MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • ความดันโลหิตสูง คือภาวะค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งมักทำให้เกิดอาการอื่นๆ แทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจ ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพาต ฯลฯ ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ตรวจพบอาการได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารรสเค็มจัด ความเครียดสะสม การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่จัด ฯลฯ รวมถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง เช่น โรคไต โรคต่อมไร้ท่อบางชนิด เนื้องอกต่อมหมวกไต ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน

  • โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เมื่อเป็นแล้วต้องคอยควบคุมอาการไปตลอด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญอย่างมาก



Table of Contents
โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร?
สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
อาการของโรคความดันโลหิตสูง

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง
อาหารลดความดัน
การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง


โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร?


ความดันโลหิตสูง หรือ Hypertension เป็นภาวะที่ค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงสูงกว่าระดับปกติ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอท และไม่ควรจะสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการจึงไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคความดันสูงและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ หัวใจวาย ไตวาย เส้นเลือดตีบ เส้นเลือดอุดตัน จนทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ จึงควรหมั่นพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ และรักษาระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากที่สุด


สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง


การดื่มเบียร์เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้หลายปัจจัย ดังนี้


  • ความดันสูงที่เกิดจากพันธุกรรม คือ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อนและจะเริ่มตรวจพบเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

  • ความดันสูงเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารไขมันสูง เค็มจัด ทำให้เกิดโรคอ้วน ความเครียดสะสม สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

  • ความดันสูงเกิดจากอาการข้างเคียงของโรคอื่นๆ เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต โรคไต โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด

อาการของโรคความดันโลหิตสูง


โดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่สามารถมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน เลือดกำเดาออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ตาพร่ามัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มีอาการเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาตได้ และอาจมีอาการแน่นหน้าอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้หรือหัวใจวายได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โรคความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัว แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่าผู้ป่วยกำลังมีค่าความดันสูงมาก


  • ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยต่อเนื่องหลายชั่วโมง
  • เวียนศีรษะ มึนงง ตาพร่า
  • อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา
  • เลือดกำเดาไหล

consult doctor

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงต้องดูแลสุขภาพโดยเฉพาะอาหารการกิน

วิธีลดความดันสูงโดยไม่ต้องกินยา


ผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงบางรายอาจไม่จำเป็นต้องกินยา แต่ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เน้นไปที่การดูแลเรื่องโภชนาการ ลดอาหารเค็มจัด โซเดียมสูง รับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสหวานน้อย ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมไขมันต่ำ ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่จัดหรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก ควรปรับลดและเลิก หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนให้เพียงพอ


วิธีลดความดันแบบธรรมชาติ


หนึ่งในวิธีลดความดันโลหิตสูงแบบธรรมชาติ คือการรับประทานอาหารแบบ DASH หรือ Dietary Approaches to Stop Hypertension ซึ่งผลการศึกษาจากสมาคมโรคหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า การรับประทานอาหารด้วยวิธีนี้ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ รวมถึงยังช่วยลดคลอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจได้อีกด้วย สัดส่วนโดยประมาณจะแบ่งออกเป็น


  • ข้าวหรือธัญพืชต่างๆ แบบไม่ขัดสี 7-8 ทัพพีต่อวัน
  • ผักสด 4-5 ทัพพีต่อวัน
  • ผลไม้สด รสหวานน้อย 4-5 ทัพพีต่อวัน
  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่เกิน 2 ทัพพี และควรรับประทานเนื้อปลาเป็นประจำ เพราะมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงหัวใจ
  • นมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ต 2-3 แก้วต่อวัน
  • ถั่ว (หลีกเลี่ยงแบบทอดหรือใส่เกลือ) 4-5 กำมือต่อสัปดาห์ เพราะเป็นแหล่งโอเมก้า 3,6,9 แมกนีเซียม โปรตีน ไขมันดี และใยอาหาร
  • ไขมันหรือน้ำมันชนิดดี ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์
  • ของหวานหรือน้ำตาล ไม่เกิน 5 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ควบคุมปริมาณเกลือโซเดียมให้ไม่เกิน 1500 มิลลิกรัมต่อวัน

ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง


ผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงมากหรือปรับพฤติกรรมแล้วแต่ไม่ได้ผล แพทย์จะจ่ายยาเพื่อควบคุมค่าความดันโลหิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุด ลด หรือเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเอง โดยยาที่มักใช้สำหรับโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ 5 กลุ่ม ดังนี้


  • Angiotensin Converting Enzyme Inhibitors (ACEIs) เช่น Enalapril
  • Angiotensin Receptor Blockers (ARBs) เช่น Candesartan, Losartan
  • Beta-blockers หรือยาต้านเบต้า เช่น Propranolol, Atenolol
  • Calcium-channel blockers (CCBs) หรือยาต้านแคลเซียม เช่น Amlodipine ,Verapamil, Nifedipine
  • ยาขับปัสสาวะ โดยมักจะใช้ในผู้ป่วยไตและหัวใจมีความผิดปกติ เช่น Furosemide, Spironolactone, Metolazone

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงต้องไม

Do


  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและทานยาอย่างสม่ำเสมอ
  • อ่านฉลากก่อนซื้ออาหารทุกครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น แฮม ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง แหนม อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็ง
  • ควบคุมน้ำหนัก เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี
  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 30 นาที โดยอาจจะเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ ก่อน หากขณะออกกำลังกายมีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยมากผิดปกติ เจ็บหน้าอก ใจสั่น ตัวเย็น หน้ามืด ให้หยุดทันที

Don’t


  • ลดความเครียด รู้จักปล่อยวาง ทำใจให้สบาย ระมัดระวังอารมณ์แปรปรวนที่ไปกระตุ้นความดันโลหิต เช่น เครียด ตื่นเต้น โมโห กลัว เป็นต้น
  • งดการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ระมัดระวังการรับประทานอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรทุกชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

อาหารลดความดัน


อาหารที่เหมาะกับผู้มีความดันโลหิตสูง

อาหารสำหรับคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงนอกจากจะต้องจำกัดโซเดียมและไขมันแล้ว ยังควรเพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตสูง บำรุงหัวใจ หลอดเลือด และระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดี โดยควรเลือกรับประทานให้หลากหลาย ในปริมาณที่พอเหมาะจากแหล่งอาหารธรรมชาติ ดังนี้


  • โอเมก้า 3, 6, 9 ช่วยควบคุมความดันโลหิต ลดการเกิดลิ่มเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยโอเมก้า 3 พบได้ในปลาทะเล ถั่วและธัญพืช ส่วนโอเมก้า 6 และ 9 พบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า และถั่วชนิดต่างๆ

  • โพแทสเซียม (Potassium) พบมากในมะเขือเทศ ผักโขม กล้วย แก้วมังกร ธัญพืชไม่ขัดสี โดยโพแทสเซียมจะช่วยขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ

  • แมกนีเซียม (Magnesium) พบมากในผักใบเขียว เมล็ดฟักทอง ถั่วชนิดต่างๆ กล้วย อะโวคาโด ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดและหัวใจคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ช่วยป้องกันหลอดเลือดไม่ให้แข็งตัวและตีบตัน

  • แคลเซียม (Calcium) พบมากในนม โยเกิร์ต ปลาที่รับประทานได้ทั้งก้าง ช่วยควบคุมความดันโลหิต และช่วยในการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

  • วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด

  • วิตามินอี (Vitamin E) ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตไหลเวียนได้ดี ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

  • สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล (Polyphenol) พบในผลไม้ประเภทเบอรี่ องุ่น แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) พบในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ส่วนแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) พบในผักผลไม้สีม่วง

  • สมุนไพรไทยนานาชนิด เช่น ขึ้นฉ่าย ใบบัวบก ฟ้าทลายโจร มะรุม กระเทียม กะเพรา ขิง ตะไคร้ มะกรูด กระเจี๊ยบแดง

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง


การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เมื่อเป็นแล้วต้องคอยควบคุมอาการไปตลอด ดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม ดังนี้


  • รักษาสมดุลของน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์พอดี ไม่อ้วนจนเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารเค็มจัด หวานจัด ไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • รู้จักจัดการกับความเครียด และหมั่นหากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 วัน
  • หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะหากตรวจพบและรักษาเร็ว จะเป็นอันตรายน้อยกว่า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง


1. ความดันตัวล่างสูงหมายความว่าอย่างไร?


ค่าความดันโลหิตประกอบไปด้วย 2 ค่า คือ


  • ค่าตัวบน (Systolic blood pressure หรือ SBP) ซึ่งเป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ไม่ควรเกิน 140 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าตัวล่าง (Diastolic blood pressure หรือ DBP) ซึ่งเป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ไม่ควรเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท

โดยผู้ป่วยอาจมีค่าความดันโลหิตสูงทั้งสองค่า หรือบางรายอาจมีค่าใดค่าหนึ่งสูงผิดปกติ ในขณะที่อีกค่าหนึ่งอยู่ในระดับปกติ แต่ไม่ว่าค่าบนหรือค่าล่างที่สูงผิดปกติ ก็ล้วนเป็นอันตราย และจัดอยู่ในโรคความดันโลหิตสูงด้วยกันทั้งสิ้น


2. กินยาความดันแล้วปวดหัว?


ยาความดันโลหิตสูงแต่ละชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป และยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย บางชนิดเมื่อรับประทานไปแล้วอาจมีผลข้างเคียง คืออาการปวดหัว มึนหัว เวียนหัว เนื่องจากเป็นกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ส่งผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด และช่วยให้ความดันโลหิตลดลง ผู้ป่วยจึงควรระมัดระวังเวลาเปลี่ยนท่าทาง ลุกนั่ง อาจเกิดอาการวูบได้ หากรู้สึกว่าอาการหนัก และไม่ดีขึ้น ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ตรงเวลา ไม่เพิ่มหรือลดขนาดยาเอง ไม่หยุดหรือเปลี่ยนยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์


3. ความดันสูงออกกำลังกายได้ไหม?


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรออกกำลังกายอย่างยิ่ง โดยสามารถเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ก่อน และเลือกออกกำลังกายประเภทเบาถึงปานกลางหรือเท่าที่ไหว และไม่ทำให้เหนื่อยจนเกินไป เช่น การเดิน แกว่งแขน แอโรบิก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์


นอกจากนี้ ควรหมั่นสังเกตร่างกายตนเองอยู่เสมอว่ามีอาการความดันสูง หรือความผิดปกติระหว่างออกกำลังกายหรือไม่ เช่น เหนื่อยมากผิดปกติ เวียนหัว คลื่นไส้ ตาพร่ามัว ตัวเย็น ใจสั่น ให้หยุดทันที ข้อควรระวังคือไม่ควรออกกำลังกายในขณะที่ความดันโลหิตสูงกว่า 180/100 มิลลิเมตรปรอท ในบางรายแพทย์อาจจ่ายยาเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตก่อนออกกำลังกายด้วย


4. การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่บ้าน?


  • หากผู้ป่วยต้องทานยาลดความดันโลหิตสูง ควรช่วยเตือนหรือจัดยาให้ทานอย่างสม่ำเสมอ

  • ช่วยวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ โดยการวัดที่บริเวณต้นแขนในท่านั่ง ช่วงเช้าให้วัดภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอนและปัสสาวะเรียบร้อยแล้ว โดยยังไม่ต้องรับประทานอาหารเช้าหรือยาลดความดัน และวัดอีกครั้งตอนก่อนเข้านอน โดยในแต่ละช่วงควรวัด 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 นาที โดยเฉพาะในช่วง 4-7 วันก่อนพบแพทย์ และบันทึกค่าความดันโลหิตไว้ให้แพทย์ดูประกอบการรักษา

  • หมั่นสังเกตและสอบถามอาการของผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติหรือไม่

  • ดูแลเรื่องอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักหากเป็นโรคอ้วน โดยให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และไขมันสูง

  • ชวนผู้ป่วยไปออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจิตใจ

  • สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ดีต่อสุขภาพจิต

5. ความดัน 150/90 สูงไหม?


ผู้ที่มีค่าความดันโลหิตสูง 150/90 มิลลิเมตรปรอท จัดอยู่ในภาวะโรคความดันโลหิตสูงขั้นแรก หรือระดับที่ 1 ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม และเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน ในกรณีที่การปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น แพทย์จะให้ยาลดความดันควบคู่ไปด้วย




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • ความดันโลหิตสูง คือภาวะค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งมักทำให้เกิดอาการอื่นๆ แทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจ ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อัมพาต ฯลฯ ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ตรวจพบอาการได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้

  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารรสเค็มจัด ความเครียดสะสม การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่จัด ฯลฯ รวมถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง เช่น โรคไต โรคต่อมไร้ท่อบางชนิด เนื้องอกต่อมหมวกไต ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน

  • โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เมื่อเป็นแล้วต้องคอยควบคุมอาการไปตลอด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญอย่างมาก



Table of Contents
โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร?
สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
อาการของโรคความดันโลหิตสูง

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง
อาหารลดความดัน
การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง


โรคความดันโลหิตสูงคืออะไร?


ความดันโลหิตสูง หรือ Hypertension เป็นภาวะที่ค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงสูงกว่าระดับปกติ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอท และไม่ควรจะสูงเกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการจึงไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคความดันสูงและไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง กว่าจะรู้ตัวก็เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่ออวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ หัวใจวาย ไตวาย เส้นเลือดตีบ เส้นเลือดอุดตัน จนทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ จึงควรหมั่นพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพเป็นประจำ และรักษาระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติมากที่สุด


สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง


การดื่มเบียร์เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้หลายปัจจัย ดังนี้


  • ความดันสูงที่เกิดจากพันธุกรรม คือ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก่อนและจะเริ่มตรวจพบเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น

  • ความดันสูงเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารไขมันสูง เค็มจัด ทำให้เกิดโรคอ้วน ความเครียดสะสม สูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

  • ความดันสูงเกิดจากอาการข้างเคียงของโรคอื่นๆ เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต โรคไต โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด

อาการของโรคความดันโลหิตสูง


โดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่สามารถมีอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน เลือดกำเดาออกโดยไม่ทราบสาเหตุ ตาพร่ามัว หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้มีอาการเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาตได้ และอาจมีอาการแน่นหน้าอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้หรือหัวใจวายได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โรคความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงมักไม่รู้ตัว แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่าผู้ป่วยกำลังมีค่าความดันสูงมาก


  • ปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยต่อเนื่องหลายชั่วโมง
  • เวียนศีรษะ มึนงง ตาพร่า
  • อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา
  • เลือดกำเดาไหล

consult doctor

การรักษาโรคความดันโลหิตสูง


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงต้องดูแลสุขภาพโดยเฉพาะอาหารการกิน

วิธีลดความดันสูงโดยไม่ต้องกินยา


ผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงบางรายอาจไม่จำเป็นต้องกินยา แต่ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เน้นไปที่การดูแลเรื่องโภชนาการ ลดอาหารเค็มจัด โซเดียมสูง รับประทานผัก และผลไม้ที่มีรสหวานน้อย ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นมไขมันต่ำ ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่จัดหรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก ควรปรับลดและเลิก หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนให้เพียงพอ


วิธีลดความดันแบบธรรมชาติ


หนึ่งในวิธีลดความดันโลหิตสูงแบบธรรมชาติ คือการรับประทานอาหารแบบ DASH หรือ Dietary Approaches to Stop Hypertension ซึ่งผลการศึกษาจากสมาคมโรคหัวใจและหลอดเลือดแห่งสหรัฐอเมริกาพบว่า การรับประทานอาหารด้วยวิธีนี้ช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ รวมถึงยังช่วยลดคลอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจได้อีกด้วย สัดส่วนโดยประมาณจะแบ่งออกเป็น


  • ข้าวหรือธัญพืชต่างๆ แบบไม่ขัดสี 7-8 ทัพพีต่อวัน
  • ผักสด 4-5 ทัพพีต่อวัน
  • ผลไม้สด รสหวานน้อย 4-5 ทัพพีต่อวัน
  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่เกิน 2 ทัพพี และควรรับประทานเนื้อปลาเป็นประจำ เพราะมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงหัวใจ
  • นมไขมันต่ำหรือโยเกิร์ต 2-3 แก้วต่อวัน
  • ถั่ว (หลีกเลี่ยงแบบทอดหรือใส่เกลือ) 4-5 กำมือต่อสัปดาห์ เพราะเป็นแหล่งโอเมก้า 3,6,9 แมกนีเซียม โปรตีน ไขมันดี และใยอาหาร
  • ไขมันหรือน้ำมันชนิดดี ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์
  • ของหวานหรือน้ำตาล ไม่เกิน 5 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ควบคุมปริมาณเกลือโซเดียมให้ไม่เกิน 1500 มิลลิกรัมต่อวัน

ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง


ผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงมากหรือปรับพฤติกรรมแล้วแต่ไม่ได้ผล แพทย์จะจ่ายยาเพื่อควบคุมค่าความดันโลหิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรหยุด ลด หรือเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเอง โดยยาที่มักใช้สำหรับโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ 5 กลุ่ม ดังนี้


  • Angiotensin Converting Enzyme Inhibitors (ACEIs) เช่น Enalapril
  • Angiotensin Receptor Blockers (ARBs) เช่น Candesartan, Losartan
  • Beta-blockers หรือยาต้านเบต้า เช่น Propranolol, Atenolol
  • Calcium-channel blockers (CCBs) หรือยาต้านแคลเซียม เช่น Amlodipine ,Verapamil, Nifedipine
  • ยาขับปัสสาวะ โดยมักจะใช้ในผู้ป่วยไตและหัวใจมีความผิดปกติ เช่น Furosemide, Spironolactone, Metolazone

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงต้องไม

Do


  • ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและทานยาอย่างสม่ำเสมอ
  • อ่านฉลากก่อนซื้ออาหารทุกครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง รวมถึงอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น แฮม ไส้กรอก หมูยอ กุนเชียง แหนม อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็ง
  • ควบคุมน้ำหนัก เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี
  • หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 30 นาที โดยอาจจะเริ่มจากการออกกำลังกายเบาๆ ก่อน หากขณะออกกำลังกายมีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยมากผิดปกติ เจ็บหน้าอก ใจสั่น ตัวเย็น หน้ามืด ให้หยุดทันที

Don’t


  • ลดความเครียด รู้จักปล่อยวาง ทำใจให้สบาย ระมัดระวังอารมณ์แปรปรวนที่ไปกระตุ้นความดันโลหิต เช่น เครียด ตื่นเต้น โมโห กลัว เป็นต้น
  • งดการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ระมัดระวังการรับประทานอาหารเสริมหรือยาสมุนไพรทุกชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง

อาหารลดความดัน


อาหารที่เหมาะกับผู้มีความดันโลหิตสูง

อาหารสำหรับคนเป็นโรคความดันโลหิตสูงนอกจากจะต้องจำกัดโซเดียมและไขมันแล้ว ยังควรเพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งจะช่วยลดความดันโลหิตสูง บำรุงหัวใจ หลอดเลือด และระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดี โดยควรเลือกรับประทานให้หลากหลาย ในปริมาณที่พอเหมาะจากแหล่งอาหารธรรมชาติ ดังนี้


  • โอเมก้า 3, 6, 9 ช่วยควบคุมความดันโลหิต ลดการเกิดลิ่มเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น โดยโอเมก้า 3 พบได้ในปลาทะเล ถั่วและธัญพืช ส่วนโอเมก้า 6 และ 9 พบได้ในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า และถั่วชนิดต่างๆ

  • โพแทสเซียม (Potassium) พบมากในมะเขือเทศ ผักโขม กล้วย แก้วมังกร ธัญพืชไม่ขัดสี โดยโพแทสเซียมจะช่วยขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ

  • แมกนีเซียม (Magnesium) พบมากในผักใบเขียว เมล็ดฟักทอง ถั่วชนิดต่างๆ กล้วย อะโวคาโด ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อผนังหลอดเลือดและหัวใจคลายตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ช่วยป้องกันหลอดเลือดไม่ให้แข็งตัวและตีบตัน

  • แคลเซียม (Calcium) พบมากในนม โยเกิร์ต ปลาที่รับประทานได้ทั้งก้าง ช่วยควบคุมความดันโลหิต และช่วยในการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

  • วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด

  • วิตามินอี (Vitamin E) ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตไหลเวียนได้ดี ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

  • สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล (Polyphenol) พบในผลไม้ประเภทเบอรี่ องุ่น แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) พบในผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม ส่วนแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) พบในผักผลไม้สีม่วง

  • สมุนไพรไทยนานาชนิด เช่น ขึ้นฉ่าย ใบบัวบก ฟ้าทลายโจร มะรุม กระเทียม กะเพรา ขิง ตะไคร้ มะกรูด กระเจี๊ยบแดง

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง


การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด เมื่อเป็นแล้วต้องคอยควบคุมอาการไปตลอด ดังนั้นจึงควรป้องกันไว้ก่อน ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม ดังนี้


  • รักษาสมดุลของน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์พอดี ไม่อ้วนจนเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารเค็มจัด หวานจัด ไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • รู้จักจัดการกับความเครียด และหมั่นหากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3-5 วัน
  • หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพราะหากตรวจพบและรักษาเร็ว จะเป็นอันตรายน้อยกว่า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง


1. ความดันตัวล่างสูงหมายความว่าอย่างไร?


ค่าความดันโลหิตประกอบไปด้วย 2 ค่า คือ


  • ค่าตัวบน (Systolic blood pressure หรือ SBP) ซึ่งเป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ไม่ควรเกิน 140 มิลลิเมตรปรอท

  • ค่าตัวล่าง (Diastolic blood pressure หรือ DBP) ซึ่งเป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว ไม่ควรเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท

โดยผู้ป่วยอาจมีค่าความดันโลหิตสูงทั้งสองค่า หรือบางรายอาจมีค่าใดค่าหนึ่งสูงผิดปกติ ในขณะที่อีกค่าหนึ่งอยู่ในระดับปกติ แต่ไม่ว่าค่าบนหรือค่าล่างที่สูงผิดปกติ ก็ล้วนเป็นอันตราย และจัดอยู่ในโรคความดันโลหิตสูงด้วยกันทั้งสิ้น


2. กินยาความดันแล้วปวดหัว?


ยาความดันโลหิตสูงแต่ละชนิดอาจมีผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป และยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย บางชนิดเมื่อรับประทานไปแล้วอาจมีผลข้างเคียง คืออาการปวดหัว มึนหัว เวียนหัว เนื่องจากเป็นกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ส่งผลต่อการขยายตัวของหลอดเลือด และช่วยให้ความดันโลหิตลดลง ผู้ป่วยจึงควรระมัดระวังเวลาเปลี่ยนท่าทาง ลุกนั่ง อาจเกิดอาการวูบได้ หากรู้สึกว่าอาการหนัก และไม่ดีขึ้น ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที ทั้งนี้ผู้ป่วยควรรับประทานยาให้ตรงเวลา ไม่เพิ่มหรือลดขนาดยาเอง ไม่หยุดหรือเปลี่ยนยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์


3. ความดันสูงออกกำลังกายได้ไหม?


ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ควรออกกำลังกายอย่างยิ่ง โดยสามารถเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ก่อน และเลือกออกกำลังกายประเภทเบาถึงปานกลางหรือเท่าที่ไหว และไม่ทำให้เหนื่อยจนเกินไป เช่น การเดิน แกว่งแขน แอโรบิก ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์


นอกจากนี้ ควรหมั่นสังเกตร่างกายตนเองอยู่เสมอว่ามีอาการความดันสูง หรือความผิดปกติระหว่างออกกำลังกายหรือไม่ เช่น เหนื่อยมากผิดปกติ เวียนหัว คลื่นไส้ ตาพร่ามัว ตัวเย็น ใจสั่น ให้หยุดทันที ข้อควรระวังคือไม่ควรออกกำลังกายในขณะที่ความดันโลหิตสูงกว่า 180/100 มิลลิเมตรปรอท ในบางรายแพทย์อาจจ่ายยาเพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตก่อนออกกำลังกายด้วย


4. การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่บ้าน?


  • หากผู้ป่วยต้องทานยาลดความดันโลหิตสูง ควรช่วยเตือนหรือจัดยาให้ทานอย่างสม่ำเสมอ

  • ช่วยวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ โดยการวัดที่บริเวณต้นแขนในท่านั่ง ช่วงเช้าให้วัดภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอนและปัสสาวะเรียบร้อยแล้ว โดยยังไม่ต้องรับประทานอาหารเช้าหรือยาลดความดัน และวัดอีกครั้งตอนก่อนเข้านอน โดยในแต่ละช่วงควรวัด 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 นาที โดยเฉพาะในช่วง 4-7 วันก่อนพบแพทย์ และบันทึกค่าความดันโลหิตไว้ให้แพทย์ดูประกอบการรักษา

  • หมั่นสังเกตและสอบถามอาการของผู้ป่วยว่ามีความผิดปกติหรือไม่

  • ดูแลเรื่องอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักหากเป็นโรคอ้วน โดยให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และไขมันสูง

  • ชวนผู้ป่วยไปออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจิตใจ

  • สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ดีต่อสุขภาพจิต

5. ความดัน 150/90 สูงไหม?


ผู้ที่มีค่าความดันโลหิตสูง 150/90 มิลลิเมตรปรอท จัดอยู่ในภาวะโรคความดันโลหิตสูงขั้นแรก หรือระดับที่ 1 ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม และเริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน ในกรณีที่การปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด หรือมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น แพทย์จะให้ยาลดความดันควบคู่ไปด้วย




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล