MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pills)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • การใช้ยาคุมฉุกเฉินไม่ควรใช้บ่อยๆ หรือใช้แทนการคุมกำเนิดระยะยาว เพราะจะทำให้เป็นอันตราย จากโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคมะเร็งทางนารีเวช รวมถึงยังลดประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์อีกด้วย

  • การกินยาคุมฉุกเฉินต้องกินเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน เม็ดที่ 2 หลักจากกินเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์

  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ไมเกรนชนิดมีอาการเตือน ไม่ควรทานยาคุมฉุกเฉิน เพราะจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น



Table of Contents
การคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?
ยาคุมฉุกเฉินมีกี่ประเภท?
ข้อควรรู้ในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน
ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาคุมฉุกเฉิ
ข้อห้ามในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาคุมฉุกเฉิน




การคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?


การคุมกำเนิดฉุกเฉิน คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือ ล้มเหลวในการป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัยหลุด การไม่ได้รับประทานยาคุมกำเนิด ลืมกินยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด หรือยาฝังคุมกำเนิดหลุด รวมไปถึงการถูกข่มขืน


ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?


ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pills, Morning-after Pills และ Post-coital Contraceptives) คือยาคุมกำเนิดที่ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์หลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดหรือไม่พึงประสงค์ ไปจนถึงการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการคุมกำเนิด


ยาคุมฉุกเฉินมีกี่ประเภท?


ยาคุมฉุกเฉิน

การกินยาคุมฉุกเฉิน คือ การรับประทานฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่สูงมาก โดยยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจะยับยั้งหรือทำให้การตกไข่ในร่างกายเลื่อนออกไป ซึ่งในปัจจุบันมียาคุมฉุกเฉินทั้งหมด 3 ชนิด โดย 2 ชนิดแรกนั้น เป็นยาคุมฉุกเฉินที่ใช้ฮอร์โมนในการคุมกำเนิด ในขณะที่ยาคุมฉุกเฉินชนิดที่ 3 นั้น เป็นการใช้ตัวยาในการยับยั้งการตกไข่และฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งยาคุมแต่ละชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกันต่อไปนี้


1. ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Estrogen-Progestin)


ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนรวม หรือ เรียกว่า Yupze Regimen เป็นยาที่ได้รับการคิดค้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 โดยใช้กลไกในการเพิ่มระดับฮอร์โมนให้สูงขึ้นในร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยสองฮอร์โมนหลัก ได้แก่ estrogen และ progesterone ในการที่จะยับยั้ง หรือ เลื่อนเวลาของการตกไข่เยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะสมกับการฝังตัว และยังมีผลต่อการทำงานของรังไข่ด้วย


โดยการรับประทานยาจะมีส่วนประกอบของ ethinyl estradiol 100 มคก. และ levonogestrel 1 มก. โดยกินหลังการมีเพศสัมพันธ์โดยทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง และ รับประทานซ้ำอีกครั้ง 2 เม็ด จำนวน 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง


2. ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนเดียวโพรเจสติน (Progestin Only)


ยาคุมฉุกเฉินที่ใช้การทำงานของฮอร์โมนตัวเดียว คือ โพรเจสโตเจน ตัวยาที่นิยมใช้ในยาคุมฉุกเฉินก็คือ Levonorgestrel ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ในกลุ่มของโพรเจสตินที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่ โดยยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนเดียวนั้น สามารถรับประทานทีเดียว 1 โดส (Dose) โดสละ 1.5 mg หรือจะรับประทานแยกแบ่งเป็น 2 โดส โดสละ 0.75 mg ห่างกัน 12 ชั่วโมง และจะต้องรับประทานโดสแรกภายใน 72 ชั่วโมง ก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเช่นเดียวกัน รวมถึงผลข้างเคียงที่ได้รับก็ไม่ต่างกัน


ยาคุมฉุกเฉินประเภทนี้ได้รับการยืนยันจาก US FDA และ WHO ว่าใช้ได้ผลดีถึงแม้จะรับประทานหลังมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว 3-5 วัน โดยไม่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จะมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน เพียงแค่ 24% น้อยกว่ายาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวมอย่างเห็นได้ชัด


3. ยาคุมฉุกเฉินชนิด Selective Progesterone Modulator


ยาคุมฉุกเฉินประเภทนี้ จะมีหลักการโดยการใช้สารต้าน progesterone ไปแย่งจับกับตัวรับปฏิกิริยา ทำให้ progesterone ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ ทำให้มดลุกไม่สามารถที่จะมีสภาพในการฝังตัวอ่อนได้ ซึ่งการที่ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ulipristal และ mifeprisone (RU486) โดยกลุ่มยานี้จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มยาสองชนิดแรก มักพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน


โดยการใช้ ulipristal รับประทานครั้งเดียว 30 มก. ภายใน 120 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และในส่วนของ mifepristone การรับประทานครั้งเดียว 600 มก. ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์


buy drugs online via Raksa App

ข้อควรรู้ในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน


  1. ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถใช้ในการทำแท้งได้ เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินมีกลไกในการยับยั้งการตกไข่ และป้องกันการฝังตัวของไข่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นหากมีไข่ที่ผสมกับอสุจิและฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูกเรียบร้อยแล้ว ยาคุมฉุกเฉินจะไม่สามารถเข้าไปทำลาย หรือยุติการตั้งครรภ์ดังกล่าวได้

  2. ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นอาการหลังกินยาคุมฉุกเฉิน ไปจนถึงผลข้างเคียงระยะยาว ซึ่งระยะแรกอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ในระยะยาวหากมีการกินยาคุมฉุกเฉินอยู่บ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อการท้องนอกมดลูกได้ในอนาคต

  3. การกินยาคุมฉุกเฉินควรกินให้เร็วที่สุดหลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน และต้องกินยาเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงและตามด้วยยาเม็ดที่สอง จะสามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 75% แต่อย่างไรก็ตามหากทานภายใน 24 ชั่วโมงหลังการมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยเพิ่มการป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 85%

  4. ยาคุมฉุกเฉิน ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

  5. ยาคุมฉุกเฉินไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ และไม่ส่งผลให้การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปช้าลง หรือมีโอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลง

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน


ยาคุมฉุกเฉินส่วนใหญ่ที่มีขายในประเทศไทยจะมี 2 เม็ดในหนึ่งกล่อง ซึ่งตัวยามีขนาดเม็ดละ 0.75 mg โดยสามารถกินยาคุมฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนี้


  • กินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกให้เร็วที่สุดหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือภายใน 72 ชั่วโมงแรก
  • กินยาคุมฉุกเฉินเม็ดที่สองหลังจากเม็ดแรกภายใน 12 ชั่วโมง

ทั้งนี้การกินยาคุมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดไม่ควรเกิน 3-5 วัน เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างเต็มที่


ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาคุมฉุกเฉิน


ผลข้างเคียงจากยาคุมฉุกเฉิน

การกินยาคุมฉุกเฉินเป็นการเพิ่มฮอร์โมนจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจจะส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งผลข้างเคียงหลังจากการกินยาคุมฉุกเฉินจะมีอาการดังต่อไปนี้


  • อาการวิงเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง
  • ปวดท้อง
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก

หากมีอาการดังกล่าวอย่างรุนแรงควรพบแพทย์ทันที ทั้งนี้หากมีอาการอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวข้างต้น แนะนำให้พบแพทย์ เพื่อปรึกษาหาสาเหตุต่อไป


ข้อห้ามในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน


เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ค่อนข้างส่งผลกระทบต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินโดยเด็ดขาด


  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม
  • ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ เช่น ตับแข็ง โรคตับเฉียบพลัน ไปจนถึงมะเร็งตับ
  • ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคลิ่มเลือดอุดตัน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีการทำงานของไตและหลอดเลือดผิดปกติ
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี และสูบบุหรี่จัด เป็นโรคไขมันในเลือดสูงและมีภาวะอ้วน
  • ผู้ที่เป็นไมเกรนชนิดที่มีอาการเตือน

หากผู้ที่มีอาการดังกล่าวกินยาคุมฉุกเฉินเข้าไป อาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง ดังนั้นหากมีความจำเป็นจะต้องป้องกันการตั้งครรภ์แบบฉุกเฉิน ควรปรึกษาแพทย์หรือใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ ติดต่อกันเพราะจะทำให้ร่างกายดื้อยา และลดโอกาสป้องกันการตั้งครรภ์ รวมถึงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมอีกด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาคุมฉุกเฉิน


1. ยาคุมฉุกเฉินราคาเท่าไหร่?


ยาคุมฉุกเฉินในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาด โดยมีราคาตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไป จนถึง 80 บาท ตามแต่ยี่ห้อที่เลือกใช้


2. ยาคุมฉุกเฉินรับประทาน 2 เม็ดพร้อมกันได้ไหม?


ยาคุมฉุกเฉินสามารถกินพร้อมกันสองเม็ด โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ต่างกับการกินทีละเม็ด แต่การกินสองเม็ดพร้อมกันอาจจะก่อให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียนมากกว่าการกินทีละเม็ด


3. กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยอันตรายหรือไม่?


การกินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ ทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก และนอกจากนั้น การกินยาคุมฉุกเฉินบ่อย ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์น้อยลง และประจำเดือนมาไม่ปกติ


4. กินยาคุมฉุกเฉินเม็ดที่ 2 ช้า มีผลอะไรหรือไม่?


ไม่มีผลหากกินช้าไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่หากกินหลังจากนั้นแล้ว ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ของยาคุมฉุกเฉินจะน้อยลง หากเกิน 24 ชั่วโมง แต่ยังไม่เกิน 120 ชั่วโมง ให้ซื้อยาคุมฉุกเฉินมาใหม่อีกแผงหนึ่ง แล้วกิน 2 เม็ดภายในครั้งเดียว


chat with our pharmacist free



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์

นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ (GP)
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pills)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • การใช้ยาคุมฉุกเฉินไม่ควรใช้บ่อยๆ หรือใช้แทนการคุมกำเนิดระยะยาว เพราะจะทำให้เป็นอันตราย จากโรคต่างๆ มากมาย เช่น โรคมะเร็งทางนารีเวช รวมถึงยังลดประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์อีกด้วย

  • การกินยาคุมฉุกเฉินต้องกินเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน เม็ดที่ 2 หลักจากกินเม็ดแรกไปแล้ว 12 ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์

  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ไมเกรนชนิดมีอาการเตือน ไม่ควรทานยาคุมฉุกเฉิน เพราะจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น



Table of Contents
การคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?
ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?
ยาคุมฉุกเฉินมีกี่ประเภท?
ข้อควรรู้ในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน
ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาคุมฉุกเฉิ
ข้อห้ามในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาคุมฉุกเฉิน




การคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?


การคุมกำเนิดฉุกเฉิน คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้นภายหลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน หรือ ล้มเหลวในการป้องกัน เช่น ถุงยางอนามัยหลุด การไม่ได้รับประทานยาคุมกำเนิด ลืมกินยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด หรือยาฝังคุมกำเนิดหลุด รวมไปถึงการถูกข่มขืน


ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินคืออะไร?


ยาคุมฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pills, Morning-after Pills และ Post-coital Contraceptives) คือยาคุมกำเนิดที่ใช้ป้องกันการตั้งครรภ์หลังการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดหรือไม่พึงประสงค์ ไปจนถึงการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการคุมกำเนิด


ยาคุมฉุกเฉินมีกี่ประเภท?


ยาคุมฉุกเฉิน

การกินยาคุมฉุกเฉิน คือ การรับประทานฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่สูงมาก โดยยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินจะยับยั้งหรือทำให้การตกไข่ในร่างกายเลื่อนออกไป ซึ่งในปัจจุบันมียาคุมฉุกเฉินทั้งหมด 3 ชนิด โดย 2 ชนิดแรกนั้น เป็นยาคุมฉุกเฉินที่ใช้ฮอร์โมนในการคุมกำเนิด ในขณะที่ยาคุมฉุกเฉินชนิดที่ 3 นั้น เป็นการใช้ตัวยาในการยับยั้งการตกไข่และฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งยาคุมแต่ละชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกันต่อไปนี้


1. ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนรวม (Combined Estrogen-Progestin)


ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนรวม หรือ เรียกว่า Yupze Regimen เป็นยาที่ได้รับการคิดค้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 โดยใช้กลไกในการเพิ่มระดับฮอร์โมนให้สูงขึ้นในร่างกาย ซึ่งประกอบไปด้วยสองฮอร์โมนหลัก ได้แก่ estrogen และ progesterone ในการที่จะยับยั้ง หรือ เลื่อนเวลาของการตกไข่เยื่อบุโพรงมดลูกให้ไม่เหมาะสมกับการฝังตัว และยังมีผลต่อการทำงานของรังไข่ด้วย


โดยการรับประทานยาจะมีส่วนประกอบของ ethinyl estradiol 100 มคก. และ levonogestrel 1 มก. โดยกินหลังการมีเพศสัมพันธ์โดยทันที หรือภายใน 72 ชั่วโมง และ รับประทานซ้ำอีกครั้ง 2 เม็ด จำนวน 2 ครั้งห่างกัน 12 ชั่วโมง


2. ยาคุมฉุกเฉินชนิดฮอร์โมนเดียวโพรเจสติน (Progestin Only)


ยาคุมฉุกเฉินที่ใช้การทำงานของฮอร์โมนตัวเดียว คือ โพรเจสโตเจน ตัวยาที่นิยมใช้ในยาคุมฉุกเฉินก็คือ Levonorgestrel ซึ่งเป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ในกลุ่มของโพรเจสตินที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่ โดยยาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนเดียวนั้น สามารถรับประทานทีเดียว 1 โดส (Dose) โดสละ 1.5 mg หรือจะรับประทานแยกแบ่งเป็น 2 โดส โดสละ 0.75 mg ห่างกัน 12 ชั่วโมง และจะต้องรับประทานโดสแรกภายใน 72 ชั่วโมง ก็มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเช่นเดียวกัน รวมถึงผลข้างเคียงที่ได้รับก็ไม่ต่างกัน


ยาคุมฉุกเฉินประเภทนี้ได้รับการยืนยันจาก US FDA และ WHO ว่าใช้ได้ผลดีถึงแม้จะรับประทานหลังมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว 3-5 วัน โดยไม่มีผลกระทบที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จะมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน เพียงแค่ 24% น้อยกว่ายาคุมฉุกเฉินแบบฮอร์โมนรวมอย่างเห็นได้ชัด


3. ยาคุมฉุกเฉินชนิด Selective Progesterone Modulator


ยาคุมฉุกเฉินประเภทนี้ จะมีหลักการโดยการใช้สารต้าน progesterone ไปแย่งจับกับตัวรับปฏิกิริยา ทำให้ progesterone ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ ทำให้มดลุกไม่สามารถที่จะมีสภาพในการฝังตัวอ่อนได้ ซึ่งการที่ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ulipristal และ mifeprisone (RU486) โดยกลุ่มยานี้จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มยาสองชนิดแรก มักพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน


โดยการใช้ ulipristal รับประทานครั้งเดียว 30 มก. ภายใน 120 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และในส่วนของ mifepristone การรับประทานครั้งเดียว 600 มก. ภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์


buy drugs online via Raksa App

ข้อควรรู้ในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน


  1. ยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถใช้ในการทำแท้งได้ เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินมีกลไกในการยับยั้งการตกไข่ และป้องกันการฝังตัวของไข่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นหากมีไข่ที่ผสมกับอสุจิและฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูกเรียบร้อยแล้ว ยาคุมฉุกเฉินจะไม่สามารถเข้าไปทำลาย หรือยุติการตั้งครรภ์ดังกล่าวได้

  2. ยาคุมฉุกเฉินมีผลข้างเคียงสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นอาการหลังกินยาคุมฉุกเฉิน ไปจนถึงผลข้างเคียงระยะยาว ซึ่งระยะแรกอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ในระยะยาวหากมีการกินยาคุมฉุกเฉินอยู่บ่อยครั้ง อาจส่งผลต่อการท้องนอกมดลูกได้ในอนาคต

  3. การกินยาคุมฉุกเฉินควรกินให้เร็วที่สุดหลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน และต้องกินยาเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมงและตามด้วยยาเม็ดที่สอง จะสามารถช่วยป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 75% แต่อย่างไรก็ตามหากทานภายใน 24 ชั่วโมงหลังการมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยเพิ่มการป้องกันการตั้งครรภ์ได้มากถึง 85%

  4. ยาคุมฉุกเฉิน ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้

  5. ยาคุมฉุกเฉินไม่เป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ครั้งใหม่ และไม่ส่งผลให้การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปช้าลง หรือมีโอกาสในการตั้งครรภ์น้อยลง

วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน


ยาคุมฉุกเฉินส่วนใหญ่ที่มีขายในประเทศไทยจะมี 2 เม็ดในหนึ่งกล่อง ซึ่งตัวยามีขนาดเม็ดละ 0.75 mg โดยสามารถกินยาคุมฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ดังนี้


  • กินยาคุมฉุกเฉินเม็ดแรกให้เร็วที่สุดหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือภายใน 72 ชั่วโมงแรก
  • กินยาคุมฉุกเฉินเม็ดที่สองหลังจากเม็ดแรกภายใน 12 ชั่วโมง

ทั้งนี้การกินยาคุมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดไม่ควรเกิน 3-5 วัน เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาคุมฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างเต็มที่


ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาคุมฉุกเฉิน


ผลข้างเคียงจากยาคุมฉุกเฉิน

การกินยาคุมฉุกเฉินเป็นการเพิ่มฮอร์โมนจำนวนมากเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจจะส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งผลข้างเคียงหลังจากการกินยาคุมฉุกเฉินจะมีอาการดังต่อไปนี้


  • อาการวิงเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง
  • ปวดท้อง
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • เสี่ยงตั้งครรภ์นอกมดลูก

หากมีอาการดังกล่าวอย่างรุนแรงควรพบแพทย์ทันที ทั้งนี้หากมีอาการอย่างอื่นนอกจากที่กล่าวข้างต้น แนะนำให้พบแพทย์ เพื่อปรึกษาหาสาเหตุต่อไป


ข้อห้ามในการใช้ยาคุมฉุกเฉิน


เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ค่อนข้างส่งผลกระทบต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้ ไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินโดยเด็ดขาด


  • ผู้ป่วยโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม
  • ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ เช่น ตับแข็ง โรคตับเฉียบพลัน ไปจนถึงมะเร็งตับ
  • ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคลิ่มเลือดอุดตัน
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีการทำงานของไตและหลอดเลือดผิดปกติ
  • ผู้ที่อายุมากกว่า 35 ปี และสูบบุหรี่จัด เป็นโรคไขมันในเลือดสูงและมีภาวะอ้วน
  • ผู้ที่เป็นไมเกรนชนิดที่มีอาการเตือน

หากผู้ที่มีอาการดังกล่าวกินยาคุมฉุกเฉินเข้าไป อาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง ดังนั้นหากมีความจำเป็นจะต้องป้องกันการตั้งครรภ์แบบฉุกเฉิน ควรปรึกษาแพทย์หรือใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ ติดต่อกันเพราะจะทำให้ร่างกายดื้อยา และลดโอกาสป้องกันการตั้งครรภ์ รวมถึงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมอีกด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาคุมฉุกเฉิน


1. ยาคุมฉุกเฉินราคาเท่าไหร่?


ยาคุมฉุกเฉินในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อที่วางขายในท้องตลาด โดยมีราคาตั้งแต่ 40 บาทขึ้นไป จนถึง 80 บาท ตามแต่ยี่ห้อที่เลือกใช้


2. ยาคุมฉุกเฉินรับประทาน 2 เม็ดพร้อมกันได้ไหม?


ยาคุมฉุกเฉินสามารถกินพร้อมกันสองเม็ด โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ต่างกับการกินทีละเม็ด แต่การกินสองเม็ดพร้อมกันอาจจะก่อให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียนมากกว่าการกินทีละเม็ด


3. กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยอันตรายหรือไม่?


การกินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ ทำให้เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์นอกมดลูก และนอกจากนั้น การกินยาคุมฉุกเฉินบ่อย ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์น้อยลง และประจำเดือนมาไม่ปกติ


4. กินยาคุมฉุกเฉินเม็ดที่ 2 ช้า มีผลอะไรหรือไม่?


ไม่มีผลหากกินช้าไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่หากกินหลังจากนั้นแล้ว ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ของยาคุมฉุกเฉินจะน้อยลง หากเกิน 24 ชั่วโมง แต่ยังไม่เกิน 120 ชั่วโมง ให้ซื้อยาคุมฉุกเฉินมาใหม่อีกแผงหนึ่ง แล้วกิน 2 เม็ดภายในครั้งเดียว


chat with our pharmacist free



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์

นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ (GP)
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล