MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้น และการดูแลตัวเองฉบับคุณแม่มือใหม่

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนคลอด จะมีอาการและความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน ช่วงตั้งครรภ์ 1-3 เดือนแรกจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย เช่น เต้านมขยายขนาดใหญ่ขึ้น ลานนมสีเข้มขึ้น คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อบวมมีเลือดออกง่าย

  • อาการแพ้ท้องจะเกิดเริ่มเมื่ออายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ จะมีอาการมากที่สุดช่วง 9 สัปดาห์ และจะเริ่มทุเลาลงเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน โดยคุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ โดยเฉพาะหลังตื่นนอน

  • หลังจากการฝากครรภ์แล้ว คุณแม่มือใหม่ควรดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ หลีกเลี่ยงสารเสพติดและแอลกอฮอล์ รับประทานอาหาร 5 หมู่อย่างครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสมและเน้นอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการรับประทานวิตามินเสริมตามที่แพทย์แนะนำ



Table of Contents
อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก
ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก
อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน
ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน
วิธีดูแลตนเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคนท้อง


สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังรอเจ้าตัวน้อยอย่างใจจดใจจ่อ คงมีทั้งความกังวล ตื่นเต้น ดีใจ และหลายคนก็อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาการคนท้องคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วงแรก โดยเฉพาะท้องครั้งแรกจะสังเกตได้ยากพอสมควร


อาการคนท้อง

อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก


เนื่องจากค่าระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (beta-hCG) ยังมีระดับไม่สูงมาก ทำให้คุณแม่อาจยังไม่มีอาการหรือสังเกตอาการได้ยาก ทำให้คุณแม่หลายท่านอาจไม่ทราบว่ามีการตั้งครรภ์ ในช่วงนี้การตรวจการตั้งครรภ์หลังขาดประจำเดือน 4 สัปดาห์จะช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ได้


  • ประจำเดือนขาดหายไป รอบประจำเดือนปกติจะมาทุก 21-35 วัน หากช่วงก่อนหน้านี้ได้มีเพศสัมพันธ์และประจำเดือนไม่มาเกินกำหนด สามารถสันนิษฐานได้ว่ากำลังตั้งครรภ์

  • เลือดออกจากช่องคลอด เมื่อเกิดการปฏิสนธิ จะมีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก อาจทำให้มีเลือดสีแดงจางๆ หรือสีชมพูออกมาจากช่องคลอดได้เล็กน้อย ปริมาณจะน้อยกว่าประจำเดือนปกติ และสามารถหายไปได้เอง แต่หากมีเลือดออกมาในปริมาณมากกว่านั้น ร่วมกับมีอาการปวดเกร็งท้องด้วย ควรพบแพทย์ทันที

  • เจ็บหรือคัดเต้านม

  • ง่วงนอนหรืออ่อนเพลียง่าย

ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก


ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของขนาดหน้าท้อง


อาการคนท้อง 1 เดือน

อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน


อาการแสดงของภาวะตั้งครรภ์จะเริ่มพบมากขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้น


  • เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น หัวนมขยายขนาด ลานนมสีเข้มขึ้น

  • อาการคลื่นไส้อาเจียน หรือแพ้ท้อง เป็นภาวะที่เกิดจากระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้น และสามารถหายได้เองเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น แต่หากมีอาการแพ้มากถึงขั้นกินอาหารไม่ได้เลย แนะนำเข้าพบแพทยืที่ฝากครรภ์ทันที

  • ความอยากอาหาร เช่น อาหารรสเปรี้ยว

  • ท้องผูก อาหารไม่ย่อยและท้องอืด หลังตั้งครรภ์ฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกายก็มักเปลี่ยนแปลง รวมถึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งฮอร์โมนนี้ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ย่อยยาก ย่อยช้า และมีแก๊สในกระเพาะเพิ่มขึ้นเป็ที่มาของอาการท้องผูกหรือท้องอืด เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงควรพยายามเลือกทานอาหารที่มีกากใยสูง และดื่มน้ำให้เพียงพอ

  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น จากการขยายขนาดของมดลูกและระบบไหลเวียนเลือดไปที่ไตเพิ่มขึ้น

  • เจ็บเหงือก เหงือกบวมแดง บางครั้งอาจมีเลือดออกง่ายขึ้น แนะนำดูแลอนามัยในช่องปาก แปรงฟันให้สะอาดทุกวันร่วมกับใช้ไหมขัดฟัน หากมีฟันฝุที่สงสัย แนะนำเข้ารับการตรวจฟันทันที

  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย บางคนอาจมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย คุณพ่อและคนรอบข้างต้องพยายามทำความเข้าใจ คอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง

  • ปวดหัว เมื่อฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง อาการปวดหัวของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งจะปวดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคุณแม่แต่ละท่าน รวมถึงความเครียด ความวิตกกังวล ก็มีส่วนให้อาการแย่ลง เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรผ่อนคลายให้มาก พยายามทำจิตใจให้สงบ และทำในสิ่งที่มีความสุข

ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน


อาจเริ่มมีหน้าท้องช่วงล่างน้อยๆ แต่จะยังคลำไม่ได้ขนาดมดลูกที่โตขึ้นอย่างชัดเจน เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นคุณแม่จะเริ่มเห็นการขยายของมดลูกที่ชัดเจนขึ้น


อาการคนท้อง 2-3 เดือน

วิธีดูแลตนเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์


  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของคนท้องไปได้มาก อย่างความเหนื่อยล้า อ่อนแรง อ่อนเพลีย อีกทั้งยังเป็นการช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นด้วย

  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลังจากที่คุณแม่ทราบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ก็ควรศึกษาข้อมูลเรื่องอาหารประเภทไหนหรือสารอาหารอะไรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบำรุงทารกตัวน้อยในครรภ์ ทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหารไอโอดีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม โดยเฉพาะกรดโฟลิก

  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์สามารถทำได้เพื่อให้ตัวคุณแม่และทารกในครรภ์แข็งแรง แต่ไม่ควรออกหนักหรือหักโหม เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ประมาณ 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้ความรู้ได้อย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและทารกในครรภ์

  • ดื่มน้ำอยู่เสมอ คุณแม่ควรจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำบ่อยๆ ยังช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้สูงเกินไปอีกด้วย

  • เลิกนำของไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย ของไม่ดีที่ว่านี้ ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายแก่ตัวคุณแม่แล้วยังส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วย

  • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนทานยา เพราะตัวยาที่แม่ทานเข้าไปจะส่งผ่านไปยังเด็กในครรภ์ได้ ตัวยาหลายๆ ตัวก็มีขนาดโดสที่แตกต่างกันระหว่างคนท้องและคนทั่วไป

consult doctor

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคนท้อง


1. คนท้องท้องเสีย สามารถดื่มเกลือแร่ได้ไหม?


หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ท้องเสีย สามารถดื่มเกลือแร่ได้ แต่ต้องเป็นเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salt) ซึ่งเป็นเกลือแร่ทางการแพทย์ ที่ไว้ใช้แทนน้ำสำหรับผู้ที่อาเจียนมากหรือท้องเสียมาก และมีอัตราส่วนของเกลือแร่ต่อร่างกายที่เป็นมาตรฐาน ดูดซึมได้ดี


2. การตกขาวในคนท้องระยะแรกอันตรายหรือไม่?


การตกขาวในคนท้องระยะแรกไม่เป็นอันตราย เพราะเป็นปกติที่บริเวณปากมดลูกและช่องคลอดจะมีการสร้างของเหลว เพื่อหล่อลื่นตรงส่วนของปากช่องคลอด อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ตกขาวมีปริมาณมากกว่าปกติด้วย ซึ่งคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไป ยกเว้นตกขาวมีลักษณะเป็มมูกสีเขียวหรือเหลืองและมีอาการคันร่วมด้วย คุณแม่อาจกำลังติดเชื้อบางอย่างต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที


3. อาการแพ้ท้องเริ่มตอนไหน?


อาการแพ้ท้องส่วนมากจะพบในช่วงสัปดาห์ที่ 5-6 ของการตั้งครรภ์ และจะมีอาการมากที่สุดในช่วง 9 สัปดาห์ และจะเริ่มทุเลาลงเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน


4. อาการเหมือนคนท้องแต่มีประจำเดือนควรทำอย่างไร?


หากรู้สึกว่ามีอาการเหมือนคนท้องแต่ประจำเดือนมาอาจต้องสังเกตให้แน่ใจว่าใช่เลือดประจำเดือนจริงๆ หรือเปล่า เพราะอาจเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ซึ่งเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนที่โพรงมดลูก จะออกมาเพียง 1-2 วัน และมีลักษณะเลือดออกแบบกระปริบกระปรอย มีสีแดงจางๆ หรือชมพูๆ เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด


5. คนท้องเจ็บท้องน้อย อันตรายหรือไม่?


อาการเจ็บท้องน้อย ปวดหน่วงๆ หรือมีอาการเจ็บแปลบที่ท้องน้อย เป็นอาการปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก เนื่องจากมดลูกมีการขยายตัว แต่หากมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงรวมถึงมีเลือดออกผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเช็กความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจขึ้นกับการตั้งครรภ์


สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์คือการไปฝากครรภ์ เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายหรือความผิดปกติที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่รวมถึงเด็กในครรภ์ และแพทย์จะได้แนะนำการดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์ สำคัญที่สุดคือคุณแม่มือใหม่จะต้องสังเกตตัวเองและศึกษาอาการต่างๆ จะได้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อคุณแม่แข็งแรง… คุณลูกก็จะแข็งแรงด้วยเช่นกัน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. ณิชา อัศวโภคี (สูติ-นรีแพทย์)
คลีนิกส่วนตัว
พบ. เกียรตินิยม สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้น และการดูแลตัวเองฉบับคุณแม่มือใหม่

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการของคุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่สัปดาห์แรกจนคลอด จะมีอาการและความเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน ช่วงตั้งครรภ์ 1-3 เดือนแรกจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย เช่น เต้านมขยายขนาดใหญ่ขึ้น ลานนมสีเข้มขึ้น คลื่นไส้อาเจียน เหงื่อบวมมีเลือดออกง่าย

  • อาการแพ้ท้องจะเกิดเริ่มเมื่ออายุครรภ์ 5-6 สัปดาห์ จะมีอาการมากที่สุดช่วง 9 สัปดาห์ และจะเริ่มทุเลาลงเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน โดยคุณแม่จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ โดยเฉพาะหลังตื่นนอน

  • หลังจากการฝากครรภ์แล้ว คุณแม่มือใหม่ควรดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ หลีกเลี่ยงสารเสพติดและแอลกอฮอล์ รับประทานอาหาร 5 หมู่อย่างครบถ้วนในปริมาณที่เหมาะสมและเน้นอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการรับประทานวิตามินเสริมตามที่แพทย์แนะนำ



Table of Contents
อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก
ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก
อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน
ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน
วิธีดูแลตนเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคนท้อง


สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังรอเจ้าตัวน้อยอย่างใจจดใจจ่อ คงมีทั้งความกังวล ตื่นเต้น ดีใจ และหลายคนก็อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาการคนท้องคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วงแรก โดยเฉพาะท้องครั้งแรกจะสังเกตได้ยากพอสมควร


อาการคนท้อง

อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก


เนื่องจากค่าระดับฮอร์โมนการตั้งครรภ์ (beta-hCG) ยังมีระดับไม่สูงมาก ทำให้คุณแม่อาจยังไม่มีอาการหรือสังเกตอาการได้ยาก ทำให้คุณแม่หลายท่านอาจไม่ทราบว่ามีการตั้งครรภ์ ในช่วงนี้การตรวจการตั้งครรภ์หลังขาดประจำเดือน 4 สัปดาห์จะช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ได้


  • ประจำเดือนขาดหายไป รอบประจำเดือนปกติจะมาทุก 21-35 วัน หากช่วงก่อนหน้านี้ได้มีเพศสัมพันธ์และประจำเดือนไม่มาเกินกำหนด สามารถสันนิษฐานได้ว่ากำลังตั้งครรภ์

  • เลือดออกจากช่องคลอด เมื่อเกิดการปฏิสนธิ จะมีการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก อาจทำให้มีเลือดสีแดงจางๆ หรือสีชมพูออกมาจากช่องคลอดได้เล็กน้อย ปริมาณจะน้อยกว่าประจำเดือนปกติ และสามารถหายไปได้เอง แต่หากมีเลือดออกมาในปริมาณมากกว่านั้น ร่วมกับมีอาการปวดเกร็งท้องด้วย ควรพบแพทย์ทันที

  • เจ็บหรือคัดเต้านม

  • ง่วงนอนหรืออ่อนเพลียง่าย

ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 1 เดือนแรก


ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของขนาดหน้าท้อง


อาการคนท้อง 1 เดือน

อาการคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน


อาการแสดงของภาวะตั้งครรภ์จะเริ่มพบมากขึ้น ตามการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่เพิ่มสูงขึ้น


  • เต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้น หัวนมขยายขนาด ลานนมสีเข้มขึ้น

  • อาการคลื่นไส้อาเจียน หรือแพ้ท้อง เป็นภาวะที่เกิดจากระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้น และสามารถหายได้เองเมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น แต่หากมีอาการแพ้มากถึงขั้นกินอาหารไม่ได้เลย แนะนำเข้าพบแพทยืที่ฝากครรภ์ทันที

  • ความอยากอาหาร เช่น อาหารรสเปรี้ยว

  • ท้องผูก อาหารไม่ย่อยและท้องอืด หลังตั้งครรภ์ฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกายก็มักเปลี่ยนแปลง รวมถึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งฮอร์โมนนี้ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้ย่อยยาก ย่อยช้า และมีแก๊สในกระเพาะเพิ่มขึ้นเป็ที่มาของอาการท้องผูกหรือท้องอืด เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงควรพยายามเลือกทานอาหารที่มีกากใยสูง และดื่มน้ำให้เพียงพอ

  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น จากการขยายขนาดของมดลูกและระบบไหลเวียนเลือดไปที่ไตเพิ่มขึ้น

  • เจ็บเหงือก เหงือกบวมแดง บางครั้งอาจมีเลือดออกง่ายขึ้น แนะนำดูแลอนามัยในช่องปาก แปรงฟันให้สะอาดทุกวันร่วมกับใช้ไหมขัดฟัน หากมีฟันฝุที่สงสัย แนะนำเข้ารับการตรวจฟันทันที

  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย บางคนอาจมีอารมณ์อ่อนไหวง่าย คุณพ่อและคนรอบข้างต้องพยายามทำความเข้าใจ คอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้าง

  • ปวดหัว เมื่อฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง อาการปวดหัวของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งจะปวดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคุณแม่แต่ละท่าน รวมถึงความเครียด ความวิตกกังวล ก็มีส่วนให้อาการแย่ลง เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรผ่อนคลายให้มาก พยายามทำจิตใจให้สงบ และทำในสิ่งที่มีความสุข

ลักษณะหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ 2-3 เดือน


อาจเริ่มมีหน้าท้องช่วงล่างน้อยๆ แต่จะยังคลำไม่ได้ขนาดมดลูกที่โตขึ้นอย่างชัดเจน เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้นคุณแม่จะเริ่มเห็นการขยายของมดลูกที่ชัดเจนขึ้น


อาการคนท้อง 2-3 เดือน

วิธีดูแลตนเองเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์


  • พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรนอนหลับอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมง ซึ่งการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของคนท้องไปได้มาก อย่างความเหนื่อยล้า อ่อนแรง อ่อนเพลีย อีกทั้งยังเป็นการช่วยฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรงขึ้นด้วย

  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ หลังจากที่คุณแม่ทราบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ ก็ควรศึกษาข้อมูลเรื่องอาหารประเภทไหนหรือสารอาหารอะไรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบำรุงทารกตัวน้อยในครรภ์ ทั้งสารอาหารประเภทโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหารไอโอดีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม โดยเฉพาะกรดโฟลิก

  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายในช่วงตั้งครรภ์สามารถทำได้เพื่อให้ตัวคุณแม่และทารกในครรภ์แข็งแรง แต่ไม่ควรออกหนักหรือหักโหม เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ประมาณ 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้ความรู้ได้อย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและทารกในครรภ์

  • ดื่มน้ำอยู่เสมอ คุณแม่ควรจิบน้ำเปล่าบ่อยๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำบ่อยๆ ยังช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้สูงเกินไปอีกด้วย

  • เลิกนำของไม่ดีเข้าสู่ร่างกาย ของไม่ดีที่ว่านี้ ได้แก่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสารเสพติด ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายแก่ตัวคุณแม่แล้วยังส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วย

  • ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนทานยา เพราะตัวยาที่แม่ทานเข้าไปจะส่งผ่านไปยังเด็กในครรภ์ได้ ตัวยาหลายๆ ตัวก็มีขนาดโดสที่แตกต่างกันระหว่างคนท้องและคนทั่วไป

consult doctor

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการคนท้อง


1. คนท้องท้องเสีย สามารถดื่มเกลือแร่ได้ไหม?


หากคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ท้องเสีย สามารถดื่มเกลือแร่ได้ แต่ต้องเป็นเกลือแร่ ORS (Oral Rehydration Salt) ซึ่งเป็นเกลือแร่ทางการแพทย์ ที่ไว้ใช้แทนน้ำสำหรับผู้ที่อาเจียนมากหรือท้องเสียมาก และมีอัตราส่วนของเกลือแร่ต่อร่างกายที่เป็นมาตรฐาน ดูดซึมได้ดี


2. การตกขาวในคนท้องระยะแรกอันตรายหรือไม่?


การตกขาวในคนท้องระยะแรกไม่เป็นอันตราย เพราะเป็นปกติที่บริเวณปากมดลูกและช่องคลอดจะมีการสร้างของเหลว เพื่อหล่อลื่นตรงส่วนของปากช่องคลอด อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนทำให้ตกขาวมีปริมาณมากกว่าปกติด้วย ซึ่งคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไป ยกเว้นตกขาวมีลักษณะเป็มมูกสีเขียวหรือเหลืองและมีอาการคันร่วมด้วย คุณแม่อาจกำลังติดเชื้อบางอย่างต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที


3. อาการแพ้ท้องเริ่มตอนไหน?


อาการแพ้ท้องส่วนมากจะพบในช่วงสัปดาห์ที่ 5-6 ของการตั้งครรภ์ และจะมีอาการมากที่สุดในช่วง 9 สัปดาห์ และจะเริ่มทุเลาลงเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน


4. อาการเหมือนคนท้องแต่มีประจำเดือนควรทำอย่างไร?


หากรู้สึกว่ามีอาการเหมือนคนท้องแต่ประจำเดือนมาอาจต้องสังเกตให้แน่ใจว่าใช่เลือดประจำเดือนจริงๆ หรือเปล่า เพราะอาจเป็นเลือดล้างหน้าเด็ก ซึ่งเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนที่โพรงมดลูก จะออกมาเพียง 1-2 วัน และมีลักษณะเลือดออกแบบกระปริบกระปรอย มีสีแดงจางๆ หรือชมพูๆ เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด


5. คนท้องเจ็บท้องน้อย อันตรายหรือไม่?


อาการเจ็บท้องน้อย ปวดหน่วงๆ หรือมีอาการเจ็บแปลบที่ท้องน้อย เป็นอาการปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก เนื่องจากมดลูกมีการขยายตัว แต่หากมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงรวมถึงมีเลือดออกผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเช็กความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจขึ้นกับการตั้งครรภ์


สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์คือการไปฝากครรภ์ เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายหรือความผิดปกติที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่รวมถึงเด็กในครรภ์ และแพทย์จะได้แนะนำการดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์ สำคัญที่สุดคือคุณแม่มือใหม่จะต้องสังเกตตัวเองและศึกษาอาการต่างๆ จะได้ใช้ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง เพราะเมื่อคุณแม่แข็งแรง… คุณลูกก็จะแข็งแรงด้วยเช่นกัน




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. ณิชา อัศวโภคี (สูติ-นรีแพทย์)
คลีนิกส่วนตัว
พบ. เกียรตินิยม สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล