MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

สิวอักเสบ (Inflammatory Acne)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • สิวอักเสบเกิดจากเชื้อ Cutibacterium acnes (C.acnes) ที่เข้าไปรวมตัวกับไขมันและสิ่งสกปรกที่อุดตันใต้ผิวหนังจนก่อให้เกิดสิว 4 ชนิด : สิวตุ่ม สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง และสิวซีสต์ อาจสร้างความเจ็บปวดให้กับผิวหนัง

  • หากปล่อยให้สิวอักเสบเกิดขึ้นนานๆ อาจทำลายผิวหนังและทำให้เกิดรอยแผลตามมาได้ ฉะนั้นแล้วการรักษาสิวจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการป้องกันความรุนแรงของสิว เช่น ยาทาภายนอก ยารับประทาน การใช้แผ่นดูดสิว รวมถึงการใช้เลเซอร์และการบำบัดผิวด้วยแสงที่เข้มข้นพิเศษ

  • นอกจากการใช้ยารักษาแล้ว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังจากการรักษาและสกินแคร์ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาดีขึ้น โดยต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว มีตัวยาช่วยลดการเกิดสิว เช่น Salicylic acid, Sulfur, Zinc, Niacinamide, Tea Tree Oil และอื่นๆ



Table of Contents
สิวอักเสบคืออะไร?
สิวอักเสบเกิดจากอะไร?
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาสิวอักเสบ
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีสิวอักเสบ
เป็นสิวอักเสบใช้อะไรดี? วิธีเลือกสกินแคร์สำหรับผู้มีปัญหาสิวอักเสบ
การป้องกันการเกิดสิวอักเสบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ


สิวอักเสบคืออะไร?


สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) เป็นหนึ่งในประเภทของสิว ที่พัฒนาความรุนแรงมาจากสิวอุดตันโดยเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในรูขุมขน เกิดการกระตุ้นให้มีการอักเสบของสิวซึ่งอาจสร้างความเจ็บปวดได้ในบางกรณี ลักษณะของสิวอักเสบนั้นสังเกตได้จากสิวขนาดใหญ่ที่นูนขึ้นมาพร้อมกับความบวมแดง หรือบางชนิดจะปรากฏให้เห็นหนองสีขาวขุ่นตรงบริเวณหัวสิว


สิวอักเสบเป็นตุ่มแดง

ชนิดของสิวอักเสบ ได้แก่


  • สิวตุ่ม (Papules): เป็นตุ่มขนาดเล็ก ลักษณะบวมเต่ง มีสีชมพูอ่อนๆ
  • สิวหัวหนอง (Pustules): มีขนาดใหญ่กว่าสิวตุ่ม บวมแดงตรงฐานเม็ดสิว และเห็นหนองสีขาวตรงหัวสิว
  • สิวหัวช้าง (Nodules): เม็ดสิวมีขนาดใหญ่และแข็ง ฝังลงไปลึกมากใต้ผิวหนัง
  • สิวซีสต์ (Cysts): คล้ายๆ กับสิวหัวช้าง แต่มีหนองขนาดใหญ่ฝังลึกใต้ผิวหนังและสามารถสร้างความเจ็บปวดได้อย่างสาหัสเมื่อเผลอไปสัมผัสโดนเข้า

สิวอักเสบเกิดจากอะไร?


สิวอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

สิวอักเสบเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Cutibacterium acnes หรือมีชื่อย่อว่า C. acnes เจริญเติบโตในสภาวะที่รูขุมขนไร้ออกซิเจนจากการอุดตันของก้อนไขมันที่รวมตัวกับสิ่งสกปรกในระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเชื้อแบคทีเรีย C. acnes จะปล่อยเอนไซม์ไลเปส (Lipase) เพื่อย่อยไขมันใต้ผิวหนังให้อยู่ในรูปแบบของกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acid) ไม่เพียงแค่นั้นยังปล่อยเอนไซม์บางอย่างที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิวอุดตัน นำไปสู่ต้นเหตุของการเป็นสิวอักเสบตามใบหน้าและลำคอ


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อพบว่าสิวอักเสบที่กำลังเป็นอยู่ ได้ลามกระจายไปทั่วใบหน้าจนทำลายผิวหนัง และยังสร้างความเจ็บปวดทรมาน แถมยังทำให้ขาดความมั่นใจ นั่นเป็นสัญญาณที่สำคัญที่ควรจะรีบไปพบแพทย์ผิวหนังให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นสิวอักเสบอาจทิ้งรอยแผลเป็นจนเสียโฉมได้


ก่อนทำการรักษา แพทย์ผู้รักษาสิวอักเสบจะทำการซักประวัติผู้ป่วยถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิวอักเสบ หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรักษาสิวต่อไป


consult doctor

การรักษาสิวอักเสบ


การรักษาสิวอักเสบนั้นแพทย์จะทำการเช็กลักษณะสิวบนใบหน้าว่ามีลักษณะอย่างไรและมีความรุนแรงแค่ไหน จากนั้นแพทย์จะเลือกวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเพียงวิธีเดียว หรือจะเป็นการนำเทคนิคต่างๆ มาใช้รักษาร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การรักษาสิวอักเสบในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี ดังนี้


การรักษาด้วยยา


การรักษาด้วยยาส่วนใหญ่จะใช้ยาทาภายนอก แต่ถ้าหากสิวมีความรุนแรงอาจจะต้องรับประทานยาเพื่อรักษาสิวควบคู่ไปด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย C. acnes และลดอาการอักเสบของสิวให้น้อยลง รวมถึงทำให้สิวอักเสบยุบตัวลง


ตัวอย่างยาทารักษาสิวอักเสบ ในรูปแบบครีม โลชั่น หรือน้ำยารักษาสิว


  • ยา Benzoyl Peroxide
  • ยาที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid หรือ Azelaic acid
  • ยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ (Topical Retinoid)
  • ยาปฏิชีวนะแต้มสิว เช่น Clindamycin หรือ Erythromycin

ตัวอย่างยารับประทานเพื่อรักษาสิวอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง


  • ยาปฏิชีวนะในรูปแบบของยาเม็ด เช่น Erythromycin, Tetracycline หรือ Minocycline
  • ยาฮอร์โมน (ยาคุมกำเนิด) สำหรับผู้หญิง เช่น Ortho Tri-Cyclen, Beyaz หรือ Yaz
  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอชนิดรับประทาน (Oral Retinoid) เช่น ยา Isotretinoin

การกดสิว


นอกเหนือจากจะใช้รักษาสิวอุดตันแล้ว การกดสิวยังใช้รักษาสิวอักเสบได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวตุ่มและสิวหนอง เนื่องจากหนองสิวอยู่ตื้นมากพอจะกดได้ แต่อาจจะต้องเจาะหัวสิวอักเสบก่อน เพื่อเป็นการเปิดหัวสิวให้หนองออกง่ายๆ


แต่สำหรับสิวหัวช้างและสิวซีสต์นั้น การกดสิวดูจะไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม แต่มีวิธีการที่ใกล้เคียงกัน นั้นคือการกรีดผิวหนังและบีบระบายหนองออก แล้วตามด้วยการทายาปฏิชีวนะ วิธีนี้จะต้องใช้เครื่องมือกดสิวที่ใช้เฉพาะทางการแพทย์ผิวหนัง และต้องให้แพทย์เป็นผู้รักษาให้เท่านั้นถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี และไม่เสี่ยงติดเชื้อเพิ่ม


การติดแผ่นดูดสิว


แผ่นดูดสิว

แผ่นดูดสิวเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ง่ายและสะดวกต่อการใช้ เพียงแปะลงบนสิวอักเสบในตอนกลางคืน แผ่นดูดสิวก็จะดูดเม็ดสิวหรือหนองออกมาจากผิวหนัง แผ่นดูดสิวมีทั้งหมด 3 แบบ ดังนี้


  1. แผ่นดูดสิวชนิดมีตัวยารักษา (Medicated): ใช้ได้กับสิวอักเสบทุกชนิด เมื่อแปะแผ่นดูดสิวชนิดนี้ลงบนสิวอักเสบ ตัวยาอย่าง Salicylic และ Tea Tree Oil จะซึมผ่านผิวหนัง พร้อมกับออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ C. acnes และช่วยบรรเทาอาการบวมแดง จนสิวอักเสบยุบตัวลงและแห้งไปเอง

  2. แผ่นดูดสิวชนิดไม่มีตัวยา (Non-medicated): นำคุณสมบัติของผ้าพันแผล Hydrocolloid มาช่วยในการดูดหนองและความชื้นออกจากสิว พร้อมช่วยลดการเกิดรอยแผลจากสิวอักเสบ แผ่นดูดสิวชนิดนี้ได้ผลดีกับสิวหัวขาวและสิวหัวหนอง

  3. แผ่นดูดสิวชนิดหัวเข็มละลายสิว (Microneedle): แผ่นดูดสิวชนิดนี้เหมาะสำหรับการรักษาสิวหัวช้างและสิวซีสต์ โดยใช้เข็มเล็กๆ ที่สามารถละลายได้เป็นตัวเจาะพื้นผิวของสิวอักเสบ พร้อมให้ตัวยาซึมลงไปสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกขึ้น ที่สำคัญตัวเข็มไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ทำให้สิวอักเสบเหล่านี้แห้งไวขึ้น และช่วยลดการเกิดแผลได้ในระดับหนึ่ง

การรักษาสิวอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ


นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยรักษาสิวอักเสบได้ดีไม่แพ้กัน โดยนำศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการรักษา ยกตัวอย่างวิธีรักษาสิวอักเสบ ได้แก่


  • การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • การใช้เลเซอร์เพื่อลบรอยสิวอักเสบ เช่น Pulsed dye laser หรือ Nd:YAG
  • การใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อลดการอักเสบและฆ่าเชื้อ C. acnes เช่น Blue light Therapy, ALA and Light therapy, Intense Pulsed Light (IPL) และ Light and Heat Energy (LHE)

buy drug online on raksa app

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีสิวอักเสบ


ล้างหน้าป้องกันสิวอักเสบ

Do


  • ควรใช้สบู่อ่อนหรือผลิตภัณฑ์สูตร Physical (ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี) ล้างหน้าให้สะอาดวันละ 1-2 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางไปก่อน หากมีความจำเป็นควรแต่งหน้าให้น้อยที่สุดและใช้เครื่องสำอางสูตรไม่ก่อให้เกิดสิว
  • รับประทานอาหาร 5 หมู่ให้ครบ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึกและอดนอน เพราะจะทำให้สิวอักเสบกำเริบอีกครั้ง
  • หากไปพบแพทย์มาแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการทายาและรับประทานยา

Don’t


  • หลีกเลี่ยงการขัดถูหน้าอย่างแรง ให้ใช้วิธีการซับเบาๆ
  • ห้ามบีบ แคะ แกะสิวอักเสบเด็ดขาด เพราะจะทำให้อาการอักเสบรุนแรงมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ เช่น ของทอด ของมัน ขนมหวาน
  • ห้ามซื้อยามารับประทานรักษาสิวเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อประเมินความรุนแรงและสั่งยาอย่างเหมาะสม

เป็นสิวอักเสบใช้อะไรดี? วิธีเลือกสกินแคร์สำหรับผู้มีปัญหาสิวอักเสบ


การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสิวก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อกระบวนการรักษาสิวอักเสบให้ดีขึ้น ฉะนั้นแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์สูตรรักษาสิวโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเนื้อและส่วนประกอบที่อ่อนโยนต่อผิว รวมถึงมีตัวยาอย่าง Benzoyl peroxide สำหรับการฆ่าเชื้อ C. acnes และ Salicylic Acid ที่ช่วยลดการอุดตันของสิวอักเสบประกอบอยู่ด้วย


และเพื่อให้การดูแลผิวหนังสะอาดล้ำลึกมากขึ้น ควรใช้โทนเนอร์และมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนและเป็นแบบน้ำ (Water based) ควบคู่กับการล้างหน้า


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เช่น


  • La Roche-Posay
  • Eucerin
  • Physiogel
  • Acne-Aid
  • Neutrogena

ผู้ที่เป็นสิวอักเสบควรใช้สกินแคร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว โดยตัวยาที่ช่วยลดการเกิดสิวที่พบได้บ่อยเช่น Adapelene, Benzoyl peroxide, Salicylic acid, Zinc, Niacinamide และ Tea Tree Oil ฉะนั้นแล้วหากผู้ทีมีปัญหาสิวอักเสบกำลังเลือกซื้อสกินแคร์มาใช้ ให้ดูส่วนประกอบในสกินแคร์ว่ามีตัวยาเหล่านี้หรือไม่


การป้องกันการเกิดสิวอักเสบ


ดูแลผิวหน้าป้องกันสิวอักเสบ

สิวอักเสบอาจจะเกิดขึ้นตอนไหนหรือเมื่อไหร่เราอาจไม่ทันได้สังเกต แต่การป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นสิวอักเสบเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ฉะนั้นแล้วหากปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบได้


  • ล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง โดยก่อนล้างหน้าควรใช้โทนเนอร์เช็ดคราบสกปรกหรือเครื่องสำอางออกให้หมดก่อน
  • หมั่นสระผมเป็นประจำเพื่อลดไขมันบนเส้นผมที่อาจทำให้เป็นสิวได้
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ปราศจากสารเคมีใดๆ หรือใช้สูตรที่ไม่ทำให้เกิดสิว
  • หมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และปลอกหมอนทุกอาทิตย์ เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบได้
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแดดจ้า หรือถ้าจำเป็นต้องออกแดดก็ควรใช้ครีมกันแดดสูตรไม่ก่อให้เกิดสิว เพราะผิวหนังบางคนไวต่อแสงจึงทำให้เกิดสิวได้ง่าย
  • รักษาสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ระดับฮอร์โมนสมดุลและลดโอกาสเกิดสิว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ


1. สิวอักเสบกี่วันหาย?


โดยปกติสิวอักเสบจะหายดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์โดยประมาณ ฉะนั้นแล้วผู้ที่กำลังดูแลรักษาสิวอักเสบต้องมีความอดทนอย่างสูงในการดูแลผิว เพื่อให้ผิวหนังกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง


2. เป็นสิวอักเสบสามารถใช้สกินแคร์ได้ไหม?


สามารถใช้ได้ โดยแนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) และไม่ก่อให้เกิดสิว (Non-acnegenic) และแนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid, Tea Tree Oil, Niacinamide หรือ BHA เป็นส่วนประกอบสำคัญ เนื่องจากเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของสิว และช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้ ทำให้เห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นเมื่อใช้ควบคู่กับยา ที่สำคัญจะต้องเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง


3. เป็นสิวอักเสบสามารถใช้ครีมกันแดดได้ไหม?


สามารถใช้ได้ แต่ต้องเป็นครีมกันแดดแบบ Physical ซึ่งมีเนื้อครีมอ่อนโยนต่อผิว ไม่มีสารเคมี ไม่ทำให้ระคายเคือง และลดโอกาสการเป็นสิวได้มากกว่าครีมกันแดดสูตร Chemical ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบปัญหาผู้ที่เป็นสิวอักเสบได้ดีทีเดียว


4. ใช้เบนแซคแต้มสิวอักเสบได้ไหม?


ใช้ได้ เบนแซค ก็คือ Benzac AC เป็นชื่อทางการค้าชื่อหนึ่งของ Benzoyl peroxide มีฤทธิ์ช่วยให้หัวสิวหลุดออก พร้อมกับช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes ไม่ให้รวมตัวกับไขมันและสิ่งสกปรกใต้ผิวหนัง ทำให้สิวแห้งลงและมีสภาพผิวหนังโดยเฉพาะใบหน้าดีขึ้นได้


5. ใช้คลินด้าแต้มสิวอักเสบได้ไหม?


ใช้ได้ คลินด้า คือชื่อทางการค้าชื่อหนึ่งของ Clindamycin ซึ่งเป็นหนึ่งในยาปฏิชีวนะภายนอกที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียรุนแรง จึงเหมาะสมกับการรักษาสิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ บวมแดง และมีหนองสะสมอยู่ในสิว เช่น สิวหัวช้างและสิวหัวหนอง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

สิวอักเสบ (Inflammatory Acne)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • สิวอักเสบเกิดจากเชื้อ Cutibacterium acnes (C.acnes) ที่เข้าไปรวมตัวกับไขมันและสิ่งสกปรกที่อุดตันใต้ผิวหนังจนก่อให้เกิดสิว 4 ชนิด : สิวตุ่ม สิวหัวหนอง สิวหัวช้าง และสิวซีสต์ อาจสร้างความเจ็บปวดให้กับผิวหนัง

  • หากปล่อยให้สิวอักเสบเกิดขึ้นนานๆ อาจทำลายผิวหนังและทำให้เกิดรอยแผลตามมาได้ ฉะนั้นแล้วการรักษาสิวจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการป้องกันความรุนแรงของสิว เช่น ยาทาภายนอก ยารับประทาน การใช้แผ่นดูดสิว รวมถึงการใช้เลเซอร์และการบำบัดผิวด้วยแสงที่เข้มข้นพิเศษ

  • นอกจากการใช้ยารักษาแล้ว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหลังจากการรักษาและสกินแคร์ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาดีขึ้น โดยต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว มีตัวยาช่วยลดการเกิดสิว เช่น Salicylic acid, Sulfur, Zinc, Niacinamide, Tea Tree Oil และอื่นๆ



Table of Contents
สิวอักเสบคืออะไร?
สิวอักเสบเกิดจากอะไร?
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาสิวอักเสบ
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีสิวอักเสบ
เป็นสิวอักเสบใช้อะไรดี? วิธีเลือกสกินแคร์สำหรับผู้มีปัญหาสิวอักเสบ
การป้องกันการเกิดสิวอักเสบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ


สิวอักเสบคืออะไร?


สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) เป็นหนึ่งในประเภทของสิว ที่พัฒนาความรุนแรงมาจากสิวอุดตันโดยเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในรูขุมขน เกิดการกระตุ้นให้มีการอักเสบของสิวซึ่งอาจสร้างความเจ็บปวดได้ในบางกรณี ลักษณะของสิวอักเสบนั้นสังเกตได้จากสิวขนาดใหญ่ที่นูนขึ้นมาพร้อมกับความบวมแดง หรือบางชนิดจะปรากฏให้เห็นหนองสีขาวขุ่นตรงบริเวณหัวสิว


สิวอักเสบเป็นตุ่มแดง

ชนิดของสิวอักเสบ ได้แก่


  • สิวตุ่ม (Papules): เป็นตุ่มขนาดเล็ก ลักษณะบวมเต่ง มีสีชมพูอ่อนๆ
  • สิวหัวหนอง (Pustules): มีขนาดใหญ่กว่าสิวตุ่ม บวมแดงตรงฐานเม็ดสิว และเห็นหนองสีขาวตรงหัวสิว
  • สิวหัวช้าง (Nodules): เม็ดสิวมีขนาดใหญ่และแข็ง ฝังลงไปลึกมากใต้ผิวหนัง
  • สิวซีสต์ (Cysts): คล้ายๆ กับสิวหัวช้าง แต่มีหนองขนาดใหญ่ฝังลึกใต้ผิวหนังและสามารถสร้างความเจ็บปวดได้อย่างสาหัสเมื่อเผลอไปสัมผัสโดนเข้า

สิวอักเสบเกิดจากอะไร?


สิวอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

สิวอักเสบเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Cutibacterium acnes หรือมีชื่อย่อว่า C. acnes เจริญเติบโตในสภาวะที่รูขุมขนไร้ออกซิเจนจากการอุดตันของก้อนไขมันที่รวมตัวกับสิ่งสกปรกในระยะหนึ่ง หลังจากนั้นเชื้อแบคทีเรีย C. acnes จะปล่อยเอนไซม์ไลเปส (Lipase) เพื่อย่อยไขมันใต้ผิวหนังให้อยู่ในรูปแบบของกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acid) ไม่เพียงแค่นั้นยังปล่อยเอนไซม์บางอย่างที่ก่อให้เกิดการอักเสบของสิวอุดตัน นำไปสู่ต้นเหตุของการเป็นสิวอักเสบตามใบหน้าและลำคอ


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อพบว่าสิวอักเสบที่กำลังเป็นอยู่ ได้ลามกระจายไปทั่วใบหน้าจนทำลายผิวหนัง และยังสร้างความเจ็บปวดทรมาน แถมยังทำให้ขาดความมั่นใจ นั่นเป็นสัญญาณที่สำคัญที่ควรจะรีบไปพบแพทย์ผิวหนังให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นสิวอักเสบอาจทิ้งรอยแผลเป็นจนเสียโฉมได้


ก่อนทำการรักษา แพทย์ผู้รักษาสิวอักเสบจะทำการซักประวัติผู้ป่วยถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิวอักเสบ หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรักษาสิวต่อไป


consult doctor

การรักษาสิวอักเสบ


การรักษาสิวอักเสบนั้นแพทย์จะทำการเช็กลักษณะสิวบนใบหน้าว่ามีลักษณะอย่างไรและมีความรุนแรงแค่ไหน จากนั้นแพทย์จะเลือกวิธีรักษาสิวที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเพียงวิธีเดียว หรือจะเป็นการนำเทคนิคต่างๆ มาใช้รักษาร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด การรักษาสิวอักเสบในปัจจุบันมีหลากหลายวิธี ดังนี้


การรักษาด้วยยา


การรักษาด้วยยาส่วนใหญ่จะใช้ยาทาภายนอก แต่ถ้าหากสิวมีความรุนแรงอาจจะต้องรับประทานยาเพื่อรักษาสิวควบคู่ไปด้วย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย C. acnes และลดอาการอักเสบของสิวให้น้อยลง รวมถึงทำให้สิวอักเสบยุบตัวลง


ตัวอย่างยาทารักษาสิวอักเสบ ในรูปแบบครีม โลชั่น หรือน้ำยารักษาสิว


  • ยา Benzoyl Peroxide
  • ยาที่มีส่วนผสมของ Salicylic acid หรือ Azelaic acid
  • ยาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ (Topical Retinoid)
  • ยาปฏิชีวนะแต้มสิว เช่น Clindamycin หรือ Erythromycin

ตัวอย่างยารับประทานเพื่อรักษาสิวอักเสบ สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง


  • ยาปฏิชีวนะในรูปแบบของยาเม็ด เช่น Erythromycin, Tetracycline หรือ Minocycline
  • ยาฮอร์โมน (ยาคุมกำเนิด) สำหรับผู้หญิง เช่น Ortho Tri-Cyclen, Beyaz หรือ Yaz
  • ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอชนิดรับประทาน (Oral Retinoid) เช่น ยา Isotretinoin

การกดสิว


นอกเหนือจากจะใช้รักษาสิวอุดตันแล้ว การกดสิวยังใช้รักษาสิวอักเสบได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวตุ่มและสิวหนอง เนื่องจากหนองสิวอยู่ตื้นมากพอจะกดได้ แต่อาจจะต้องเจาะหัวสิวอักเสบก่อน เพื่อเป็นการเปิดหัวสิวให้หนองออกง่ายๆ


แต่สำหรับสิวหัวช้างและสิวซีสต์นั้น การกดสิวดูจะไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม แต่มีวิธีการที่ใกล้เคียงกัน นั้นคือการกรีดผิวหนังและบีบระบายหนองออก แล้วตามด้วยการทายาปฏิชีวนะ วิธีนี้จะต้องใช้เครื่องมือกดสิวที่ใช้เฉพาะทางการแพทย์ผิวหนัง และต้องให้แพทย์เป็นผู้รักษาให้เท่านั้นถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี และไม่เสี่ยงติดเชื้อเพิ่ม


การติดแผ่นดูดสิว


แผ่นดูดสิว

แผ่นดูดสิวเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ง่ายและสะดวกต่อการใช้ เพียงแปะลงบนสิวอักเสบในตอนกลางคืน แผ่นดูดสิวก็จะดูดเม็ดสิวหรือหนองออกมาจากผิวหนัง แผ่นดูดสิวมีทั้งหมด 3 แบบ ดังนี้


  1. แผ่นดูดสิวชนิดมีตัวยารักษา (Medicated): ใช้ได้กับสิวอักเสบทุกชนิด เมื่อแปะแผ่นดูดสิวชนิดนี้ลงบนสิวอักเสบ ตัวยาอย่าง Salicylic และ Tea Tree Oil จะซึมผ่านผิวหนัง พร้อมกับออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อ C. acnes และช่วยบรรเทาอาการบวมแดง จนสิวอักเสบยุบตัวลงและแห้งไปเอง

  2. แผ่นดูดสิวชนิดไม่มีตัวยา (Non-medicated): นำคุณสมบัติของผ้าพันแผล Hydrocolloid มาช่วยในการดูดหนองและความชื้นออกจากสิว พร้อมช่วยลดการเกิดรอยแผลจากสิวอักเสบ แผ่นดูดสิวชนิดนี้ได้ผลดีกับสิวหัวขาวและสิวหัวหนอง

  3. แผ่นดูดสิวชนิดหัวเข็มละลายสิว (Microneedle): แผ่นดูดสิวชนิดนี้เหมาะสำหรับการรักษาสิวหัวช้างและสิวซีสต์ โดยใช้เข็มเล็กๆ ที่สามารถละลายได้เป็นตัวเจาะพื้นผิวของสิวอักเสบ พร้อมให้ตัวยาซึมลงไปสู่ชั้นผิวหนังที่ลึกขึ้น ที่สำคัญตัวเข็มไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ทำให้สิวอักเสบเหล่านี้แห้งไวขึ้น และช่วยลดการเกิดแผลได้ในระดับหนึ่ง

การรักษาสิวอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ


นอกจากวิธีข้างต้นแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยรักษาสิวอักเสบได้ดีไม่แพ้กัน โดยนำศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการรักษา ยกตัวอย่างวิธีรักษาสิวอักเสบ ได้แก่


  • การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์
  • การใช้เลเซอร์เพื่อลบรอยสิวอักเสบ เช่น Pulsed dye laser หรือ Nd:YAG
  • การใช้แสงที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อลดการอักเสบและฆ่าเชื้อ C. acnes เช่น Blue light Therapy, ALA and Light therapy, Intense Pulsed Light (IPL) และ Light and Heat Energy (LHE)

buy drug online on raksa app

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีสิวอักเสบ


ล้างหน้าป้องกันสิวอักเสบ

Do


  • ควรใช้สบู่อ่อนหรือผลิตภัณฑ์สูตร Physical (ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี) ล้างหน้าให้สะอาดวันละ 1-2 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางไปก่อน หากมีความจำเป็นควรแต่งหน้าให้น้อยที่สุดและใช้เครื่องสำอางสูตรไม่ก่อให้เกิดสิว
  • รับประทานอาหาร 5 หมู่ให้ครบ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึกและอดนอน เพราะจะทำให้สิวอักเสบกำเริบอีกครั้ง
  • หากไปพบแพทย์มาแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการทายาและรับประทานยา

Don’t


  • หลีกเลี่ยงการขัดถูหน้าอย่างแรง ให้ใช้วิธีการซับเบาๆ
  • ห้ามบีบ แคะ แกะสิวอักเสบเด็ดขาด เพราะจะทำให้อาการอักเสบรุนแรงมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ เช่น ของทอด ของมัน ขนมหวาน
  • ห้ามซื้อยามารับประทานรักษาสิวเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อประเมินความรุนแรงและสั่งยาอย่างเหมาะสม

เป็นสิวอักเสบใช้อะไรดี? วิธีเลือกสกินแคร์สำหรับผู้มีปัญหาสิวอักเสบ


การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสิวก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อกระบวนการรักษาสิวอักเสบให้ดีขึ้น ฉะนั้นแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์สูตรรักษาสิวโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีเนื้อและส่วนประกอบที่อ่อนโยนต่อผิว รวมถึงมีตัวยาอย่าง Benzoyl peroxide สำหรับการฆ่าเชื้อ C. acnes และ Salicylic Acid ที่ช่วยลดการอุดตันของสิวอักเสบประกอบอยู่ด้วย


และเพื่อให้การดูแลผิวหนังสะอาดล้ำลึกมากขึ้น ควรใช้โทนเนอร์และมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยนและเป็นแบบน้ำ (Water based) ควบคู่กับการล้างหน้า


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลสิวที่คนส่วนใหญ่รู้จัก เช่น


  • La Roche-Posay
  • Eucerin
  • Physiogel
  • Acne-Aid
  • Neutrogena

ผู้ที่เป็นสิวอักเสบควรใช้สกินแคร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิว โดยตัวยาที่ช่วยลดการเกิดสิวที่พบได้บ่อยเช่น Adapelene, Benzoyl peroxide, Salicylic acid, Zinc, Niacinamide และ Tea Tree Oil ฉะนั้นแล้วหากผู้ทีมีปัญหาสิวอักเสบกำลังเลือกซื้อสกินแคร์มาใช้ ให้ดูส่วนประกอบในสกินแคร์ว่ามีตัวยาเหล่านี้หรือไม่


การป้องกันการเกิดสิวอักเสบ


ดูแลผิวหน้าป้องกันสิวอักเสบ

สิวอักเสบอาจจะเกิดขึ้นตอนไหนหรือเมื่อไหร่เราอาจไม่ทันได้สังเกต แต่การป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นสิวอักเสบเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ฉะนั้นแล้วหากปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดสิวอักเสบได้


  • ล้างหน้าให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง โดยก่อนล้างหน้าควรใช้โทนเนอร์เช็ดคราบสกปรกหรือเครื่องสำอางออกให้หมดก่อน
  • หมั่นสระผมเป็นประจำเพื่อลดไขมันบนเส้นผมที่อาจทำให้เป็นสิวได้
  • ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ปราศจากสารเคมีใดๆ หรือใช้สูตรที่ไม่ทำให้เกิดสิว
  • หมั่นเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม และปลอกหมอนทุกอาทิตย์ เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบได้
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีแดดจ้า หรือถ้าจำเป็นต้องออกแดดก็ควรใช้ครีมกันแดดสูตรไม่ก่อให้เกิดสิว เพราะผิวหนังบางคนไวต่อแสงจึงทำให้เกิดสิวได้ง่าย
  • รักษาสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ระดับฮอร์โมนสมดุลและลดโอกาสเกิดสิว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิวอักเสบ


1. สิวอักเสบกี่วันหาย?


โดยปกติสิวอักเสบจะหายดีขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์โดยประมาณ ฉะนั้นแล้วผู้ที่กำลังดูแลรักษาสิวอักเสบต้องมีความอดทนอย่างสูงในการดูแลผิว เพื่อให้ผิวหนังกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง


2. เป็นสิวอักเสบสามารถใช้สกินแคร์ได้ไหม?


สามารถใช้ได้ โดยแนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-comedogenic) และไม่ก่อให้เกิดสิว (Non-acnegenic) และแนะนำให้ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Salicylic Acid, Tea Tree Oil, Niacinamide หรือ BHA เป็นส่วนประกอบสำคัญ เนื่องจากเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันของสิว และช่วยลดอาการอักเสบของสิวได้ ทำให้เห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นเมื่อใช้ควบคู่กับยา ที่สำคัญจะต้องเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง


3. เป็นสิวอักเสบสามารถใช้ครีมกันแดดได้ไหม?


สามารถใช้ได้ แต่ต้องเป็นครีมกันแดดแบบ Physical ซึ่งมีเนื้อครีมอ่อนโยนต่อผิว ไม่มีสารเคมี ไม่ทำให้ระคายเคือง และลดโอกาสการเป็นสิวได้มากกว่าครีมกันแดดสูตร Chemical ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบปัญหาผู้ที่เป็นสิวอักเสบได้ดีทีเดียว


4. ใช้เบนแซคแต้มสิวอักเสบได้ไหม?


ใช้ได้ เบนแซค ก็คือ Benzac AC เป็นชื่อทางการค้าชื่อหนึ่งของ Benzoyl peroxide มีฤทธิ์ช่วยให้หัวสิวหลุดออก พร้อมกับช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย C. acnes ไม่ให้รวมตัวกับไขมันและสิ่งสกปรกใต้ผิวหนัง ทำให้สิวแห้งลงและมีสภาพผิวหนังโดยเฉพาะใบหน้าดีขึ้นได้


5. ใช้คลินด้าแต้มสิวอักเสบได้ไหม?


ใช้ได้ คลินด้า คือชื่อทางการค้าชื่อหนึ่งของ Clindamycin ซึ่งเป็นหนึ่งในยาปฏิชีวนะภายนอกที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียรุนแรง จึงเหมาะสมกับการรักษาสิวอักเสบที่มีขนาดใหญ่ บวมแดง และมีหนองสะสมอยู่ในสิว เช่น สิวหัวช้างและสิวหัวหนอง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. ชัญญา สื่อวีระชัย (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลลาดพร้าว
ว.ว. สาขาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.บ. คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล