MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาหารเป็นพิษจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรค ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • การรักษาภาวะอาหารเป็นพิษจะเน้นให้ยาตามอาการ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาแก้ไข้ แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวที่จะทำให้โรครุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยฆ่าเชื้อ ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเอง เพราะจะทำให้กลับมาเป็นอีก และเชื้ออาจดื้อยาได้

  • การรับประทานคาร์บอนเป็นอีกทางเลือกในการรักษาภาวะอาหารเป็นพิษ แต่ควรเว้นช่วงให้ห่างจากการรับประทานยาตัวอื่นๆ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้คาร์บอนไปดูดซับตัวยาจนทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง



Table of Contents
อาหารเป็นพิษคืออะไร?
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ
อาการอาหารเป็นพิษ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์

การรักษาอาหารเป็นพิษ
ยารักษาอาการอาหารเป็นพิษ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ
อาหารสำหรับคนท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ
การป้องกันอาหารเป็นพิษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ


อาหารเป็นพิษคืออะไร?


อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) หรือ ลำไส้อักเสบติดเชื้อ (Acute Infectious Diarrhea) เป็นภาวะที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ขนม หรือน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่เข้าไป ร่างกายจึงมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียตอบสนองออกมา ซึ่งจะเกิดอาการเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน และส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ


อาหารกระป๋อง อาหารหมัก ทำให้ท้องเสีย

อาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ซึ่งเชื้อโรคและอาหารที่มักจะพบเชื้อได้มีดังนี้


  • Campylobacter: มักพบในเนื้อสัตว์ปีก
  • Clostridium botulinum: มักพบในอาหารกระป๋อง อาหารหมัก อาหารที่ถูกเก็บในอุณหภูมิอุ่นๆ เป็นเวลานาน
  • Clostridium perfringens: มักพบในเนื้อสัตว์ย่างที่ให้ความร้อนไม่เพียงพอ
  • Escherichia coli (E. coli): มักพบในเนื้อวัวดิบ ผักสด นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • Listeria: มักพบในฮอตดอก นมและชีสที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาหารทะเลรมควัน
  • Noroviruses: มักพบในผักสด ผลไม้สด หอยนางรมสด
  • Salmonella: มักพบในเนื้อสัตว์สด ไข่แดงสด
  • Staphylococcus aureus: มักพบในอาหารที่เตรียมไว้และไม่ได้รับการปรุงในทันที เช่น เนื้อสไลด์ ครีมซอส สลัด
  • Vibrio vulnificus: มักพบในหอยนางรมสด หอยแมลงภู่สด หอยเชลล์สด

เชื้อโรคเหล่านี้จะมีการผลิตสารพิษบางอย่างขึ้นมา แม้อาหารนั้นๆ จะมีการปรุงสุกเรียบร้อยแล้ว แต่สารพิษเหล่านี้มีความสามารถทนทานต่อความร้อนได้ ทำให้ผู้ป่วยที่ทานอาหารจานนั้นเข้าไปเกิดอาการอาหารเป็นพิษในที่สุด


อาการอาหารเป็นพิษ


ท้องเสียอาการอาหารเป็นพิษ

ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และบางรายอาจมีอาการไข้ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ร่างกายได้รับเข้าไป ซึ่งอาการจะแสดงหลังจากรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไปแล้วประมาณ 2 – 16 ชั่วโมง


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีการติดเชื้อรุนแรง ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง หรือการทำงานของอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน จนทำให้ร่างกายเกิดการช็อก และร้ายแรงที่สุดก็คืออาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นควรสังเกตอาการของตนเองอยู่ตลอด ถ้ามีอะไรผิดปกติหรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป


consult doctor

การรักษาอาหารเป็นพิษ


เนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อ จึงเป็นการรักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งมีแนวทางดังนี้


  • หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานยาบรรเทาอาการคลื่นไส้
  • หากมีอาการท้องเสีย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป โดยค่อยๆ จิบจนกว่าอาการท้องเสียที่เป็นอยู่จะดีขึ้น
  • หากมีไข้ ให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

ในกรณีที่ต้องรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในร่างกาย


ยารักษาอาการอาหารเป็นพิษ


วิธีการรักษาอาหารเป็นพิษ จะอาศัยการรับประทานยาตามอาการควบคู่ไปกับการจิบน้ำเกลือแร่เป็นหลัก ซึ่งในท้องตลาดก็มีตัวยาแก้อาหารเป็นพิษอยู่หลายชนิดด้วยกัน เพราะฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจใช้ยาชนิดใด ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาก่อนทุกครั้ง


ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษาอาหารเป็นพิษ

การรับประทานยาฆ่าเชื้อ


สำหรับผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษ และมีอาการท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือน้ำซาวข้าว อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด ปากแห้ง จะได้รับการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งตัวยาฆ่าเชื้อที่แพทย์หรือเภสัชกรมักจะให้กลับมารับประทานมีดังนี้


ยาฆ่าเชื้อสำหรับคนทั่วไป



ยาฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี


  • Co-trimoxazole
  • Erythromycin
  • Cephalosporin

ผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะเหล่านี้ ต้องรับประทานยาแก้อาหารเป็นพิษตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังต้องรับประทานยาให้ครบ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้การรักษาในครั้งนั้นๆ ไม่ได้ผลและเชื้อเกิดการดื้อยา ส่งผลให้การรักษาในครั้งต่อไปจำเป็นต้องใช้ตัวยาอื่นที่มีราคาแพงกว่าแทน


buy drug online on raksa app

การรับประทานยาคลายการบีบตัวของลำไส้


อาการปวดท้องมักจะพบร่วมกับอาการท้องเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยอาหารเป็นพิษมักจะรู้สึกปวดท้องแบบบิดเป็นพักๆ เนื่องจากลำไส้เกิดการบีบตัว แพทย์หรือเภสัชกรจึงมักจะให้ยาคลายการบีบตัวของลำไส้หรือยาแก้ปวดท้องอย่าง Hyoscine (Buscopan) กลับมารับประทาน


การฉีดยาแก้อาเจียนและยาแก้ปวดบิดลำไส้


การฉีดยาให้กับผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา เรียกได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการคลื่นไส้อาเจียนและอาการปวดท้องได้ไวขึ้น ซึ่งหลังจากที่ฉีดยาแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องรับประทานยาต่างๆ ตามอาการ และในกรณีได้รับยาปฏิชีวนะให้รับประทานตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเช่นกัน


การรับประทานคาร์บอน


ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษอาจจะเคยได้ยินเรื่องการรับประทานคาร์บอนเพื่อรักษาอาการท้องเสียมาบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่า คาร์บอนสามารถดูดซับสารพิษได้จริง แต่ถ้าผู้ป่วยต้องการรับประทาน ควรเว้นระยะห่างจากการทานยาชนิดอื่นๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้คาร์บอนไปดูดซับตัวยาที่รับประทานไปก่อนหน้านี้ จนทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ


ดื่มน้ำสะอาด

Do


  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป
  • จิบเกลือแร่บ่อยๆ จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น
  • รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
  • รับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

Don’t


  • ห้ามรับประทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ หรือซื้อมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์
  • ห้ามรับประทานยาเพื่อให้หยุดถ่ายเป็นอันขาด
  • ไม่ควรรับประทานอาหารหนักๆ จนกว่าอาการปวดท้องหรืออาเจียนจะดีขึ้น

อาหารสำหรับคนท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ


อาหารสำหรับผู้ป่วยอาหารเป็นพิษควรจะเป็นอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและย่อยยาก เพราะอาจทำให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น อาการที่เป็นอยู่อาจแย่ลงกว่าเดิมได้


การป้องกันอาหารเป็นพิษ


  • ดื่มน้ำสะอาด
  • รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก
  • ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารหรือขนมทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ค้างคืน
  • เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู และสัตว์อื่นๆ
  • แยกอาหารดิบและสุกออกจากกัน ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ


1. อาหารเป็นพิษหายเองได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ หากอาการไม่รุนแรงมาก มีเพียงคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย สามารถหายเองได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง


2. ยาแก้อาหารเป็นพิษที่มีขายในเซเว่น มีอะไรยบ้าง?


ยาแก้อาหารเป็นพิษที่มีขายอยู่ในเซเว่น จะมีเพียงยาผงถ่านคาร์บอนที่แก้อาการท้องเสีย และผงเกลือแร่สำหรับผู้ที่สูญเสียน้ำจากการท้องเสีย หากเป็นยาชนิดอื่นๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปหาซื้อที่ร้านขายยาและเภสัชกรเป็นผู้แนะนำ


3. อาหารเป็นพิษกินยาธาตุน้ำขาวได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษสามารถทานยาธาตุน้ำขาวได้ เพราะจะช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย


4. อาหารเป็นพิษกินนมได้ไหม?


ไม่ได้ เพราะนมเป็นอาหารที่ย่อยยากต้องใช้น้ำย่อยที่จำเพาะซึ่งสร้างบริเวณผิวของลำไส้เล็ก เมื่อมีอาการของโรคทำให้ลำไส้ถูกทำลาย ส่งผลขาดเอนไซม์ในการช่วยย่อยได้ เกิดกระบวนการหมักภายในลำไส้ รวมไปถึงร่างกายของผู้ป่วยบางคนไม่มีเอนไซม์ที่สามารถย่อยโปรตีนในนมวัวได้ การกินนมจึงอาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการท้องเสียมากขึ้นกว่าเดิม


5. อาหารเป็นพิษกินกล้วยได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษสามารถทานได้ เพราะกล้วยมีโพแทสเซียม ทดแทนเกลือแร่ที่เสียไป และพบว่าในกล้วยน้ำว้าดิบมีสารที่เรียกว่า แทนนิน ในตำรับแพทย์แผนไทยสารตัวนี้สามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรียได้


บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
แพ้อาหารทะเล (Seafood Allergy)
โรคภูมิแพ้ (Allergy)
ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
ตาบอดสี (Color Blindness)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์

นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์ (GP)
คลินิกส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาหารเป็นพิษจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรค ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • การรักษาภาวะอาหารเป็นพิษจะเน้นให้ยาตามอาการ เช่น ยาแก้อาเจียน ยาแก้ไข้ แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวที่จะทำให้โรครุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยฆ่าเชื้อ ต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเอง เพราะจะทำให้กลับมาเป็นอีก และเชื้ออาจดื้อยาได้

  • การรับประทานคาร์บอนเป็นอีกทางเลือกในการรักษาภาวะอาหารเป็นพิษ แต่ควรเว้นช่วงให้ห่างจากการรับประทานยาตัวอื่นๆ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้คาร์บอนไปดูดซับตัวยาจนทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง



Table of Contents
อาหารเป็นพิษคืออะไร?
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ
อาการอาหารเป็นพิษ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์

การรักษาอาหารเป็นพิษ
ยารักษาอาการอาหารเป็นพิษ
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ
อาหารสำหรับคนท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ
การป้องกันอาหารเป็นพิษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ


อาหารเป็นพิษคืออะไร?


อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) หรือ ลำไส้อักเสบติดเชื้อ (Acute Infectious Diarrhea) เป็นภาวะที่เกิดจากการรับประทานอาหาร ขนม หรือน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่เข้าไป ร่างกายจึงมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียตอบสนองออกมา ซึ่งจะเกิดอาการเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน และส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีอาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ


อาหารกระป๋อง อาหารหมัก ทำให้ท้องเสีย

อาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป ซึ่งเชื้อโรคและอาหารที่มักจะพบเชื้อได้มีดังนี้


  • Campylobacter: มักพบในเนื้อสัตว์ปีก
  • Clostridium botulinum: มักพบในอาหารกระป๋อง อาหารหมัก อาหารที่ถูกเก็บในอุณหภูมิอุ่นๆ เป็นเวลานาน
  • Clostridium perfringens: มักพบในเนื้อสัตว์ย่างที่ให้ความร้อนไม่เพียงพอ
  • Escherichia coli (E. coli): มักพบในเนื้อวัวดิบ ผักสด นมและน้ำผลไม้ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
  • Listeria: มักพบในฮอตดอก นมและชีสที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ อาหารทะเลรมควัน
  • Noroviruses: มักพบในผักสด ผลไม้สด หอยนางรมสด
  • Salmonella: มักพบในเนื้อสัตว์สด ไข่แดงสด
  • Staphylococcus aureus: มักพบในอาหารที่เตรียมไว้และไม่ได้รับการปรุงในทันที เช่น เนื้อสไลด์ ครีมซอส สลัด
  • Vibrio vulnificus: มักพบในหอยนางรมสด หอยแมลงภู่สด หอยเชลล์สด

เชื้อโรคเหล่านี้จะมีการผลิตสารพิษบางอย่างขึ้นมา แม้อาหารนั้นๆ จะมีการปรุงสุกเรียบร้อยแล้ว แต่สารพิษเหล่านี้มีความสามารถทนทานต่อความร้อนได้ ทำให้ผู้ป่วยที่ทานอาหารจานนั้นเข้าไปเกิดอาการอาหารเป็นพิษในที่สุด


อาการอาหารเป็นพิษ


ท้องเสียอาการอาหารเป็นพิษ

ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษ ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และบางรายอาจมีอาการไข้ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ร่างกายได้รับเข้าไป ซึ่งอาการจะแสดงหลังจากรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไปแล้วประมาณ 2 – 16 ชั่วโมง


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีการติดเชื้อรุนแรง ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง หรือการทำงานของอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน จนทำให้ร่างกายเกิดการช็อก และร้ายแรงที่สุดก็คืออาจทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นควรสังเกตอาการของตนเองอยู่ตลอด ถ้ามีอะไรผิดปกติหรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป


consult doctor

การรักษาอาหารเป็นพิษ


เนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง และไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อ จึงเป็นการรักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งมีแนวทางดังนี้


  • หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้รับประทานยาบรรเทาอาการคลื่นไส้
  • หากมีอาการท้องเสีย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป โดยค่อยๆ จิบจนกว่าอาการท้องเสียที่เป็นอยู่จะดีขึ้น
  • หากมีไข้ ให้รับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

ในกรณีที่ต้องรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในร่างกาย


ยารักษาอาการอาหารเป็นพิษ


วิธีการรักษาอาหารเป็นพิษ จะอาศัยการรับประทานยาตามอาการควบคู่ไปกับการจิบน้ำเกลือแร่เป็นหลัก ซึ่งในท้องตลาดก็มีตัวยาแก้อาหารเป็นพิษอยู่หลายชนิดด้วยกัน เพราะฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจใช้ยาชนิดใด ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกรที่ร้านขายยาก่อนทุกครั้ง


ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียรักษาอาหารเป็นพิษ

การรับประทานยาฆ่าเชื้อ


สำหรับผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษ และมีอาการท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นมูกเลือด ถ่ายเหลวเป็นน้ำหรือน้ำซาวข้าว อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หน้ามืด ปากแห้ง จะได้รับการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ ซึ่งตัวยาฆ่าเชื้อที่แพทย์หรือเภสัชกรมักจะให้กลับมารับประทานมีดังนี้


ยาฆ่าเชื้อสำหรับคนทั่วไป



ยาฆ่าเชื้อสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี


  • Co-trimoxazole
  • Erythromycin
  • Cephalosporin

ผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะเหล่านี้ ต้องรับประทานยาแก้อาหารเป็นพิษตามที่แพทย์หรือเภสัชกรสั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังต้องรับประทานยาให้ครบ ไม่อย่างนั้นอาจทำให้การรักษาในครั้งนั้นๆ ไม่ได้ผลและเชื้อเกิดการดื้อยา ส่งผลให้การรักษาในครั้งต่อไปจำเป็นต้องใช้ตัวยาอื่นที่มีราคาแพงกว่าแทน


buy drug online on raksa app

การรับประทานยาคลายการบีบตัวของลำไส้


อาการปวดท้องมักจะพบร่วมกับอาการท้องเสีย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยอาหารเป็นพิษมักจะรู้สึกปวดท้องแบบบิดเป็นพักๆ เนื่องจากลำไส้เกิดการบีบตัว แพทย์หรือเภสัชกรจึงมักจะให้ยาคลายการบีบตัวของลำไส้หรือยาแก้ปวดท้องอย่าง Hyoscine (Buscopan) กลับมารับประทาน


การฉีดยาแก้อาเจียนและยาแก้ปวดบิดลำไส้


การฉีดยาให้กับผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา เรียกได้ว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการคลื่นไส้อาเจียนและอาการปวดท้องได้ไวขึ้น ซึ่งหลังจากที่ฉีดยาแล้ว ผู้ป่วยยังคงต้องรับประทานยาต่างๆ ตามอาการ และในกรณีได้รับยาปฏิชีวนะให้รับประทานตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเช่นกัน


การรับประทานคาร์บอน


ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษอาจจะเคยได้ยินเรื่องการรับประทานคาร์บอนเพื่อรักษาอาการท้องเสียมาบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่มีการยืนยันทางการแพทย์ว่า คาร์บอนสามารถดูดซับสารพิษได้จริง แต่ถ้าผู้ป่วยต้องการรับประทาน ควรเว้นระยะห่างจากการทานยาชนิดอื่นๆ ประมาณ 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้คาร์บอนไปดูดซับตัวยาที่รับประทานไปก่อนหน้านี้ จนทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการอาหารเป็นพิษ


ดื่มน้ำสะอาด

Do


  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป
  • จิบเกลือแร่บ่อยๆ จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น
  • รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย
  • รับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

Don’t


  • ห้ามรับประทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ หรือซื้อมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
  • หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์
  • ห้ามรับประทานยาเพื่อให้หยุดถ่ายเป็นอันขาด
  • ไม่ควรรับประทานอาหารหนักๆ จนกว่าอาการปวดท้องหรืออาเจียนจะดีขึ้น

อาหารสำหรับคนท้องเสียจากอาหารเป็นพิษ


อาหารสำหรับผู้ป่วยอาหารเป็นพิษควรจะเป็นอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและย่อยยาก เพราะอาจทำให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น อาการที่เป็นอยู่อาจแย่ลงกว่าเดิมได้


การป้องกันอาหารเป็นพิษ


  • ดื่มน้ำสะอาด
  • รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุก
  • ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารหรือขนมทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ค้างคืน
  • เก็บอาหารให้ปลอดภัยจากแมลง หนู และสัตว์อื่นๆ
  • แยกอาหารดิบและสุกออกจากกัน ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาหารเป็นพิษ


1. อาหารเป็นพิษหายเองได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษ หากอาการไม่รุนแรงมาก มีเพียงคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย สามารถหายเองได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง


2. ยาแก้อาหารเป็นพิษที่มีขายในเซเว่น มีอะไรยบ้าง?


ยาแก้อาหารเป็นพิษที่มีขายอยู่ในเซเว่น จะมีเพียงยาผงถ่านคาร์บอนที่แก้อาการท้องเสีย และผงเกลือแร่สำหรับผู้ที่สูญเสียน้ำจากการท้องเสีย หากเป็นยาชนิดอื่นๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องไปหาซื้อที่ร้านขายยาและเภสัชกรเป็นผู้แนะนำ


3. อาหารเป็นพิษกินยาธาตุน้ำขาวได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นอาหารเป็นพิษสามารถทานยาธาตุน้ำขาวได้ เพราะจะช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย


4. อาหารเป็นพิษกินนมได้ไหม?


ไม่ได้ เพราะนมเป็นอาหารที่ย่อยยากต้องใช้น้ำย่อยที่จำเพาะซึ่งสร้างบริเวณผิวของลำไส้เล็ก เมื่อมีอาการของโรคทำให้ลำไส้ถูกทำลาย ส่งผลขาดเอนไซม์ในการช่วยย่อยได้ เกิดกระบวนการหมักภายในลำไส้ รวมไปถึงร่างกายของผู้ป่วยบางคนไม่มีเอนไซม์ที่สามารถย่อยโปรตีนในนมวัวได้ การกินนมจึงอาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาการท้องเสียมากขึ้นกว่าเดิม


5. อาหารเป็นพิษกินกล้วยได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยด้วยอาหารเป็นพิษสามารถทานได้ เพราะกล้วยมีโพแทสเซียม ทดแทนเกลือแร่ที่เสียไป และพบว่าในกล้วยน้ำว้าดิบมีสารที่เรียกว่า แทนนิน ในตำรับแพทย์แผนไทยสารตัวนี้สามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรียได้


บทความอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ
แพ้อาหารทะเล (Seafood Allergy)
โรคภูมิแพ้ (Allergy)
ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
ตาบอดสี (Color Blindness)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์

นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์ (GP)
คลินิกส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล