MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคเกาต์ (Gout)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • นอกจากโรคเกาต์จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แล้ว คนที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคเกาต์คือ คนที่ชอบทานอาหารที่สารพิวรีนสูงเป็นประจำ เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ชะอม สะตอ กะปิ เห็ด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส

  • ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่า โดยผู้ชายจะสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผู้หญิงจะสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทำให้ผลึกยูริกที่ถือเป็นของเสียไปสะสมในเนื้อเยื่อและข้อ จนเกิดอาการปวดข้อรุนแรง ในบางรายค่ายูริกสูงแต่ไม่ปวดข้อก็ไม่ถือว่าเป็นโรคเกาต์

  • อาการของโรคเกาต์มีทั้งหมด 3 ระยะ ระยะเฉียบพลันคือจะมีอาการปวดข้อแล้วหายไป ระยะต่อมาคือระยะไม่แสดงอาการ แต่มีโอกาสกลับมาปวดซ้ำและจะรุนแรงกว่าเดิม สุดท้ายคือระยะข้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะพบผลึกยูเรตสีขาวๆ ตามข้อและผิวหนัง หากไม่รักษาอย่างถูกต้องอาจเสี่ยงไตวายได้



Table of Contents
โรคเกาต์คืออะไร?
กรดยูริกในเลือดสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรคเกาต์?
สาเหตุของโรคเกาต์
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์
อาการของโรคเกาต์
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคเกาต์
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์
เป็นโรคเกาต์ห้ามทานอะไรบ้าง?
การป้องกันโรคเกาต์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเกาต์


โรคเกาต์คืออะไร?


โรคเกาต์คืออะไร

โรคเกาต์ หรือ ภาวะข้ออักเสบเฉียบพลัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Gout เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อของร่างกายเป็นเวลานาน ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดข้อรุนแรงเฉียบพลันและสามารถกำเริบซ้ำได้หลายเวลา ทำให้ส่งผลด้านลบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว


โรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้หากรักษาอย่างเหมาะสมเป็นเวลาต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการรู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ในระยะแรกเริ่ม มาดูกันดีกว่าว่าค่ากรดยูริกสูงเท่าไหร่ถึงจะเข้าเกณฑ์ผู้ป่วยโรคเกาต์


กรดยูริกในเลือดสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรคเกาต์?


ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) คือภาวะที่ระดับกรดยูริกสูงกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป โดยภาวะกรดยูริกในเพศชายและเพศหญิงจะไม่เท่ากัน


สำหรับเพศชายจะต้องมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรสำหรับเพศหญิง ซึ่งค่าปกติทั่วไปในเพศชายจะมีระดับกรดยูริกในเลือดประมาณ 3.4-7.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และในเพศหญิงจะมีประมาณ 2.4-6.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร


ทั้งนี้ ผู้ที่มีค่ากรดยูริกสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคเกาต์กันหมดทุกคน เพราะผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีอาการปวดข้อรุนแรงร่วมด้วย


สาเหตุของโรคเกาต์


สาเหตุของโรคเกาต์

โรคเกาต์เกิดจากร่างกายสร้างกรดยูริกในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งกรดยูริกถือเป็นของเสียรูปแบบหนึ่งของร่างกาย เมื่อเกิดการสะสมก็จะตกตะกอนเป็นผลึกที่บริเวณข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้ออย่างรุนแรง


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์


  • คนที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมโรคเกาต์จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป

  • คนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส

  • คนที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคเกาต์เช่นกัน

อาการของโรคเกาต์


อาการของโรคเกาต์

ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคเกาต์มีความคล้ายคลึงกับหลายอาการในโรคเกี่ยวกับข้อ ทั้งโรคเกาต์เทียม โรคข้อเสื่อม หรือรูมาตอยด์ แต่อาการที่จะทำให้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์แน่ๆ ต้องมีอาการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้


  • ระยะที่ 1: ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน
    ลักษณะอาการของโรคเกาต์ระยะนี้มักปวดบวมรุนแรงที่ข้อหัวแม่เท้าหรือข้อเท้าใน 24 ชั่วโมงแรก และสามารถหายเองได้ภายใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะกำเริบซ้ำอีกหากไม่รีบรักษา

  • ระยะที่ 2: ระยะที่ไม่แสดงอาการข้ออักเสบ
    ลักษณะอาการของระยะนี้มักเป็นปกติหลังจากข้ออักเสบหายในระยะแรก ไม่มีการแสดงอาการปวดบริเวณข้อ แต่จะมีโอกาสกำเริบซ้ำอีกภายใน 1-2 ปี เมื่อข้ออักเสบ ความปวดก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มทุกครั้ง และอาจมีไข้จากอาการข้ออักเสบด้วย

  • ระยะที่ 3: ระยะข้ออักเสบเรื้อรัง
    ลักษณะอาการเฉพาะในระยะนี้คือ ข้อมีอาการอักเสบเพิ่มมากขึ้นจนเรื้อรังร่วมกับพบก้อนผลึกยูเรต หรือเรียกว่า “โทฟัส (Tophus)” เป็นก้อนสีขาวคล้ายชอล์กตามผิวหนังบริเวณข้อนิ้วเท้า เอ็นร้อยหวาย ใบหู ข้อนิ้วมือ และข้อศอก อีกทั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจเสี่ยงเกิดภาวะไตวายแทรกซ้อนได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการปวดตามข้อหัวแม่มือ ข้อเท้า หรือข้อนิ้วเท้า แม้อาการจะหายไป แนะนำให้ไปตรวจค่ากรดยูริกที่โรงพยาบาล หากมีภาวะกรดยูริกเกินอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ แพทย์จะได้ทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง


consult doctor

การรักษาโรคเกาต์


ปัจจุบันโรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้หากใช้วิธีรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้


การรักษาโรคเกาต์โดยไม่ใช้ยา


ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนหรือพิวรีนสูงให้น้อยลง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดหน่อไม้ฝรั่ง สัตว์ปีก งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เสี่ยง หากมีอาการปวดข้อ สามารถใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดได้


การรักษาโรคเกาต์โดยใช้ยา


แนะนำในผู้ป่วยโรคเกาต์ที่ปวดในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางให้ใช้ยา 3 ชนิดได้แก่ ยาโคลชิซิน (Colchicine) กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และกลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์


ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดอาการข้ออักเสบ ดังนี้


  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากเพื่อช่วยลดกรดยูริกในเลือดให้น้อยลง
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงเพราะพิวรีนเป็นสารตั้งต้นในการสร้างกรดยูริก เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล สัตว์ปีก ยอดหน่อไม้ฝรั่ง และถั่วบางชนิด
  • ตรวจวัดค่ากรดยูริกในเลือดเป็นประจำ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • พบแพทย์ตามนัดและทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เป็นโรคเกาต์ห้ามทานอะไรบ้าง?


โรคเกาต์ห้ามกินอะไร

อาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรงดหรือหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้นมีหลายอย่าง เช่น


  • เห็ด
  • เนื้อสัตว์ปีก ทั้งไก่ เป็ด ห่าน
  • เครื่องในสัตว์ทุกชนิด
  • ไข่ปลา
  • ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน
  • กุ้ง
  • ผักชะอม ผักกระถิน ผักสะเดา สะตอ
  • กะปิ
  • น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การป้องกันโรคเกาต์


เบื้องต้นการป้องกันโรคเกาต์สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นเดียวกับการปฏิบัติตนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมของผลึกเกลือยูเรตในระยะยาว เช่น ควบคุมการรับประทานอาหาร ออกกำลังกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อการเพิ่มปริมาณกรดยูริกในเลือด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเกาต์


1. โรคเกาต์รักษาหายไหม?


การกินยาควบคุมระดับกรดยูริกไม่ให้สูงและลดโอกาสกำเริบของอาการข้ออักเสบ เป็นวิธีการรักษาที่ทำให้หายจากโรคเกาต์ได้ แต่ผู้ป่วยจะต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง อาจจะใช้เวลารักษาให้หายขาดประมาณเป็นปี โดยผู้ป่วยก็ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินร่วมด้วย


2. โรคเกาต์เป็นกรรมพันธุ์ไหม?


ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์มีโอกาสเสี่ยงที่เป็นโรคเกาต์ได้ เนื่องจากภาวะกรดยูริกสูงที่ก่อให้เกิดโรคเกาต์นี้อาจเกิดเนื่องมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว


3. โรคเกาต์งดอาหารอะไรบ้าง?


งดอาหารจำพวกโปรตีนหรือพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เนื้อสัตว์ปีก ไข่ปลา ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคโคเรล ปลาอินทรีย์ กุ้ง หอย ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง กระถิน ชะอม สะเดา ยอดมะพร้าวอ่อน น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน เห็ด กะปิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน


4. โรคเกาต์ห้ามกินผลไม้อะไร?


ห้ามกินผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งเป็นแหล่งของน้ำตาลฟรุกโตส เช่น องุ่น มะละกอ แตงโม ควรรับประทานผลไม้ที่ไม่มีรสชาติหวานแทน


5. โรคเกาต์กินไข่ได้ไหม?


กินได้ แต่แนะนำให้กินในปริมาณที่เหมาะสม โดยไข่ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีความเสี่ยงต่ำ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.ปวินท์ เกษมพิพัฒน์ชัย

นพ. ปวินท์ เกษมพิพัฒน์ชัย
(ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ)
โรงพยาบาลศิริราช
– คณะแพทยศาสตร์ รพ. พระมงกุฎเกล้าฯ
– University of Colorado Boulder, Science of Excercise
– Harvard University, Telemedicine
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคเกาต์ (Gout)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • นอกจากโรคเกาต์จะถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้แล้ว คนที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคเกาต์คือ คนที่ชอบทานอาหารที่สารพิวรีนสูงเป็นประจำ เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ชะอม สะตอ กะปิ เห็ด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส

  • ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะมีภาวะกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนปกติถึง 2 เท่า โดยผู้ชายจะสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผู้หญิงจะสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ทำให้ผลึกยูริกที่ถือเป็นของเสียไปสะสมในเนื้อเยื่อและข้อ จนเกิดอาการปวดข้อรุนแรง ในบางรายค่ายูริกสูงแต่ไม่ปวดข้อก็ไม่ถือว่าเป็นโรคเกาต์

  • อาการของโรคเกาต์มีทั้งหมด 3 ระยะ ระยะเฉียบพลันคือจะมีอาการปวดข้อแล้วหายไป ระยะต่อมาคือระยะไม่แสดงอาการ แต่มีโอกาสกลับมาปวดซ้ำและจะรุนแรงกว่าเดิม สุดท้ายคือระยะข้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะพบผลึกยูเรตสีขาวๆ ตามข้อและผิวหนัง หากไม่รักษาอย่างถูกต้องอาจเสี่ยงไตวายได้



Table of Contents
โรคเกาต์คืออะไร?
กรดยูริกในเลือดสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรคเกาต์?
สาเหตุของโรคเกาต์
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์
อาการของโรคเกาต์
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคเกาต์
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์
เป็นโรคเกาต์ห้ามทานอะไรบ้าง?
การป้องกันโรคเกาต์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเกาต์


โรคเกาต์คืออะไร?


โรคเกาต์คืออะไร

โรคเกาต์ หรือ ภาวะข้ออักเสบเฉียบพลัน มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Gout เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อของร่างกายเป็นเวลานาน ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดข้อรุนแรงเฉียบพลันและสามารถกำเริบซ้ำได้หลายเวลา ทำให้ส่งผลด้านลบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว


โรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้หากรักษาอย่างเหมาะสมเป็นเวลาต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการรู้ทันสัญญาณเตือนของโรคเกาต์ในระยะแรกเริ่ม มาดูกันดีกว่าว่าค่ากรดยูริกสูงเท่าไหร่ถึงจะเข้าเกณฑ์ผู้ป่วยโรคเกาต์


กรดยูริกในเลือดสูงเท่าไหร่ถึงเป็นโรคเกาต์?


ภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) คือภาวะที่ระดับกรดยูริกสูงกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป โดยภาวะกรดยูริกในเพศชายและเพศหญิงจะไม่เท่ากัน


สำหรับเพศชายจะต้องมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 7 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรสำหรับเพศหญิง ซึ่งค่าปกติทั่วไปในเพศชายจะมีระดับกรดยูริกในเลือดประมาณ 3.4-7.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และในเพศหญิงจะมีประมาณ 2.4-6.0 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร


ทั้งนี้ ผู้ที่มีค่ากรดยูริกสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคเกาต์กันหมดทุกคน เพราะผู้ที่เป็นโรคเกาต์จะต้องมีอาการปวดข้อรุนแรงร่วมด้วย


สาเหตุของโรคเกาต์


สาเหตุของโรคเกาต์

โรคเกาต์เกิดจากร่างกายสร้างกรดยูริกในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งกรดยูริกถือเป็นของเสียรูปแบบหนึ่งของร่างกาย เมื่อเกิดการสะสมก็จะตกตะกอนเป็นผลึกที่บริเวณข้อต่อ ทำให้เกิดการอักเสบ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณข้ออย่างรุนแรง


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเกาต์


  • คนที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมโรคเกาต์จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป

  • คนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส

  • คนที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคเกาต์เช่นกัน

อาการของโรคเกาต์


อาการของโรคเกาต์

ลักษณะอาการที่สำคัญของโรคเกาต์มีความคล้ายคลึงกับหลายอาการในโรคเกี่ยวกับข้อ ทั้งโรคเกาต์เทียม โรคข้อเสื่อม หรือรูมาตอยด์ แต่อาการที่จะทำให้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์แน่ๆ ต้องมีอาการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้


  • ระยะที่ 1: ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน
    ลักษณะอาการของโรคเกาต์ระยะนี้มักปวดบวมรุนแรงที่ข้อหัวแม่เท้าหรือข้อเท้าใน 24 ชั่วโมงแรก และสามารถหายเองได้ภายใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะกำเริบซ้ำอีกหากไม่รีบรักษา

  • ระยะที่ 2: ระยะที่ไม่แสดงอาการข้ออักเสบ
    ลักษณะอาการของระยะนี้มักเป็นปกติหลังจากข้ออักเสบหายในระยะแรก ไม่มีการแสดงอาการปวดบริเวณข้อ แต่จะมีโอกาสกำเริบซ้ำอีกภายใน 1-2 ปี เมื่อข้ออักเสบ ความปวดก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มทุกครั้ง และอาจมีไข้จากอาการข้ออักเสบด้วย

  • ระยะที่ 3: ระยะข้ออักเสบเรื้อรัง
    ลักษณะอาการเฉพาะในระยะนี้คือ ข้อมีอาการอักเสบเพิ่มมากขึ้นจนเรื้อรังร่วมกับพบก้อนผลึกยูเรต หรือเรียกว่า “โทฟัส (Tophus)” เป็นก้อนสีขาวคล้ายชอล์กตามผิวหนังบริเวณข้อนิ้วเท้า เอ็นร้อยหวาย ใบหู ข้อนิ้วมือ และข้อศอก อีกทั้งอาจมีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจเสี่ยงเกิดภาวะไตวายแทรกซ้อนได้

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการปวดตามข้อหัวแม่มือ ข้อเท้า หรือข้อนิ้วเท้า แม้อาการจะหายไป แนะนำให้ไปตรวจค่ากรดยูริกที่โรงพยาบาล หากมีภาวะกรดยูริกเกินอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ แพทย์จะได้ทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง


consult doctor

การรักษาโรคเกาต์


ปัจจุบันโรคเกาต์สามารถรักษาหายขาดได้หากใช้วิธีรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้


การรักษาโรคเกาต์โดยไม่ใช้ยา


ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนหรือพิวรีนสูงให้น้อยลง เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดหน่อไม้ฝรั่ง สัตว์ปีก งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส และลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เสี่ยง หากมีอาการปวดข้อ สามารถใช้น้ำแข็งประคบบริเวณที่ปวดได้


การรักษาโรคเกาต์โดยใช้ยา


แนะนำในผู้ป่วยโรคเกาต์ที่ปวดในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางให้ใช้ยา 3 ชนิดได้แก่ ยาโคลชิซิน (Colchicine) กลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) และกลุ่มยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์


ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดอาการข้ออักเสบ ดังนี้


  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากเพื่อช่วยลดกรดยูริกในเลือดให้น้อยลง
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงเพราะพิวรีนเป็นสารตั้งต้นในการสร้างกรดยูริก เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล สัตว์ปีก ยอดหน่อไม้ฝรั่ง และถั่วบางชนิด
  • ตรวจวัดค่ากรดยูริกในเลือดเป็นประจำ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • พบแพทย์ตามนัดและทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

เป็นโรคเกาต์ห้ามทานอะไรบ้าง?


โรคเกาต์ห้ามกินอะไร

อาหารที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรงดหรือหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้นมีหลายอย่าง เช่น


  • เห็ด
  • เนื้อสัตว์ปีก ทั้งไก่ เป็ด ห่าน
  • เครื่องในสัตว์ทุกชนิด
  • ไข่ปลา
  • ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน
  • กุ้ง
  • ผักชะอม ผักกระถิน ผักสะเดา สะตอ
  • กะปิ
  • น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

การป้องกันโรคเกาต์


เบื้องต้นการป้องกันโรคเกาต์สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นเดียวกับการปฏิบัติตนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมของผลึกเกลือยูเรตในระยะยาว เช่น ควบคุมการรับประทานอาหาร ออกกำลังกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อการเพิ่มปริมาณกรดยูริกในเลือด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเกาต์


1. โรคเกาต์รักษาหายไหม?


การกินยาควบคุมระดับกรดยูริกไม่ให้สูงและลดโอกาสกำเริบของอาการข้ออักเสบ เป็นวิธีการรักษาที่ทำให้หายจากโรคเกาต์ได้ แต่ผู้ป่วยจะต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง อาจจะใช้เวลารักษาให้หายขาดประมาณเป็นปี โดยผู้ป่วยก็ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินร่วมด้วย


2. โรคเกาต์เป็นกรรมพันธุ์ไหม?


ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคเกาต์มีโอกาสเสี่ยงที่เป็นโรคเกาต์ได้ เนื่องจากภาวะกรดยูริกสูงที่ก่อให้เกิดโรคเกาต์นี้อาจเกิดเนื่องมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมในครอบครัว


3. โรคเกาต์งดอาหารอะไรบ้าง?


งดอาหารจำพวกโปรตีนหรือพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด เนื้อสัตว์ปีก ไข่ปลา ปลาดุก ปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ปลาแมคโคเรล ปลาอินทรีย์ กุ้ง หอย ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง กระถิน ชะอม สะเดา ยอดมะพร้าวอ่อน น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน เห็ด กะปิ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำผลไม้ที่มีรสหวาน


4. โรคเกาต์ห้ามกินผลไม้อะไร?


ห้ามกินผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งเป็นแหล่งของน้ำตาลฟรุกโตส เช่น องุ่น มะละกอ แตงโม ควรรับประทานผลไม้ที่ไม่มีรสชาติหวานแทน


5. โรคเกาต์กินไข่ได้ไหม?


กินได้ แต่แนะนำให้กินในปริมาณที่เหมาะสม โดยไข่ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีความเสี่ยงต่ำ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.ปวินท์ เกษมพิพัฒน์ชัย

นพ. ปวินท์ เกษมพิพัฒน์ชัย
(ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ)
โรงพยาบาลศิริราช
– คณะแพทยศาสตร์ รพ. พระมงกุฎเกล้าฯ
– University of Colorado Boulder, Science of Excercise
– Harvard University, Telemedicine
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล