MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไส้เลื่อน (Hernia)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไส้เลื่อน คือ ภาวะที่อวัยวะภายในช่องท้องบางส่วนเคลื่อนหรือดันตัวออกมาจากตำแหน่งเดิม สามารถเกิดได้หลายบริเวณ เช่น บริเวณขาหนีบซึ่งอาจมีการไหลลงไปยังลูกอัณฑะ บริเวณกระบังลม บริเวณต่ำกว่าขาหนีบ ฯลฯ โดยจะเคลื่อนผ่านรูหรือผ่านกล้ามเนื้อส่วนที่เริ่มอ่อนแอลง ทำให้เห็นเป็นก้อนนูนหรือตุงออกมาจากผิวหนัง

  • ไส้เลื่อนเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเพราะมีช่องถุงอัณฑะที่อาจอ่อนแรงและเปิดอยู่ทำให้ไส้เลื่อนลงไปได้ นอกจากนี้ไส้เลื่อนอาจเกิดหลังการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง หรือเกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้เกิดแรงดันที่ผิดปกติในช่องท้อง เช่น ไอเรื้อรัง เบ่งอุจจาระ ปัสสาวะ หรือการยกของหนัก

  • ภาวะฉุกเฉินของไส้เลื่อนคือการที่ผนังหน้าท้องเริ่มรัดลำไส้ที่ยื่นออกมา ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนนั้นไม่ได้ และเกิดการบวม เจ็บ ทำให้ผู้ป่วยวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ก้อนนูนเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วง หรือสีคล้ำให้รีบไปพบแพทย์ทันที



Table of Contents
โรคไส้เลื่อน (Hernia) คืออะไร?
สาเหตุของโรคไส้เลื่อน
ประเภทของโรคไส้เลื่อน
รู้หรือไม่? ผู้หญิงก็เป็นไส้เลื่อนได้ แต่ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่า
อาการของโรคไส้เลื่อน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อน
การรักษาโรคไส้เลื่อน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไส้เลื่อน
การป้องกันโรคไส้เลื่อน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไส้เลื่อน


โรคไส้เลื่อน (Hernia) คืออะไร?


ไส้เลื่อน (Hernia) คือภาวะที่มีการเคลื่อนหรือดันตัวของสำไส้ส่วนหนึ่งออกนอกช่องท้องในบริเวณที่กล้ามเนื้อผนังช่องท้องที่มีความบอบบางหรืออ่อนแอลง ไส้เลื่อนมีหลายชนิดแตกต่างกันไปตามจุดที่เกิด ทั้งขาหนีบ กระบังลม สะดือ หน้าท้อง ช่องเชิงกราน ฯลฯ


ไส้เลื่อน เกิดจาก

สาเหตุของโรคไส้เลื่อน


ไส้เลื่อนมีสาเหตุหลากหลาย อาจเกิดจากความบางหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อผนังช่องท้องซึ่งอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นในภายหลัง โดยต้นเหตุอาจมาจากแรงดันทำให้ผนังช่องท้องในจุดต่างๆ จนตึงและฉีกขาด อาจมาจากการออกกำลังกายหนักเกินไป โรคอ้วน การตั้งครรภ์ การไอบ่อยๆ จากโรคเรื้อรังอย่างโรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระเนื่องจากท้องผูก การออกแรงยกของหนักบ่อยๆ


ประเภทของโรคไส้เลื่อน


1. ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia)


มักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและเป็นไส้เลื่อนประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดหรือประมาณร้อยละ 75 ของคนที่เป็นโรคไส้เลื่อนทั้งหมด ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบแบ่งได้อีก 2 แบบย่อย คือ


ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ

  • Direct Inguinal Hernia คือการมีลำไส้ยื่นออกมาบริเวณบนหัวเหน่า เกิดจากการที่ผนังหน้าท้องส่วนล่างหย่อนยาน

  • Indirect Inguinal Hernia คือการมีการเคลื่อนที่ของลำไส้ออกมาตรงขาหนีบ ตามรูเปิดเดิมนี้เป็นทางออกของเลือดที่ลงมาเลี้ยงถุงอัณฑะในช่วงพัฒนาการทารกในครรภ์และปิดตามธรรมชาติ แต่เกิดความผิดปกติโดยรูยังคงเปิดอยู่

2. ไส้เลื่อนบริเวณต่ำกว่าขาหนีบ (Femoral Hernia)


ไส้เลื่อนชนิดนี้พบได้น้อยกว่าไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบและมักพบได้ในผู้หญิงสูงวัย โดยจะเกิดบริเวณต้นขาด้านในหรือช่อง Femoral Canal ที่ผนังอ่อนแอ


3. ไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia)


มักพบในกลุ่มผู้สูงวัย เกิดจากผนังกระบังลมอ่อนแอหรือมีช่องเปิดที่กระบังลม ทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนขึ้นไปในกระบังลมและช่องอก


4. ไส้เลื่อนผนังหน้าท้อง (Abdominal Wall or Ventral Hernia)


พบได้จากการที่ผนังลำไส้เล็กหรือเนื้อเยื่อไขมันที่คลุมอวัยวะภายในช่องท้องเคลื่อนตัวออกมาบริเวณผนังหน้าท้อง แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ


  • ไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical Hernia): พบมากในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทำให้ผนังหน้าท้องส่วนที่อยู่ใต้ผิวยังปิดไม่สนิทแล้วมีลำไส้บางส่วนเคลื่อนออกมาบริเวณสะดือ ในผู้ใหญ่ก็สามารถพบได้เกิดจากแรงดันบริเวณผนังหน้าท้องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ เช่น น้ำหนักเยอะ โรคอ้วน ยกของหนักบ่อยๆ

ไส้เลื่อนที่สะดือ

  • ไส้เลื่อนตรงหน้าท้องเหนือสะดือ (Epigastric Hernia): ไส้เลื่อนชนิดนี้จะอยู่บริเวณใต้กระดูกหน้าอกลงไปถึงเหนือสะดือ

ไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด

ไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด (Incisional Hernia): พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่เคยผ่าตัดบริเวณช่องท้องมาก่อน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวเกิดผังพืด จากการหายของแผลซึ่งอ่อนแอหรือหย่อนตัว ส่งผลให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อนตัวออกมา


5. ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน (Obturator Hernia)


มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากลักษณะกระดูกเชิงกรานในผู้หญิงเอื้อให้เกิดได้มากกว่า เป็นไส้เลื่อนชนิดที่พบได้ไม่บ่อย และมักจะพบในระหว่างการผ่าตัด


รู้หรือไม่? ผู้หญิงก็เป็นไส้เลื่อนได้ แต่ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่า


โรคไส้เลื่อนสามารถเกิดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ด้วยสรีระของผู้ชายทำให้เกิดไส้เลื่อนได้มากกว่า เนื่องจากบริเวณขาหนีบของผู้ชายจะมีช่องถุงอัณฑะทำให้ผู้ชายมีโอกาสในการเป็นไส้เลื่อนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ มักจะเกิดบริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะ เนื่องจากบริเวณนั้นมีรูที่เป็นทางออกของเส้นเลือดมาสู่ลูกอัณฑะตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ เมื่อบริเวณดังกล่าวผิดปกติรูจึงปิดไม่สนิท ทำให้สามารถเกิดไส้เลื่อนออกมาได้ หรือที่เรียกว่าไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด


ส่วนในผู้หญิงที่พบว่าเป็นโรคไส้เลื่อนจะเกิดในคนที่มีประวัติการผ่าตัดช่องท้อง การผ่าคลอด รวมถึงการยกของหนักมากๆ จนทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรงเป็นเหตุให้เกิดไส้เลื่อนได้ โรคไส้เลื่อนชนิดที่พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายคือ ไส้เลื่อนบริเวณต่ำกว่าขาหนีบและไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน


อาการของโรคไส้เลื่อน


ไส้เลื่อน อาการ

ไส้เลื่อนส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นเป็นก้อนยื่นออกมาซึ่งสามารถกดกลับเข้าไปได้ หรือเมื่อเรานอนลงก้อนเหล่านั้นก็จะหายไป แต่เมื่อขยับร่างกาย หัวเราะ ร้องไห้ ไอ จาม ก้อนนูนก็จะโผล่ขึ้นมาได้อีกครั้งเช่นกัน นอกจากลักษณะที่มองเห็นได้ภายนอก ยังมีอาการของโรคไส้เลื่อนอื่นๆ อีกคือ


  • นอกจากก้อนนูนที่บริเวณช่วงท้อง ไส้เลื่อนในผู้ชายบางชนิดสามารถพบนูนได้ที่ถุงอัณฑะ
  • รู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่มีอาการนูน
  • เจ็บบริเวณไส้เลื่อนขณะยกของ
  • ขนาดของก้อนนูนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • รู้สึกอิ่ม หรือจุก ซึ่งเป็นสัญญาณของลำไส้อุดตัน
  • ในโรคไส้เลื่อนกระบังลมจะมีอาการเฉพาะ คือ กลืนอาการลำบาก เจ็บหน้าอก แสบร้อนกลางอก

ในกรณีที่ไส้เลื่อนไม่สามารถกดกลับเข้าไปหรือนอนลงแล้วก้อนนูนไม่หายไป เมื่อผนังหน้าท้องบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนเกิดรัดสำไส้ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บมากขึ้นเนื่องมากจากบริเวณดังกล่าวเกิดอาการบวมและเลือดไม่สามารถไปเลี่ยงเนื้อเยื่อจุดดังกล่าวได้ เป็นสัญญาณอันตรายถึงชีวิต อาการที่สังเกตได้ดังนี้


  • วิงเวียนศีรษะ อาเจียน
  • มีไข้
  • รู้สึกเจ็บและรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ก้อนนูนบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วง หรือสีเข้ม
  • ไม่สามารถขยับลำไส้ได้ ทำให้แก๊สในท้องไหลผ่านไม่ได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อผู้ป่วยพบว่ามีอาการเจ็บปวดบริเวณที่มีไส้เลื่อนและไม่สามารถดันก้อนนูนกลับเข้าไปได้ เพราะอาจเกิดจากการที่อวัยวะภายในช่องท้องหรือลำไส้โดนรัดจนบวมและขาดเลือด สังเกตได้จากก้อนนูนเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วงหรือคล้ำขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการผ่าตัด รวมถึงผู้ที่มีภาวะไส้เลื่อนแล้วมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อน


การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อนจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดภาวะไส้เลื่อน ถ้าเกิดในบริเวณที่สามารถมองเห็นก้อนนูนหรือสามารถคลำก้อนนูนได้โดยเฉพาะเวลายืนหรือไอ เช่น ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) และไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด (Incisional hernia) ส่วนไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia) ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน (Obturator Hernia) จะต้องใช้การส่องกล้องหรือทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN) หรือในบางกรณีต้องทำ MRI ในบริเวณที่เป็นเพื่อใช้ในการวินิจฉัย


การรักษาโรคไส้เลื่อน


1. การรักษาโดยการให้ยา


สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia) ที่ไม่รุนแรงและมีอาการกรดไหลย้อน แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยากลุ่ม PPIs


2. การรักษาด้วยการผ่าตัด


เป็นวิธีหลักในการรักษาโรคไส้เลื่อน โดยเฉพาะไส้เลื่อนที่มีขนาดใหญ่และสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย สามารถทำได้ 2 วิธี คือ


  • ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Open Surgery)
    วิธีจะเป็นการให้ยาชาเฉพาะที่ ก่อนที่แพทย์จะทำการผ่าบริเวณที่มีก้อนนูนออกมาแล้วดันอวัยวะส่วนที่เคลื่อนกลับเข้าไป หลังจากนั้นจะทำการปิดด้วยตาข่ายที่เรียกว่า Surgical Mesh เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของบริเวณนั้นแล้วปิดแผล วิธีการนี้จะทำให้ผู้ป่วยเจ็บแผลหลังผ่าตัดได้มากกว่าและใช้เวลาพักฟื้นนานเป็นสัปดาห์

  • ผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery)
    วิธีนี้แพทย์จะให้ยาสลบผู้ป่วยก่อนจะใช้เครื่องมือแพทย์และกล้องขนาดเล็กใส่เข้าไปเพื่อทำการผ่าตัด อาจใช้แก๊สเพื่อช่วยขยายหน้าท้องให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น วิธีนี้จะทำให้มีแผลหลังผ่าตัดที่ค่อนข้างเล็กและฟื้นตัวได้ไว

ในผู้ป่วยบางคนแพทย์จะไม่แนะนำให้ผ่าตัด เช่น ผู้ที่มีไส้เลื่อนขนาดเล็ก ผู้ที่การผ่าตัดทำให้เกิดอันตรายได้ หรือเด็กที่เป็นไส้เลื่อน สำหรับเด็กแพทย์จะใช้วิธีกดกลับเข้าไป หากไม่สามารถกดได้อาจพิจารณาใช้วิธีการผ่าตัด


ผ่าตัดไส้เลื่อน

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไส้เลื่อน


  • ควรงดยกของหนัก งดการออกกำลังกายหนักเพื่อลดแรงดันในช่องท้อง
  • ควรหลีกเลี่ยงการไอหรือจามอย่างรุนแรง
  • ไม่ควรเบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะแรงๆ
  • ควบคุมน้ำหนักในอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนเกินไป
  • ควรระมัดระวังไม่ให้ไส้เลื่อนอยู่ในภาวะดันกลับไม่ได้

buy drug online on raksa app

การป้องกันโรคไส้เลื่อน


  • ควรรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยการคุมอาหารและออกกำลังกาย
  • รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อไม่ให้เกิดท้องผูก
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักบ่อยๆ หรืออาจหาอุปกรณ์ช่วยยก
  • เลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไส้เลื่อน


1. ไส้เลื่อนอันตรายไหม?


ในกรณีที่พบก้อนหรือจุดนูนของไส้เลื่อนแต่ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดอาจยังไม่เป็นอันตราย สามารถดันกลับได้หรือนอนลงแล้วก้อนนูนจะหายไป แต่หากดันกลับไม่ได้ ก้อนนูนมีอาการเจ็บรุนแรงและเปลี่ยนสีแดง ม่วง หรือสีคล้ำ ลักษณะนี้เป็นอันตราย เพราะเป็นสัญญาณของผนังหน้าท้องรัดลำไส้จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อจุดนั้นได้ ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นอันตรายถึงชีวิต


2. ไส้เลื่อนลงอัณฑะเกิดจากอะไร? อันตรายหรือไม่?


เกิดจากการเคลื่อนที่ของลำไส้ออกมาตามรูเปิดตรงขาหนีบที่อาจต่อเนื่องไปถึงลูกอัณฑะ ไส้เลื่อนขาหนีบที่ไหลลงถุงอัณฑะไม่อันตรายแต่หากเป็นนานๆ แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่นลำไส้บิดในไส้เลื่อนทำให้เกิดภาวะลำไส้ตาย ดังนั้นเมื่อคลำพบก้อนไส้เลื่อนจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา


3. ผ่าตัดไส้เลื่อนอันตรายไหม?


การผ่าตัดไส้เลื่อนเป็นอันตรายน้อยหรือแทบไม่เป็นอันตรายเลย เมื่อเทียบกับภาวะฉุกเฉินของโรคไส้เลื่อน ที่ลำไส้จะถูกรัดจนบวม เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา และการผ่าตัดในปัจจุบันก็มีการพัฒนาเทคนิคในการผ่าตัดไส้เลื่อนแบบส่องกล้องที่ทำให้แผลผ่าตัดเล็กลง มีอาการบาดเจ็บหลังการผ่าตัดน้อยลง และยังช่วยลดระยะเวลาในการพักฟื้นตัวสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น


4. ผ่าตัดไส้เลื่อนพักฟื้นกี่วัน?


การผ่าตัดผ่านกล้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-3 วัน แต่การผ่าตัดเปิดหน้าท้องจะใช้เวลาในการฟื้นตัวมากกว่า 2-3 สัปดาห์


5. อาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัดไส้เลื่อนมีอะไรบ้าง?


การผ่าตัดแบบใช้ยาระงับความรู้สึกฉีดเข้าไขสันหลัง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาคือมีอาการปวดศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือปวดหลังได้ ส่วนภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การชาบริเวณลูกอัณฑะ การเกิดไส้เลื่อนกลับซ้ำ การเกิดก้อนเลือด ปัสสาวะคั่ง หรือแผลเกิดการติดเชื้อ (SSI)


6. ผ่าตัดไส้เลื่อนราคาประมาณเท่าไหร่?


ในโรงพยาบาลเอกชน การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือยาชาเฉพาะที่จะอยู่ที่ประมาณ 50,000-70,000 บาท ส่วนการผ่าตัดแบบส่องกล้องจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงราคาโดยประมาณและอาจเปลี่ยนแปลงได้ สามารถสอบถามค่าใช้จ่ายได้กับทางโรงพยาบาลโดยตรง


7. ผ่าตัดไส้เลื่อนใช้สิทธิ์บัตรทองหรือประกันสังคมได้ไหม?


สามารถใช้สิทธิ์ในการผ่าตัดไส้เลื่อนได้ทั้งบัตรทองและประกันสังคมในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ธรกนก ธราวรรัฐ

พญ. ธรกนก ธราวรรัฐ (ศัลยกรรมทั่วไป)
รพ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
พ.บ. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไส้เลื่อน (Hernia)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไส้เลื่อน คือ ภาวะที่อวัยวะภายในช่องท้องบางส่วนเคลื่อนหรือดันตัวออกมาจากตำแหน่งเดิม สามารถเกิดได้หลายบริเวณ เช่น บริเวณขาหนีบซึ่งอาจมีการไหลลงไปยังลูกอัณฑะ บริเวณกระบังลม บริเวณต่ำกว่าขาหนีบ ฯลฯ โดยจะเคลื่อนผ่านรูหรือผ่านกล้ามเนื้อส่วนที่เริ่มอ่อนแอลง ทำให้เห็นเป็นก้อนนูนหรือตุงออกมาจากผิวหนัง

  • ไส้เลื่อนเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเพราะมีช่องถุงอัณฑะที่อาจอ่อนแรงและเปิดอยู่ทำให้ไส้เลื่อนลงไปได้ นอกจากนี้ไส้เลื่อนอาจเกิดหลังการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง หรือเกิดจากพฤติกรรมที่ทำให้เกิดแรงดันที่ผิดปกติในช่องท้อง เช่น ไอเรื้อรัง เบ่งอุจจาระ ปัสสาวะ หรือการยกของหนัก

  • ภาวะฉุกเฉินของไส้เลื่อนคือการที่ผนังหน้าท้องเริ่มรัดลำไส้ที่ยื่นออกมา ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนนั้นไม่ได้ และเกิดการบวม เจ็บ ทำให้ผู้ป่วยวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ก้อนนูนเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วง หรือสีคล้ำให้รีบไปพบแพทย์ทันที



Table of Contents
โรคไส้เลื่อน (Hernia) คืออะไร?
สาเหตุของโรคไส้เลื่อน
ประเภทของโรคไส้เลื่อน
รู้หรือไม่? ผู้หญิงก็เป็นไส้เลื่อนได้ แต่ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่า
อาการของโรคไส้เลื่อน
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อน
การรักษาโรคไส้เลื่อน
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไส้เลื่อน
การป้องกันโรคไส้เลื่อน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไส้เลื่อน


โรคไส้เลื่อน (Hernia) คืออะไร?


ไส้เลื่อน (Hernia) คือภาวะที่มีการเคลื่อนหรือดันตัวของสำไส้ส่วนหนึ่งออกนอกช่องท้องในบริเวณที่กล้ามเนื้อผนังช่องท้องที่มีความบอบบางหรืออ่อนแอลง ไส้เลื่อนมีหลายชนิดแตกต่างกันไปตามจุดที่เกิด ทั้งขาหนีบ กระบังลม สะดือ หน้าท้อง ช่องเชิงกราน ฯลฯ


ไส้เลื่อน เกิดจาก

สาเหตุของโรคไส้เลื่อน


ไส้เลื่อนมีสาเหตุหลากหลาย อาจเกิดจากความบางหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อผนังช่องท้องซึ่งอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นในภายหลัง โดยต้นเหตุอาจมาจากแรงดันทำให้ผนังช่องท้องในจุดต่างๆ จนตึงและฉีกขาด อาจมาจากการออกกำลังกายหนักเกินไป โรคอ้วน การตั้งครรภ์ การไอบ่อยๆ จากโรคเรื้อรังอย่างโรคถุงลมโป่งพอง โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การเบ่งอุจจาระเนื่องจากท้องผูก การออกแรงยกของหนักบ่อยๆ


ประเภทของโรคไส้เลื่อน


1. ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia)


มักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงและเป็นไส้เลื่อนประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดหรือประมาณร้อยละ 75 ของคนที่เป็นโรคไส้เลื่อนทั้งหมด ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบแบ่งได้อีก 2 แบบย่อย คือ


ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ

  • Direct Inguinal Hernia คือการมีลำไส้ยื่นออกมาบริเวณบนหัวเหน่า เกิดจากการที่ผนังหน้าท้องส่วนล่างหย่อนยาน

  • Indirect Inguinal Hernia คือการมีการเคลื่อนที่ของลำไส้ออกมาตรงขาหนีบ ตามรูเปิดเดิมนี้เป็นทางออกของเลือดที่ลงมาเลี้ยงถุงอัณฑะในช่วงพัฒนาการทารกในครรภ์และปิดตามธรรมชาติ แต่เกิดความผิดปกติโดยรูยังคงเปิดอยู่

2. ไส้เลื่อนบริเวณต่ำกว่าขาหนีบ (Femoral Hernia)


ไส้เลื่อนชนิดนี้พบได้น้อยกว่าไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบและมักพบได้ในผู้หญิงสูงวัย โดยจะเกิดบริเวณต้นขาด้านในหรือช่อง Femoral Canal ที่ผนังอ่อนแอ


3. ไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia)


มักพบในกลุ่มผู้สูงวัย เกิดจากผนังกระบังลมอ่อนแอหรือมีช่องเปิดที่กระบังลม ทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนขึ้นไปในกระบังลมและช่องอก


4. ไส้เลื่อนผนังหน้าท้อง (Abdominal Wall or Ventral Hernia)


พบได้จากการที่ผนังลำไส้เล็กหรือเนื้อเยื่อไขมันที่คลุมอวัยวะภายในช่องท้องเคลื่อนตัวออกมาบริเวณผนังหน้าท้อง แบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ


  • ไส้เลื่อนที่สะดือ (Umbilical Hernia): พบมากในเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด ทำให้ผนังหน้าท้องส่วนที่อยู่ใต้ผิวยังปิดไม่สนิทแล้วมีลำไส้บางส่วนเคลื่อนออกมาบริเวณสะดือ ในผู้ใหญ่ก็สามารถพบได้เกิดจากแรงดันบริเวณผนังหน้าท้องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ บ่อยๆ เช่น น้ำหนักเยอะ โรคอ้วน ยกของหนักบ่อยๆ

ไส้เลื่อนที่สะดือ

  • ไส้เลื่อนตรงหน้าท้องเหนือสะดือ (Epigastric Hernia): ไส้เลื่อนชนิดนี้จะอยู่บริเวณใต้กระดูกหน้าอกลงไปถึงเหนือสะดือ

ไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด

ไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด (Incisional Hernia): พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่เคยผ่าตัดบริเวณช่องท้องมาก่อน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวเกิดผังพืด จากการหายของแผลซึ่งอ่อนแอหรือหย่อนตัว ส่งผลให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อนตัวออกมา


5. ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน (Obturator Hernia)


มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากลักษณะกระดูกเชิงกรานในผู้หญิงเอื้อให้เกิดได้มากกว่า เป็นไส้เลื่อนชนิดที่พบได้ไม่บ่อย และมักจะพบในระหว่างการผ่าตัด


รู้หรือไม่? ผู้หญิงก็เป็นไส้เลื่อนได้ แต่ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่า


โรคไส้เลื่อนสามารถเกิดได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ด้วยสรีระของผู้ชายทำให้เกิดไส้เลื่อนได้มากกว่า เนื่องจากบริเวณขาหนีบของผู้ชายจะมีช่องถุงอัณฑะทำให้ผู้ชายมีโอกาสในการเป็นไส้เลื่อนมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ มักจะเกิดบริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะ เนื่องจากบริเวณนั้นมีรูที่เป็นทางออกของเส้นเลือดมาสู่ลูกอัณฑะตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์ เมื่อบริเวณดังกล่าวผิดปกติรูจึงปิดไม่สนิท ทำให้สามารถเกิดไส้เลื่อนออกมาได้ หรือที่เรียกว่าไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด


ส่วนในผู้หญิงที่พบว่าเป็นโรคไส้เลื่อนจะเกิดในคนที่มีประวัติการผ่าตัดช่องท้อง การผ่าคลอด รวมถึงการยกของหนักมากๆ จนทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรงเป็นเหตุให้เกิดไส้เลื่อนได้ โรคไส้เลื่อนชนิดที่พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายคือ ไส้เลื่อนบริเวณต่ำกว่าขาหนีบและไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน


อาการของโรคไส้เลื่อน


ไส้เลื่อน อาการ

ไส้เลื่อนส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นเป็นก้อนยื่นออกมาซึ่งสามารถกดกลับเข้าไปได้ หรือเมื่อเรานอนลงก้อนเหล่านั้นก็จะหายไป แต่เมื่อขยับร่างกาย หัวเราะ ร้องไห้ ไอ จาม ก้อนนูนก็จะโผล่ขึ้นมาได้อีกครั้งเช่นกัน นอกจากลักษณะที่มองเห็นได้ภายนอก ยังมีอาการของโรคไส้เลื่อนอื่นๆ อีกคือ


  • นอกจากก้อนนูนที่บริเวณช่วงท้อง ไส้เลื่อนในผู้ชายบางชนิดสามารถพบนูนได้ที่ถุงอัณฑะ
  • รู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ ในบริเวณที่มีอาการนูน
  • เจ็บบริเวณไส้เลื่อนขณะยกของ
  • ขนาดของก้อนนูนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • รู้สึกอิ่ม หรือจุก ซึ่งเป็นสัญญาณของลำไส้อุดตัน
  • ในโรคไส้เลื่อนกระบังลมจะมีอาการเฉพาะ คือ กลืนอาการลำบาก เจ็บหน้าอก แสบร้อนกลางอก

ในกรณีที่ไส้เลื่อนไม่สามารถกดกลับเข้าไปหรือนอนลงแล้วก้อนนูนไม่หายไป เมื่อผนังหน้าท้องบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนเกิดรัดสำไส้ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บมากขึ้นเนื่องมากจากบริเวณดังกล่าวเกิดอาการบวมและเลือดไม่สามารถไปเลี่ยงเนื้อเยื่อจุดดังกล่าวได้ เป็นสัญญาณอันตรายถึงชีวิต อาการที่สังเกตได้ดังนี้


  • วิงเวียนศีรษะ อาเจียน
  • มีไข้
  • รู้สึกเจ็บและรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ก้อนนูนบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วง หรือสีเข้ม
  • ไม่สามารถขยับลำไส้ได้ ทำให้แก๊สในท้องไหลผ่านไม่ได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อผู้ป่วยพบว่ามีอาการเจ็บปวดบริเวณที่มีไส้เลื่อนและไม่สามารถดันก้อนนูนกลับเข้าไปได้ เพราะอาจเกิดจากการที่อวัยวะภายในช่องท้องหรือลำไส้โดนรัดจนบวมและขาดเลือด สังเกตได้จากก้อนนูนเปลี่ยนเป็นสีแดง ม่วงหรือคล้ำขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการผ่าตัด รวมถึงผู้ที่มีภาวะไส้เลื่อนแล้วมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อน


การวินิจฉัยโรคไส้เลื่อนจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดภาวะไส้เลื่อน ถ้าเกิดในบริเวณที่สามารถมองเห็นก้อนนูนหรือสามารถคลำก้อนนูนได้โดยเฉพาะเวลายืนหรือไอ เช่น ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernia) และไส้เลื่อนบริเวณแผลผ่าตัด (Incisional hernia) ส่วนไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia) ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน (Obturator Hernia) จะต้องใช้การส่องกล้องหรือทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN) หรือในบางกรณีต้องทำ MRI ในบริเวณที่เป็นเพื่อใช้ในการวินิจฉัย


การรักษาโรคไส้เลื่อน


1. การรักษาโดยการให้ยา


สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่เป็นไส้เลื่อนกระบังลม (Hiatal Hernia) ที่ไม่รุนแรงและมีอาการกรดไหลย้อน แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยากลุ่ม PPIs


2. การรักษาด้วยการผ่าตัด


เป็นวิธีหลักในการรักษาโรคไส้เลื่อน โดยเฉพาะไส้เลื่อนที่มีขนาดใหญ่และสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ป่วย สามารถทำได้ 2 วิธี คือ


  • ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง (Open Surgery)
    วิธีจะเป็นการให้ยาชาเฉพาะที่ ก่อนที่แพทย์จะทำการผ่าบริเวณที่มีก้อนนูนออกมาแล้วดันอวัยวะส่วนที่เคลื่อนกลับเข้าไป หลังจากนั้นจะทำการปิดด้วยตาข่ายที่เรียกว่า Surgical Mesh เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของบริเวณนั้นแล้วปิดแผล วิธีการนี้จะทำให้ผู้ป่วยเจ็บแผลหลังผ่าตัดได้มากกว่าและใช้เวลาพักฟื้นนานเป็นสัปดาห์

  • ผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery)
    วิธีนี้แพทย์จะให้ยาสลบผู้ป่วยก่อนจะใช้เครื่องมือแพทย์และกล้องขนาดเล็กใส่เข้าไปเพื่อทำการผ่าตัด อาจใช้แก๊สเพื่อช่วยขยายหน้าท้องให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้ง่ายขึ้น วิธีนี้จะทำให้มีแผลหลังผ่าตัดที่ค่อนข้างเล็กและฟื้นตัวได้ไว

ในผู้ป่วยบางคนแพทย์จะไม่แนะนำให้ผ่าตัด เช่น ผู้ที่มีไส้เลื่อนขนาดเล็ก ผู้ที่การผ่าตัดทำให้เกิดอันตรายได้ หรือเด็กที่เป็นไส้เลื่อน สำหรับเด็กแพทย์จะใช้วิธีกดกลับเข้าไป หากไม่สามารถกดได้อาจพิจารณาใช้วิธีการผ่าตัด


ผ่าตัดไส้เลื่อน

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไส้เลื่อน


  • ควรงดยกของหนัก งดการออกกำลังกายหนักเพื่อลดแรงดันในช่องท้อง
  • ควรหลีกเลี่ยงการไอหรือจามอย่างรุนแรง
  • ไม่ควรเบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะแรงๆ
  • ควบคุมน้ำหนักในอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนเกินไป
  • ควรระมัดระวังไม่ให้ไส้เลื่อนอยู่ในภาวะดันกลับไม่ได้

buy drug online on raksa app

การป้องกันโรคไส้เลื่อน


  • ควรรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยการคุมอาหารและออกกำลังกาย
  • รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช เพื่อไม่ให้เกิดท้องผูก
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักบ่อยๆ หรืออาจหาอุปกรณ์ช่วยยก
  • เลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไส้เลื่อน


1. ไส้เลื่อนอันตรายไหม?


ในกรณีที่พบก้อนหรือจุดนูนของไส้เลื่อนแต่ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดอาจยังไม่เป็นอันตราย สามารถดันกลับได้หรือนอนลงแล้วก้อนนูนจะหายไป แต่หากดันกลับไม่ได้ ก้อนนูนมีอาการเจ็บรุนแรงและเปลี่ยนสีแดง ม่วง หรือสีคล้ำ ลักษณะนี้เป็นอันตราย เพราะเป็นสัญญาณของผนังหน้าท้องรัดลำไส้จนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงเนื้อเยื่อจุดนั้นได้ ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นอันตรายถึงชีวิต


2. ไส้เลื่อนลงอัณฑะเกิดจากอะไร? อันตรายหรือไม่?


เกิดจากการเคลื่อนที่ของลำไส้ออกมาตามรูเปิดตรงขาหนีบที่อาจต่อเนื่องไปถึงลูกอัณฑะ ไส้เลื่อนขาหนีบที่ไหลลงถุงอัณฑะไม่อันตรายแต่หากเป็นนานๆ แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่นลำไส้บิดในไส้เลื่อนทำให้เกิดภาวะลำไส้ตาย ดังนั้นเมื่อคลำพบก้อนไส้เลื่อนจึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา


3. ผ่าตัดไส้เลื่อนอันตรายไหม?


การผ่าตัดไส้เลื่อนเป็นอันตรายน้อยหรือแทบไม่เป็นอันตรายเลย เมื่อเทียบกับภาวะฉุกเฉินของโรคไส้เลื่อน ที่ลำไส้จะถูกรัดจนบวม เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา และการผ่าตัดในปัจจุบันก็มีการพัฒนาเทคนิคในการผ่าตัดไส้เลื่อนแบบส่องกล้องที่ทำให้แผลผ่าตัดเล็กลง มีอาการบาดเจ็บหลังการผ่าตัดน้อยลง และยังช่วยลดระยะเวลาในการพักฟื้นตัวสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น


4. ผ่าตัดไส้เลื่อนพักฟื้นกี่วัน?


การผ่าตัดผ่านกล้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-3 วัน แต่การผ่าตัดเปิดหน้าท้องจะใช้เวลาในการฟื้นตัวมากกว่า 2-3 สัปดาห์


5. อาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัดไส้เลื่อนมีอะไรบ้าง?


การผ่าตัดแบบใช้ยาระงับความรู้สึกฉีดเข้าไขสันหลัง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากยาคือมีอาการปวดศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือปวดหลังได้ ส่วนภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การชาบริเวณลูกอัณฑะ การเกิดไส้เลื่อนกลับซ้ำ การเกิดก้อนเลือด ปัสสาวะคั่ง หรือแผลเกิดการติดเชื้อ (SSI)


6. ผ่าตัดไส้เลื่อนราคาประมาณเท่าไหร่?


ในโรงพยาบาลเอกชน การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือยาชาเฉพาะที่จะอยู่ที่ประมาณ 50,000-70,000 บาท ส่วนการผ่าตัดแบบส่องกล้องจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทขึ้นไป ทั้งหมดนี้เป็นเพียงราคาโดยประมาณและอาจเปลี่ยนแปลงได้ สามารถสอบถามค่าใช้จ่ายได้กับทางโรงพยาบาลโดยตรง


7. ผ่าตัดไส้เลื่อนใช้สิทธิ์บัตรทองหรือประกันสังคมได้ไหม?


สามารถใช้สิทธิ์ในการผ่าตัดไส้เลื่อนได้ทั้งบัตรทองและประกันสังคมในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ธรกนก ธราวรรัฐ

พญ. ธรกนก ธราวรรัฐ (ศัลยกรรมทั่วไป)
รพ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
พ.บ. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล