MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia Disorder)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • การดื่มกาแฟยามบ่าย หรือมีเรื่องให้คิดกังวลใจ อาจทำให้เรามีอาการนอนไม่หลับได้เป็นครั้งคราว แต่หากนอนไม่หลับเป็นประจำ หรือมักตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกไม่สดชื่น นั่นคือสัญญาณที่เตือนถึงอาการผิดปกติ

  • อาการนอนไม่หลับแบบชั่วคราวมักเกิดจากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ความตื่นเต้นในคืนก่อนสอบหรือคืนก่อนแข่งขันกีฬา ความเครียดจากการทำงาน การนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เป็นต้น ส่วนอาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังมักเกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อการนอน เช่น โรคทางจิตเวชบางอย่าง โรคเบาหวาน โรคกรดไหลย้อน เป็นต้น

  • ยานอนหลับเป็นยาอันตรายที่ต้องใช้ในภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น ซึ่งแพทย์มักจะให้เป็นครั้งคราวในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้การรักษาโรคนอนไม่หลับได้ผล ผู้ป่วยจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างอุปนิสัยในการนอนที่ดีด้วย



Table of Content
โรคนอนไม่หลับคืออะไร?
ประเภทของการนอนไม่หลับ
สาเหตุของโรคนอนไม่หลับ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ
อาการของโรคนอนไม่หลับ
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคนอนไม่หลับ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยและการรักษาโรคนอนไม่หลับ
ยารักษาโรคนอนไม่หลับ

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคนอนไม่หลับ
การป้องกันโรคนอนไม่หลับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคนอนไม่หลับ


การนอนหลับพักผ่อนเปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวเองในทุกๆ วัน แต่สำหรับคนที่มีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือตื่นขึ้นมาตอนกลางดึกบ่อยครั้ง อาการเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการชาร์จพลังงานของร่างกาย เมื่อตื่นเช้ามาจึงรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ อารมณ์แปรปรวน ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันถึงขั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยทีเดียว


โรคนอนไม่หลับคืออะไร?


โรคนอนไม่หลับ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Insomnia Disorder”) คือโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนที่ทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ หลับยาก หรือหลับไม่สนิท โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้อ่อนเพลียมาก ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีสมาธิ ปวดศีรษะ ฯลฯ จนไม่สามารถเรียนหรือทำงาน หรือทำกิจวัตรอื่นๆ ตามปกติได้


ประเภทของการนอนไม่หลับ


นอนไม่หลับ

การนอนไม่หลับมีทั้งประเภทที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ (Acute) และแบบเรื้อรัง (Chronic) ซึ่งทั้ง 2 แบบสามารถหายแล้วกลับมาเป็นใหม่ได้ โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้


  • Short- Term Insomnia (บางครั้งเรียกว่า Acute Insomnia, Transient Insomnia หรือ Adjustment Insomnia) คืออาการนอนไม่หลับชั่วคราวที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงคืนเดียวหรือต่อเนื่องไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยมักเกิดจากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการปรับตัว เช่น การดื่มกาแฟมากเกินไป การนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ความตื่นเต้นในคืนก่อนสอบหรือคืนก่อนแข่งขันกีฬา ความเครียดจากชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายก่อนเข้านอน ไปจนถึงการเจ็บป่วย

  • Long-Term Insomnia (บางครั้งเรียกว่า Chronic Insomnia) คืออาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง คืออาการนอนไม่หลับอย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ โดยมีอาการต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งผู้ป่วยมักพยายามทำให้ตัวเองหลับ เมื่อนอนไม่หลับก็จะเกิดความวิตกกังวล จนทำให้นอนหลับยากกว่าเดิม

สาเหตุของโรคนอนไม่หลับ


อาการนอนไม่หลับเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยทางร่างกาย ปัจจัยทางจิตใจ ปัจจัยสิ่งแวดล้อม และอุปนิสัยการนอน (Sleep Hygiene)


  • ปัจจัยทางร่างกาย เช่น อาการเจ็บป่วย ปวดตามร่างกาย มีไข้ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) โรคกรดไหลย้อน หรือบางคนก็มีระบบประสาทที่ไวต่อสิ่งรบกวน ทำให้นอนหลับยาก

  • ปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว

  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น มีเสียงรบกวน ห้องนอนสว่างเกินไป หรืออุณหภูมิไม่เอื้อให้นอนหลับสบาย

  • อุปนิสัยการนอนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หมายถึงการทำกิจกรรมหรือพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้นอนไม่หลับ เช่น กินอาหารที่ย่อยยาก ออกกำลังกายใกล้เวลานอน การเล่นเกม การอ่านหนังสือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะในคนกลุ่มต่อไปนี้ที่จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป


  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มเสื่อมโทรม รูปแบบการนอนก็เปลี่ยนไป จึงเป็นสาเหตุให้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับตามมา

  • คนวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง มักมีเหงื่อออกและรู้สึกร้อนวูบวาบกลางดึก จนส่งผลรบกวนการนอน

  • การตั้งครรภ์และช่วงมีประจำเดือน เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสูงและอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้

  • การนอนไม่เป็นเวลา เช่น การต้องทำงานเป็นกะ เปลี่ยนเวลางานไปมา หรือต้องเดินทางข้ามโซนเวลา

  • การเผชิญความเครียดและความวิตกกังวล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากอยู่ในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดเป็นเวลานานก็อาจนำไปสู่อาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังได้เหมือนกัน

อาการของโรคนอนไม่หลับ


อาการต่อไปนี้มักเป็นข้อบ่งชี้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ


  • นอนหลับยาก ใช้เวลานานกว่าจะหลับได้
  • ชั่วโมงนอนไม่มากเท่าที่ควร ตื่นแต่เช้าตรู่แม้จะนอนดึก
  • นอนหลับแล้วตื่นขึ้นกลางดึกบ่อยๆ (Interrupted Sleep)
  • นอนหลับไม่สนิท ทำให้ฝันมากหรือฝันร้ายบ่อยๆ
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นเมื่อตื่นขึ่นมาในตอนเช้า
  • รู้สึกง่วงมากในระหว่างวัน
  • กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย
  • สมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนหรืองานที่ทำ

ลักษณะของอาการนอนไม่หลับสามารถแบ่งได้ 4 แบบ ดังนี้


  • Initial Insomnia คืออาการเริ่มหลับยาก ซึ่งมักเกี่ยวเนื่องกับความวิตกกังวลที่เผชิญในชีวิตประจำวัน โดยในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงในการนอนให้หลับ

  • Middle Insomnia คืออาการหลับๆ ตื่นๆ นอนหลับได้ไม่สนิทและไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึกบ่อย

  • Late Insomnia (บางครั้งเรียกว่า Terminal Insomnia หรือ Sleep Offset Insomnia) คืออาการตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่น แล้วไม่สามารถหลับต่อได้

  • Temporary Insomnia คืออาการนอนไม่หลับชั่วคราว ซึ่งมักจะเกิดจากความเครียดหรือความกดดันที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น การตกงาน การพบเจอเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ฯลฯ

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคนอนไม่หลับ


อาการนอนไม่หลับ

การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะการนอนที่ไม่เพียงพอสามารถส่งผลต่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยจะสังเกตได้เลยว่าคุณภาพการใช้ชีวิตลดลงกว่าปกติ เช่น


  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนหรือการทำงานได้เท่าที่ควร

  • การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้าลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างขับขี่รถยนต์หรือขณะทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร

  • มีการวิจัยพบว่าการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตหลายๆ อย่าง เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โดยอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคเหล่านี้หรือทำให้อาการของโรครุนแรงยิ่งขึ้น

  • หากมีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

  • อาการนอนไม่หลับอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือทำให้อาการของโรคเหล่านี้แย่ลงยิ่งกว่าเดิม

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการนอนไม่กลับเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รบกวนจิตใจ หรือมีผลกระทบต่ออารมณ์และประสิทธิภาพในการทำงาน คุณควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรักษาอย่างถูกต้อง หากแพทย์พบว่าคุณนอนไม่หลับเนื่องจากโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการนอน (Sleep Disorder) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงตามมา แพทย์อาจจะแนะนำให้เข้ารับการทดสอบการนอน (Sleep Test)


consult doctor

การวินิจฉัยและการรักษาโรคนอนไม่หลับ


แพทย์จะวินิจฉัยอาการนอนไม่หลับด้วยการสอบถามประวัติสุขภาพ ลักษณะและคุณภาพการนอน อุปนิสัยการนอน ปัญหาที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ นอกจากนี้อาจมีการตรวจเพิ่มเติมอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น


  • การตรวจเลือด เพื่อดูว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของต่อมไทรอยด์หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการนอนหลับหรือไม่

  • การประเมินนิสัยการนอนหลับ เป็นการตรวจโดยใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินวงจรการตื่นและการนอน รวมทั้งดูว่าคุณเกิดความรู้สึกง่วงในระหว่างวันมากผิดปกติหรือไม่ โดยคุณอาจต้องจดบันทึกช่วงเวลาการนอนและคุณภาพการนอนของตัวเองเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ด้วย

  • การทดสอบการนอน (Sleep Test) หากแพทย์สงสัยว่าอาการนอนไม่หลับของคุณอาจเกิดจากโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการนอน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจการนอนหลับในศูนย์คุณภาพการนอนหลับของโรงพยาบาล เพื่อวิเคราะห์การทํางานของระบบต่างๆ ของร่างกายระหว่างการนอนหลับ เช่น การหายใจ ระดับออกซิเจนในร่างกาย การทำงานของคลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวของร่างกายและลูกตา เป็นต้น

การรักษาโรคนอนไม่หลับขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละบุคคล หากเกิดจากอุปนิสัยการนอน แพทย์จะให้คำแนะนำในการปรับอุปนิสัยการนอนที่ถูกต้อง แต่หากอาการนอนไม่หลับส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือง่วงนอนระหว่างวัน และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็อาจต้องใช้ยานอนหลับ ซึ่งเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง


ในกรณีที่อาการนอนไม่หลับเกิดจากโรคทางจิตใจหรือระบบประสาท เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ แพทย์จะให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุเหล่านี้ก่อน หากอาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องมีการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดที่ส่งผลต่อการนอน และใช้เทคนิคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การออกกำลังกายที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และการจำกัดชั่วโมงการนอน


ยารักษาโรคนอนไม่หลับ


ยานอนหลับ

ยานอนหลับมักเป็นยาอันตรายที่ต้องสั่งโดยแพทย์ และหยุดยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ยาที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับคือกลุ่มยาต่อไปนี้


  1. ยากลุ่ม Benzodiazepine – เมื่อใช้ยากลุ่ม Benzodiazepine เช่น Lorazepam ขนาดน้อยจะช่วยให้คลายกังวล แต่เมื่อใช้ในขนาดสูงจะช่วยเรื่องการนอนหลับชั่วคราว รวมถึงมีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อและกันอาการชักอีกด้วย สำหรับการใช้เป็นยานอนหลับ แพทย์จะถามถึงลักษณะอาการนอนไม่หลับของผู้ป่วยเพื่อจ่ายยาที่มีช่วงเวลาการออกฤทธิ์ที่เหมาะสม

    ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดการเสพติดได้ และการใช้ต่อเนื่องอาจจะทำให้เกิดการดื้อยาได้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

  2. ยาแก้ซึมเศร้าที่มีฤทธิ์ง่วง – มักใช้ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังที่รบกวนการนอน

  3. ยากลุ่ม Melatoninเมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นตามธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยในการนอนหลับ

ในการรักษาอาการนอนไม่หลับให้ได้ผล ผู้ป่วยควรจะมีอุปนิสัยการนอน (Sleep Hygiene) ที่ดีด้วยเช่นกัน แพทย์มักพิจารณาให้ใช้ยาช่วยให้หลับร่วมด้วยเฉพาะในรายที่จำเป็นเท่านั้น และมักให้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว


chat with our pharmacist free

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคนอนไม่หลับ


วิธีทำให้นอนหลับ

Do


  • ควรเข้านอนให้เป็นเวลา และไม่ควรนอนดึกเกินไป พยายามเข้านอนและตื่นเวลาเดิมให้เป็นกิจวัตร
  • จัดสภาพแวดล้อมในการนอนให้เหมาะสม นอนในที่ที่ทำให้รู้สึกสบาย มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีอุณหภูมิเหมาะสม ไม่มีกลิ่น เสียง หรือแสงรบกวน
  • อาบน้ำและแปรงฟันก่อนนอนเพื่อให้ร่างกายสบายที่สุด สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดแน่น
  • ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจก่อนนอนด้วยการฟังเพลงเบาๆ หรือทำสมาธิ
  • นอนในท่าที่สบาย ปล่อยอารมณ์และจิตใจให้ผ่อนคลาย

Don’t


  • ไม่ควรออกกำลังกายภายใน 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • ไม่ควรหลับยาวในตอนกลางวัน เพราะจะทำให้หลับยากในตอนกลางคืน
  • งดสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน
  • ไม่ควรรับประทานอาหารหนักก่อนเข้านอน

การป้องกันโรคนอนไม่หลับ


การฝึกอุปนิสัยการนอนหลับที่ดีเป็นการบรรเทาและป้องกันอาการนอนไม่หลับที่ทำได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น ปฏิบัติได้ตามคำแนะนำต่อไปนี้


  • เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง แต่ถ้านอนไม่หลับภายใน 20-30 นาที ให้ลุกจากที่นอนเพื่อทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายก่อน เช่น ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ

  • ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน หลีกเลี่ยงการคิดเรื่องเครียดและทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกตื่นตัวอย่างการเล่นเกม การดูทีวี หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก

  • เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกเช้า ถึงแม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักช่วงก่อนนอน

  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้ตื่นตัวหลังมื้อเที่ยง เช่น กาแฟหรือชา

  • ฝึกผ่อนคลายจิตใจ เช่น การฝึกหายใจ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคนอนไม่หลับ


1. นอนไม่หลับรักษาที่ไหนดี?


หากมีอาการนอนไม่หลับต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หรือโทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเข้ารับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง


2. นอนไม่หลับกินยาอะไรดี?


ยานอนหลับเป็นยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลอื่นๆ และได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ เพื่อประเมินอาการว่าจำเป็นต้องใช้ยานอนหลับหรือไม่


3. นอนไม่หลับเพราะฮอร์โมนต้องทำอย่างไร?


การนอนไม่หลับเพราะฮอร์โมนมักเกิดขึ้นในผู้หญิงวัยทอง ซึ่งจะอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปี – 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ การรับประทานฮอร์โมนเพศหญิงจะสามารถช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมน ผู้ป่วยควรอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด


4. นอนไม่หลับเพราะคิดฟุ้งซ่าน ต้องทำยังไง?


การเปิดเพลงเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และการทำสมาธิ (Meditation) เป็นเวลา 15-20 นาทีก่อนนอนจะช่วยให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดบรรยากาศการนอนให้สบายที่สุด เช่น อุณหภูมิเย็นพอเหมาะ ที่นอนสะอาด ไม่มีแสง สี เสียง รบกวนการนอน และในห้องนอนไม่ควรมีสิ่งเร้าอื่นๆ ที่กระตุ้นความสนใจ


บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
โรคกลัวความรัก (Philophobia)
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)
โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. บุฑบท พฤกษาพนาชาติ

พญ. บุฑบท พฤกษาพนาชาติ (จิตแพทย์)
โรงพยาบาลนครพิงค์
พบ. เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วว. จิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia Disorder)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • การดื่มกาแฟยามบ่าย หรือมีเรื่องให้คิดกังวลใจ อาจทำให้เรามีอาการนอนไม่หลับได้เป็นครั้งคราว แต่หากนอนไม่หลับเป็นประจำ หรือมักตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกไม่สดชื่น นั่นคือสัญญาณที่เตือนถึงอาการผิดปกติ

  • อาการนอนไม่หลับแบบชั่วคราวมักเกิดจากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น ความตื่นเต้นในคืนก่อนสอบหรือคืนก่อนแข่งขันกีฬา ความเครียดจากการทำงาน การนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย เป็นต้น ส่วนอาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังมักเกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลต่อการนอน เช่น โรคทางจิตเวชบางอย่าง โรคเบาหวาน โรคกรดไหลย้อน เป็นต้น

  • ยานอนหลับเป็นยาอันตรายที่ต้องใช้ในภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น ซึ่งแพทย์มักจะให้เป็นครั้งคราวในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้การรักษาโรคนอนไม่หลับได้ผล ผู้ป่วยจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างอุปนิสัยในการนอนที่ดีด้วย



Table of Content
โรคนอนไม่หลับคืออะไร?
ประเภทของการนอนไม่หลับ
สาเหตุของโรคนอนไม่หลับ
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ
อาการของโรคนอนไม่หลับ
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคนอนไม่หลับ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยและการรักษาโรคนอนไม่หลับ
ยารักษาโรคนอนไม่หลับ

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคนอนไม่หลับ
การป้องกันโรคนอนไม่หลับ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคนอนไม่หลับ


การนอนหลับพักผ่อนเปรียบเสมือนการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวเองในทุกๆ วัน แต่สำหรับคนที่มีอาการนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท หรือตื่นขึ้นมาตอนกลางดึกบ่อยครั้ง อาการเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการชาร์จพลังงานของร่างกาย เมื่อตื่นเช้ามาจึงรู้สึกไม่สดชื่น อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ อารมณ์แปรปรวน ซึ่งอาการเหล่านี้สามารถกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันถึงขั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยทีเดียว


โรคนอนไม่หลับคืออะไร?


โรคนอนไม่หลับ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Insomnia Disorder”) คือโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนที่ทำให้ผู้ป่วยนอนไม่หลับ หลับยาก หรือหลับไม่สนิท โดยอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้อ่อนเพลียมาก ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีสมาธิ ปวดศีรษะ ฯลฯ จนไม่สามารถเรียนหรือทำงาน หรือทำกิจวัตรอื่นๆ ตามปกติได้


ประเภทของการนอนไม่หลับ


นอนไม่หลับ

การนอนไม่หลับมีทั้งประเภทที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ (Acute) และแบบเรื้อรัง (Chronic) ซึ่งทั้ง 2 แบบสามารถหายแล้วกลับมาเป็นใหม่ได้ โดยสามารถแบ่งประเภทตามอาการได้ดังนี้


  • Short- Term Insomnia (บางครั้งเรียกว่า Acute Insomnia, Transient Insomnia หรือ Adjustment Insomnia) คืออาการนอนไม่หลับชั่วคราวที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงคืนเดียวหรือต่อเนื่องไม่เกิน 3 สัปดาห์ โดยมักเกิดจากสถานการณ์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการปรับตัว เช่น การดื่มกาแฟมากเกินไป การนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ความตื่นเต้นในคืนก่อนสอบหรือคืนก่อนแข่งขันกีฬา ความเครียดจากชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายก่อนเข้านอน ไปจนถึงการเจ็บป่วย

  • Long-Term Insomnia (บางครั้งเรียกว่า Chronic Insomnia) คืออาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง คืออาการนอนไม่หลับอย่างน้อย 3 คืนต่อสัปดาห์ โดยมีอาการต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งผู้ป่วยมักพยายามทำให้ตัวเองหลับ เมื่อนอนไม่หลับก็จะเกิดความวิตกกังวล จนทำให้นอนหลับยากกว่าเดิม

สาเหตุของโรคนอนไม่หลับ


อาการนอนไม่หลับเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยทางร่างกาย ปัจจัยทางจิตใจ ปัจจัยสิ่งแวดล้อม และอุปนิสัยการนอน (Sleep Hygiene)


  • ปัจจัยทางร่างกาย เช่น อาการเจ็บป่วย ปวดตามร่างกาย มีไข้ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) โรคกรดไหลย้อน หรือบางคนก็มีระบบประสาทที่ไวต่อสิ่งรบกวน ทำให้นอนหลับยาก

  • ปัจจัยทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว

  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น มีเสียงรบกวน ห้องนอนสว่างเกินไป หรืออุณหภูมิไม่เอื้อให้นอนหลับสบาย

  • อุปนิสัยการนอนที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หมายถึงการทำกิจกรรมหรือพฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้นอนไม่หลับ เช่น กินอาหารที่ย่อยยาก ออกกำลังกายใกล้เวลานอน การเล่นเกม การอ่านหนังสือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะในคนกลุ่มต่อไปนี้ที่จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป


  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มเสื่อมโทรม รูปแบบการนอนก็เปลี่ยนไป จึงเป็นสาเหตุให้มักมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับตามมา

  • คนวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง มักมีเหงื่อออกและรู้สึกร้อนวูบวาบกลางดึก จนส่งผลรบกวนการนอน

  • การตั้งครรภ์และช่วงมีประจำเดือน เป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสูงและอาจส่งผลต่อการนอนหลับได้

  • การนอนไม่เป็นเวลา เช่น การต้องทำงานเป็นกะ เปลี่ยนเวลางานไปมา หรือต้องเดินทางข้ามโซนเวลา

  • การเผชิญความเครียดและความวิตกกังวล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากอยู่ในสถานการณ์ที่มีความตึงเครียดเป็นเวลานานก็อาจนำไปสู่อาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังได้เหมือนกัน

อาการของโรคนอนไม่หลับ


อาการต่อไปนี้มักเป็นข้อบ่งชี้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ


  • นอนหลับยาก ใช้เวลานานกว่าจะหลับได้
  • ชั่วโมงนอนไม่มากเท่าที่ควร ตื่นแต่เช้าตรู่แม้จะนอนดึก
  • นอนหลับแล้วตื่นขึ้นกลางดึกบ่อยๆ (Interrupted Sleep)
  • นอนหลับไม่สนิท ทำให้ฝันมากหรือฝันร้ายบ่อยๆ
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นเมื่อตื่นขึ่นมาในตอนเช้า
  • รู้สึกง่วงมากในระหว่างวัน
  • กระสับกระส่าย หงุดหงิดง่าย
  • สมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนหรืองานที่ทำ

ลักษณะของอาการนอนไม่หลับสามารถแบ่งได้ 4 แบบ ดังนี้


  • Initial Insomnia คืออาการเริ่มหลับยาก ซึ่งมักเกี่ยวเนื่องกับความวิตกกังวลที่เผชิญในชีวิตประจำวัน โดยในผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงในการนอนให้หลับ

  • Middle Insomnia คืออาการหลับๆ ตื่นๆ นอนหลับได้ไม่สนิทและไม่เต็มอิ่ม ตื่นกลางดึกบ่อย

  • Late Insomnia (บางครั้งเรียกว่า Terminal Insomnia หรือ Sleep Offset Insomnia) คืออาการตื่นเร็วกว่าเวลาที่ควรจะตื่น แล้วไม่สามารถหลับต่อได้

  • Temporary Insomnia คืออาการนอนไม่หลับชั่วคราว ซึ่งมักจะเกิดจากความเครียดหรือความกดดันที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เช่น การตกงาน การพบเจอเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ฯลฯ

ภาวะแทรกซ้อนจากโรคนอนไม่หลับ


อาการนอนไม่หลับ

การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง เพราะการนอนที่ไม่เพียงพอสามารถส่งผลต่อทั้งสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยจะสังเกตได้เลยว่าคุณภาพการใช้ชีวิตลดลงกว่าปกติ เช่น


  • ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อกับการเรียนหรือการทำงานได้เท่าที่ควร

  • การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ช้าลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างขับขี่รถยนต์หรือขณะทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร

  • มีการวิจัยพบว่าการนอนหลับมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพจิตหลายๆ อย่าง เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โดยอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคเหล่านี้หรือทำให้อาการของโรครุนแรงยิ่งขึ้น

  • หากมีโรคประจำตัวหรือโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

  • อาการนอนไม่หลับอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือทำให้อาการของโรคเหล่านี้แย่ลงยิ่งกว่าเดิม

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากอาการนอนไม่กลับเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รบกวนจิตใจ หรือมีผลกระทบต่ออารมณ์และประสิทธิภาพในการทำงาน คุณควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรักษาอย่างถูกต้อง หากแพทย์พบว่าคุณนอนไม่หลับเนื่องจากโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการนอน (Sleep Disorder) ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงตามมา แพทย์อาจจะแนะนำให้เข้ารับการทดสอบการนอน (Sleep Test)


consult doctor

การวินิจฉัยและการรักษาโรคนอนไม่หลับ


แพทย์จะวินิจฉัยอาการนอนไม่หลับด้วยการสอบถามประวัติสุขภาพ ลักษณะและคุณภาพการนอน อุปนิสัยการนอน ปัญหาที่ทำให้เกิดความกังวลใจ ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อค้นหาสาเหตุของอาการนอนไม่หลับ นอกจากนี้อาจมีการตรวจเพิ่มเติมอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น


  • การตรวจเลือด เพื่อดูว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของต่อมไทรอยด์หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการนอนหลับหรือไม่

  • การประเมินนิสัยการนอนหลับ เป็นการตรวจโดยใช้แบบสอบถามเพื่อประเมินวงจรการตื่นและการนอน รวมทั้งดูว่าคุณเกิดความรู้สึกง่วงในระหว่างวันมากผิดปกติหรือไม่ โดยคุณอาจต้องจดบันทึกช่วงเวลาการนอนและคุณภาพการนอนของตัวเองเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ด้วย

  • การทดสอบการนอน (Sleep Test) หากแพทย์สงสัยว่าอาการนอนไม่หลับของคุณอาจเกิดจากโรคความผิดปกติเกี่ยวกับการนอน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ คุณอาจต้องเข้ารับการตรวจการนอนหลับในศูนย์คุณภาพการนอนหลับของโรงพยาบาล เพื่อวิเคราะห์การทํางานของระบบต่างๆ ของร่างกายระหว่างการนอนหลับ เช่น การหายใจ ระดับออกซิเจนในร่างกาย การทำงานของคลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวของร่างกายและลูกตา เป็นต้น

การรักษาโรคนอนไม่หลับขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละบุคคล หากเกิดจากอุปนิสัยการนอน แพทย์จะให้คำแนะนำในการปรับอุปนิสัยการนอนที่ถูกต้อง แต่หากอาการนอนไม่หลับส่งผลให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือง่วงนอนระหว่างวัน และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็อาจต้องใช้ยานอนหลับ ซึ่งเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง


ในกรณีที่อาการนอนไม่หลับเกิดจากโรคทางจิตใจหรือระบบประสาท เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ แพทย์จะให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุเหล่านี้ก่อน หากอาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องมีการบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดที่ส่งผลต่อการนอน และใช้เทคนิคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การออกกำลังกายที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และการจำกัดชั่วโมงการนอน


ยารักษาโรคนอนไม่หลับ


ยานอนหลับ

ยานอนหลับมักเป็นยาอันตรายที่ต้องสั่งโดยแพทย์ และหยุดยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ยาที่ใช้รักษาอาการนอนไม่หลับคือกลุ่มยาต่อไปนี้


  1. ยากลุ่ม Benzodiazepine – เมื่อใช้ยากลุ่ม Benzodiazepine เช่น Lorazepam ขนาดน้อยจะช่วยให้คลายกังวล แต่เมื่อใช้ในขนาดสูงจะช่วยเรื่องการนอนหลับชั่วคราว รวมถึงมีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อและกันอาการชักอีกด้วย สำหรับการใช้เป็นยานอนหลับ แพทย์จะถามถึงลักษณะอาการนอนไม่หลับของผู้ป่วยเพื่อจ่ายยาที่มีช่วงเวลาการออกฤทธิ์ที่เหมาะสม

    ยากลุ่มนี้ทำให้เกิดการเสพติดได้ และการใช้ต่อเนื่องอาจจะทำให้เกิดการดื้อยาได้ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

  2. ยาแก้ซึมเศร้าที่มีฤทธิ์ง่วง – มักใช้ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหรือวิตกกังวล รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรังที่รบกวนการนอน

  3. ยากลุ่ม Melatoninเมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นตามธรรมชาติซึ่งมีส่วนช่วยในการนอนหลับ

ในการรักษาอาการนอนไม่หลับให้ได้ผล ผู้ป่วยควรจะมีอุปนิสัยการนอน (Sleep Hygiene) ที่ดีด้วยเช่นกัน แพทย์มักพิจารณาให้ใช้ยาช่วยให้หลับร่วมด้วยเฉพาะในรายที่จำเป็นเท่านั้น และมักให้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราว


chat with our pharmacist free

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคนอนไม่หลับ


วิธีทำให้นอนหลับ

Do


  • ควรเข้านอนให้เป็นเวลา และไม่ควรนอนดึกเกินไป พยายามเข้านอนและตื่นเวลาเดิมให้เป็นกิจวัตร
  • จัดสภาพแวดล้อมในการนอนให้เหมาะสม นอนในที่ที่ทำให้รู้สึกสบาย มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก มีอุณหภูมิเหมาะสม ไม่มีกลิ่น เสียง หรือแสงรบกวน
  • อาบน้ำและแปรงฟันก่อนนอนเพื่อให้ร่างกายสบายที่สุด สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดแน่น
  • ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจก่อนนอนด้วยการฟังเพลงเบาๆ หรือทำสมาธิ
  • นอนในท่าที่สบาย ปล่อยอารมณ์และจิตใจให้ผ่อนคลาย

Don’t


  • ไม่ควรออกกำลังกายภายใน 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
  • ไม่ควรหลับยาวในตอนกลางวัน เพราะจะทำให้หลับยากในตอนกลางคืน
  • งดสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน
  • ไม่ควรรับประทานอาหารหนักก่อนเข้านอน

การป้องกันโรคนอนไม่หลับ


การฝึกอุปนิสัยการนอนหลับที่ดีเป็นการบรรเทาและป้องกันอาการนอนไม่หลับที่ทำได้ด้วยตนเองในเบื้องต้น ปฏิบัติได้ตามคำแนะนำต่อไปนี้


  • เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วง แต่ถ้านอนไม่หลับภายใน 20-30 นาที ให้ลุกจากที่นอนเพื่อทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายก่อน เช่น ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ

  • ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน หลีกเลี่ยงการคิดเรื่องเครียดและทำกิจกรรมที่ทำให้รู้สึกตื่นตัวอย่างการเล่นเกม การดูทีวี หรือการออกกำลังกายอย่างหนัก

  • เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกเช้า ถึงแม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักช่วงก่อนนอน

  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นให้ตื่นตัวหลังมื้อเที่ยง เช่น กาแฟหรือชา

  • ฝึกผ่อนคลายจิตใจ เช่น การฝึกหายใจ การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคนอนไม่หลับ


1. นอนไม่หลับรักษาที่ไหนดี?


หากมีอาการนอนไม่หลับต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง หรือโทรปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเข้ารับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง


2. นอนไม่หลับกินยาอะไรดี?


ยานอนหลับเป็นยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้น ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลอื่นๆ และได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ เพื่อประเมินอาการว่าจำเป็นต้องใช้ยานอนหลับหรือไม่


3. นอนไม่หลับเพราะฮอร์โมนต้องทำอย่างไร?


การนอนไม่หลับเพราะฮอร์โมนมักเกิดขึ้นในผู้หญิงวัยทอง ซึ่งจะอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปี – 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดลง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้เป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการนอนหลับ การรับประทานฮอร์โมนเพศหญิงจะสามารถช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ หากจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมน ผู้ป่วยควรอยู่ในการกำกับดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด


4. นอนไม่หลับเพราะคิดฟุ้งซ่าน ต้องทำยังไง?


การเปิดเพลงเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และการทำสมาธิ (Meditation) เป็นเวลา 15-20 นาทีก่อนนอนจะช่วยให้รู้สึกสบายและผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้ ควรจัดบรรยากาศการนอนให้สบายที่สุด เช่น อุณหภูมิเย็นพอเหมาะ ที่นอนสะอาด ไม่มีแสง สี เสียง รบกวนการนอน และในห้องนอนไม่ควรมีสิ่งเร้าอื่นๆ ที่กระตุ้นความสนใจ


บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
โรคกลัวความรัก (Philophobia)
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)
โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder: GAD)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. บุฑบท พฤกษาพนาชาติ

พญ. บุฑบท พฤกษาพนาชาติ (จิตแพทย์)
โรงพยาบาลนครพิงค์
พบ. เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วว. จิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล