MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ยา Favipiravir ถือเป็นยาตัวหลักที่สำคัญเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื่องจากมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง

  • ยา Favipiravir เป็นยาต้านไวรัส RNA ชนิดออกฤทธิ์กว้าง นอกจากออกฤทธิ์กับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แล้ว ยังออกฤทธิ์ต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเป็นพาหะได้อีกด้วย

  • เนื่องจากยา Favipiravir เป็นยาตัวใหม่ จึงมีข้อมูลการศึกษาทางวิชาการไม่มากนักเพื่อใช้ยืนยันเกี่ยวกับการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ ทำให้การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยโรค Covid-19 มีข้อจำกัดมากมาย และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น



Table of Contents
Favipiravir คือยาอะไร?
ชื่อทางการค้าของ Favipiravir
การออกฤทธิ์ของ Favipiravir
รูปแบบของยา Favipiravir
ยา Favipiravir มีราคาเท่าไหร่?
วิธีใช้ยา Favipiravir และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระมัดระวังในการใช้ยา Favipiravir
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Favipiravir
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Favipiravir
ใช้ยา Favipiravir เกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมกินยา Favipiravir ควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายา Favipiravir
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Favipiravir


Favipiravir คือยาอะไร?


ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) คือ ยาต้านไวรัสออกฤทธิ์ได้กว้างชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส RNA ที่หลากหลาย เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ต่อต้านไวรัสที่สูง ยาฟาวิพิราเวียร์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความปลอดภัยและช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตได้


ชื่อทางการค้าของ Favipiravir


ยาฟาวิพิราเวียร์

Favipiravir ในประเทศไทยมีชื่อทางการค้า คือ AVIGAN® 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด โดยบริษัท ฟูจิฟิล์ม โตยามะ เคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในฐานะยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่


นอกจากนี้ทางองค์การเภสัชกรรมได้วิจัยและผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ขึ้นมาเอง มีชื่อทางการค้าว่า FAVIR 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอาหารและยาเป็นที่เรียบร้อย เพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด 19


การออกฤทธิ์ของ Favipiravir


การออกฤทธิ์ของยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อต้านไวรัสชนิด RNA ในร่างกายจะเกิดขึ้นทั้งหมด 2 ลักษณะ ดังนี้


  1. การออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส: ฟาวิพิราเวียร์จะเปลี่ยนสภาพให้เป็น favipiravir-ribofuranosyl-5’ triphosphate (RTP) แล้วเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ RNA-dependent RNA polymerase ในไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มได้

  2. การออกฤทธิ์ให้ไวรัสกลายพันธุ์: เมื่อยับยั้งการทำงานของไวรัสได้แล้ว ก็จะเข้าไปแปลงพันธุกรรมในไวรัสให้กลายพันธุ์จนเกิดความผิดปกติ เมื่อไวรัสอ่อนแอลงภูมิต้านทานในร่างกายก็จะสามารถกำจัดไวรัสได้

รูปแบบของยา Favipiravir


ยาเม็ดยี่ห้อ Avigan

Favipiravir ที่ใช้ในการรักษาโรคจากไวรัสในปัจจุบัน จะอยู่ในรูปแบบของยาเม็ดสีเหลืองอ่อน มีขนาดยา 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด


นอกจากยาเม็ดแล้ว ในปัจจุบันยังมียาฟาวิพิราเวียร์ชนิดยาน้ำเชื่อม ขนาด 800 มิลลิกรัมในปริมาตร 60 มิลลิลิตร และขนาด 1800 มิลลิกรัมในปริมาตร 135 มิลลิลิตร ที่ทำขึ้นโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปี 2564 สำหรับผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยกลืนยากโดยเฉพาะ


ยา Favipiravir มีราคาเท่าไหร่?


เนื่องจากยา Favipiravir เป็นยาควบคุมพิเศษที่ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้นและราคาของยาขึ้นอยู่กับบริษัทผู้จำหน่ายยาที่ได้เสนอให้กับสถานพยาบาล จึงไม่มีราคาขายสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่สถานพยาบาล


วิธีใช้ยา Favipiravir และปริมาณที่เหมาะสม


การใช้ยา Favipiravir เพื่อรักษาอาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส ควรรับประทานอย่างน้อย 5 วัน และต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย ดังนี้


  • การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 1600 มิลลิกรัม 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 8 เม็ด) และในวันถัดไป รับประทานยา 600 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 3 เม็ด)

  • การใช้ยาสำหรับเด็ก: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 30 มิลลิกรัม 2 ครั้ง และในวันถัดไป รับประทานยา 10 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

สำหรับการรักษาโรคโควิด 19


การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 1800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 9 เม็ด) และในวันถัดไปรับประทานยา 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 4 เม็ด)


การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่ที่น้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก.: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 2400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 12 เม็ด) และในวันถัดไปรับประทานยา 1000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 5 เม็ด)


การใช้ยาสำหรับเด็ก: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 60 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งรับประทาน 2 ครั้ง และในวันถัดไป รับประทานยา 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แบ่งรับประทาน 2 ครั้ง


buy medication on Raksa app

ข้อควรระมัดระวังในการใช้ยา Favipiravir


หญิงให้นมบุตรไม่ควรใช้ฟาวิพิราเวียร์

  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Favipiravir ได้
    • ผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไป
    • ผู้ที่มีอาการของโรคติดเชื้อไวรัสระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง
    • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคปอดบวม โรคปอดเรื้องรัง โรคตับ โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน
    • ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Favipiravir
    • ผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก หรือผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ เพราะยาอาจส่งผลให้ทารกพิการได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาตัวอื่นที่ปลอดภัยกว่า อย่างเช่น Remdesivir
    • ผู้ป่วยในช่วงให้นมบุตร เพราะตัวยาอาจผ่านไปสู่เด็กได้ทางนมแต่ปริมาณไม่มากนัก และยังไม่มีข้อมูลที่มากพอเพื่อยืนยันผลข้างเคียงในทารก จึงต้องแจ้งให้แพทย์ทราบหากอยู่ในช่วงให้นมบุตร
    • ผู้ที่มีอาการแพ้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือผู้ที่มีภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity)
    • ผู้ที่ยังไม่มีอาการหรือผู้ที่ใช้ยาเพื่อป้องกันโรคเท่านั้น

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Favipiravir


ผลข้างเคียงจากยา Favipiravir

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังจากรับประทานฟาวิพิราเวียร์ อาจมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลลดลง และอาจมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียนเกิดขึ้น นอกจากนี้ Favipiravir ทำให้กรดยูริกเพิ่มขึ้นตับจึงทำงานหนักขึ้น


การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในสตรีมีครรภ์หรือคาดว่าตั้งครรภ์ อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดภาวะความพิการแต่กำเนิดของทารก (Teratogenic effect) ได้


Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Favipiravir


เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตัวอื่นร่วมกับยา Favipiravir ยาบางตัวอาจได้สร้างผลกระทบต่อร่างกาย ยาที่ำม่ควรใช้ร่วมกับยาฟาวิพิราเวียร์ ได้แก่


  • Pyrazinamide (ยารักษาวัณโรค): ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อไตได้
  • Repaglinide และ Pioglitazone (ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด): หากใช้ร่วมกับ Favipiravir อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • Theophylline (ยาขยายหลอดลม): ทำให้ระดับ Favipiravir ในเลือดสูงขึ้น อาจมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้
  • Famciclovir Sulindac: ทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของยา Famciclovir Sulindac ลดลง

ใช้ยา Favipiravir เกินขนาดควรทำอย่างไร?


ในกรณีที่มีการใช้ยา Favipiravir เกินขนาดที่ร่างกายควรจะได้รับ อาจทำให้ร่างกายเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ได้ ฉะนั้นแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น


ลืมกินยา Favipiravir ควรทำอย่างไร?


ในกรณีที่ลืมรับประทาน Favipiravir ให้รับประทานแต่ละโดสเท่าเดิมตามที่แพทย์สั่ง ห้ามรับประทานยารอบที่ลืมร่วมกับการรับประทานยาโดสถัดไปโดยเด็ดขาด


การเก็บรักษายา Favipiravir


  • เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง หรือไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส
  • เก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ในภาชนะที่บรรจุ ไม่แนะนำให้แกะยาทิ้งไว้นานๆ
  • หลีกเลี่ยงการเก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ในที่อับชื้น หรือมีแสงแดดส่องถึง
  • เก็บฟาวิพิราเวียร์ให้พ้นมือเด็ก
  • ห้ามเก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ในช่องแช่แข็ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Favipiravir


1. ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำเป็นต้องกินยาฟาวิพิราเวียร์ทุกคนหรือไม่?


ไม่จำเป็น ผู้ป่วยโรค Covid-19 ที่ยังไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา Favirpiravir เพราะยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการมายืนยันและอาจเสี่ยงกับภาวะดื้อยาได้ ผู้ป่วยที่จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์จะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ และมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย


2. ฟาวิพิราเวียร์รักษาโควิด-19 ได้จริงหรือไม่?


จริง เพราะ Favipiravir สามารถกำจัดเชื้อไวรัสโคโรนาในร่างกายให้มีจำนวนน้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออกฤทธิ์แปลง RNA ในไวรัสให้อ่อนลงและยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส รวมถึงเป็นยามีความปลอดภัยต่อร่างกายสูง


3. ยาฟาวิพิราเวียร์ต้องกินกี่วัน?


การรับประทานยา Favipiravir เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จะต้องรับประทานอย่างน้อย 5 วันและสำหรับการรักษา Covid-19 จะต้องรับประทาน 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละคน และดุลยพินิจในการรักษาของแพทย์


4. ฟาวิพิราเวียร์มีขายที่ร้านขายยาหรือไม่?


ไม่มี เนื่องจาก Favipiravir จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องอยู่ในความดูแลจากแพทย์ ฉะนั้นแล้วยาฟาวิพิราเวียร์จึงเป็นยาที่ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่มีการวางขายตามร้านขายยา


5. ยา Favipiravir กับยา Remdesivir ต่างกันอย่างไร?


ยา Favipiravir และยา Remdesivir เป็นยาต้านไวรัสเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างอยู่ที่วิธีการเอายาเข้าสู่ร่างกาย โดยยาฟาวิพิราเวียร์เป็นยารับประทาน ในขณะที่ยาเรมเดซิเวียร์เป็นยาฉีด ซึ่งเน้นใช้กับผู้ป่วยที่มีระบบการดูดซึมสารอาหารไม่ดี




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ยา Favipiravir ถือเป็นยาตัวหลักที่สำคัญเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เนื่องจากมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง

  • ยา Favipiravir เป็นยาต้านไวรัส RNA ชนิดออกฤทธิ์กว้าง นอกจากออกฤทธิ์กับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แล้ว ยังออกฤทธิ์ต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสชิคุนกุนยาที่มียุงลายเป็นพาหะได้อีกด้วย

  • เนื่องจากยา Favipiravir เป็นยาตัวใหม่ จึงมีข้อมูลการศึกษาทางวิชาการไม่มากนักเพื่อใช้ยืนยันเกี่ยวกับการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ ทำให้การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยโรค Covid-19 มีข้อจำกัดมากมาย และต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น



Table of Contents
Favipiravir คือยาอะไร?
ชื่อทางการค้าของ Favipiravir
การออกฤทธิ์ของ Favipiravir
รูปแบบของยา Favipiravir
ยา Favipiravir มีราคาเท่าไหร่?
วิธีใช้ยา Favipiravir และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระมัดระวังในการใช้ยา Favipiravir
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Favipiravir
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Favipiravir
ใช้ยา Favipiravir เกินขนาดควรทำอย่างไร?
ลืมกินยา Favipiravir ควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายา Favipiravir
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Favipiravir


Favipiravir คือยาอะไร?


ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) คือ ยาต้านไวรัสออกฤทธิ์ได้กว้างชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส RNA ที่หลากหลาย เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสชิคุนกุนยา และไวรัสโคโรนา 2019 ด้วยประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ต่อต้านไวรัสที่สูง ยาฟาวิพิราเวียร์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Covid-19 ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความปลอดภัยและช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตได้


ชื่อทางการค้าของ Favipiravir


ยาฟาวิพิราเวียร์

Favipiravir ในประเทศไทยมีชื่อทางการค้า คือ AVIGAN® 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด โดยบริษัท ฟูจิฟิล์ม โตยามะ เคมิคอล ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในฐานะยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่


นอกจากนี้ทางองค์การเภสัชกรรมได้วิจัยและผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ขึ้นมาเอง มีชื่อทางการค้าว่า FAVIR 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การอาหารและยาเป็นที่เรียบร้อย เพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด 19


การออกฤทธิ์ของ Favipiravir


การออกฤทธิ์ของยาฟาวิพิราเวียร์เพื่อต้านไวรัสชนิด RNA ในร่างกายจะเกิดขึ้นทั้งหมด 2 ลักษณะ ดังนี้


  1. การออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส: ฟาวิพิราเวียร์จะเปลี่ยนสภาพให้เป็น favipiravir-ribofuranosyl-5’ triphosphate (RTP) แล้วเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ RNA-dependent RNA polymerase ในไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถแบ่งตัวเพิ่มได้

  2. การออกฤทธิ์ให้ไวรัสกลายพันธุ์: เมื่อยับยั้งการทำงานของไวรัสได้แล้ว ก็จะเข้าไปแปลงพันธุกรรมในไวรัสให้กลายพันธุ์จนเกิดความผิดปกติ เมื่อไวรัสอ่อนแอลงภูมิต้านทานในร่างกายก็จะสามารถกำจัดไวรัสได้

รูปแบบของยา Favipiravir


ยาเม็ดยี่ห้อ Avigan

Favipiravir ที่ใช้ในการรักษาโรคจากไวรัสในปัจจุบัน จะอยู่ในรูปแบบของยาเม็ดสีเหลืองอ่อน มีขนาดยา 200 มิลลิกรัมต่อเม็ด


นอกจากยาเม็ดแล้ว ในปัจจุบันยังมียาฟาวิพิราเวียร์ชนิดยาน้ำเชื่อม ขนาด 800 มิลลิกรัมในปริมาตร 60 มิลลิลิตร และขนาด 1800 มิลลิกรัมในปริมาตร 135 มิลลิลิตร ที่ทำขึ้นโดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ปี 2564 สำหรับผู้ป่วยเด็กและผู้ป่วยกลืนยากโดยเฉพาะ


ยา Favipiravir มีราคาเท่าไหร่?


เนื่องจากยา Favipiravir เป็นยาควบคุมพิเศษที่ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้นและราคาของยาขึ้นอยู่กับบริษัทผู้จำหน่ายยาที่ได้เสนอให้กับสถานพยาบาล จึงไม่มีราคาขายสำหรับบุคคลที่ไม่ใช่สถานพยาบาล


วิธีใช้ยา Favipiravir และปริมาณที่เหมาะสม


การใช้ยา Favipiravir เพื่อรักษาอาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส ควรรับประทานอย่างน้อย 5 วัน และต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย ดังนี้


  • การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 1600 มิลลิกรัม 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 8 เม็ด) และในวันถัดไป รับประทานยา 600 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 3 เม็ด)

  • การใช้ยาสำหรับเด็ก: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 30 มิลลิกรัม 2 ครั้ง และในวันถัดไป รับประทานยา 10 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง

สำหรับการรักษาโรคโควิด 19


การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 1800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 9 เม็ด) และในวันถัดไปรับประทานยา 800 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 4 เม็ด)


การใช้ยาสำหรับผู้ใหญ่ที่น้ำหนักตัวมากกว่า 90 กก.: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 2400 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 12 เม็ด) และในวันถัดไปรับประทานยา 1000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (รับประทานครั้งละ 5 เม็ด)


การใช้ยาสำหรับเด็ก: ในวันแรกรับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ 60 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แบ่งรับประทาน 2 ครั้ง และในวันถัดไป รับประทานยา 20 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แบ่งรับประทาน 2 ครั้ง


buy medication on Raksa app

ข้อควรระมัดระวังในการใช้ยา Favipiravir


หญิงให้นมบุตรไม่ควรใช้ฟาวิพิราเวียร์

  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Favipiravir ได้
    • ผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไป
    • ผู้ที่มีอาการของโรคติดเชื้อไวรัสระดับปานกลางไปจนถึงรุนแรง
    • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคปอดบวม โรคปอดเรื้องรัง โรคตับ โรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน
    • ผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วน
    • ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Favipiravir
    • ผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก หรือผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะตั้งครรภ์ เพราะยาอาจส่งผลให้ทารกพิการได้ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาตัวอื่นที่ปลอดภัยกว่า อย่างเช่น Remdesivir
    • ผู้ป่วยในช่วงให้นมบุตร เพราะตัวยาอาจผ่านไปสู่เด็กได้ทางนมแต่ปริมาณไม่มากนัก และยังไม่มีข้อมูลที่มากพอเพื่อยืนยันผลข้างเคียงในทารก จึงต้องแจ้งให้แพทย์ทราบหากอยู่ในช่วงให้นมบุตร
    • ผู้ที่มีอาการแพ้ยาฟาวิพิราเวียร์หรือผู้ที่มีภาวะภูมิไวเกิน (Hypersensitivity)
    • ผู้ที่ยังไม่มีอาการหรือผู้ที่ใช้ยาเพื่อป้องกันโรคเท่านั้น

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Favipiravir


ผลข้างเคียงจากยา Favipiravir

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังจากรับประทานฟาวิพิราเวียร์ อาจมีผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโตรฟิลลดลง และอาจมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียนเกิดขึ้น นอกจากนี้ Favipiravir ทำให้กรดยูริกเพิ่มขึ้นตับจึงทำงานหนักขึ้น


การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ในสตรีมีครรภ์หรือคาดว่าตั้งครรภ์ อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษเนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดภาวะความพิการแต่กำเนิดของทารก (Teratogenic effect) ได้


Consult doctor on Raksa app

ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Favipiravir


เมื่อผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาตัวอื่นร่วมกับยา Favipiravir ยาบางตัวอาจได้สร้างผลกระทบต่อร่างกาย ยาที่ำม่ควรใช้ร่วมกับยาฟาวิพิราเวียร์ ได้แก่


  • Pyrazinamide (ยารักษาวัณโรค): ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น ส่งผลเสียต่อไตได้
  • Repaglinide และ Pioglitazone (ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด): หากใช้ร่วมกับ Favipiravir อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • Theophylline (ยาขยายหลอดลม): ทำให้ระดับ Favipiravir ในเลือดสูงขึ้น อาจมีอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้
  • Famciclovir Sulindac: ทำให้ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของยา Famciclovir Sulindac ลดลง

ใช้ยา Favipiravir เกินขนาดควรทำอย่างไร?


ในกรณีที่มีการใช้ยา Favipiravir เกินขนาดที่ร่างกายควรจะได้รับ อาจทำให้ร่างกายเกิดผลข้างเคียงต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ได้ ฉะนั้นแล้วควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น


ลืมกินยา Favipiravir ควรทำอย่างไร?


ในกรณีที่ลืมรับประทาน Favipiravir ให้รับประทานแต่ละโดสเท่าเดิมตามที่แพทย์สั่ง ห้ามรับประทานยารอบที่ลืมร่วมกับการรับประทานยาโดสถัดไปโดยเด็ดขาด


การเก็บรักษายา Favipiravir


  • เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง หรือไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส
  • เก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ในภาชนะที่บรรจุ ไม่แนะนำให้แกะยาทิ้งไว้นานๆ
  • หลีกเลี่ยงการเก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ในที่อับชื้น หรือมีแสงแดดส่องถึง
  • เก็บฟาวิพิราเวียร์ให้พ้นมือเด็ก
  • ห้ามเก็บฟาวิพิราเวียร์ไว้ในช่องแช่แข็ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Favipiravir


1. ผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำเป็นต้องกินยาฟาวิพิราเวียร์ทุกคนหรือไม่?


ไม่จำเป็น ผู้ป่วยโรค Covid-19 ที่ยังไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยา Favirpiravir เพราะยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนทางวิชาการมายืนยันและอาจเสี่ยงกับภาวะดื้อยาได้ ผู้ป่วยที่จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์จะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ และมีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย


2. ฟาวิพิราเวียร์รักษาโควิด-19 ได้จริงหรือไม่?


จริง เพราะ Favipiravir สามารถกำจัดเชื้อไวรัสโคโรนาในร่างกายให้มีจำนวนน้อยลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการออกฤทธิ์แปลง RNA ในไวรัสให้อ่อนลงและยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส รวมถึงเป็นยามีความปลอดภัยต่อร่างกายสูง


3. ยาฟาวิพิราเวียร์ต้องกินกี่วัน?


การรับประทานยา Favipiravir เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จะต้องรับประทานอย่างน้อย 5 วันและสำหรับการรักษา Covid-19 จะต้องรับประทาน 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ การตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละคน และดุลยพินิจในการรักษาของแพทย์


4. ฟาวิพิราเวียร์มีขายที่ร้านขายยาหรือไม่?


ไม่มี เนื่องจาก Favipiravir จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่ต้องอยู่ในความดูแลจากแพทย์ ฉะนั้นแล้วยาฟาวิพิราเวียร์จึงเป็นยาที่ใช้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่มีการวางขายตามร้านขายยา


5. ยา Favipiravir กับยา Remdesivir ต่างกันอย่างไร?


ยา Favipiravir และยา Remdesivir เป็นยาต้านไวรัสเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างอยู่ที่วิธีการเอายาเข้าสู่ร่างกาย โดยยาฟาวิพิราเวียร์เป็นยารับประทาน ในขณะที่ยาเรมเดซิเวียร์เป็นยาฉีด ซึ่งเน้นใช้กับผู้ป่วยที่มีระบบการดูดซึมสารอาหารไม่ดี




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล