเวลา 10 วินาทีก่อนจะค่อยๆ ดึงเข็มออกอย่างเบามือ

  • เมื่อดึงเข็มออกเสร็จเรียบร้อย ให้นำสำลีมากดบริเวณที่ฉีดอย่างเบามือ และไม่ควรกดแรงหรือถูวนแรงๆ บริเวณที่ฉีด

ปริมาณอินซูลินที่เหมาะสมในการฉีด จะต้องได้รับการประเมินระดับน้ำตาลและแนวโน้มของความไวต่ออินซูลินของแต่ละบุคคลก่อนใช้ โดยเบื้องต้นแพทย์จะให้เริ่มต้นใช้ที่ขนาด 0.4-0.6 ยูนิตต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันและจะให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็มักขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่แพทย์วินิจฉัยร่วมด้วย


ข้อควรระวังในการใช้อินซูลิน


  • ห้ามใช้ปากกาฉีดอินซูลินหรืออุปกรณ์ฉีดอินซูลินร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะอาจติดเชื้อต่างๆ ได้ เช่น เชื้อ HIV, เชื้อไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการแพ้ยา รวมถึงอาการแพ้ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น เช่น แพ้สารกันบูด แพ้เนื้อสัตว์ ฯลฯ
  • ผู้ที่สามารถใช้อินซูลินได้ คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ผู้ป่วยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์โดยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจากตับอ่อนถูกทำลาย เป็นต้น
  • ผู้ที่ไม่ควรใช้อินซูลิน คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลต่ำ ผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ยาหรือสารประกอบของยา เป็นต้น
  • ในระหว่างที่ใช้อินซูลินไม่ควรรับประทานยาตัวอื่นโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยาบางตัวอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่น ยาแอสไพริน ยารักษาหอบหืด ยาแก้ไข้ แก้ไอ ยารักษาไซนัสอักเสบ เป็นต้น
  • ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงที่คิดว่าตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนการใช้อินซูลิน เนื่องจากระดับอินซูสินสามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้
  • หญิงที่ให้นมบุตรสามารถใช้อินซูลินได้ตามปริมาณที่แพทย์กำหนด โดยอินซูลินจะไม่ผ่านทางน้ำนมไปสู่เด็ก

ผลข้างเคียงและอาการแพ้อินซูลิน


เบื้องต้นผู้ที่มีผลข้างเคียงหรือมีอาการแพ้อินซูลิน ส่วนใหญ่มักจะแสดงอาการดังต่อไปนี้


  • ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) มักมีอาการปวดศีรษะ เหงื่อออกผิดปกติ ใจสั่น กระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ปากหรือริมฝีปากชา หัวใจเต้นเร็ว วิตกกังวล สายตาพร่ามัว เป็นลม เป็นต้น

  • ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) มักมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ รู้สึกหิว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน เบลอ หน้ามืด เป็นต้น

Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับอินซูลิน


ยาที่ทำให้ประสิทธิภาพของอินซูลินลดลง หรือยาที่ไม่ควรใช้คู่กับอินซูลินและควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ มีด้วยกันหลายตัว เช่น



ใช้อินซูลินเกินขนาดควรทำอย่างไร?


หากมีการใช้อินซูลินเกินขนาดแนะนำให้คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ทันที เช่น ปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออกมาก แน่นหน้าอก หน้ามืด เป็นลมหมดสติ


ลืมใช้อินซูลินควรทำอย่างไร?


หากผู้ป่วยลืมใช้อินซูลิน แนะนำให้คอยสังเกตว่า มีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ควรฉีดเพิ่มเป็น 2 เท่าของขนาดที่ควรได้รับต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดได้


การเก็บรักษาอินซูลิน


สำหรับยาฉีดที่ยังไม่เปิดใช้ควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่ระดับอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส แต่ไม่ควรเก็บไว้ที่ฝาตู้เย็น เนื่องจากมีการเปิดตู้เย็นบ่อย อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวจะไม่คงที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลง รวมถึงห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง


ในกรณียาฉีดที่เปิดใช้แล้ว สามารถเก็บยาในอุณหภูมิห้องประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส โดยตัวยาจะอยู่ได้ประมาณ 28 วันหลังจากเปิดใช้ ทั้งนี้ห้ามเก็บยาในที่อุณหภูมิสูงหรือโดนแสงแดด และห้ามใช้ยาที่หมดอายุหรือมีลักษณะเนื้อยาผิดปกติเด็ดขาด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอินซูลิน


1. อินซูลินมากเกินไปจะเกิดอาการอะไร?


ผู้ที่ได้รับอินซูลินปริมาณมากจนเกินไปจะทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออกมาก แน่นหน้าอก หน้ามืด เป็นลมหมดสติ เป็นต้น


2. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องฉีดอินซูลิน?


เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเกิดจากปริมาณอินซูลินในร่างกายผิดปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดเป็นโรคเบาหวาน การฉีดอินซูลินก็เพื่อควบคุมสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินั่นเอง


3. อินซูลินแบบรับประทานมีไหม?


ไม่มี เนื่องจากอินซูลินไม่เหมาะกับการรับประทาน เพราะน้ำย่อยในกระเพาะจะเข้าไปทำลายตัวยา จึงจำเป็นต้องใช้วิธีฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดแทน


4. อินซูลินออกฤทธิ์เร็วไหม?


ขึ้นอยู่กับชนิดของอินซูลิน โดยปกติชนิดที่ออกฤทธิ์เร็วที่สุด คือ Rapid-acting Insulin โดยใช้ระยะเวลาในการเริ่มออกฤทธิ์ 15-30 นาที


5. อินซูลินเก็บไว้ได้นานแค่ไหน?


สามารถเก็บได้นานเท่าฉลากที่แจ้งหมดอายุข้างขวด แต่ในกรณีที่เปิดใช้แล้ว ต้องเก็บในอุณหภูมิห้องประมาณ 25-30 องศาเซลเซียสและเก็บให้พ้นแสงแดดเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ได้นานประมาณ 28 วัน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

อินซูลิน (Insulin)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINT:


  • อินซูลินแบบยาฉีดแบ่งประเภทตามการออกฤทธิ์ของยาได้เป็น 4 ประเภท คือ Rapid-acting Insulin, Short-acting Insulin, Intermediate-acting Insulin, Long-acting Insulin

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องฉีดอินซูลินเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ และใต้ผิวหนัง เพื่อให้อินซูลินเข้าไปลดและรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด

  • เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน มีให้เลือกทั้งแบบปากกาฉีดอินซูลิน (Insulin Pen) อินซูลินปั๊ม (Insulin Pump) และหลอดฉีดยา (Syringe insulin)



Table of Contents
อินซูลิน คืออะไร?
อินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ประเภทของอินซูลิน
ชื่อทางการค้าของอินซูลิน
การออกฤทธิ์ของอินซูลิน
รูปแบบของอินซูลิน
อินซูลิน ราคาประมาณเท่าไหร่?
เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน
วิธีใช้อินซูลิน และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้อินซูลิน
ผลข้างเคียงและอาการแพ้อินซูลิน
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับอินซูลิน
ใช้อินซูลินเกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมใช้อินซูลินควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษาอินซูลิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอินซูลิน


อินซูลิน คืออะไร?


อินซูลิน (Insulin) เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถผลิตเองได้จากตับอ่อน โดยอินซูลินจะทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของระดับกลูโคสในเลือด และยังช่วยให้เซลล์ในร่างกายเก็บสะสมกลูโคสเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน และยังช่วยเก็บกลูโคสส่วนเกินไว้ในตับเพื่อให้ร่างกายเอามาใช้เป็นพลังงานได้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลง


อินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวาน


ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีภาวะผิดปกติของอินซูลิน จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง หลักๆ แล้วจะพบโรคเบาหวาน 2 ชนิดคือ


  • เบาหวานชนิดที่ 1: เป็นเบาหวานที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์ผลิตอินซูลิน ทำให้ร่างกายขาดอินซูลิน ผลที่ตามมาคือระดับน้ำตาลในเลือดสูง

  • เบาหวานชนิดที่ 2: เป็นเบาหวานที่เกิดจากการดื้ออินซูลิน เนื่องจากเซลล์ในร่างกายไม่รับอินซูลินเข้าไป จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูง

ดังนั้นจึงมีการผลิตอินซูลินทดแทนโดยการฉีดเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด


ประเภทของอินซูลิน


อินซูลินมีทั้งออกฤทธิ์สั้นและยาว

อินซูลินมีลักษณะเป็นน้ำใสและน้ำขุ่น โดยมีทั้งโครงสร้างคล้ายอินซูลินที่ร่างกายผลิตเองได้ หรือที่เรียกว่า ฮิวแมนอินซูลิน (Human insulin) และมีทั้งการดัดแปลงจากฮิวแมนอินซูลินให้ออกฤทธิ์ได้ตามต้องการ เรียกว่า อินซูลินอะนาล็อก (Insulin analog) ซึ่งสามารถแบ่งตามระยะเวลาการออกฤทธิ์เป็น 4 ประเภท ดังนี้


  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์เร็ว (Rapid-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 15-30 นาทีหลังฉีด มักใช้ฉีดก่อนมื้ออาหารหรือหลังมื้ออาหารไม่เกิน 15 นาที

  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์สั้น (Short-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 30-60 นาทีหลังฉีด และมีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้ทั้งหมด 5-8 ชั่วโมง

  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์นานปานกลาง (Intermediate-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังฉีด และมีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้ทั้งหมด 14-16 ชั่วโมง

  • อินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาว (Long-acting insulin): โดยจะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากฉีดไปแล้ว 2 ชั่วโมง และมีระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

ชื่อทางการค้าของอินซูลิน


อินซูลินผลิตจากกรรมวิธีทางพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มีชื่อเรียกทางการค้าตามชนิดการออกฤทธิ์ ดังนี้


  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์เร็ว (Rapid-acting Insulin) คือ Humalog Cartridge, NovoRapid Penfil, Apidra Solostar

  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์สั้น (Short-acting Insulin) คือ Humulin R, Actrapid HM, Actrapid HM Pen

  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์นานปานกลาง (Intermediate-acting Insulin) คือ Humulin N / Cartridge, Insulatard HM / Penfill, Insuman Basal

  • อินซูลินชนิดออกฤทธิ์ยาว (Long-acting Insulin) คือ Levemir Flexpen, Lantus, Lantus Solostar

  • อินซูลินชนิดผสม (Premixed insulin) คือ Humulin70/30 / Cartridge, Mixtard HM 30 / Pen, Insuman Comb, Humalog Mix 25 Cartride, Humalog Mix Kwik Pen, NovoMix 30 Penfill, NovoMix 30 Flexpen

buy medication on Raksa app

การออกฤทธิ์ของอินซูลิน


สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อินซูลินแบบฉีดจะเข้าไปแทนที่อินซูลินตามธรรมชาติที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้ ส่วนผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะใช้การฉีดอินซูลินก็ต่อเมื่อไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เมื่อฉีดแล้วอินซูลินจะเข้าไปควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากมีปริมาณน้ำตาลหรือกลูโคสยังสูงอยู่ อินซูลินจะทำหน้าที่นำกลูโคสไปเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) เพื่อสำรองไว้ใช้เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง


รูปแบบของอินซูลิน


อินซูลินที่ใช้ในปัจจุบันเป็นรูปแบบของยาฉีด โดยจะฉีดเข้าบริเวณกล้ามเนื้อ หลอดเลือดดำ และใต้ผิวหนัง เป็นต้น


อินซูลิน ราคาประมาณเท่าไหร่?


จากการสำรวจพบว่าราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดบรรจุ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 80 บาท


เครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน


เครื่องมือฉีดอินซูลินมีทั้งแบบปากกา ปั๊ม และหลอดฉีดยา

เพื่อช่วยให้อินซูลินออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลิน ดังนี้


  • ปากกาฉีดอินซูลิน (Insulin Pen) เป็นเครื่องมือที่มีข้อจำกัดในการใช้ โดยต้องใช้ปากกาฉีดอินซูลินร่วมกับหลอดอินซูลินของบริษัทที่ผลิตออกมาที่เดียวกันเท่านั้น ทั้งยังเป็นเครื่องมือส่วนบุคคล ห้ามนำไปใช้ร่วมกันกับผู้อื่น ซึ่งมีให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ แบบบรรจุสำเร็จ และแบบต้องประกอบเอง

  • อินซูลินปั๊ม (Insulin Pump) เป็นเครื่องมือที่มีการเลียนแบบให้คล้ายกับการทำงานของตับอ่อนโดยค่อยๆ ปล่อยอินซูลิน (Insulin) เข้าสู่ร่างกาย โดยส่วนประกอบในการทำงานของอินซูลินปั๊ม (Insulin Pump) จำเป็นต้องมีเครื่องอินซูลินปั๊ม หลอดบรรจุอินซูลิน ขนาด 1.8 มิลลิลิตร / 3 มิลลิลิตร และชุดให้อินซูลินเข้าสู่ร่างกาย (Infusion Set)

  • หลอดฉีดยา (Syringe insulin) เป็นเครื่องมือที่ทำจากพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้ง ผู้ใช้ต้องเลือกให้เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีดของแต่ละบุคคล เนื่องจากผู้ป่วยต้องทำการฉีดทุกวัน โดยใช้เป็นหน่วยยูนิต ตั้งแต่ 40, 80, 100 ยูนิต และมีลูกสูบขนาดเล็ก 1 มิลลิลิตร

วิธีใช้อินซูลิน และปริมาณที่เหมาะสม


ก่อนใช้อินซูลินควรสอบถามวิธีจากแพทย์หรือเภสัชกร

วิธีการใช้อินซูลินโดยการฉีด มีดังนี้


  • ควรเลือกตำแหน่งในการฉีดที่เหมาะสม เช่น บริเวณหน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก หากเลือกฉีดบริเวณหน้าท้องต้องเว้นระยะให้ห่างจากสะดืออย่างน้อย 1 – 2 นิ้ว ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ฉีดซ้ำตำแหน่งเดิมและไม่ควรฉีดใกล้ตำแหน่งเดิมในระยะ 1 นิ้ว รวมถึงไม่ฉีดในบริเวณผิวหนังที่มีอาการอักเสบ เป็นแผล รอยผ่าตัด ไฝ รากขน และบริเวณก้อนไขมันใต้ผิวหนัง

  • ใช้มือข้างที่ถนัดถือเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลินอย่างถนัดมือ จากนั้นให้ดึงผิวหนังจากตำแหน่งที่เลือกออกมาให้ตึง โดยไม่ควรดึงหรือบีบแรงจนเกินไป เนื่องจากอาจทำให้เกิดการตีกลับของยาได้

  • ให้ถือเครื่องมือที่ใช้ในการฉีดอินซูลินตั้งฉากกับผิวหนัง จากนั้นค่อยๆ กดเข็มเข้าไปในผิวหนังจนมิดพร้อมๆ กับดันยาเข้าไปด้วย แล้วค้างไว้เป็นเวลา 10 วินาทีก่อนจะค่อยๆ ดึงเข็มออกอย่างเบามือ

  • เมื่อดึงเข็มออกเสร็จเรียบร้อย ให้นำสำลีมากดบริเวณที่ฉีดอย่างเบามือ และไม่ควรกดแรงหรือถูวนแรงๆ บริเวณที่ฉีด

ปริมาณอินซูลินที่เหมาะสมในการฉีด จะต้องได้รับการประเมินระดับน้ำตาลและแนวโน้มของความไวต่ออินซูลินของแต่ละบุคคลก่อนใช้ โดยเบื้องต้นแพทย์จะให้เริ่มต้นใช้ที่ขนาด 0.4-0.6 ยูนิตต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวันและจะให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงก็มักขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ที่แพทย์วินิจฉัยร่วมด้วย


ข้อควรระวังในการใช้อินซูลิน


  • ห้ามใช้ปากกาฉีดอินซูลินหรืออุปกรณ์ฉีดอินซูลินร่วมกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด เพราะอาจติดเชื้อต่างๆ ได้ เช่น เชื้อ HIV, เชื้อไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ
  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการแพ้ยา รวมถึงอาการแพ้ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น เช่น แพ้สารกันบูด แพ้เนื้อสัตว์ ฯลฯ
  • ผู้ที่สามารถใช้อินซูลินได้ คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ผู้ป่วยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์โดยที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจากตับอ่อนถูกทำลาย เป็นต้น
  • ผู้ที่ไม่ควรใช้อินซูลิน คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลต่ำ ผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ยาหรือสารประกอบของยา เป็นต้น
  • ในระหว่างที่ใช้อินซูลินไม่ควรรับประทานยาตัวอื่นโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะยาบางตัวอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่น ยาแอสไพริน ยารักษาหอบหืด ยาแก้ไข้ แก้ไอ ยารักษาไซนัสอักเสบ เป็นต้น
  • ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงที่คิดว่าตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนการใช้อินซูลิน เนื่องจากระดับอินซูสินสามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้
  • หญิงที่ให้นมบุตรสามารถใช้อินซูลินได้ตามปริมาณที่แพทย์กำหนด โดยอินซูลินจะไม่ผ่านทางน้ำนมไปสู่เด็ก

ผลข้างเคียงและอาการแพ้อินซูลิน


เบื้องต้นผู้ที่มีผลข้างเคียงหรือมีอาการแพ้อินซูลิน ส่วนใหญ่มักจะแสดงอาการดังต่อไปนี้


  • ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) มักมีอาการปวดศีรษะ เหงื่อออกผิดปกติ ใจสั่น กระสับกระส่าย อ่อนเพลีย ปากหรือริมฝีปากชา หัวใจเต้นเร็ว วิตกกังวล สายตาพร่ามัว เป็นลม เป็นต้น

  • ในผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) มักมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ รู้สึกหิว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน เบลอ หน้ามืด เป็นต้น

Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับอินซูลิน


ยาที่ทำให้ประสิทธิภาพของอินซูลินลดลง หรือยาที่ไม่ควรใช้คู่กับอินซูลินและควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ มีด้วยกันหลายตัว เช่น



ใช้อินซูลินเกินขนาดควรทำอย่างไร?


หากมีการใช้อินซูลินเกินขนาดแนะนำให้คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยต้องรีบเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ทันที เช่น ปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออกมาก แน่นหน้าอก หน้ามืด เป็นลมหมดสติ


ลืมใช้อินซูลินควรทำอย่างไร?


หากผู้ป่วยลืมใช้อินซูลิน แนะนำให้คอยสังเกตว่า มีอาการของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ควรฉีดเพิ่มเป็น 2 เท่าของขนาดที่ควรได้รับต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดได้


การเก็บรักษาอินซูลิน


สำหรับยาฉีดที่ยังไม่เปิดใช้ควรเก็บไว้ในตู้เย็นที่ระดับอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส แต่ไม่ควรเก็บไว้ที่ฝาตู้เย็น เนื่องจากมีการเปิดตู้เย็นบ่อย อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวจะไม่คงที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาลดลง รวมถึงห้ามเก็บในช่องแช่แข็ง


ในกรณียาฉีดที่เปิดใช้แล้ว สามารถเก็บยาในอุณหภูมิห้องประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส โดยตัวยาจะอยู่ได้ประมาณ 28 วันหลังจากเปิดใช้ ทั้งนี้ห้ามเก็บยาในที่อุณหภูมิสูงหรือโดนแสงแดด และห้ามใช้ยาที่หมดอายุหรือมีลักษณะเนื้อยาผิดปกติเด็ดขาด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอินซูลิน


1. อินซูลินมากเกินไปจะเกิดอาการอะไร?


ผู้ที่ได้รับอินซูลินปริมาณมากจนเกินไปจะทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ ใจสั่น เหงื่อออกมาก แน่นหน้าอก หน้ามืด เป็นลมหมดสติ เป็นต้น


2. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานต้องฉีดอินซูลิน?


เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานเกิดจากปริมาณอินซูลินในร่างกายผิดปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดเป็นโรคเบาหวาน การฉีดอินซูลินก็เพื่อควบคุมสมดุลระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินั่นเอง


3. อินซูลินแบบรับประทานมีไหม?


ไม่มี เนื่องจากอินซูลินไม่เหมาะกับการรับประทาน เพราะน้ำย่อยในกระเพาะจะเข้าไปทำลายตัวยา จึงจำเป็นต้องใช้วิธีฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดแทน


4. อินซูลินออกฤทธิ์เร็วไหม?


ขึ้นอยู่กับชนิดของอินซูลิน โดยปกติชนิดที่ออกฤทธิ์เร็วที่สุด คือ Rapid-acting Insulin โดยใช้ระยะเวลาในการเริ่มออกฤทธิ์ 15-30 นาที


5. อินซูลินเก็บไว้ได้นานแค่ไหน?


สามารถเก็บได้นานเท่าฉลากที่แจ้งหมดอายุข้างขวด แต่ในกรณีที่เปิดใช้แล้ว ต้องเก็บในอุณหภูมิห้องประมาณ 25-30 องศาเซลเซียสและเก็บให้พ้นแสงแดดเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ได้นานประมาณ 28 วัน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล