MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคลมชัก (Epilepsy)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคลมชักเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง อาจถูกถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม มีพยาธิในสมอง สมองอักเสบ การบาดเจ็บขณะคลอด โรคหลอดเลือดตีบ ซึ่งหากหาสาเหตุพบก็อาจรักษาให้หายขาดได้ โดยกินยากันชัก การผ่าตัด และการใช้เครื่องกระตุ้นประสาท การทานคีโตฯ  

  • โรคลมชักอาจอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา เพราะกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจะทำให้เซลล์สมองตายในระยะยาว และเมื่ออาการกำเริบขณะขับรถ ปีนที่สูง หรือใช้ของมีคม อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ 

  • หากพบผู้ป่วยมีอาการลมชักให้ปฐมพยาบาลโดยพยายามจับให้ผู้ป่วยนอนตะแคง หาหมอนมารองกันกระแทก ถอดเสื้อให้หลวม ถอดแว่น ฟันปลอมออก ห้ามมัดหรือต่อสู้กับอาการ ห้ามนำของแข็งใส่ปาก อาการชักจะหายได้เอง 



Table of Contents
โรคลมชักคืออะไร?
สาเหตุของโรคลมชัก
ประเภทของโรคลมชัก
อาการของโรคลมชัก
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคลมชัก
ยารักษาโรคลมชัก
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรค
การป้องกันโรคลมชัก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมชัก


โรคลมชักคืออะไร?


“โรคลมชัก” หรือที่หลายคนเรียกว่า “ลมบ้าหมู” เกิดจากการส่งกระแสประสาทที่ผิดปกติของสมอง ทำให้เกิดอาการที่เหนือการควบคุม อาการจะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาไม่นาน มักเกิดขึ้นทันทีและหยุดเอง จากเว็บไซต์ thailandepilepsy.org ระบุว่าในประเทศไทยมีประชากรประมาณ 700,000-1,000,000 คน คิดเป็น 1-1.5% ของประชากรทั้งหมดที่เป็นโรคลมชัก


สาเหตุของโรคลมชัก


มือเกร็งในผู้ป่วยโรคลมชัก

โรคลมชักเกิดจากภาวะหรือโรคบางโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นที่สมอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น กรรมพันธุ์ การบาดเจ็บจากการคลอดในเด็กทารก การอักเสบของสมองและเยื่อบุสมอง พยาธิในสมอง การขาดออกซิเจน โรคหลอดเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือเนื้องอกในสมองของผู้สูงอายุ


ประเภทของโรคลมชัก


ในปีพ.ศ. 2524 International League Against Epilepsy (ILAE) ได้แบ่งโรคลมชักเป็น 3 ประเภท ดังนี้


  • อาการชักทั้งตัว (Generalized Seizures) – เกิดจากความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองกระจายเป็นบริเวณกว้างครอบคลุมทั้ง 2 ข้างของสมอง ไม่พบความผิดปกติที่เห็นได้ในเนื้อสมอง อาการที่เกิดขึ้นมักทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึกตัว สูญเสียการตึงตัวของกล้ามเนื้อทันทีและล้มลง อาการมีได้หลายรูปแบบ เช่น ชักเกร็ง กระตุก เหม่อลอย หยุดหายใจชั่วขณะ หน้าเขียว กัดลิ้น ปัสสาวะราด และหลับไป

  • อาการชักเฉพาะที่ (Partial Seizures/Focal Seizures) – เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าโดยเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งของสมอง อาการชักที่เกิดจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสัญญาณคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติบนผิวสมอง ผู้ป่วยอาจสูญเสียความรู้สึกตัวหรือไม่ก็ได้ เช่น กระตุกใบหน้า มุมปาก แขนหรือขา เห็นแสงสว่างหรือเห็นเป็นรูปร่าง ชาหรือรู้สึกเหมือนเข็มตำ ได้กลิ่นแปลกๆ หรือรสแปลกๆ

  • อาการชักที่ไม่สามารถจำแนกชนิดได้ (Unclassified Epileptic Seizure) – เป็นอาการชักที่ไม่สามารถจำแนกชนิดได้ชัดเจน เช่น การเกิดอาการชักในเด็กทารกแรกเกิด หรืออาการชักที่มีอาการเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจนิ่งไป กะพริบตา หน้าซีด หรือเกิดการเกร็งเฉพาะจุด รวมถึงการสะดุ้ง

โรคลมชักแบบเหม่อ (Absence Seizure)


ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยเด็ก ลักษณะอาการคือ ชักแบบเหม่อนิ่ง ตาลอยไม่รู้สติชั่วขณะ มองไปข้างหน้าแบบลอยๆ อาการชักมักจะถูกกระตุ้นให้เกิดอาการโดยการหายใจเร็วลึก (Hyperventilation) แบ่งเป็น 2 แบบคือ


  • Typical Absence – การชักเป็นลักษณะเหม่อไม่รู้ตัว ระยะเวลาการเกิดจะอยู่ที่ 4-20 วินาที ในช่วงที่ชักเหม่อเกิน 10 วินาทีมาแล้ว อาจมีอาการร่วมอื่นๆ ทั้งการกระพริบตาหรือเลียริมฝีปาก สามารถเกิดขึ้นได้ถึงวันละ 100 ครั้ง ผู้ป่วยมักจะจำเหตุการณ์ตอนเกิดอาการไม่ได้ เป็นอาการชักที่ไม่มีอาการอื่นตามมาหลังจากนั้น

  • Atypical Absence – มักพบในเด็กซึ่งจะมีพัฒนาการหรือสติปัญญาเสื่อมลง โดยการชักเป็นลักษณะเหม่อไม่รู้ตัวแต่ระยะเวลาที่มีอาการนานกว่าแบบ Typical Absence อาการชักชนิดนี้มักเกิดร่วมกับอาการชักชนิดอื่นด้วย

โรคลมชักในเด็ก


โรคลมชักนั้นถือเป็นโรคสมองในเด็กเกิดได้แม้ไม่พบความผิดปกติทางร่างกาย โดยโรคลมชักในเด็กสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างสมองตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา เกิดภาวะแทรกซ้อนก่อน ระหว่างหรือหลังการคลอด ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม การติดเชื้อในสมอง การเกิดเนื้องอกในสมอง และโรคลมชักที่ไม่สามารถหาเหตุได้ชัดเจน


อาการของโรคลมชัก


การกระตุกเกร็งของผู้ป่วยโรคลมชัก

อาการนำก่อนชัก (Preictal Symptoms)


อาการนํา (Prodromes) อาจเกิดขึ้นประมาณหลายนาทีถึงหลายชั่วโมงก่อนมีอาการชัก อาการนำก่อนการชักอาจมีหลากหลาย แตกต่างกันตามส่วนของสมองที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการชัก เช่น เห็นแสง ภาพ เสียง ได้กลิ่นและรส รู้สึกไม่สบายตัว กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน พูดไม่ได้


อาการชัก (Seizure Symptoms)


  • มีการกระตุก เกร็งของแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง และคอเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • มีการเคี้ยวปาก กัดฟัน กระพริบตาถี่ ตาเหลือก
  • หยุดหายใจชั่วขณะ หรือหายใจถี่ขึ้นแบบผิดปกติ
  • ไม่สามารถพูดออกเสียงได้ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • มีอาการเหงื่อออกมาก อุจจาระหรือปัสสาวะราด ตัวซีด หน้าซีด อาเจียน

อาการหลังชัก (Postictal Symptoms)


ภายหลักอาการชักผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น หายใจได้เอง รู้สึกตัวดีแต่อาจยังมีอาการอื่นๆ ตามมา แต่จะเกิดขึ้นหลังจากชักไม่เกิน 24 ชั่วโมง เช่น อ่อนเพลีย หลับ ปวดศีรษะ สับสน แขนขาอ่อนแรง ในบางรายจะมีอาการหลอนโดยการเห็นภาพหรือหู่แว่วได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์ 


ให้สังเกตอาการนำก่อนชักที่สามารถเกิดขึ้นได้แล้วไปพบแพทย์ เช่น เหม่อลอย ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพแปลกๆ สูญเสียความทรงจำ เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือหากมีอาการชักและไม่สามารถควบคุมได้ ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพราะบางครั้งโรคลมชักอาจทำให้ศีรษะ แขน ขาไปฟาดกับของแข็ง หรือรบกวนการหายใจทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลต่อสมองในระยะยาว 


consult doctor

การรักษาโรคลมชัก


สำหรับการรักษาโรคลมชัก นอกจากการใช้ยากันชักแล้วก็ยังสามารถรักษาโดยวิธีอื่นได้ ทั้งการผ่าตัดสมอง การใส่เครื่องช่วยกระตุ้นประสาท การทานอาหารแบบ Ketogenic Diet เพื่อลดอาการชัก ทั้งนี้จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ถึงประเภท สาเหตุ และขั้นตอนการรักษาที่ถูกต้องเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป


การปฐมพยาบาลโรคลมชัก


ปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชัก

  1. ไม่งัดหรือใส่สิ่งของเข้าปากผู้ป่วยขณะชัก จะเป็นสาเหตุทำให้ช่องปากของผู้ป่วยบาดเจ็บได้มากกว่าจากการชักเอง

  2. จัดให้ผู้ป่วยนอนในบริเวณที่ปลอดภัย พยายามจับผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง ป้องกันไม่ให้น้ำลายอุดกั้นทางเดินหายใจ และหาหมอนหรือสิ่งของนุ่มๆ มารองศีรษะ เพื่อป้องกันการกระแทก

  3. ถ้าผู้ป่วยใส่แว่นตาควรถอดแว่นออกเพื่อป้องกันแว่นแตก คลายเสื้อผ้าให้หลวม ถ้าผู้ป่วยใส่ฟันปลอมควรถอดฟันปลอมออกถ้าทำได้

  4. ไม่ผูกมัดหรือต่อสู้กับคนไข้ อาการชักเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะหยุดไปได้เอง

  5. ไม่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำ ยา หรืออาหารในระหว่างชักหรือหลังชักใหม่ๆ เพราะอาจทำให้สำลักได้

การปฐมพยาบาลหญิงตั้งครรภ์โรคลมชัก


การปฐมพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคลมชักนั้น ใช้วิธีเดียวกับผู้ป่วยโรคลมชักทั่วไปโดยระวังการบาดเจ็บ พยายามป้องกันการกระแทกจากการล้ม


ยารักษาโรคลมชัก


การรักษาโรคลมชักโดยการใช้ยา จะเริ่มจากการใช้ยาแบบตัวเดียวก่อนเพื่อเป็นการปรับสภาพร่างกาย รู้ผลของการใช้ยาหรือผลข้างเคียงของยาง่ายกว่าการใช้ยาหลายตัว หากผู้ป่วยได้รับการประเมินว่าจะมีการเกิดโรคซ้ำจะได้รับการให้ยา เช่น Carbamazepine, Topiramate, Lamotrigine โดยให้ยาปริมาณต่ำก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยา และหากผู้ป่วยถูกประเมินว่าจะมีอาการชักซ้ำต่อเนื่องจะเริ่มมีการให้ยาทางหลอดเลือดดำและยากันชักต่อเนื่อง


ยากันชักหาซื้อได้ที่ไหน?


สามารถหาซื้อยากันชักได้ตามร้านขายยา อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้เพื่อความเหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ ยกเว้นยาควบคุมบางชนิดที่ต้องซื้อตามโรงพยาบาลเท่านั้น


ยากันชักต้องกินตลอดชีวิตหรือไม่?


โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ห้ามหยุดยาเอง ยกเว้นบางกรณีที่ป่วยเป็นโรคลมชักชนิดหาสาเหตุได้ เช่น โรคลมชักที่เกิดจากเส้นเลือดสมองแตก ตีบ หรืออุดตัน โรคลมชักที่เกิดจากพยาธิหรือเนื้องอก หากสามารถรักษาสาเหตุที่เกิดขึ้นในสมองได้ แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลง จนแน่ใจแล้วว่าไม่เกิดการชักแล้วจึงหยุดยาได้


ผลข้างเคียงจากยากันชัก


ยากันชักแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป โดยผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ อาการง่วงซึม เดินเซ มึนงง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งยากันชักยังมีผลข้างเคียงระยะยาวอีกคือ ทำให้ตับและไตเสื่อมลง ส่งผลต่อสมาธิ ความจำ หรือทำให้น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติได้


การใช้ยากันชักในสตรีมีครรภ์


การตั้งครรภ์อาจทำให้เมตาบอลิซึมของยากันชักเปลี่ยนแปลงไป จึงควรติดตามดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด หรือส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคลมชักดูแลร่วมกับสูติแพทย์ ไม่ควรหยุดยาหรือเปลี่ยนยากันชักระหว่างที่ตั้งครรภ์เนื่องจากอาจเกิดการชักจนเกิดอันตรายต่อทารกหรือผู้ป่วยได้


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคลมชัก


ผู้ป่วยโรคลมชักต้องทานยาให้ครบ

Do


  • ควรรับประทานยากันชักให้ครบ ห้ามขาดยาหรือหยุดยาเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นหรือการกระทำที่ทำให้มีโอกาสเกิดอาการชัก เช่น การอดนอน ดื่มสุรา ความเครียด ทำงานหรือออกกำลังกายจนเหนื่อยมากเกินไป รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ แสงกระพริบ หรือเสียงดัง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรืองานบางอย่างที่มีอันตรายสูง ได้แก่ ขับรถ ว่ายน้ำ การทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลใหญ่ๆ ขึ้นที่สูง งานปีนป่าย เช่น ช่างไฟ ก่อสร้าง

Don’t


  • ไม่หยุดยาเองโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งจากแพทย์ให้หยุดยา เพราะโรคอาจไม่หาย และอาจมีอาการชักซ้ำได้อีก
  • การไม่ไปตรวจเพื่อติดตามอาการตามที่แพทย์นัดหมาย อาจทำให้อาการกำเริบได้ เพราะไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง

การป้องกันโรคลมชัก


การป้องกันโรคลมชักที่ดีที่สุดคือการตรวจหาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ หากมีอาการที่อาจเป็นสาเหตุโรคลมชัก เช่น ความจำไม่ดีหรือสูญเสียความจำ เหม่อลอย วูบ เบลอ เคี้ยวปาก มือเกร็ง พูดติดขัด ควรไปทำการตรวจหรือสแกนสมองเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคลมชัก หรือหากใครที่เป็นโรคลมชักอยู่แล้ว ควรเลี่ยงสิ่งเร้าและดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมชัก


1. โรคลมชักรักษาหายหรือไม่?


หากพบสาเหตุของการเกิดโรคลมชักก็สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด แต่โรคลมชักส่วนใหญ่มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน จึงต้องคอยควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ โดยการใช้ยาป้องกันการชักหรือวิธีอื่นๆ ควบคู่กันไป


2. ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่?


ผู้ป่วยโรคลมชักไม่สามารถบริจาคเลือดได้ เพราะจะทำให้โรคกำเริบ


3. เป็นโรคลมชัก สามารถทำใบขับขี่ได้หรือไม่?


โรคลมชักจัดเป็นโรคที่มีความเสี่ยงอันตรายในการขับรถ กรมการขนส่งทางบกจะไม่ออกใบอนุญาตขับรถให้ เว้นแต่แพทย์ผู้รักษารับรองว่า ผู้ป่วยไม่มีอาการชักเกินกว่า 2 ปี


4. โรคลมชักอันตรายไหม?


หากผู้ป่วยแสดงอาการอยู่บ่อยๆ และไม่ได้รับการรักษา กระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในสมองจะทำให้เกิดการหลั่งสารออกมาแล้วทำลายเซลล์สมองนานเข้าอาจทำให้เนื้อสมองตาย ความจำก็จะมีปัญหาหากทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ขับรถหรือว่ายน้ำ ก็จะอันตรายและอาจประสบอุบัติเหตุได้ผู้ป่วยจึงไม่ควรที่จะขับรถหรือทำกิจกรรมหนักๆ นั้นเอง


5. ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถขับรถได้ไหม?


กรณีที่โรคลมชักยังไม่สงบ ยังอยู่ในช่วงของการปรับยากันชัก ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเองเมื่อมีอาการชักกำเริบเช่น ขับรถ ว่ายน้ำ การปีนขึ้นที่สูง การใช้ของมีคม


6. ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถมีลูกได้ไหม?


โรคลมชักมีหลายสาเหตุ หากโรคลมชักนั้นมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม ก็มีโอกาสที่จะส่งต่อไปถึงลูกได้ แต่หากสาเหตุของการเกิดโรคลมชักของพ่อแม่มาจากอุบัติเหตุหรือปัญหาเส้นเลือดในสมอง โรคจะไม่ส่งต่อถึงลูก จึงสามารถมีลูกได้โดยเด็กไม่เสี่ยงเป็นโรคลมชัก


7. ผู้ป่วยที่ต้องกินยากันชักสามารถมีลูกได้ไหม?


หญิงที่เป็นโรคลมชักสามารถมีบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรงได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ควรติดตามดูแลกับแพทย์อย่างใกล้ชิด แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนยากันชักที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพและเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับแม่และบุตรในครรภ์ได้


8. เป็นโรคลมชัก สามารถกินยาคุมได้ไหม?


ยากันชักบางชนิด ได้แก่ Phenobarbital, Phenytoin และ Carbamazepine อาจลดประสิทธิภาพของฮอร์โมนคุมกำเนิด แนะนำให้รับประทานยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจนประมาณ 50 ไมโครกรัมต่อวัน และใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis)
โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)
โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease)
หยุด Bully การหยอกล้อที่ไม่ตลกเสมอไปและคนอ่อนไหวก็ไม่ใช่เหยื่อ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ (GP)
คลินิคส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคลมชัก (Epilepsy)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคลมชักเกิดจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง อาจถูกถ่ายทอดมาทางพันธุกรรม มีพยาธิในสมอง สมองอักเสบ การบาดเจ็บขณะคลอด โรคหลอดเลือดตีบ ซึ่งหากหาสาเหตุพบก็อาจรักษาให้หายขาดได้ โดยกินยากันชัก การผ่าตัด และการใช้เครื่องกระตุ้นประสาท การทานคีโตฯ  

  • โรคลมชักอาจอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษา เพราะกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติจะทำให้เซลล์สมองตายในระยะยาว และเมื่ออาการกำเริบขณะขับรถ ปีนที่สูง หรือใช้ของมีคม อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนทำให้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ 

  • หากพบผู้ป่วยมีอาการลมชักให้ปฐมพยาบาลโดยพยายามจับให้ผู้ป่วยนอนตะแคง หาหมอนมารองกันกระแทก ถอดเสื้อให้หลวม ถอดแว่น ฟันปลอมออก ห้ามมัดหรือต่อสู้กับอาการ ห้ามนำของแข็งใส่ปาก อาการชักจะหายได้เอง 



Table of Contents
โรคลมชักคืออะไร?
สาเหตุของโรคลมชัก
ประเภทของโรคลมชัก
อาการของโรคลมชัก
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคลมชัก
ยารักษาโรคลมชัก
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรค
การป้องกันโรคลมชัก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมชัก


โรคลมชักคืออะไร?


“โรคลมชัก” หรือที่หลายคนเรียกว่า “ลมบ้าหมู” เกิดจากการส่งกระแสประสาทที่ผิดปกติของสมอง ทำให้เกิดอาการที่เหนือการควบคุม อาการจะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาไม่นาน มักเกิดขึ้นทันทีและหยุดเอง จากเว็บไซต์ thailandepilepsy.org ระบุว่าในประเทศไทยมีประชากรประมาณ 700,000-1,000,000 คน คิดเป็น 1-1.5% ของประชากรทั้งหมดที่เป็นโรคลมชัก


สาเหตุของโรคลมชัก


มือเกร็งในผู้ป่วยโรคลมชัก

โรคลมชักเกิดจากภาวะหรือโรคบางโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นที่สมอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น กรรมพันธุ์ การบาดเจ็บจากการคลอดในเด็กทารก การอักเสบของสมองและเยื่อบุสมอง พยาธิในสมอง การขาดออกซิเจน โรคหลอดเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือเนื้องอกในสมองของผู้สูงอายุ


ประเภทของโรคลมชัก


ในปีพ.ศ. 2524 International League Against Epilepsy (ILAE) ได้แบ่งโรคลมชักเป็น 3 ประเภท ดังนี้


  • อาการชักทั้งตัว (Generalized Seizures) – เกิดจากความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองกระจายเป็นบริเวณกว้างครอบคลุมทั้ง 2 ข้างของสมอง ไม่พบความผิดปกติที่เห็นได้ในเนื้อสมอง อาการที่เกิดขึ้นมักทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความรู้สึกตัว สูญเสียการตึงตัวของกล้ามเนื้อทันทีและล้มลง อาการมีได้หลายรูปแบบ เช่น ชักเกร็ง กระตุก เหม่อลอย หยุดหายใจชั่วขณะ หน้าเขียว กัดลิ้น ปัสสาวะราด และหลับไป

  • อาการชักเฉพาะที่ (Partial Seizures/Focal Seizures) – เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าโดยเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งของสมอง อาการชักที่เกิดจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสัญญาณคลื่นไฟฟ้าที่ผิดปกติบนผิวสมอง ผู้ป่วยอาจสูญเสียความรู้สึกตัวหรือไม่ก็ได้ เช่น กระตุกใบหน้า มุมปาก แขนหรือขา เห็นแสงสว่างหรือเห็นเป็นรูปร่าง ชาหรือรู้สึกเหมือนเข็มตำ ได้กลิ่นแปลกๆ หรือรสแปลกๆ

  • อาการชักที่ไม่สามารถจำแนกชนิดได้ (Unclassified Epileptic Seizure) – เป็นอาการชักที่ไม่สามารถจำแนกชนิดได้ชัดเจน เช่น การเกิดอาการชักในเด็กทารกแรกเกิด หรืออาการชักที่มีอาการเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจนิ่งไป กะพริบตา หน้าซีด หรือเกิดการเกร็งเฉพาะจุด รวมถึงการสะดุ้ง

โรคลมชักแบบเหม่อ (Absence Seizure)


ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยเด็ก ลักษณะอาการคือ ชักแบบเหม่อนิ่ง ตาลอยไม่รู้สติชั่วขณะ มองไปข้างหน้าแบบลอยๆ อาการชักมักจะถูกกระตุ้นให้เกิดอาการโดยการหายใจเร็วลึก (Hyperventilation) แบ่งเป็น 2 แบบคือ


  • Typical Absence – การชักเป็นลักษณะเหม่อไม่รู้ตัว ระยะเวลาการเกิดจะอยู่ที่ 4-20 วินาที ในช่วงที่ชักเหม่อเกิน 10 วินาทีมาแล้ว อาจมีอาการร่วมอื่นๆ ทั้งการกระพริบตาหรือเลียริมฝีปาก สามารถเกิดขึ้นได้ถึงวันละ 100 ครั้ง ผู้ป่วยมักจะจำเหตุการณ์ตอนเกิดอาการไม่ได้ เป็นอาการชักที่ไม่มีอาการอื่นตามมาหลังจากนั้น

  • Atypical Absence – มักพบในเด็กซึ่งจะมีพัฒนาการหรือสติปัญญาเสื่อมลง โดยการชักเป็นลักษณะเหม่อไม่รู้ตัวแต่ระยะเวลาที่มีอาการนานกว่าแบบ Typical Absence อาการชักชนิดนี้มักเกิดร่วมกับอาการชักชนิดอื่นด้วย

โรคลมชักในเด็ก


โรคลมชักนั้นถือเป็นโรคสมองในเด็กเกิดได้แม้ไม่พบความผิดปกติทางร่างกาย โดยโรคลมชักในเด็กสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างสมองตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา เกิดภาวะแทรกซ้อนก่อน ระหว่างหรือหลังการคลอด ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม การติดเชื้อในสมอง การเกิดเนื้องอกในสมอง และโรคลมชักที่ไม่สามารถหาเหตุได้ชัดเจน


อาการของโรคลมชัก


การกระตุกเกร็งของผู้ป่วยโรคลมชัก

อาการนำก่อนชัก (Preictal Symptoms)


อาการนํา (Prodromes) อาจเกิดขึ้นประมาณหลายนาทีถึงหลายชั่วโมงก่อนมีอาการชัก อาการนำก่อนการชักอาจมีหลากหลาย แตกต่างกันตามส่วนของสมองที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการชัก เช่น เห็นแสง ภาพ เสียง ได้กลิ่นและรส รู้สึกไม่สบายตัว กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน พูดไม่ได้


อาการชัก (Seizure Symptoms)


  • มีการกระตุก เกร็งของแขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง และคอเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง
  • มีการเคี้ยวปาก กัดฟัน กระพริบตาถี่ ตาเหลือก
  • หยุดหายใจชั่วขณะ หรือหายใจถี่ขึ้นแบบผิดปกติ
  • ไม่สามารถพูดออกเสียงได้ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • มีอาการเหงื่อออกมาก อุจจาระหรือปัสสาวะราด ตัวซีด หน้าซีด อาเจียน

อาการหลังชัก (Postictal Symptoms)


ภายหลักอาการชักผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น หายใจได้เอง รู้สึกตัวดีแต่อาจยังมีอาการอื่นๆ ตามมา แต่จะเกิดขึ้นหลังจากชักไม่เกิน 24 ชั่วโมง เช่น อ่อนเพลีย หลับ ปวดศีรษะ สับสน แขนขาอ่อนแรง ในบางรายจะมีอาการหลอนโดยการเห็นภาพหรือหู่แว่วได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์ 


ให้สังเกตอาการนำก่อนชักที่สามารถเกิดขึ้นได้แล้วไปพบแพทย์ เช่น เหม่อลอย ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพแปลกๆ สูญเสียความทรงจำ เพื่อป้องกันอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ หรือหากมีอาการชักและไม่สามารถควบคุมได้ ให้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพราะบางครั้งโรคลมชักอาจทำให้ศีรษะ แขน ขาไปฟาดกับของแข็ง หรือรบกวนการหายใจทำให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนน้อยลง ส่งผลต่อสมองในระยะยาว 


consult doctor

การรักษาโรคลมชัก


สำหรับการรักษาโรคลมชัก นอกจากการใช้ยากันชักแล้วก็ยังสามารถรักษาโดยวิธีอื่นได้ ทั้งการผ่าตัดสมอง การใส่เครื่องช่วยกระตุ้นประสาท การทานอาหารแบบ Ketogenic Diet เพื่อลดอาการชัก ทั้งนี้จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ถึงประเภท สาเหตุ และขั้นตอนการรักษาที่ถูกต้องเพื่อดำเนินการรักษาต่อไป


การปฐมพยาบาลโรคลมชัก


ปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชัก

  1. ไม่งัดหรือใส่สิ่งของเข้าปากผู้ป่วยขณะชัก จะเป็นสาเหตุทำให้ช่องปากของผู้ป่วยบาดเจ็บได้มากกว่าจากการชักเอง

  2. จัดให้ผู้ป่วยนอนในบริเวณที่ปลอดภัย พยายามจับผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง ป้องกันไม่ให้น้ำลายอุดกั้นทางเดินหายใจ และหาหมอนหรือสิ่งของนุ่มๆ มารองศีรษะ เพื่อป้องกันการกระแทก

  3. ถ้าผู้ป่วยใส่แว่นตาควรถอดแว่นออกเพื่อป้องกันแว่นแตก คลายเสื้อผ้าให้หลวม ถ้าผู้ป่วยใส่ฟันปลอมควรถอดฟันปลอมออกถ้าทำได้

  4. ไม่ผูกมัดหรือต่อสู้กับคนไข้ อาการชักเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะหยุดไปได้เอง

  5. ไม่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำ ยา หรืออาหารในระหว่างชักหรือหลังชักใหม่ๆ เพราะอาจทำให้สำลักได้

การปฐมพยาบาลหญิงตั้งครรภ์โรคลมชัก


การปฐมพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคลมชักนั้น ใช้วิธีเดียวกับผู้ป่วยโรคลมชักทั่วไปโดยระวังการบาดเจ็บ พยายามป้องกันการกระแทกจากการล้ม


ยารักษาโรคลมชัก


การรักษาโรคลมชักโดยการใช้ยา จะเริ่มจากการใช้ยาแบบตัวเดียวก่อนเพื่อเป็นการปรับสภาพร่างกาย รู้ผลของการใช้ยาหรือผลข้างเคียงของยาง่ายกว่าการใช้ยาหลายตัว หากผู้ป่วยได้รับการประเมินว่าจะมีการเกิดโรคซ้ำจะได้รับการให้ยา เช่น Carbamazepine, Topiramate, Lamotrigine โดยให้ยาปริมาณต่ำก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดยา และหากผู้ป่วยถูกประเมินว่าจะมีอาการชักซ้ำต่อเนื่องจะเริ่มมีการให้ยาทางหลอดเลือดดำและยากันชักต่อเนื่อง


ยากันชักหาซื้อได้ที่ไหน?


สามารถหาซื้อยากันชักได้ตามร้านขายยา อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งยาให้เพื่อความเหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ ยกเว้นยาควบคุมบางชนิดที่ต้องซื้อตามโรงพยาบาลเท่านั้น


ยากันชักต้องกินตลอดชีวิตหรือไม่?


โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ห้ามหยุดยาเอง ยกเว้นบางกรณีที่ป่วยเป็นโรคลมชักชนิดหาสาเหตุได้ เช่น โรคลมชักที่เกิดจากเส้นเลือดสมองแตก ตีบ หรืออุดตัน โรคลมชักที่เกิดจากพยาธิหรือเนื้องอก หากสามารถรักษาสาเหตุที่เกิดขึ้นในสมองได้ แพทย์จะค่อยๆ ลดยาลง จนแน่ใจแล้วว่าไม่เกิดการชักแล้วจึงหยุดยาได้


ผลข้างเคียงจากยากันชัก


ยากันชักแต่ละชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไป โดยผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ อาการง่วงซึม เดินเซ มึนงง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งยากันชักยังมีผลข้างเคียงระยะยาวอีกคือ ทำให้ตับและไตเสื่อมลง ส่งผลต่อสมาธิ ความจำ หรือทำให้น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติได้


การใช้ยากันชักในสตรีมีครรภ์


การตั้งครรภ์อาจทำให้เมตาบอลิซึมของยากันชักเปลี่ยนแปลงไป จึงควรติดตามดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด หรือส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคลมชักดูแลร่วมกับสูติแพทย์ ไม่ควรหยุดยาหรือเปลี่ยนยากันชักระหว่างที่ตั้งครรภ์เนื่องจากอาจเกิดการชักจนเกิดอันตรายต่อทารกหรือผู้ป่วยได้


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคลมชัก


ผู้ป่วยโรคลมชักต้องทานยาให้ครบ

Do


  • ควรรับประทานยากันชักให้ครบ ห้ามขาดยาหรือหยุดยาเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นหรือการกระทำที่ทำให้มีโอกาสเกิดอาการชัก เช่น การอดนอน ดื่มสุรา ความเครียด ทำงานหรือออกกำลังกายจนเหนื่อยมากเกินไป รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ แสงกระพริบ หรือเสียงดัง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรืองานบางอย่างที่มีอันตรายสูง ได้แก่ ขับรถ ว่ายน้ำ การทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลใหญ่ๆ ขึ้นที่สูง งานปีนป่าย เช่น ช่างไฟ ก่อสร้าง

Don’t


  • ไม่หยุดยาเองโดยเด็ดขาด จนกว่าจะมีคำสั่งจากแพทย์ให้หยุดยา เพราะโรคอาจไม่หาย และอาจมีอาการชักซ้ำได้อีก
  • การไม่ไปตรวจเพื่อติดตามอาการตามที่แพทย์นัดหมาย อาจทำให้อาการกำเริบได้ เพราะไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง

การป้องกันโรคลมชัก


การป้องกันโรคลมชักที่ดีที่สุดคือการตรวจหาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ หากมีอาการที่อาจเป็นสาเหตุโรคลมชัก เช่น ความจำไม่ดีหรือสูญเสียความจำ เหม่อลอย วูบ เบลอ เคี้ยวปาก มือเกร็ง พูดติดขัด ควรไปทำการตรวจหรือสแกนสมองเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคลมชัก หรือหากใครที่เป็นโรคลมชักอยู่แล้ว ควรเลี่ยงสิ่งเร้าและดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคลมชัก


1. โรคลมชักรักษาหายหรือไม่?


หากพบสาเหตุของการเกิดโรคลมชักก็สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยการผ่าตัด แต่โรคลมชักส่วนใหญ่มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน จึงต้องคอยควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ โดยการใช้ยาป้องกันการชักหรือวิธีอื่นๆ ควบคู่กันไป


2. ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่?


ผู้ป่วยโรคลมชักไม่สามารถบริจาคเลือดได้ เพราะจะทำให้โรคกำเริบ


3. เป็นโรคลมชัก สามารถทำใบขับขี่ได้หรือไม่?


โรคลมชักจัดเป็นโรคที่มีความเสี่ยงอันตรายในการขับรถ กรมการขนส่งทางบกจะไม่ออกใบอนุญาตขับรถให้ เว้นแต่แพทย์ผู้รักษารับรองว่า ผู้ป่วยไม่มีอาการชักเกินกว่า 2 ปี


4. โรคลมชักอันตรายไหม?


หากผู้ป่วยแสดงอาการอยู่บ่อยๆ และไม่ได้รับการรักษา กระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในสมองจะทำให้เกิดการหลั่งสารออกมาแล้วทำลายเซลล์สมองนานเข้าอาจทำให้เนื้อสมองตาย ความจำก็จะมีปัญหาหากทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ขับรถหรือว่ายน้ำ ก็จะอันตรายและอาจประสบอุบัติเหตุได้ผู้ป่วยจึงไม่ควรที่จะขับรถหรือทำกิจกรรมหนักๆ นั้นเอง


5. ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถขับรถได้ไหม?


กรณีที่โรคลมชักยังไม่สงบ ยังอยู่ในช่วงของการปรับยากันชัก ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่อาจเกิดอันตรายต่อตนเองเมื่อมีอาการชักกำเริบเช่น ขับรถ ว่ายน้ำ การปีนขึ้นที่สูง การใช้ของมีคม


6. ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถมีลูกได้ไหม?


โรคลมชักมีหลายสาเหตุ หากโรคลมชักนั้นมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม ก็มีโอกาสที่จะส่งต่อไปถึงลูกได้ แต่หากสาเหตุของการเกิดโรคลมชักของพ่อแม่มาจากอุบัติเหตุหรือปัญหาเส้นเลือดในสมอง โรคจะไม่ส่งต่อถึงลูก จึงสามารถมีลูกได้โดยเด็กไม่เสี่ยงเป็นโรคลมชัก


7. ผู้ป่วยที่ต้องกินยากันชักสามารถมีลูกได้ไหม?


หญิงที่เป็นโรคลมชักสามารถมีบุตรที่สมบูรณ์แข็งแรงได้เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ควรติดตามดูแลกับแพทย์อย่างใกล้ชิด แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนยากันชักที่มีความเสี่ยงต่ำ และผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพและเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับแม่และบุตรในครรภ์ได้


8. เป็นโรคลมชัก สามารถกินยาคุมได้ไหม?


ยากันชักบางชนิด ได้แก่ Phenobarbital, Phenytoin และ Carbamazepine อาจลดประสิทธิภาพของฮอร์โมนคุมกำเนิด แนะนำให้รับประทานยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจนประมาณ 50 ไมโครกรัมต่อวัน และใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS: Amyotrophic Lateral Sclerosis)
โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)
โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease)
หยุด Bully การหยอกล้อที่ไม่ตลกเสมอไปและคนอ่อนไหวก็ไม่ใช่เหยื่อ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ (GP)
คลินิคส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล