MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งจะมี 3 สายพันธุ์หลัก คือ สายพันธุ์ A ติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน ส่วนสายพันธุ์ B และสายพันธุ์ C จะติดต่อจากคนสู่คน

  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีและผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เสี่ยงมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ติดเชื้อในหู หลอดลมอักเสบ รวมถึงโรคเกี่ยวกับหัวใจได้

  • เนื่องจากตัวเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการกลายพันธุ์ทำให้วัคซีนมีการพัฒนาตามไปด้วย และหลังจากฉีดไปแล้ววัคซีนจะค่อยๆ เสื่อมประสิทธิภาพลง จึงต้องได้รับการวัคซีนใหม่ทุกปี



Table of Contents
โรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร?
ความแตกต่างของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์?
สาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่
โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันอย่างไร?
ใครอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคไข้หวัดใหญ่
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่
ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
ยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่


โรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร?


โรคไข้หวัดใหญ่ หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Influenza เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) มีผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างจมูก คอ หลอดลม อาจลามไปถึงปอดด้วยเช่นกัน ไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยคนหนึ่งสู่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งผ่านละอองฝอย น้ำลาย หรือเสมหะ รวมถึงการใช้ของร่วมกันของผู้ป่วย


ความแตกต่างของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่


ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่ว่า ไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการที่รุนแรงและยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดา และยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงกว่า หากมีอาการหนักอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในขณะที่ไข้หวัดธรรมดา จะมีแค่อาการคัดจมูก มีเสมหะ น้ำมูกไหล ระคายเคืองคอเท่านั้น และจะมีไข้ต่ำๆ


ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์?


ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ นั่นก็คือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, B และ C ตามลำดับ


  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A: เชื้อไวรัสที่เกิดจากสัตว์ปีกอย่างนก ไก่ ทำให้ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน และคนสู่คนต่อไปเรื่อยๆ มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงและอันตรายที่สุด เช่น เชื้อไวรัส H1N1

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B: เชื้อไวรัสที่พบได้เฉพาะคน การติดต่อก็จะเกิดจากคนสู่คนด้วยกัน มักมีการแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว มีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A เช่น เชื้อไวรัสสายพันธุ์ B/Yamagata

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C: อีกหนึ่งเชื้อไวรัสที่เกิดจากคน แต่ไม่ค่อยแสดงอาการและไม่มีการแพร่ระบาดในหมู่คน แพทย์จึงไม่ให้ความสนใจกับเชื้อไวรัสชนิดนี้มากนัก

สาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่


เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนแล้วแต่ชนิดของไวรัสที่ร่างกายได้รับ ซึ่งปะปนอยู่กับละอองที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ หรือปะปนอยู่ในน้ำลาย เสมหะ และของเหลวที่อยู่ตามพื้นผิวภาชนะ เช่น แก้ว ช้อน ส้อม โทรศัพท์ โน้ตบุ๊ก แทบเลต และเครื่องใช้ต่างๆ


ไม่เพียงแต่ต้องระวังการติดเชื้อจากสิ่งของเครื่องใช้และตัวผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เท่านั้น แต่ยังต้องระวังการติดเชื้อจากสัตว์เลือดอุ่นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มปศุสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์เป็นพิเศษ เช่น เชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ที่มีเป็ด ไก่ ห่าน เป็นพาหะนำโรค


โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันอย่างไร?


ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่อาจมีการไอหรือจามหรือจังหวะที่พูดคุยกันซึ่งจะมีละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ปะปนกระจายออกมา ละอองเหล่านี้สามารถลอยเข้าจมูก ปาก หรือดวงตาของผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงผู้ป่วย ทำให้คนรอบข้างติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามไปด้วย


นอกจากนี้การสัมผัสกับผิวสิ่งของเครื่องใช้หรือการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มด้วยภาชนะเดียวกันกับผู้ป่วย ก็เสี่ยงติดไข้หวัดใหญ่ได้เหมือนกัน เพราะอาจมีละอองฝอยลอยมาติดตามพื้นผิวภาชนะ แล้วเผลอเอาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว


ใครอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคไข้หวัดใหญ่


ต่อให้เป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งหรือคนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ แต่อยู่ในละแวกเดียวกันกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ได้เหมือนกันหมด รวมถึงคนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ก็จะเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จากสัตว์ได้ง่าย และสำหรับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ รวมถึงเด็กเล็ก เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ไป อาจมีอาการรุนแรงขึ้นและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้หวัดใหญ่ได้


อาการของโรคไข้หวัดใหญ่


ไข้หวัดใหญ่ อาการ

อาการไข้หวัดใหญ่เบื้องต้น ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา นั่นคือ มีน้ำมูก จาม และเจ็บคอ แต่ไม่มีไข้ เมื่อถึงวันที่ 3-4 ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหนักขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอลง อาการไข้หวัดใหญ่จะไม่ได้เป็นแล้วหายทันที แต่จะมีอาการยาวนานเป็นสัปดาห์ ซึ่งโดยปกติไข้หวัดใหญ่จะมีอาการอยู่ประมาณ 5-7 วัน แล้วก็หายเอง อาการไข้หวัดใหญ่จะมีลักษณะเด่นที่สำคัญ ดังนี้


  • มีไข้สูง
  • ไอ (มักจะเป็นไอแห้งมากกว่าไอมีเสมหะ)
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ปวดศีรษะ
  • อ่อนเพลีย
  • สำหรับบางคนอาจรู้สึกคลื่นไส้ ท้องเสียร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่


สำหรับผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่มาแล้ว 1-2 สัปดาห์แล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อาจเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับร่างกาย หากผู้ป่วยยังมีอายุน้อยร่างกายแข็งแรง ภาวะแทรกซ้อนก็จะไม่รุนแรงมาก แต่หากผู้ป่วยเป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป หรือเป็นสตรีมีครรภ์ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้น ได้แก่


  • ปอดบวม
  • หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน
  • หอบหืด
  • โรคเกี่ยวกับหัวใจ
  • การติดเชื้อในหู
  • ไซนัสอักเสบ
  • ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • พัฒนากลายเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรงกว่าเดิม

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่เรื้อรัง อาจเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด เช่น ปอดบวม เบาหวาน ภาวะหัวใจล้มเหลว และระบบทางเดินหายใจล้มเหลว


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


แม้ว่าอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะหายได้เองแต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ไอ เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย ไม่อยากอาหาร รวมถึงมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วันและไม่มีท่าทีดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและรักษา


consult doctor

การตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่


การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ถ้าพิจารณาเพียงแค่ลักษณะอาการเจ็บป่วย คงเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดใด เพราะโรคในกลุ่มนี้มีอาการคล้ายคลึงกันมาก แต่มีสาเหตุจากไวรัสต่างชนิดกัน


ฉะนั้นแล้ว การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้มากที่สุด คือการวินิจฉัยโดยอาการ (Clinical Diagnosis) ในช่วงที่เกิดการระบาด อาการไข้หวัดใหญ่จะแสดงออกมาชัดเจนที่สุด นั่นคือมีไข้สูงกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียสพร้อมกับมีอาการไอ แพทย์จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้ง่ายและค่อนข้างแม่นยำ


และเพื่อให้การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่ มีความแม่นยำสูงขึ้น จึงมีเทคนิคต่างๆ ในการวินิจฉัยโรคที่เป็นไปได้ ดังนี้


ตรวจไข้หวัดใหญ่

  • การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่โดยการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ เช่น แยกเชื้อไวรัสจากไม้ป้ายคอ (Throat Swab) หรือ การดูดน้ำจากหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal Aspirate)

  • การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่โดยการใช้ชุดทดสอบ เช่น Rapid Influenza Diagnostic Test (RIDT) หรือ Reverse Transcriptase-Polymerase Chain Reaction (RT-PCR)

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่


  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
    ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามอาการ โดยให้ยาลดไข้และยาแก้ไอไปรับประทานที่บ้าน เพื่อลดอัตราการแพร่เชื้อให้กับคนอื่น พร้อมทั้งพักผ่อนและเฝ้าดูอาการไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเอง

  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อน
    จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส พร้อมกับรักษาภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยกำลังเป็นให้มีอาการบรรเทาลงไปด้วย เช่น ผู้ป่วยอาจมีภาวะหูชั้นกลางอักเสบ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ

ยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่


ผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่จะได้รับยาบรรเทาอาการปวด ยาแก้ไอ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง จะได้รับยาต้านเชื้อไวรัส (Antivirals) ไปด้วย ยกตัวอย่างยาต้านไวรัสในปัจจุบัน เช่น Oseltamivir, Zanamivir, Laninamivir, Peramivir, Baoxavir Marboxil และ Favipiravir


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่


ถึงแม้วัคซีนจะช่วยป้องกันอาการไข้หวัดใหญ่ได้ดีแต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ฉะนั้นแล้วผู้ป่วยจะต้องป้องกันการเกิดอาการไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเองควบคู่ไปด้วย เพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นและลดโอกาสการรับเชื้อไข้หวัดใหญ่จากคนรอบข้างเช่นเดียวกัน โดยจะแบ่งออกเป็นสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ดังนี้


Do


  • สวมหน้ากากอนามัย หรือเวลามีการไอและจาม ให้เอาผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากทุกครั้ง
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ
  • ทำความสะอาดพื้นผิวสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
  • รับประทานอาหาร 5 หมู่ให้ครบถ้วน เน้นอาหารที่มีประโยชน์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อพักฟื้นจากอาการไข้หวัดใหญ่

Don’t


  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตา หู จมูก ปาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อ เพราะไม่ได้มีเพียงไข้หวัดใหญ่เท่านั้นที่มักระบาดในฤดูฝน แต่ยังมีโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคตาแดง โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา โรคฉี่หนู ฯลฯ อีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่


ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

วัคซีนเข้ามามีบทบาทในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความปลอดภัย สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังลดความรุนแรงของอาการไข้หวัดใหญ่ลงได้


แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งภูมิคุ้มกันที่มีในตัววัคซีนจะค่อยๆ เสื่อมสภาพไป ฉะนั้นแล้วทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนทุกปี ในแต่ละปีจะได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3-4 ชนิดเท่านั้น นอกจากนี้วัคซีนจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา


ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการไข้หวัดใหญ่และมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำทุกปี ได้แก่


  • เด็กที่มีอายุ 6 เดือน – 5 ปี
  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • บุคลากรทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็มีผลข้างเคียงเช่นเดียวกัน ลักษณะผลข้างเคียงคือ จะมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด อาจมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะแสดงอาการ 1-2 วัน ก็จะหายดี แต่ถ้าฉีดวัคซีนแล้วมีอาการแพ้ จะเกิดอาการหายใจติดขัด มีเสียงลมหายใจเสียงดัง ลมพิษ ตัวซีดขาว ร่างกายอ่อนเพลีย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว และหมดสติลง ฉะนั้นแล้วหลังจากได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการแพ้ ให้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่


1. ไข้หวัดใหญ่ติดง่ายไหม?


เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายตามละอองฝอยในอากาศ และมีระยะการฟักตัวของเชื้อเพียงแค่ 24 ชั่วโมง ทุกคนจึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายมากภายใน 1-2 วัน เพราะคนเราอาจหายใจหรือสัมผัสรับเชื้อไวรัสเข้าร่างกายไปด้วยโดยไม่รู้ตัว


2. ไข้หวัดใหญ่อันตรายไหม?


ถึงไข้หวัดใหญ่จะไม่ได้สร้างอาการรุนแรงต่อผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ความอันตรายจากไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่ที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ละสายพันธุ์ที่ผู้ป่วยได้รับ ว่าจะส่งผลต่อร่างกายของคนเรามากน้อยแค่ไหน


หากวันดีคืนดีผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ที่มีความรุนแรงสูงที่สุด อาจสร้างความเจ็บป่วยให้กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ได้อย่างสาหัสจนถึงแก่ชีวิต และส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัว รวมถึงสตรีมีครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ


3. ไข้หวัดใหญ่หายเองได้ไหม?


หากผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและดูแลตัวเองในช่วงที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ อาการไข้หวัดใหญ่จะหายไปเองภายใน 5-7 วัน บางกรณีผู้ป่วยอาจฟื้นจากอาการไข้หวัดใหญ่ภายใน 1-2 สัปดาห์ก็ได้


4. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่คืออะไร?


ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หมายความว่า ไข้หวัดใหญ่ที่มีต้นเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวเดิม จนเกิดเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ในแต่ละปีเชื้อไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้ตัวไวรัสทนทานต่อยารักษาโรคและสภาพแวดล้อมมากขึ้น


อย่างเช่น ในช่วงปี 2008-2009 เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิด A สายพันธุ์ใหม่ขึ้น ได้แก่ H1N1, H1N2 และ H3N2 ขึ้น ซึ่งมีความรุนแรงสูงมากสามารถติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้ หลายประเทศจึงตั้งชื่อโรคขึ้นมาใหม่ว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”


5. เป็นไข้หวัดใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?


ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล สามารถกลับไปพักฟื้นอาการที่บ้านได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับผู้ป่วยไข้หวัดที่มีอาการรุนแรงมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจากแพทย์




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. นรรธพร ถิฐาพันธ์

พญ. นรรธพร ถิฐาพันธ์ (GP)
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไข้หวัดใหญ่เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งจะมี 3 สายพันธุ์หลัก คือ สายพันธุ์ A ติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน ส่วนสายพันธุ์ B และสายพันธุ์ C จะติดต่อจากคนสู่คน

  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่เป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปีและผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เสี่ยงมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม ติดเชื้อในหู หลอดลมอักเสบ รวมถึงโรคเกี่ยวกับหัวใจได้

  • เนื่องจากตัวเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการกลายพันธุ์ทำให้วัคซีนมีการพัฒนาตามไปด้วย และหลังจากฉีดไปแล้ววัคซีนจะค่อยๆ เสื่อมประสิทธิภาพลง จึงต้องได้รับการวัคซีนใหม่ทุกปี



Table of Contents
โรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร?
ความแตกต่างของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์?
สาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่
โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันอย่างไร?
ใครอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคไข้หวัดใหญ่
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่
ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่
การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
ยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่


โรคไข้หวัดใหญ่คืออะไร?


โรคไข้หวัดใหญ่ หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ Influenza เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) มีผลต่อระบบทางเดินหายใจอย่างจมูก คอ หลอดลม อาจลามไปถึงปอดด้วยเช่นกัน ไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายเชื้อจากผู้ป่วยคนหนึ่งสู่ผู้ป่วยอีกคนหนึ่งผ่านละอองฝอย น้ำลาย หรือเสมหะ รวมถึงการใช้ของร่วมกันของผู้ป่วย


ความแตกต่างของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่


ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่ว่า ไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการที่รุนแรงและยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดา และยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงกว่า หากมีอาการหนักอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ในขณะที่ไข้หวัดธรรมดา จะมีแค่อาการคัดจมูก มีเสมหะ น้ำมูกไหล ระคายเคืองคอเท่านั้น และจะมีไข้ต่ำๆ


ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธุ์?


ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ นั่นก็คือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A, B และ C ตามลำดับ


  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A: เชื้อไวรัสที่เกิดจากสัตว์ปีกอย่างนก ไก่ ทำให้ไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อจากสัตว์ไปสู่คน และคนสู่คนต่อไปเรื่อยๆ มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงและอันตรายที่สุด เช่น เชื้อไวรัส H1N1

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B: เชื้อไวรัสที่พบได้เฉพาะคน การติดต่อก็จะเกิดจากคนสู่คนด้วยกัน มักมีการแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว มีอาการที่รุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ A เช่น เชื้อไวรัสสายพันธุ์ B/Yamagata

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C: อีกหนึ่งเชื้อไวรัสที่เกิดจากคน แต่ไม่ค่อยแสดงอาการและไม่มีการแพร่ระบาดในหมู่คน แพทย์จึงไม่ให้ความสนใจกับเชื้อไวรัสชนิดนี้มากนัก

สาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่


เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ B เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนแล้วแต่ชนิดของไวรัสที่ร่างกายได้รับ ซึ่งปะปนอยู่กับละอองที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศ หรือปะปนอยู่ในน้ำลาย เสมหะ และของเหลวที่อยู่ตามพื้นผิวภาชนะ เช่น แก้ว ช้อน ส้อม โทรศัพท์ โน้ตบุ๊ก แทบเลต และเครื่องใช้ต่างๆ


ไม่เพียงแต่ต้องระวังการติดเชื้อจากสิ่งของเครื่องใช้และตัวผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เท่านั้น แต่ยังต้องระวังการติดเชื้อจากสัตว์เลือดอุ่นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มปศุสัตว์ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์เป็นพิเศษ เช่น เชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ที่มีเป็ด ไก่ ห่าน เป็นพาหะนำโรค


โรคไข้หวัดใหญ่ติดต่อกันอย่างไร?


ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่อาจมีการไอหรือจามหรือจังหวะที่พูดคุยกันซึ่งจะมีละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ปะปนกระจายออกมา ละอองเหล่านี้สามารถลอยเข้าจมูก ปาก หรือดวงตาของผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียงผู้ป่วย ทำให้คนรอบข้างติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามไปด้วย


นอกจากนี้การสัมผัสกับผิวสิ่งของเครื่องใช้หรือการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มด้วยภาชนะเดียวกันกับผู้ป่วย ก็เสี่ยงติดไข้หวัดใหญ่ได้เหมือนกัน เพราะอาจมีละอองฝอยลอยมาติดตามพื้นผิวภาชนะ แล้วเผลอเอาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว


ใครอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคไข้หวัดใหญ่


ต่อให้เป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งหรือคนที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ แต่อยู่ในละแวกเดียวกันกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ได้เหมือนกันหมด รวมถึงคนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรมและปศุสัตว์ ก็จะเสี่ยงติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จากสัตว์ได้ง่าย และสำหรับผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ รวมถึงเด็กเล็ก เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ไป อาจมีอาการรุนแรงขึ้นและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอาการไข้หวัดใหญ่ได้


อาการของโรคไข้หวัดใหญ่


ไข้หวัดใหญ่ อาการ

อาการไข้หวัดใหญ่เบื้องต้น ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา นั่นคือ มีน้ำมูก จาม และเจ็บคอ แต่ไม่มีไข้ เมื่อถึงวันที่ 3-4 ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหนักขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอลง อาการไข้หวัดใหญ่จะไม่ได้เป็นแล้วหายทันที แต่จะมีอาการยาวนานเป็นสัปดาห์ ซึ่งโดยปกติไข้หวัดใหญ่จะมีอาการอยู่ประมาณ 5-7 วัน แล้วก็หายเอง อาการไข้หวัดใหญ่จะมีลักษณะเด่นที่สำคัญ ดังนี้


  • มีไข้สูง
  • ไอ (มักจะเป็นไอแห้งมากกว่าไอมีเสมหะ)
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
  • ปวดศีรษะ
  • อ่อนเพลีย
  • สำหรับบางคนอาจรู้สึกคลื่นไส้ ท้องเสียร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่


สำหรับผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่มาแล้ว 1-2 สัปดาห์แล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่อาจเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับร่างกาย หากผู้ป่วยยังมีอายุน้อยร่างกายแข็งแรง ภาวะแทรกซ้อนก็จะไม่รุนแรงมาก แต่หากผู้ป่วยเป็นเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป หรือเป็นสตรีมีครรภ์ จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้น ได้แก่


  • ปอดบวม
  • หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน
  • หอบหืด
  • โรคเกี่ยวกับหัวใจ
  • การติดเชื้อในหู
  • ไซนัสอักเสบ
  • ภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน
  • พัฒนากลายเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่รุนแรงกว่าเดิม

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการไข้หวัดใหญ่เรื้อรัง อาจเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุด เช่น ปอดบวม เบาหวาน ภาวะหัวใจล้มเหลว และระบบทางเดินหายใจล้มเหลว


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


แม้ว่าอาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะหายได้เองแต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ไอ เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย ไม่อยากอาหาร รวมถึงมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2 วันและไม่มีท่าทีดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคและรักษา


consult doctor

การตรวจวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่


การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ถ้าพิจารณาเพียงแค่ลักษณะอาการเจ็บป่วย คงเป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดใด เพราะโรคในกลุ่มนี้มีอาการคล้ายคลึงกันมาก แต่มีสาเหตุจากไวรัสต่างชนิดกัน


ฉะนั้นแล้ว การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่ที่แพทย์นิยมใช้มากที่สุด คือการวินิจฉัยโดยอาการ (Clinical Diagnosis) ในช่วงที่เกิดการระบาด อาการไข้หวัดใหญ่จะแสดงออกมาชัดเจนที่สุด นั่นคือมีไข้สูงกว่าหรือเท่ากับ 38 องศาเซลเซียสพร้อมกับมีอาการไอ แพทย์จึงสามารถวินิจฉัยอาการได้ง่ายและค่อนข้างแม่นยำ


และเพื่อให้การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่ มีความแม่นยำสูงขึ้น จึงมีเทคนิคต่างๆ ในการวินิจฉัยโรคที่เป็นไปได้ ดังนี้


ตรวจไข้หวัดใหญ่

  • การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่โดยการยืนยันจากห้องปฏิบัติการ เช่น แยกเชื้อไวรัสจากไม้ป้ายคอ (Throat Swab) หรือ การดูดน้ำจากหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal Aspirate)

  • การวินิจฉัยอาการไข้หวัดใหญ่โดยการใช้ชุดทดสอบ เช่น Rapid Influenza Diagnostic Test (RIDT) หรือ Reverse Transcriptase-Polymerase Chain Reaction (RT-PCR)

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่


  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน
    ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาตามอาการ โดยให้ยาลดไข้และยาแก้ไอไปรับประทานที่บ้าน เพื่อลดอัตราการแพร่เชื้อให้กับคนอื่น พร้อมทั้งพักผ่อนและเฝ้าดูอาการไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเอง

  • ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีภาวะแทรกซ้อน
    จะได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส พร้อมกับรักษาภาวะแทรกซ้อนที่ผู้ป่วยกำลังเป็นให้มีอาการบรรเทาลงไปด้วย เช่น ผู้ป่วยอาจมีภาวะหูชั้นกลางอักเสบ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ

ยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่


ผู้ที่มีอาการไข้หวัดใหญ่จะได้รับยาบรรเทาอาการปวด ยาแก้ไอ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง จะได้รับยาต้านเชื้อไวรัส (Antivirals) ไปด้วย ยกตัวอย่างยาต้านไวรัสในปัจจุบัน เช่น Oseltamivir, Zanamivir, Laninamivir, Peramivir, Baoxavir Marboxil และ Favipiravir


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่


ถึงแม้วัคซีนจะช่วยป้องกันอาการไข้หวัดใหญ่ได้ดีแต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100% ฉะนั้นแล้วผู้ป่วยจะต้องป้องกันการเกิดอาการไข้หวัดใหญ่ด้วยตัวเองควบคู่ไปด้วย เพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นและลดโอกาสการรับเชื้อไข้หวัดใหญ่จากคนรอบข้างเช่นเดียวกัน โดยจะแบ่งออกเป็นสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ดังนี้


Do


  • สวมหน้ากากอนามัย หรือเวลามีการไอและจาม ให้เอาผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากทุกครั้ง
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ
  • ทำความสะอาดพื้นผิวสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
  • รับประทานอาหาร 5 หมู่ให้ครบถ้วน เน้นอาหารที่มีประโยชน์
  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อพักฟื้นจากอาการไข้หวัดใหญ่

Don’t


  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะตา หู จมูก ปาก เพื่อป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อ เพราะไม่ได้มีเพียงไข้หวัดใหญ่เท่านั้นที่มักระบาดในฤดูฝน แต่ยังมีโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคตาแดง โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา โรคฉี่หนู ฯลฯ อีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีผู้คนแออัด เพราะเป็นการเพิ่มโอกาสการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่


ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

วัคซีนเข้ามามีบทบาทในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทั้งสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B เนื่องจากวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความปลอดภัย สามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังลดความรุนแรงของอาการไข้หวัดใหญ่ลงได้


แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งภูมิคุ้มกันที่มีในตัววัคซีนจะค่อยๆ เสื่อมสภาพไป ฉะนั้นแล้วทุกคนต้องได้รับการฉีดวัคซีนทุกปี ในแต่ละปีจะได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3-4 ชนิดเท่านั้น นอกจากนี้วัคซีนจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์ตลอดเวลา


ผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะมีอาการไข้หวัดใหญ่และมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำทุกปี ได้แก่


  • เด็กที่มีอายุ 6 เดือน – 5 ปี
  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • สตรีมีครรภ์
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง อย่างโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
  • บุคลากรทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก็มีผลข้างเคียงเช่นเดียวกัน ลักษณะผลข้างเคียงคือ จะมีอาการบวมแดงบริเวณที่ฉีด อาจมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจะแสดงอาการ 1-2 วัน ก็จะหายดี แต่ถ้าฉีดวัคซีนแล้วมีอาการแพ้ จะเกิดอาการหายใจติดขัด มีเสียงลมหายใจเสียงดัง ลมพิษ ตัวซีดขาว ร่างกายอ่อนเพลีย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว และหมดสติลง ฉะนั้นแล้วหลังจากได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วมีอาการแพ้ ให้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่


1. ไข้หวัดใหญ่ติดง่ายไหม?


เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายตามละอองฝอยในอากาศ และมีระยะการฟักตัวของเชื้อเพียงแค่ 24 ชั่วโมง ทุกคนจึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายมากภายใน 1-2 วัน เพราะคนเราอาจหายใจหรือสัมผัสรับเชื้อไวรัสเข้าร่างกายไปด้วยโดยไม่รู้ตัว


2. ไข้หวัดใหญ่อันตรายไหม?


ถึงไข้หวัดใหญ่จะไม่ได้สร้างอาการรุนแรงต่อผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ความอันตรายจากไข้หวัดใหญ่ขึ้นอยู่ที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ละสายพันธุ์ที่ผู้ป่วยได้รับ ว่าจะส่งผลต่อร่างกายของคนเรามากน้อยแค่ไหน


หากวันดีคืนดีผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ A ที่มีความรุนแรงสูงที่สุด อาจสร้างความเจ็บป่วยให้กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ได้อย่างสาหัสจนถึงแก่ชีวิต และส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี หรือผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัว รวมถึงสตรีมีครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ


3. ไข้หวัดใหญ่หายเองได้ไหม?


หากผู้ป่วยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและดูแลตัวเองในช่วงที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ อาการไข้หวัดใหญ่จะหายไปเองภายใน 5-7 วัน บางกรณีผู้ป่วยอาจฟื้นจากอาการไข้หวัดใหญ่ภายใน 1-2 สัปดาห์ก็ได้


4. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่คืออะไร?


ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หมายความว่า ไข้หวัดใหญ่ที่มีต้นเหตุมาจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวเดิม จนเกิดเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ในแต่ละปีเชื้อไวรัสจะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา เพื่อให้ตัวไวรัสทนทานต่อยารักษาโรคและสภาพแวดล้อมมากขึ้น


อย่างเช่น ในช่วงปี 2008-2009 เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชนิด A สายพันธุ์ใหม่ขึ้น ได้แก่ H1N1, H1N2 และ H3N2 ขึ้น ซึ่งมีความรุนแรงสูงมากสามารถติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ได้ หลายประเทศจึงตั้งชื่อโรคขึ้นมาใหม่ว่าเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”


5. เป็นไข้หวัดใหญ่ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่?


ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล สามารถกลับไปพักฟื้นอาการที่บ้านได้ด้วยตัวเอง แต่สำหรับผู้ป่วยไข้หวัดที่มีอาการรุนแรงมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจากแพทย์




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. นรรธพร ถิฐาพันธ์

พญ. นรรธพร ถิฐาพันธ์ (GP)
โรงพยาบาลธรรมศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล