MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหนองใน (Gonorrhoea)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • โรคหนองใน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจส่งผลให้เป็นหมัน และเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้  

  • ในผู้หญิงที่เป็นโรคหนองในกว่า 50% จะไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่รู้ว่ามีเชื้อหรือได้รับเชื้อ จนกระทั่งเกิดอาการปัสสาวะติดขัด ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือพบหนองในช่องคลอดแล้ว 

  • นอกจากการมีเพศสัมพันธ์แล้ว การกอด จูบ การใช้ผ้าเช็ด แก้ว จาน ชามร่วมกัน หรือแม้แต่ว่ายน้ำในสระเดียวกับผู้ป่วย ก็สามารถติดโรคหนองในได้ 



Table of Contents
โรคหนองในคืออะไร?
หนองในเทียมคืออะไร?
สาเหตุของโรคหนองใน
อาการของโรคหนองใน
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
การรักษาโรคหนองใน
การป้องกันโรคหนองใน
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคหนองใน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองใน


โรคหนองในคืออะไร?


โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Gonorrhoea เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) โดยแบคทีเรียชนิดนี้ ทำให้เกิดการติดเชื้อโดยเฉพาะในที่หลอดปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ลำคอ เยื่อบุมดลูก ท่อรังไข่ และตา อีกทั้งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น เป็นหมัน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง และตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งผู้ที่เป็นหนองในสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายหากไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน  


หนองในเทียมคืออะไร?


หนองในเทียมเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย

โรคหนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis – NGU) พบในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน หรือพบในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า คลามัยเดียทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis) และเชื้อยูเรียพลาสมายูเรียไลทิคัม (Ureaplasma Urealyticum) รวมถึงเชื้อไวรัส โปรโตซัว หรือเชื้อรา 


ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นหนองในเทียมมักจะไม่แสดงอาการทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่หากมีการแสดงอาการพบว่าในเพศชายจะมีอาการแสบบริเวณปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด และมีมูกใสหรือมูกขุ่นๆ ไหลออกมา โดยไม่เป็นหนองข้นแบบหนองในแท้ ส่วนเพศหญิงมักมีอาการตกขาวมากผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด คลื่นไส้ มีไข้ ปวดท้องน้อย และตอนเป็นประจำเดือนจะมีเลือดออกมากผิดปกติ ทั้งนี้หากมีเพศสัมพันธ์ทางปาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในลำคอ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อทางทวารหนักได้ 


สาเหตุของโรคหนองใน


โรคหนองในเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) ซึ่งได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ปาก ทวารหนัก อวัยวะเพศ โดยมีการหลั่งน้ำอสุจิหรือไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิก็ได้ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อหนองในเวลาคลอดอาจทำให้ทารกแรกเกิดติดเชื้อจากช่องคลอดได้ 


นอกจากนี้ หนองในยังสามารถแพร่เชื้อในรูปแบบการกอด จูบ การใช้ผ้าเช็ดตัว สระว่ายน้ำ ห้องน้ำ แก้วน้ำ จาน และชามร่วมกัน 


กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคหนองใน ได้แก่ ผู้ที่มีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน ผู้ที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ และผู้ที่ติดยาเสพติด 


อาการของโรคหนองใน


อาการของโรคหนองใน

โดยทั่วไปผู้ชายร้อยละ 10 และผู้หญิงร้อยละ 50 มักไม่แสดงอาการ ซึ่งอาการที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน มักขึ้นอยู่กับบริเวณที่ติดเชื้อและหลังได้รับเชื้อ 1-14 วันจะเริ่มแสดงอาการ ดังนี้ 


หนองในในผู้ชายมีอาการอย่างไร?


พบว่า มีลักษณะหนองขุ่นข้นๆ สีเหลืองหรือสีขาวไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ รอบรูอวัยวะเพศเป็นสีแดง มีของเหลวไหลออกมาจากทวารหนัก เจ็บคอ คอแห้ง และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยไว้นาน เชื้ออาจลุกลามสู่อัณฑะเสี่ยงเป็นหมันได้ 


หนองในในผู้หญิงมีอาการอย่างไร?


พบว่า มีหนองที่ช่องคลอด ช่องคลอดอักเสบ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปัสสาวะแสบขัด เจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะขณะมีเพศสัมพันธ์ มีของเหลวไหลออกจากทวารหนัก มีหนองที่ช่องคอ เจ็บคอ คอแห้ง และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว หากปล่อยไว้นานไม่รีบรักษา เชื้ออาจลุกลามไปสู่มดลูกและท่อรังไข่ เสี่ยงเป็นโรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ รวมไปจนถึงเป็นหมันได้  


ตกขาวหนองในเป็นอย่างไร?


ผู้หญิงที่เป็นโรคหนองในมักมีอาการตกขาวมากผิดปกติ เช่น มีปริมาณตกขาวมากขึ้น ตกขาวมีลักษณะสีเหลืองหรือสีเขียว ตกขาวเป็นมูกหนอง มีกลิ่นเหม็น  


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ผู้ที่เป็นโรคหนองในมักไม่ค่อยแสดงอาการโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง แต่หากเริ่มมีอาการแสบตอนปัสสาวะ หรือเริ่มมีผื่นขึ้นบริเวณโดยรอบอวัยวะเพศแล้วให้รีบไปพบแพทย์ หากแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหนองใน ให้พาคู่นอนไปตรวจด้วยเช่นกัน


consult doctor

การรักษาโรคหนองใน


ปัจจุบันโรคหนองในมีวิธีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพด้วยยาปฏิชีวนะตามอาการของผู้ป่วย โดยแบ่งการรักษาออกเป็น 2 ภาวะ ดังต่อไปนี้ 



การรักษาหนองในชนิดไม่มีภาวะแทรกซ้อน (Uncomplicated Gonorrhoea)


  • ผู้ป่วยหนองในที่อวัยวะเพศและทวารหนัก สามารถรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 500 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาโรคหนองในเทียม ส่วนอีกแบบคือ ยา Cefixime 400 mg ทาน 1 ครั้ง ร่วมด้วยกับการรักษาโรคหนองในเทียมเช่นเดียวกับยาแบบฉีด 
  • ผู้ป่วยหนองในที่ช่องคอ แพทย์จะใช้ยา Ceftriaxone 500 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาโรคหนองในเทียม 
  • ผู้ป่วยหนองในที่เยื่อบุตาวัยผู้ใหญ่ มักใช้ยา Ceftriaxone 1 g ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาอาการหนองในเทียม ทั้งนี้ผู้ป่วยควรล้างตาด้วยน้ำเกลือปลอดเชื้อให้สะอาดทุกๆ ชั่วโมง จนกว่าหนองบริเวณตาจะแห้งสนิท 

การรักษาหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อน (Complicated Gonorrhoea)


  • ผู้ป่วยหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (Local Complicated Gonorrhoea) เช่น เกิดฝีในอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และต่อมต่างๆ บริเวณท่อปัสสาวะอักเสบ จะใช้การรักษาแบบเดียวกับโรคหนองในชนิดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่จะต้องรักษาอย่างน้อย 2 วันขึ้นไปหรือจนกว่าหนองในจะหายดี 

  • ผู้ป่วยหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อนแพร่กระจาย (Disseminated Gonococcal Infection) ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในชั้นผิวหนังหรือเยื่อบุ หรือมีภาวะโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ และมีภาวะเอ็นอักเสบ แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ วันละ 1 ครั้ง หากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นก็จะได้รับยาทาน Cefixime 400 mg วันละ 2 ครั้ง 

    กรณีผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก 12 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ แพทย์จะรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุก 12 ชั่วโมง และใช้ระยะเวลารักษานานถึง 4 สัปดาห์ 

  • ยารักษาโรคหนองในที่มีประสิทธิภาพในการรักษาคือ ยารูปแบบทานและฉีดเพียงครั้งเดียว ได้แก่ 
    1. ยาในกลุ่ม Quinolones คือ Norfloxacin 800 mg, Ofloxacin 400 mg, Ciprofloxacin 250-500 mg โดยให้รับประทานเพียงครั้งเดียว
    2. ยา Spectinomycin 2 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำครั้งเดียว 
    3. ยาในกลุ่ม Cephalosporins คือ Ceftriaxone 250 mg แบบฉีดกล้ามเนื้อ Cefixime 500 mg แบบทานและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ Probenecid 1 gm 

หลังจากได้รับการรักษาหนองในหายผู้ป่วยควรเข้าตรวจเชื้อซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลับมาเป็นอีก เนื่องจากโรคหนองในแท้มักมีเชื้อหนองในเทียมแฝง ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องรักษาโรคหนองในเทียมร่วมด้วย 


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหนองใน


ผู้ป่วยโรคหนองในที่อยู่ระหว่างการรักษาเพื่อเป็นการลดเชื้อ และไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น แนะนำให้ทำตามข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้  


  • งดมีเพศสัมพันธ์รวมถึงสำเร็จความใคร่จนกว่าจะรักษาหาย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคหนองใน 
  • ควรพาคู่นอนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ไปตรวจหาเชื้อหนองในให้เร็วที่สุด 
  • ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ และทำให้แห้งอยู่เสมอ 
  • ห้ามใช้ของร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดการแพร่เชื้อ 
  • ไม่ควรรีดหนองด้วยตนเองเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 
  • เข้ารับการตรวจตามนัดทุกครั้งและทำตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด 
  • รีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง 
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด 

การป้องกันโรคหนองใน


การป้องกันหนองใน

การป้องกันตนเองจากการติดเชื้อหนองใน ควรเริ่มที่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ประมาท คือต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อลดอัตราการติดเชื้อจากคู่นอนที่อาจเป็นโรคหนองใน งดสัมผัสผู้ติดเชื้อหนองในไม่ว่าจะทางปาก ช่องคลอด อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือทางใดก็ตาม และควรหมั่นทำความสะอาดอวัยวะเพศเป็นประจำ 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองใน


1. หนองในรักษาหายไหม?


โรคหนองในสามารถรักษาหายได้ แต่ถ้าหากรักษาจนหายแล้ว เบื้องต้นผู้ที่เคยเป็นหนองในต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ เลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย รวมถึงรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นโรคหนองในซ้ำอีกได้ 


2. หนองในเทียมอันตรายไหม?


อันตราย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่เช่นเดียวกันกับโรคหนองในแท้ สามารถทำให้ต่อมต่างๆ บริเวณท่อปัสสาวะอักเสบ หรืออันตรายในเด็กทารกแรกเกิดที่อาจติดเชื้อจากมารดาขณะคลอดได้ 


3. หากเป็นหนองในจะเป็นเอดส์ด้วยไหม?


ผู้ป่วยหนองใน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นเอดส์ เนื่องจากหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสรับเชื้อโรคเอดส์ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 


4. เป็นหนองในช่วยตัวเองได้ไหม?


แนะนำให้เลี่ยงการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ รวมไปถึงอาจทำให้เกิดการอักเสบบริเวณอวัยวะเพศได้ 


5. เป็นหนองในไปหาหมอที่ไหน?


ผู้ป่วยสามารถเข้าพบแพทย์โรคทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อเพื่อทำการรักษาได้ตามสถานพยาบาลต่างๆ 


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคซิฟิลิส (Syphilis)
โรคเอดส์ (AIDS)
โรคเริม (Herpes Simplex)
การช่วยตัวเอง กิจกรรมทางเพศแบบเฮลธ์ตี้ที่ใคร ๆ ก็มีได้
10 สมุนไพรแก้ไอ ทางเลือกเพื่อบรรเทาอาการไอแบบธรรมชาติ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์

นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ (GP)
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหนองใน (Gonorrhoea)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • โรคหนองใน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจส่งผลให้เป็นหมัน และเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้  

  • ในผู้หญิงที่เป็นโรคหนองในกว่า 50% จะไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่รู้ว่ามีเชื้อหรือได้รับเชื้อ จนกระทั่งเกิดอาการปัสสาวะติดขัด ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือพบหนองในช่องคลอดแล้ว 

  • นอกจากการมีเพศสัมพันธ์แล้ว การกอด จูบ การใช้ผ้าเช็ด แก้ว จาน ชามร่วมกัน หรือแม้แต่ว่ายน้ำในสระเดียวกับผู้ป่วย ก็สามารถติดโรคหนองในได้ 



Table of Contents
โรคหนองในคืออะไร?
หนองในเทียมคืออะไร?
สาเหตุของโรคหนองใน
อาการของโรคหนองใน
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
การรักษาโรคหนองใน
การป้องกันโรคหนองใน
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคหนองใน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองใน


โรคหนองในคืออะไร?


โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Gonorrhoea เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) โดยแบคทีเรียชนิดนี้ ทำให้เกิดการติดเชื้อโดยเฉพาะในที่หลอดปัสสาวะ ช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก ลำคอ เยื่อบุมดลูก ท่อรังไข่ และตา อีกทั้งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น เป็นหมัน ปวดท้องน้อยเรื้อรัง และตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งผู้ที่เป็นหนองในสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายหากไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอน  


หนองในเทียมคืออะไร?


หนองในเทียมเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย

โรคหนองในเทียม (Non-gonococcal Urethritis – NGU) พบในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยป้องกัน หรือพบในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า คลามัยเดียทราโคมาติส (Chlamydia Trachomatis) และเชื้อยูเรียพลาสมายูเรียไลทิคัม (Ureaplasma Urealyticum) รวมถึงเชื้อไวรัส โปรโตซัว หรือเชื้อรา 


ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นหนองในเทียมมักจะไม่แสดงอาการทั้งเพศหญิงและเพศชาย แต่หากมีการแสดงอาการพบว่าในเพศชายจะมีอาการแสบบริเวณปลายท่อปัสสาวะ ปัสสาวะขัด และมีมูกใสหรือมูกขุ่นๆ ไหลออกมา โดยไม่เป็นหนองข้นแบบหนองในแท้ ส่วนเพศหญิงมักมีอาการตกขาวมากผิดปกติ ปัสสาวะแสบขัด คลื่นไส้ มีไข้ ปวดท้องน้อย และตอนเป็นประจำเดือนจะมีเลือดออกมากผิดปกติ ทั้งนี้หากมีเพศสัมพันธ์ทางปาก อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในลำคอ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อทางทวารหนักได้ 


สาเหตุของโรคหนองใน


โรคหนองในเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoea) ซึ่งได้รับเชื้อผ่านการสัมผัสเยื่อบุช่องคลอด ปาก ทวารหนัก อวัยวะเพศ โดยมีการหลั่งน้ำอสุจิหรือไม่มีการหลั่งน้ำอสุจิก็ได้ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อหนองในเวลาคลอดอาจทำให้ทารกแรกเกิดติดเชื้อจากช่องคลอดได้ 


นอกจากนี้ หนองในยังสามารถแพร่เชื้อในรูปแบบการกอด จูบ การใช้ผ้าเช็ดตัว สระว่ายน้ำ ห้องน้ำ แก้วน้ำ จาน และชามร่วมกัน 


กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคหนองใน ได้แก่ ผู้ที่มีคู่นอนมากกว่าหนึ่งคน ผู้ที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์ และผู้ที่ติดยาเสพติด 


อาการของโรคหนองใน


อาการของโรคหนองใน

โดยทั่วไปผู้ชายร้อยละ 10 และผู้หญิงร้อยละ 50 มักไม่แสดงอาการ ซึ่งอาการที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคหนองใน มักขึ้นอยู่กับบริเวณที่ติดเชื้อและหลังได้รับเชื้อ 1-14 วันจะเริ่มแสดงอาการ ดังนี้ 


หนองในในผู้ชายมีอาการอย่างไร?


พบว่า มีลักษณะหนองขุ่นข้นๆ สีเหลืองหรือสีขาวไหลออกมาจากท่อปัสสาวะ รู้สึกแสบขัดเวลาปัสสาวะ รอบรูอวัยวะเพศเป็นสีแดง มีของเหลวไหลออกมาจากทวารหนัก เจ็บคอ คอแห้ง และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว หากไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยไว้นาน เชื้ออาจลุกลามสู่อัณฑะเสี่ยงเป็นหมันได้ 


หนองในในผู้หญิงมีอาการอย่างไร?


พบว่า มีหนองที่ช่องคลอด ช่องคลอดอักเสบ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปัสสาวะแสบขัด เจ็บบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะขณะมีเพศสัมพันธ์ มีของเหลวไหลออกจากทวารหนัก มีหนองที่ช่องคอ เจ็บคอ คอแห้ง และรู้สึกปวดเมื่อยตามตัว หากปล่อยไว้นานไม่รีบรักษา เชื้ออาจลุกลามไปสู่มดลูกและท่อรังไข่ เสี่ยงเป็นโรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ รวมไปจนถึงเป็นหมันได้  


ตกขาวหนองในเป็นอย่างไร?


ผู้หญิงที่เป็นโรคหนองในมักมีอาการตกขาวมากผิดปกติ เช่น มีปริมาณตกขาวมากขึ้น ตกขาวมีลักษณะสีเหลืองหรือสีเขียว ตกขาวเป็นมูกหนอง มีกลิ่นเหม็น  


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ผู้ที่เป็นโรคหนองในมักไม่ค่อยแสดงอาการโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นผู้หญิง แต่หากเริ่มมีอาการแสบตอนปัสสาวะ หรือเริ่มมีผื่นขึ้นบริเวณโดยรอบอวัยวะเพศแล้วให้รีบไปพบแพทย์ หากแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคหนองใน ให้พาคู่นอนไปตรวจด้วยเช่นกัน


consult doctor

การรักษาโรคหนองใน


ปัจจุบันโรคหนองในมีวิธีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพด้วยยาปฏิชีวนะตามอาการของผู้ป่วย โดยแบ่งการรักษาออกเป็น 2 ภาวะ ดังต่อไปนี้ 



การรักษาหนองในชนิดไม่มีภาวะแทรกซ้อน (Uncomplicated Gonorrhoea)


  • ผู้ป่วยหนองในที่อวัยวะเพศและทวารหนัก สามารถรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 500 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาโรคหนองในเทียม ส่วนอีกแบบคือ ยา Cefixime 400 mg ทาน 1 ครั้ง ร่วมด้วยกับการรักษาโรคหนองในเทียมเช่นเดียวกับยาแบบฉีด 
  • ผู้ป่วยหนองในที่ช่องคอ แพทย์จะใช้ยา Ceftriaxone 500 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาโรคหนองในเทียม 
  • ผู้ป่วยหนองในที่เยื่อบุตาวัยผู้ใหญ่ มักใช้ยา Ceftriaxone 1 g ฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำ 1 ครั้ง ร่วมกับการรักษาอาการหนองในเทียม ทั้งนี้ผู้ป่วยควรล้างตาด้วยน้ำเกลือปลอดเชื้อให้สะอาดทุกๆ ชั่วโมง จนกว่าหนองบริเวณตาจะแห้งสนิท 

การรักษาหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อน (Complicated Gonorrhoea)


  • ผู้ป่วยหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ (Local Complicated Gonorrhoea) เช่น เกิดฝีในอวัยวะเพศ ลูกอัณฑะอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด และต่อมต่างๆ บริเวณท่อปัสสาวะอักเสบ จะใช้การรักษาแบบเดียวกับโรคหนองในชนิดที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่จะต้องรักษาอย่างน้อย 2 วันขึ้นไปหรือจนกว่าหนองในจะหายดี 

  • ผู้ป่วยหนองในชนิดมีภาวะแทรกซ้อนแพร่กระจาย (Disseminated Gonococcal Infection) ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยแพทย์ ซึ่งผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในชั้นผิวหนังหรือเยื่อบุ หรือมีภาวะโรคข้ออักเสบจากการติดเชื้อ และมีภาวะเอ็นอักเสบ แพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ วันละ 1 ครั้ง หากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นก็จะได้รับยาทาน Cefixime 400 mg วันละ 2 ครั้ง 

    กรณีผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำทุก 12 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อที่เยื่อบุหัวใจ แพทย์จะรักษาโดยใช้ยา Ceftriaxone 1-2 g ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ทุก 12 ชั่วโมง และใช้ระยะเวลารักษานานถึง 4 สัปดาห์ 

  • ยารักษาโรคหนองในที่มีประสิทธิภาพในการรักษาคือ ยารูปแบบทานและฉีดเพียงครั้งเดียว ได้แก่ 
    1. ยาในกลุ่ม Quinolones คือ Norfloxacin 800 mg, Ofloxacin 400 mg, Ciprofloxacin 250-500 mg โดยให้รับประทานเพียงครั้งเดียว
    2. ยา Spectinomycin 2 mg แบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือหลอดเลือดดำครั้งเดียว 
    3. ยาในกลุ่ม Cephalosporins คือ Ceftriaxone 250 mg แบบฉีดกล้ามเนื้อ Cefixime 500 mg แบบทานและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ Probenecid 1 gm 

หลังจากได้รับการรักษาหนองในหายผู้ป่วยควรเข้าตรวจเชื้อซ้ำเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลับมาเป็นอีก เนื่องจากโรคหนองในแท้มักมีเชื้อหนองในเทียมแฝง ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องรักษาโรคหนองในเทียมร่วมด้วย 


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคหนองใน


ผู้ป่วยโรคหนองในที่อยู่ระหว่างการรักษาเพื่อเป็นการลดเชื้อ และไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่น แนะนำให้ทำตามข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้  


  • งดมีเพศสัมพันธ์รวมถึงสำเร็จความใคร่จนกว่าจะรักษาหาย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคหนองใน 
  • ควรพาคู่นอนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ไปตรวจหาเชื้อหนองในให้เร็วที่สุด 
  • ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ และทำให้แห้งอยู่เสมอ 
  • ห้ามใช้ของร่วมกับผู้อื่นเพื่อลดการแพร่เชื้อ 
  • ไม่ควรรีดหนองด้วยตนเองเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 
  • เข้ารับการตรวจตามนัดทุกครั้งและทำตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด 
  • รีบพบแพทย์หากมีอาการผิดปกติ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง 
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด 

การป้องกันโรคหนองใน


การป้องกันหนองใน

การป้องกันตนเองจากการติดเชื้อหนองใน ควรเริ่มที่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ประมาท คือต้องใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อลดอัตราการติดเชื้อจากคู่นอนที่อาจเป็นโรคหนองใน งดสัมผัสผู้ติดเชื้อหนองในไม่ว่าจะทางปาก ช่องคลอด อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือทางใดก็ตาม และควรหมั่นทำความสะอาดอวัยวะเพศเป็นประจำ 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองใน


1. หนองในรักษาหายไหม?


โรคหนองในสามารถรักษาหายได้ แต่ถ้าหากรักษาจนหายแล้ว เบื้องต้นผู้ที่เคยเป็นหนองในต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ เลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนและมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย รวมถึงรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้กลับไปเป็นโรคหนองในซ้ำอีกได้ 


2. หนองในเทียมอันตรายไหม?


อันตราย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่เช่นเดียวกันกับโรคหนองในแท้ สามารถทำให้ต่อมต่างๆ บริเวณท่อปัสสาวะอักเสบ หรืออันตรายในเด็กทารกแรกเกิดที่อาจติดเชื้อจากมารดาขณะคลอดได้ 


3. หากเป็นหนองในจะเป็นเอดส์ด้วยไหม?


ผู้ป่วยหนองใน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเป็นเอดส์ เนื่องจากหนองในเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีโอกาสรับเชื้อโรคเอดส์ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป 


4. เป็นหนองในช่วยตัวเองได้ไหม?


แนะนำให้เลี่ยงการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อ รวมไปถึงอาจทำให้เกิดการอักเสบบริเวณอวัยวะเพศได้ 


5. เป็นหนองในไปหาหมอที่ไหน?


ผู้ป่วยสามารถเข้าพบแพทย์โรคทั่วไป หรือแพทย์เฉพาะทางด้านโรคติดเชื้อเพื่อทำการรักษาได้ตามสถานพยาบาลต่างๆ 


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคซิฟิลิส (Syphilis)
โรคเอดส์ (AIDS)
โรคเริม (Herpes Simplex)
การช่วยตัวเอง กิจกรรมทางเพศแบบเฮลธ์ตี้ที่ใคร ๆ ก็มีได้
10 สมุนไพรแก้ไอ ทางเลือกเพื่อบรรเทาอาการไอแบบธรรมชาติ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์

นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ (GP)
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล