MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคเริม (Herpes Simplex)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคเริมป็นโรคติดเชื้อ Herpes Simplex Virus ซึ่งมี 2 ชนิด คือ HSV-1 เป็นการติดเชื้อบริเวณปาก ติดได้จากการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การจูบหรือใช้ของร่วมกัน ส่วน HSV-2 เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะเพศได้ทั้งหญิงและชาย ได้รับเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

  • โรคเริมสามารถหายได้เองใน 2-6 สัปดาห์ แต่ในรายที่อาการลุกลาม ตุ่มพองอาจกลายเป็นหนองได้ หรือในผู้หญิงที่เป็นเริมบริเวณอวัยวะเพศ เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

  • การรักษาโรคเริมด้วยยา แพทย์จะให้รับประทานยาต้านไวรัส ร่วมกับการล้างแผลและทายา



Table of Contents
โรคเริมคืออะไร?
สาเหตุของโรคเริม
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเริม
อาการของโรคเริม
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคเริม
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเริม
การป้องกันโรคเริม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเริม


โรคเริมคืออะไร?


โรคเริม หรือ เริม (Herpes simplex) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ผิวหนังโดยการสัมผัสผู้ที่มีเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงหรือทางอ้อม เช่น การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้ของร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์


เริมเป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ แต่สามารถเกิดโรคซ้ำได้เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยสภาวะที่เหมาะสมกับการทำงานของเชื้อไวรัส เพราะหลังจากได้รับเชื้อ Herpes simplex Virus แล้ว เชื้อจะเข้าไปอยู่ในปมประสาท เมื่อมีปัจจัยต่างๆ ไปกระตุ้นเชื้อไวรัส เชื้อจะเคลื่อนตามเส้นประสาทมายังปลายประสาททำให้เกิดโรคซ้ำที่ผิวหนังได้อีก


เริมที่ปาก

สาเหตุของโรคเริม


โรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเชื้อไวรัสตระกูล Herpes Simplex Virus มี 2 ชนิด ได้แก่


1. Herpes simplex virus-1 (HSV-1)


ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณปาก สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การโดนแผล ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การจูบ การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน


เชื้อตัวนี้ก่อให้เกิดโรคบริเวณปาก ริมฝีปาก ใบหน้า ช่องปาก ถ้าหากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้


2. Herpes simplex virus-2 (HSV-2)


ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย เช่น ถุงอัณฑะ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากเป็นการสัมผัสกับเชื้อไวรัสโดยตรง


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเริม


ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นทำให้เกิดเริมซ้ำ ได้แก่ ความวิตกกังวล ความเครียด เป็นไข้ ร่างกายอ่อนแอ ขาดสารอาหาร การเจ็บป่วยจากโรคอื่น ภูมิคุ้มกันต่ำ พบในกลุ่มคนที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ คนที่กำลังได้รับยารักษาโรคมะเร็งและการผ่าตัดที่กระทบกระเทือนต่อเส้นประสาท


อาการของโรคเริม


ผู้ที่ติดเชื้อเริมครั้งแรกมักไม่แสดงอาการ หากมีอาการจะเกิดตุ่มน้ำ เมื่อตุ่มน้ำแตกจะมีอาการเจ็บ แสบ ปวดร้อน แผลจะค่อยๆ หายภายใน 2-6 สัปดาห์ อีกทั้งอาจมีไข้ ปวดศรีษะ การเกิดเริมสามารถเกิดได้หลายครั้ง อาการครั้งต่อมามักเกิดอาการคล้ายครั้งแรกแต่ความรุนแรงน้อยกว่า และมักซ้ำกับจุดเดิมแต่มักไม่มีไข้ร่วมด้วย การเกิดเริมสามารถเกิดได้หลายจุด ได้แก่


เป็นเริมที่หลัง

1. เริมที่ริมฝีปาก เริมในปาก เริมที่มุมปาก


เริ่มต้นจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและคันบริเวณปากก่อนเกิดผื่น จากนั้นผื่นจะพัฒนาเป็นตุ่มใส และอาจรวมกันเป็นแผลใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการของโรคแทรกซ้อนที่อาจพบคือ เชื้อไวรัสแพร่ไปติดเนื้อเยื่อข้างเคียง ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องการติดเชื้ออาจทำให้เสียชีวิตได้


2. เริมที่ขา


เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนมาก่อนที่จะเกิดตุ่มน้ำใสขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยจะขึ้นกันเป็นกลุ่ม


3. เริมที่ตา


มีตุ่มน้ำใสเกิดเป็นกระจุกหรือกลุ่ม เมื่อมีอาการผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ถ้าพบว่ากระจกตาอักเสบจาก Herpes simplex virus แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสแบบทา


4. เริมที่คอ


เกิดแผลเปื่อยในช่องปาก มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำในช่วงแรก จากนั้นน้ำจะแตกออก ทำให้เกิดสะเก็ดและเกิดแผลตื้นเมื่อลอกสะเก็ดออก


5. เริมที่อวัยวะเพศ


เกิดตุ่มพองเล็กๆ แล้วแตกออก ทำให้เกิดการตกสะเก็ดและหายไปใน 2 -3 สัปดาห์ ในเพศหญิงมักเกิดบริเวณช่องคลอด ทวารหนักและสะโพก ส่วนในเพศชายจะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ถุงอัณฑะ บริเวณสะโพกใกล้ทวารหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บ แสบ คันบาดแผลจากตุ่มพอง พร้อมทั้งเจ็บขณะปัสสาวะร่วมด้วย


อาการแทรกซ้อนจากโรคเริ่มที่พบได้บ่อยคือ ตุ่มพองกลายเป็นหนองซึ่งเกิดจากการอักเสบเพราะติดเชื้อแบคทีเรีย กระจกตาอักเสบหากเกิดเริมที่ตา อวัยวะเพศหญิงที่เป็นเริมมีโอกาสเกิดมะเร็งปาดมดลูกเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการเป็นอัมพาตครึ่งซีกหากเส้นประสาทอักเสบจากเชื้อไวรัสโรคเริม


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โรคเริมส่วนมากไม่มีไข้ แต่หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดมาก มีหลายตำแหน่ง หรือเกิดในตำแหน่งสำคัญ เช่น ดวงตา ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที


consult doctor

การรักษาโรคเริม


1. ยาทาเริม


ยาทาเริมเป็นยาทาภายนอกเพื่อต้านไว้รัส เพื่อยับยั้งการแพร่ของเชื้อไวรัสอย่างรวดเร็ว การเกิดฤทธิ์น้อย แต่ให้ผลดีในการลดอาการปวด ทำให้ผื่นแห้งเร็ว ยาที่นิยมใช้คือ ครีมอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)


ยาทาอีกชนิดที่มีประสิทธิภาพได้ผลดีคือ ครีมพญายอ ทำจากสมุดไพรเสลดพังพอนตัวเมีย มีสรรพคุณในการรักษาเริมในอวัยวะเพศ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้


นอกจากนี้ ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาทาที่ผสมสเตียรอยด์ เพราะแผลจะหายช้า ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง


2. ยาต้านไวรัสเริม


ปัจจุบันมีการใช้ยาต้านไวรัสเริม 3 ชนิด คือ ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ยาแฟมซิโคลเวียร์ (Famcyclovir) และ ยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส เมื่อไวรัสหยุดเพิ่มจำนวนและลดการแพร่เชื้อไวรัสสู่ผู้อื่น


buy drugs online via Raksa App

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเริม


Do


  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ไม่ใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ดูแลความสะอาดของร่างกาย ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกาเพื่อไม่ให้ตุ่มน้ำติดเชื้อ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดรูป สบายตัว
  • ถ้ามีไข้สูงควรเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้
  • หากเป็นเริมที่ปาก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร้อน เผ็ด และเค็ม รวมถึงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพราะจะส่งผลต่อแผลที่ปากทำให้เกิดอาการแสบ
  • ควรรีบไปพบแพทย์ เมื่อเกิดตุ่งพองเป็นจำนวนมาก และมีไข้สูงภายใน 1-3 วัน

Don’t


  • งดรับประทานอาหารแปรรูป เช่น ของหมัก ดอง แหนม ปลาร้า กะปิ อาหารที่ไม่สุก
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง
  • งดมีเพศสัมพันธ์ขณะเกิดโรคเริม เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อไวรัสสู่ผู้อื่นได้ง่าย

การป้องกันโรคเริม


  • ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • ดูแลสุขอนามัยพื้นฐานอย่างดีและล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดเริมซ้ำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยทั้งการใช้สิ่งของร่วมกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การดื่มน้ำร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์กัน
  • สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคติดต่อ

ป้องกันเริม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเริม


1. เป็นเริมบ่อยมากจะเสี่ยงเป็นเอดส์ไหม?


สาเหตุการเกิดเริม ส่วนหนึ่งคือสภาวะร่างกายอ่อนแอ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ในผู้ป่วย HIV ร่างกายสามารถรับเชื้ออื่นเข้ามาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นเริมบ่อยๆ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุของการกลับเป็นซ้ำของเริมได้อย่างถูกต้อง


2. เริมที่อวัยะเพศหญิงอันตรายไหม?


การเกิดเริมในอวัยวะเพศหญิงจะทำให้มีอาการรู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะ เนื่องจากการเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ อย่างไรก็ตาม เริมสามารถรักษาหายได้ หากรับประทานยาและทายาสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อไม่ให้เริมเกิดซ้ำได้อีก


3. เริมที่อวัยะเพศชายอันตรายไหม?


การเกิดเริมที่อวัยวะเพศชายอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น การอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ แล้วไปขัดขวางช่องทางปัสสาวะจึงต้องใช้ท่อสวนเพื่อระบายปัสสาวะ


อย่างไรก็ตาม โรคเริมสามารถรักษาหายได้ แต่ผู้ป่วยก็จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย


4. เริมหายเองได้ไหม?


โดยทั่วไปสามารถหายเองได้ โดยผื่นจะยุบตัวลงได้ภายใน 7 วัน การใช้ยาจะช่วยทำให้ผื่นหายเร็วขึ้นได้


5. เป็นเริมสามารถกินเหล้าหรือเบียร์ได้ไหม?


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมัก ดอง เป็นอาหารที่ควรงดรับประทานเมื่อเกิดเริม ถ้าหากรับประทานเข้าไปอาจทำให้หายได้ช้าลงและรุนแรงมากขึ้น


6. เป็นเริมมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?


การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่เป็นเริมจะมีความเสี่ยงในการติดโรคสูงมาก แม้ว่าจะมีการสวมถุงยางอนามัย แต่ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เพียงบางส่วน เนื่องจากถุงยางอนามัยไม่ได้ครอบคลุมทุกส่วนของอวัยวะเพศ จึงทำให้ยังมีความเสี่ยงที่แพร่เชื้อเริมให้แก่กันได้ ดังนั้นจึงควรงดมีเพศสัมพันธ์




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. มณสิญา พงษ์ชมพร

พ.ญ. มณสิญา พงษ์ชมพร
(แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง)
โรงพยาบาลเวิร์ลเมดิคอล
วุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคเริม (Herpes Simplex)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคเริมป็นโรคติดเชื้อ Herpes Simplex Virus ซึ่งมี 2 ชนิด คือ HSV-1 เป็นการติดเชื้อบริเวณปาก ติดได้จากการดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การจูบหรือใช้ของร่วมกัน ส่วน HSV-2 เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะเพศได้ทั้งหญิงและชาย ได้รับเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

  • โรคเริมสามารถหายได้เองใน 2-6 สัปดาห์ แต่ในรายที่อาการลุกลาม ตุ่มพองอาจกลายเป็นหนองได้ หรือในผู้หญิงที่เป็นเริมบริเวณอวัยวะเพศ เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

  • การรักษาโรคเริมด้วยยา แพทย์จะให้รับประทานยาต้านไวรัส ร่วมกับการล้างแผลและทายา



Table of Contents
โรคเริมคืออะไร?
สาเหตุของโรคเริม
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเริม
อาการของโรคเริม
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคเริม
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเริม
การป้องกันโรคเริม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเริม


โรคเริมคืออะไร?


โรคเริม หรือ เริม (Herpes simplex) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ผิวหนังโดยการสัมผัสผู้ที่มีเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงหรือทางอ้อม เช่น การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ใช้ของร่วมกัน รับประทานอาหารร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์


เริมเป็นโรคที่สามารถรักษาหายได้ แต่สามารถเกิดโรคซ้ำได้เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยสภาวะที่เหมาะสมกับการทำงานของเชื้อไวรัส เพราะหลังจากได้รับเชื้อ Herpes simplex Virus แล้ว เชื้อจะเข้าไปอยู่ในปมประสาท เมื่อมีปัจจัยต่างๆ ไปกระตุ้นเชื้อไวรัส เชื้อจะเคลื่อนตามเส้นประสาทมายังปลายประสาททำให้เกิดโรคซ้ำที่ผิวหนังได้อีก


เริมที่ปาก

สาเหตุของโรคเริม


โรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเชื้อไวรัสตระกูล Herpes Simplex Virus มี 2 ชนิด ได้แก่


1. Herpes simplex virus-1 (HSV-1)


ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณปาก สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การโดนแผล ดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การจูบ การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน


เชื้อตัวนี้ก่อให้เกิดโรคบริเวณปาก ริมฝีปาก ใบหน้า ช่องปาก ถ้าหากร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสดังกล่าวได้


2. Herpes simplex virus-2 (HSV-2)


ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศทั้งหญิงและชาย เช่น ถุงอัณฑะ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากเป็นการสัมผัสกับเชื้อไวรัสโดยตรง


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเริม


ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นทำให้เกิดเริมซ้ำ ได้แก่ ความวิตกกังวล ความเครียด เป็นไข้ ร่างกายอ่อนแอ ขาดสารอาหาร การเจ็บป่วยจากโรคอื่น ภูมิคุ้มกันต่ำ พบในกลุ่มคนที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น สเตียรอยด์ คนที่กำลังได้รับยารักษาโรคมะเร็งและการผ่าตัดที่กระทบกระเทือนต่อเส้นประสาท


อาการของโรคเริม


ผู้ที่ติดเชื้อเริมครั้งแรกมักไม่แสดงอาการ หากมีอาการจะเกิดตุ่มน้ำ เมื่อตุ่มน้ำแตกจะมีอาการเจ็บ แสบ ปวดร้อน แผลจะค่อยๆ หายภายใน 2-6 สัปดาห์ อีกทั้งอาจมีไข้ ปวดศรีษะ การเกิดเริมสามารถเกิดได้หลายครั้ง อาการครั้งต่อมามักเกิดอาการคล้ายครั้งแรกแต่ความรุนแรงน้อยกว่า และมักซ้ำกับจุดเดิมแต่มักไม่มีไข้ร่วมด้วย การเกิดเริมสามารถเกิดได้หลายจุด ได้แก่


เป็นเริมที่หลัง

1. เริมที่ริมฝีปาก เริมในปาก เริมที่มุมปาก


เริ่มต้นจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนและคันบริเวณปากก่อนเกิดผื่น จากนั้นผื่นจะพัฒนาเป็นตุ่มใส และอาจรวมกันเป็นแผลใหญ่ขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วย อาการของโรคแทรกซ้อนที่อาจพบคือ เชื้อไวรัสแพร่ไปติดเนื้อเยื่อข้างเคียง ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องการติดเชื้ออาจทำให้เสียชีวิตได้


2. เริมที่ขา


เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนมาก่อนที่จะเกิดตุ่มน้ำใสขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยจะขึ้นกันเป็นกลุ่ม


3. เริมที่ตา


มีตุ่มน้ำใสเกิดเป็นกระจุกหรือกลุ่ม เมื่อมีอาการผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด ถ้าพบว่ากระจกตาอักเสบจาก Herpes simplex virus แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสแบบทา


4. เริมที่คอ


เกิดแผลเปื่อยในช่องปาก มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำในช่วงแรก จากนั้นน้ำจะแตกออก ทำให้เกิดสะเก็ดและเกิดแผลตื้นเมื่อลอกสะเก็ดออก


5. เริมที่อวัยวะเพศ


เกิดตุ่มพองเล็กๆ แล้วแตกออก ทำให้เกิดการตกสะเก็ดและหายไปใน 2 -3 สัปดาห์ ในเพศหญิงมักเกิดบริเวณช่องคลอด ทวารหนักและสะโพก ส่วนในเพศชายจะเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ถุงอัณฑะ บริเวณสะโพกใกล้ทวารหนัก ทำให้เกิดอาการเจ็บ แสบ คันบาดแผลจากตุ่มพอง พร้อมทั้งเจ็บขณะปัสสาวะร่วมด้วย


อาการแทรกซ้อนจากโรคเริ่มที่พบได้บ่อยคือ ตุ่มพองกลายเป็นหนองซึ่งเกิดจากการอักเสบเพราะติดเชื้อแบคทีเรีย กระจกตาอักเสบหากเกิดเริมที่ตา อวัยวะเพศหญิงที่เป็นเริมมีโอกาสเกิดมะเร็งปาดมดลูกเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการเป็นอัมพาตครึ่งซีกหากเส้นประสาทอักเสบจากเชื้อไวรัสโรคเริม


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โรคเริมส่วนมากไม่มีไข้ แต่หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดมาก มีหลายตำแหน่ง หรือเกิดในตำแหน่งสำคัญ เช่น ดวงตา ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที


consult doctor

การรักษาโรคเริม


1. ยาทาเริม


ยาทาเริมเป็นยาทาภายนอกเพื่อต้านไว้รัส เพื่อยับยั้งการแพร่ของเชื้อไวรัสอย่างรวดเร็ว การเกิดฤทธิ์น้อย แต่ให้ผลดีในการลดอาการปวด ทำให้ผื่นแห้งเร็ว ยาที่นิยมใช้คือ ครีมอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)


ยาทาอีกชนิดที่มีประสิทธิภาพได้ผลดีคือ ครีมพญายอ ทำจากสมุดไพรเสลดพังพอนตัวเมีย มีสรรพคุณในการรักษาเริมในอวัยวะเพศ แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้


นอกจากนี้ ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาทาที่ผสมสเตียรอยด์ เพราะแผลจะหายช้า ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง


2. ยาต้านไวรัสเริม


ปัจจุบันมีการใช้ยาต้านไวรัสเริม 3 ชนิด คือ ยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ยาแฟมซิโคลเวียร์ (Famcyclovir) และ ยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส เมื่อไวรัสหยุดเพิ่มจำนวนและลดการแพร่เชื้อไวรัสสู่ผู้อื่น


buy drugs online via Raksa App

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเริม


Do


  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน ไม่ใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ดูแลความสะอาดของร่างกาย ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกาเพื่อไม่ให้ตุ่มน้ำติดเชื้อ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดรูป สบายตัว
  • ถ้ามีไข้สูงควรเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้
  • หากเป็นเริมที่ปาก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร้อน เผ็ด และเค็ม รวมถึงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพราะจะส่งผลต่อแผลที่ปากทำให้เกิดอาการแสบ
  • ควรรีบไปพบแพทย์ เมื่อเกิดตุ่งพองเป็นจำนวนมาก และมีไข้สูงภายใน 1-3 วัน

Don’t


  • งดรับประทานอาหารแปรรูป เช่น ของหมัก ดอง แหนม ปลาร้า กะปิ อาหารที่ไม่สุก
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง
  • งดมีเพศสัมพันธ์ขณะเกิดโรคเริม เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อไวรัสสู่ผู้อื่นได้ง่าย

การป้องกันโรคเริม


  • ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  • ดูแลสุขอนามัยพื้นฐานอย่างดีและล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดเริมซ้ำ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยทั้งการใช้สิ่งของร่วมกัน การรับประทานอาหารร่วมกัน การดื่มน้ำร่วมกัน และการมีเพศสัมพันธ์กัน
  • สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคติดต่อ

ป้องกันเริม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเริม


1. เป็นเริมบ่อยมากจะเสี่ยงเป็นเอดส์ไหม?


สาเหตุการเกิดเริม ส่วนหนึ่งคือสภาวะร่างกายอ่อนแอ ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ในผู้ป่วย HIV ร่างกายสามารถรับเชื้ออื่นเข้ามาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นเริมบ่อยๆ แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเพื่อหาสาเหตุของการกลับเป็นซ้ำของเริมได้อย่างถูกต้อง


2. เริมที่อวัยะเพศหญิงอันตรายไหม?


การเกิดเริมในอวัยวะเพศหญิงจะทำให้มีอาการรู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะ เนื่องจากการเกิดแผลบริเวณอวัยวะเพศ อย่างไรก็ตาม เริมสามารถรักษาหายได้ หากรับประทานยาและทายาสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เพื่อไม่ให้เริมเกิดซ้ำได้อีก


3. เริมที่อวัยะเพศชายอันตรายไหม?


การเกิดเริมที่อวัยวะเพศชายอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น การอักเสบบริเวณท่อปัสสาวะ แล้วไปขัดขวางช่องทางปัสสาวะจึงต้องใช้ท่อสวนเพื่อระบายปัสสาวะ


อย่างไรก็ตาม โรคเริมสามารถรักษาหายได้ แต่ผู้ป่วยก็จะต้องดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย


4. เริมหายเองได้ไหม?


โดยทั่วไปสามารถหายเองได้ โดยผื่นจะยุบตัวลงได้ภายใน 7 วัน การใช้ยาจะช่วยทำให้ผื่นหายเร็วขึ้นได้


5. เป็นเริมสามารถกินเหล้าหรือเบียร์ได้ไหม?


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมัก ดอง เป็นอาหารที่ควรงดรับประทานเมื่อเกิดเริม ถ้าหากรับประทานเข้าไปอาจทำให้หายได้ช้าลงและรุนแรงมากขึ้น


6. เป็นเริมมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?


การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่เป็นเริมจะมีความเสี่ยงในการติดโรคสูงมาก แม้ว่าจะมีการสวมถุงยางอนามัย แต่ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เพียงบางส่วน เนื่องจากถุงยางอนามัยไม่ได้ครอบคลุมทุกส่วนของอวัยวะเพศ จึงทำให้ยังมีความเสี่ยงที่แพร่เชื้อเริมให้แก่กันได้ ดังนั้นจึงควรงดมีเพศสัมพันธ์




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. มณสิญา พงษ์ชมพร

พ.ญ. มณสิญา พงษ์ชมพร
(แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง)
โรงพยาบาลเวิร์ลเมดิคอล
วุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง สถาบันโรคผิวหนัง
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล