MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคกระเพาะอาหาร (Dyspepsia)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของทางเดินอาหาร ทำให้จุกเสียด แน่น แสบท้อง อาหารไม่ย่อย โดยมีลักษณะเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุ

  • นอกจากโรคกระเพาะอาหารจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร การทานยาแก้ปวดบางตัวแล้ว ที่สำคัญยังเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียด อารมณ์แปรปรวน การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ การทานอาหารรสจัดเกินไป ทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา

  • แม้ว่าโรคกระเพาะอาหารจะไม่ใช่โรคประจำตัว แต่สามารถเป็นโรคเรื้อรังได้จะต้องรักษาเป็นเดือนหรือเป็นปีเพื่อให้หายจากโรค นอกจากนี้โรคกระเพาะอาหารยังสามารถทำให้อาเจียนเป็นเลือด อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori ในกระเพาะอาหารได้



Table of Contents
โรคกระเพาะอาหารคืออะไร?
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะอาหาร
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคกระเพาะอาหาร
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร
อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ
การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร


โรคกระเพาะอาหารคืออะไร?


โรคกระเพาะอาหารมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dyspepsia เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยกรดในกระเพาะเป็นตัวการที่ทำให้รู้สึกจุก เสียด แน่น และแสบท้อง กลางอก หรือใต้ลิ้นปี่ ส่งผลให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหารเกิดลักษณะความผิดปกติบริเวณกระเพาะอาหารที่แตกต่างกันไป เช่น
เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) มีแผลในกระเพาะอาหาร (Gastric Ulcer) หรือโรคกระเพาะอาหารทะลุ
(Gastric Perforation)


สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร


สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารมักเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง

โรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ที่ทำให้สูญเสียความสมดุลระหว่างกรดในกระเพาะอาหารกับเมือกที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร จนเกิดแผลหรือการอักเสบบวมแดงในกระเพาะอาหารขึ้นได้ ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นจากสาเหตุที่เป็นไปได้ 3 สาเหตุ ดังนี้


  • การใช้ชีวิตประจำวันที่เป็นโทษต่อสุขภาพ : ความเครียด ความกังวล อารมณ์แปรปรวน การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟเป็นประจำ รวมถึงการรับประทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา การรับประทานอาหารรสจัด การรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และการอดอาหาร ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากเกินไป

  • การรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป : โดยเฉพาะยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) และยาแก้อักเสบที่ใช้บรรเทาโรคกระดูกและข้อ ยาเหล่านี้จะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.pylori) : เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีชื่อเต็มว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) มักจะปะปนมากับกรดในกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ และอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้เลย

อาการของโรคกระเพาะอาหาร


ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร

ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารนั้น บ่งบอกอาการเจ็บป่วยทางระบบย่อยอาหารได้หลายอย่าง อาจจะแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้ สังเกตได้จากลักษณะการเกิดโรคกระเพาะอาหารที่แตกต่างกัน มาดูกันว่าโรคกระเพาะอาหารมีอาการอย่างไรบ้าง โดยจำแนกอาการด้วยสภาวะความผิดปกติของกระเพาะได้ดังนี้


กรดเกินในกระเพาะอาหารคืออะไร?


ภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารหลั่งมากเกินไป จนเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือมีแผลในกระเพาะอาหารได้ ลักษณะอาการของทั้งสองโรคมีความคล้ายคลึงกัน ผู้ป่วยจะมีอาการต่อไปนี้


  • แสบท้องเป็นๆ หายๆ ตรงใต้ลิ้นปี่ หรือปวดท้องคล้ายจะหิวข้าว
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมอัดอยู่ข้างในเหมือนอาหารไม่ย่อย
  • เรอเปรี้ยว
  • รู้สึกแน่นท้องตลอดเวลาแม้แต่ตอนกลางดึกก็ยังปวดท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเป็นหนักมากอาจจะอาเจียนเป็นเลือด
  • อุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอยเนื่องจากมีเลือดปนออกมา

กระเพาะอาหารทะลุ


เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากความรุนแรงของภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร ทำให้ผนังกระเพาะอาหารทะลุขาดเป็นรู ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ เมื่อเชื้อแบคทีเรีย กรดในกระเพาะ หรือเศษอาหารสัมผัสกับโพรงช่องท้องโดยตรง ผู้ป่วยกระเพาะอาหารทะลุจะมีอาการสาหัสกว่าผู้ที่เป็นกระเพาะอักเสบหรือมีแผลในกระเพาะอาหาร ดังนี้


  • ปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรง
  • เวลาสัมผัสบริเวณท้อง จะรู้สึกเจ็บปวด
  • ท้องบวมและแข็ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
  • หอบง่าย ใจเต้นเร็ว
  • ขับถ่าย ผายลมน้อยกว่าปกติ

อาการของโรคกระเพาะอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าผู้ป่วยยังชะล่าใจกับอาการเหล่านี้อยู่ ความรุนแรงจะทวีคูณจนพัฒนาเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรังถึงขั้นเสียชีวิตได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โรคกระเพาะอาหารมีลักษณะที่แตกต่างไปทั้งเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอักเสบ การทานยาจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์อาการจะหายไปเอง แต่ถ้าไม่หายหรืออาการรุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะติดเชื้อหรือกระเพาะทะลุ


consult doctor

การรักษาโรคกระเพาะอาหาร


การรักษาโรคกระเพาะอาหารมักทานยาเพื่อรักษาตามอาการ

แพทย์จะให้ยารักษาโรคกระเพาะอาหารชนิดไหนนั้น ต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยโรคเสียก่อน ถ้าตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร แพทย์มักจะแนะนำให้กินยาต่อเนื่องเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ยาเหล่านี้จะช่วยรักษาอาการให้ดีขึ้น ได้แก่


  • ยาเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพื่อลดช่องว่างที่เยื่อบุกระเพาะอาหารสัมผัสกับน้ำย่อยโดยตรง
  • ยายับยั้งตัวรับฮิสตามีนชนิดที่ 2 (H2RAs) เพื่อยับยั้งการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร
  • ยายับยั้งโปรตอนปั๊ม (PPIs) เพื่อยับยั้งการปั๊มกรดเข้าสู่กระเพาะอาหาร

นอกจากนี้ หากพบว่าผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 2 ชนิด ร่วมกับยาข้างต้นด้วยเพื่อกำจัดเชื้อโรคชนิดนี้ออกไป


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร


หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยแล้วพบว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร การจะพึ่งยาเพื่อรักษาโรคให้หายขาดเพียงอย่างเดียวก็คงไม่พอ ผู้ป่วยจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและลักษณะการดำเนินชีวิตใหม่ด้วย เพื่อช่วยฟื้นฟูกระเพาะอาหารให้กลับมาทำงานได้โดยปกติ ขอแบ่งออกเป็น ข้อควรปฏิบัติ (Do) และข้อไม่ควรปฏิบัติ (Don’t) ได้ดังนี้


Do


  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
  • รับประทานอาหารที่ทานง่ายและย่อยง่าย
  • รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้ง
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

Don’t


  • งดรับประทานอาหารรสจัด
  • งดชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม หรืออาหารที่ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • งดสูบบุหรี่
  • งดรับประทานอาหารที่มากเกินพอดีในแต่ละมื้อ
  • พยายามอย่าเครียดจนเกินไป อาจจะทำให้อาการกำเริบได้

อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อทำการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนและละเอียดมากขึ้นต่อไป


อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ


อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์

โภชนาการก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ช่วยรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น และไม่ไปกระตุ้นการหลั่งของกรดในกระเพาะ ฉะนั้นแล้วอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคกระเพาะอักเสบก็คงจะเป็นอาหารที่มีฤทธิ์ช่วยเคลือบกระเพาะ ดังนี้


ผลไม้สำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ


หมั่นรับประทานผลไม้ที่มีกากใยสูง ละลายน้ำได้ ประกอบด้วยใยอาหารประเภทเพคติน (Pectin) ซึ่งมีส่วนช่วยเคลือบกระเพาะอาหารให้สามารถทนต่อความเป็นกรดของน้ำย่อยได้ดีขึ้น รวมทั้งผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนสูง เพราะช่วยป้องกันเยื่อบุกระเพาะอักเสบและช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารได้ดี ยกตัวอย่างผลไม้เช่น


  • กล้วย
  • แอปเปิ้ล
  • มะละกอ
  • แคนตาลูป

อาหารย่อยง่ายสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ


เพื่อให้กระเพาะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทำให้กระเพาะต้องหลั่งน้ำย่อยออกมาเยอะ อาหารย่อยง่ายจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร เช่น


  • เนื้อปลา
  • เนื้อไก่
  • เนื้อกุ้ง
  • ข้าวต้มโจ๊ก
  • อาหารบด

โรคกระเพาะห้ามกินอะไรบ้าง?


โรคกระเพาะ ห้ามกินอาหารหมักดอง น้ำอัดลม และอื่นๆ ที่จะเพิ่มแก๊สในท้อง

ผู้ป่วยโรคกระเพาะต้องหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้ ซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองรุนแรง แทนที่จะยับยั้งกลับไปช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากกว่าเดิม และยังทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักมากขึ้นอีกด้วย มิฉะนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกทรมานกับอาการของโรคที่ทวีความรุนแรง แถมยังหายจากโรคกระเพาะอาหารได้ช้า


  • อาหารรสจัด
  • ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
  • น้ำอัดลม
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาหารไขมันสูง และของทอด
  • ของหมักดอง
  • ผลิตภัณฑ์จากถั่ว
  • ผักดิบ
  • ผลไม้รสเปรี้ยว
  • เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ

การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร


การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ทั้งชนิดกระเพาะอาหารอักเสบและมีแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ H.pylori อีกด้วย


  • รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยและดื่มน้ำที่สะอาด เพื่อลดการติดเชื้อ H.pylori ในกระเพาะอาหาร
  • มีวินัยในการรับประทานอาหารอยู่เสมอ นั่นคือการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และไม่อดอาหาร เพื่อรักษาสมดุลของระบบย่อยอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ รวมถึงอาหารรสจัด
  • ไม่ควรรับประทานยาจำพวกแอสไพรินหรือแก้ปวดข้อและกระดูกทุกชนิดโดยไม่จำเป็น
  • หากเกิดความเครียด ความกังวล หรือมีอารมณ์แปรปรวน ให้หากิจกรรมคลายเครียดทำ เช่น ออกกำลังกาย เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร


1. กระเพาะอาหารอักเสบกี่วันถึงจะหาย?


ขึ้นอยู่กับว่าเป็นกระเพาะอาหารอักเสบชนิดไหน หากเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบระยะสั้น จะมีอาการปวดท้อง แน่นเสียดบริเวณใต้ล้นปี่ประมาณไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย แต่ถ้าพบว่าเป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง อาจใช้เวลารักษานานเป็นเดือน บางกรณีอาจมีอาการเป็นปีก็ได้


2. โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคประจำตัวไหม?


ความจริงแล้วโรคกระเพาะอาหารเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และก็สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นเดียวกัน การที่หลายคนเข้าใจว่าโรคกระเพาะอาหารเป็นโรคประจำตัว เนื่องจากเข้ารับการรักษาแล้วไม่หายสักที อาจจะละเลยพฤติกรรมการรับประทานอาหารบางอย่างที่ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะมาตลอดจนพัฒนากลายเป็นเรื้อรังโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
โรคประจำตัว = โรคที่ติดตัวมาตลอดและไม่มีวันรักษาให้หายขาดได้
โรคกระเพาะอาหาร = รักษาให้หายขาดได้
ฉะนั้นแล้ว โรคกระเพาะอาหารไม่ใช่โรคประจำตัว


3. เป็นโรคกระเพาะแล้วอาเจียนเป็นเลือด มีสาเหตุมาจากอะไร?


สันนิษฐานได้ว่าผู้ป่วยอาจจะเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบขั้นรุนแรง แล้วก็กลายเป็นแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหารในที่สุด หรือมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori ในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารลดะทำให้มีเลือดออกจนอาเจียนเป็นเลือดได้


4. เป็นโรคกระเพาะอาหารแล้ว ควรกินยาอะไรดี?


หลังจากที่ผู้ป่วยพบว่าเป็นโรคกระเพาะแล้ว ผู้ป่วยจะต้องกินยาเหล่านี้ เพื่อบรรเทาอาการจากแผลในกระเพาะอาหารหรือการอักเสบ 2 ส่วนด้วยกัน


  1. ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร จะมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ยายับยั้งตัวตั้งฮิสตามีนชนิดที่ 2
  2. ยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เช่น ยายับยั้งโปรตอนปั๊ม

เพื่อให้การรักษาโรคกระเพาะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรรับประทานยาเคลือบกระเพาะควบคู่ไปกับตัวยาที่กล่าวมา เพราะยาตัวนี้จะช่วยลดพื้นที่ของเยื่อบุที่สัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหารโดยตรง ส่งผลให้ลดการอักเสบหรือการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ดี


5.โรคกระเพาะอาหารมักจะปวดตรงไหน?


โรคกระเพาะอาหารเกิดจากความผิดปกติตรงบริเวณกระเพาะอาหาร อาจจะลามไปถึงลำไส้เล็กส่วนต้นก็ได้ เวลาที่ผู้ป่วยมีอาการ จะรู้สึกปวดท้องบริเวณเดียวกันกับกระเพาะอาหาร ซึ่งก็คือตำแหน่งใต้ลิ้นปี่ที่อยู่ตรงกลางอก




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคกระเพาะอาหาร (Dyspepsia)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของทางเดินอาหาร ทำให้จุกเสียด แน่น แสบท้อง อาหารไม่ย่อย โดยมีลักษณะเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุ

  • นอกจากโรคกระเพาะอาหารจะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร การทานยาแก้ปวดบางตัวแล้ว ที่สำคัญยังเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียด อารมณ์แปรปรวน การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ การทานอาหารรสจัดเกินไป ทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา

  • แม้ว่าโรคกระเพาะอาหารจะไม่ใช่โรคประจำตัว แต่สามารถเป็นโรคเรื้อรังได้จะต้องรักษาเป็นเดือนหรือเป็นปีเพื่อให้หายจากโรค นอกจากนี้โรคกระเพาะอาหารยังสามารถทำให้อาเจียนเป็นเลือด อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori ในกระเพาะอาหารได้



Table of Contents
โรคกระเพาะอาหารคืออะไร?
สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร
อาการของโรคกระเพาะอาหาร
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคกระเพาะอาหาร
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร
อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ
การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร


โรคกระเพาะอาหารคืออะไร?


โรคกระเพาะอาหารมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Dyspepsia เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย เกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยกรดในกระเพาะเป็นตัวการที่ทำให้รู้สึกจุก เสียด แน่น และแสบท้อง กลางอก หรือใต้ลิ้นปี่ ส่งผลให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะอาหารเกิดลักษณะความผิดปกติบริเวณกระเพาะอาหารที่แตกต่างกันไป เช่น
เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) มีแผลในกระเพาะอาหาร (Gastric Ulcer) หรือโรคกระเพาะอาหารทะลุ
(Gastric Perforation)


สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร


สาเหตุของโรคกระเพาะอาหารมักเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง

โรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ที่ทำให้สูญเสียความสมดุลระหว่างกรดในกระเพาะอาหารกับเมือกที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร จนเกิดแผลหรือการอักเสบบวมแดงในกระเพาะอาหารขึ้นได้ ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นจากสาเหตุที่เป็นไปได้ 3 สาเหตุ ดังนี้


  • การใช้ชีวิตประจำวันที่เป็นโทษต่อสุขภาพ : ความเครียด ความกังวล อารมณ์แปรปรวน การสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟเป็นประจำ รวมถึงการรับประทานอาหารไม่ตรงต่อเวลา การรับประทานอาหารรสจัด การรับประทานอาหารในปริมาณที่มากเกินไป และการอดอาหาร ปัจจัยเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากเกินไป

  • การรับประทานยาแก้ปวดมากเกินไป : โดยเฉพาะยาแก้ปวดจำพวกแอสไพริน (Aspirin) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) นาพรอกเซน (Naproxen) และยาแก้อักเสบที่ใช้บรรเทาโรคกระดูกและข้อ ยาเหล่านี้จะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร อาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบได้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H.pylori) : เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีชื่อเต็มว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) มักจะปะปนมากับกรดในกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ และอาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารได้เลย

อาการของโรคกระเพาะอาหาร


ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร

ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารนั้น บ่งบอกอาการเจ็บป่วยทางระบบย่อยอาหารได้หลายอย่าง อาจจะแสดงอาการหรือไม่แสดงอาการก็ได้ สังเกตได้จากลักษณะการเกิดโรคกระเพาะอาหารที่แตกต่างกัน มาดูกันว่าโรคกระเพาะอาหารมีอาการอย่างไรบ้าง โดยจำแนกอาการด้วยสภาวะความผิดปกติของกระเพาะได้ดังนี้


กรดเกินในกระเพาะอาหารคืออะไร?


ภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารหลั่งมากเกินไป จนเยื่อบุกระเพาะอาหารถูกทำลาย อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือมีแผลในกระเพาะอาหารได้ ลักษณะอาการของทั้งสองโรคมีความคล้ายคลึงกัน ผู้ป่วยจะมีอาการต่อไปนี้


  • แสบท้องเป็นๆ หายๆ ตรงใต้ลิ้นปี่ หรือปวดท้องคล้ายจะหิวข้าว
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมอัดอยู่ข้างในเหมือนอาหารไม่ย่อย
  • เรอเปรี้ยว
  • รู้สึกแน่นท้องตลอดเวลาแม้แต่ตอนกลางดึกก็ยังปวดท้อง
  • คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเป็นหนักมากอาจจะอาเจียนเป็นเลือด
  • อุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอยเนื่องจากมีเลือดปนออกมา

กระเพาะอาหารทะลุ


เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากความรุนแรงของภาวะกรดเกินในกระเพาะอาหาร ทำให้ผนังกระเพาะอาหารทะลุขาดเป็นรู ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ เมื่อเชื้อแบคทีเรีย กรดในกระเพาะ หรือเศษอาหารสัมผัสกับโพรงช่องท้องโดยตรง ผู้ป่วยกระเพาะอาหารทะลุจะมีอาการสาหัสกว่าผู้ที่เป็นกระเพาะอักเสบหรือมีแผลในกระเพาะอาหาร ดังนี้


  • ปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรง
  • เวลาสัมผัสบริเวณท้อง จะรู้สึกเจ็บปวด
  • ท้องบวมและแข็ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
  • หอบง่าย ใจเต้นเร็ว
  • ขับถ่าย ผายลมน้อยกว่าปกติ

อาการของโรคกระเพาะอาหารที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ถ้าผู้ป่วยยังชะล่าใจกับอาการเหล่านี้อยู่ ความรุนแรงจะทวีคูณจนพัฒนาเป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรังถึงขั้นเสียชีวิตได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โรคกระเพาะอาหารมีลักษณะที่แตกต่างไปทั้งเป็นแผลในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอักเสบ การทานยาจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์อาการจะหายไปเอง แต่ถ้าไม่หายหรืออาการรุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะติดเชื้อหรือกระเพาะทะลุ


consult doctor

การรักษาโรคกระเพาะอาหาร


การรักษาโรคกระเพาะอาหารมักทานยาเพื่อรักษาตามอาการ

แพทย์จะให้ยารักษาโรคกระเพาะอาหารชนิดไหนนั้น ต้องผ่านการตรวจวินิจฉัยโรคเสียก่อน ถ้าตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือมีแผลที่เยื่อบุกระเพาะอาหาร แพทย์มักจะแนะนำให้กินยาต่อเนื่องเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ยาเหล่านี้จะช่วยรักษาอาการให้ดีขึ้น ได้แก่


  • ยาเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหาร เพื่อลดช่องว่างที่เยื่อบุกระเพาะอาหารสัมผัสกับน้ำย่อยโดยตรง
  • ยายับยั้งตัวรับฮิสตามีนชนิดที่ 2 (H2RAs) เพื่อยับยั้งการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร
  • ยายับยั้งโปรตอนปั๊ม (PPIs) เพื่อยับยั้งการปั๊มกรดเข้าสู่กระเพาะอาหาร

นอกจากนี้ หากพบว่าผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 2 ชนิด ร่วมกับยาข้างต้นด้วยเพื่อกำจัดเชื้อโรคชนิดนี้ออกไป


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหาร


หลังจากที่แพทย์วินิจฉัยแล้วพบว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร การจะพึ่งยาเพื่อรักษาโรคให้หายขาดเพียงอย่างเดียวก็คงไม่พอ ผู้ป่วยจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและลักษณะการดำเนินชีวิตใหม่ด้วย เพื่อช่วยฟื้นฟูกระเพาะอาหารให้กลับมาทำงานได้โดยปกติ ขอแบ่งออกเป็น ข้อควรปฏิบัติ (Do) และข้อไม่ควรปฏิบัติ (Don’t) ได้ดังนี้


Do


  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
  • รับประทานอาหารที่ทานง่ายและย่อยง่าย
  • รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนทุกครั้ง
  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

Don’t


  • งดรับประทานอาหารรสจัด
  • งดชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม หรืออาหารที่ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • งดสูบบุหรี่
  • งดรับประทานอาหารที่มากเกินพอดีในแต่ละมื้อ
  • พยายามอย่าเครียดจนเกินไป อาจจะทำให้อาการกำเริบได้

อย่างไรก็ตามถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามนี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อทำการวินิจฉัยโรคที่แน่นอนและละเอียดมากขึ้นต่อไป


อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบ


อาหารรักษาโรคกระเพาะอักเสบควรเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์

โภชนาการก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ช่วยรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น และไม่ไปกระตุ้นการหลั่งของกรดในกระเพาะ ฉะนั้นแล้วอาหารที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคกระเพาะอักเสบก็คงจะเป็นอาหารที่มีฤทธิ์ช่วยเคลือบกระเพาะ ดังนี้


ผลไม้สำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ


หมั่นรับประทานผลไม้ที่มีกากใยสูง ละลายน้ำได้ ประกอบด้วยใยอาหารประเภทเพคติน (Pectin) ซึ่งมีส่วนช่วยเคลือบกระเพาะอาหารให้สามารถทนต่อความเป็นกรดของน้ำย่อยได้ดีขึ้น รวมทั้งผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนสูง เพราะช่วยป้องกันเยื่อบุกระเพาะอักเสบและช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารได้ดี ยกตัวอย่างผลไม้เช่น


  • กล้วย
  • แอปเปิ้ล
  • มะละกอ
  • แคนตาลูป

อาหารย่อยง่ายสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ


เพื่อให้กระเพาะย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทำให้กระเพาะต้องหลั่งน้ำย่อยออกมาเยอะ อาหารย่อยง่ายจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร เช่น


  • เนื้อปลา
  • เนื้อไก่
  • เนื้อกุ้ง
  • ข้าวต้มโจ๊ก
  • อาหารบด

โรคกระเพาะห้ามกินอะไรบ้าง?


โรคกระเพาะ ห้ามกินอาหารหมักดอง น้ำอัดลม และอื่นๆ ที่จะเพิ่มแก๊สในท้อง

ผู้ป่วยโรคกระเพาะต้องหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกนี้ ซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคืองรุนแรง แทนที่จะยับยั้งกลับไปช่วยกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากกว่าเดิม และยังทำให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักมากขึ้นอีกด้วย มิฉะนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกทรมานกับอาการของโรคที่ทวีความรุนแรง แถมยังหายจากโรคกระเพาะอาหารได้ช้า


  • อาหารรสจัด
  • ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
  • น้ำอัดลม
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาหารไขมันสูง และของทอด
  • ของหมักดอง
  • ผลิตภัณฑ์จากถั่ว
  • ผักดิบ
  • ผลไม้รสเปรี้ยว
  • เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ

การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร


การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

สำหรับผู้ที่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีแนวทางปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ทั้งชนิดกระเพาะอาหารอักเสบและมีแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ H.pylori อีกด้วย


  • รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยและดื่มน้ำที่สะอาด เพื่อลดการติดเชื้อ H.pylori ในกระเพาะอาหาร
  • มีวินัยในการรับประทานอาหารอยู่เสมอ นั่นคือการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา และไม่อดอาหาร เพื่อรักษาสมดุลของระบบย่อยอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ รวมถึงอาหารรสจัด
  • ไม่ควรรับประทานยาจำพวกแอสไพรินหรือแก้ปวดข้อและกระดูกทุกชนิดโดยไม่จำเป็น
  • หากเกิดความเครียด ความกังวล หรือมีอารมณ์แปรปรวน ให้หากิจกรรมคลายเครียดทำ เช่น ออกกำลังกาย เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร


1. กระเพาะอาหารอักเสบกี่วันถึงจะหาย?


ขึ้นอยู่กับว่าเป็นกระเพาะอาหารอักเสบชนิดไหน หากเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบระยะสั้น จะมีอาการปวดท้อง แน่นเสียดบริเวณใต้ล้นปี่ประมาณไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย แต่ถ้าพบว่าเป็นโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง อาจใช้เวลารักษานานเป็นเดือน บางกรณีอาจมีอาการเป็นปีก็ได้


2. โรคกระเพาะอาหารเป็นโรคประจำตัวไหม?


ความจริงแล้วโรคกระเพาะอาหารเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และก็สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นเดียวกัน การที่หลายคนเข้าใจว่าโรคกระเพาะอาหารเป็นโรคประจำตัว เนื่องจากเข้ารับการรักษาแล้วไม่หายสักที อาจจะละเลยพฤติกรรมการรับประทานอาหารบางอย่างที่ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะมาตลอดจนพัฒนากลายเป็นเรื้อรังโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
โรคประจำตัว = โรคที่ติดตัวมาตลอดและไม่มีวันรักษาให้หายขาดได้
โรคกระเพาะอาหาร = รักษาให้หายขาดได้
ฉะนั้นแล้ว โรคกระเพาะอาหารไม่ใช่โรคประจำตัว


3. เป็นโรคกระเพาะแล้วอาเจียนเป็นเลือด มีสาเหตุมาจากอะไร?


สันนิษฐานได้ว่าผู้ป่วยอาจจะเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบขั้นรุนแรง แล้วก็กลายเป็นแผลในเยื่อบุกระเพาะอาหารในที่สุด หรือมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H.pylori ในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารลดะทำให้มีเลือดออกจนอาเจียนเป็นเลือดได้


4. เป็นโรคกระเพาะอาหารแล้ว ควรกินยาอะไรดี?


หลังจากที่ผู้ป่วยพบว่าเป็นโรคกระเพาะแล้ว ผู้ป่วยจะต้องกินยาเหล่านี้ เพื่อบรรเทาอาการจากแผลในกระเพาะอาหารหรือการอักเสบ 2 ส่วนด้วยกัน


  1. ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร จะมีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร เช่น ยายับยั้งตัวตั้งฮิสตามีนชนิดที่ 2
  2. ยากระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เช่น ยายับยั้งโปรตอนปั๊ม

เพื่อให้การรักษาโรคกระเพาะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรรับประทานยาเคลือบกระเพาะควบคู่ไปกับตัวยาที่กล่าวมา เพราะยาตัวนี้จะช่วยลดพื้นที่ของเยื่อบุที่สัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหารโดยตรง ส่งผลให้ลดการอักเสบหรือการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ดี


5.โรคกระเพาะอาหารมักจะปวดตรงไหน?


โรคกระเพาะอาหารเกิดจากความผิดปกติตรงบริเวณกระเพาะอาหาร อาจจะลามไปถึงลำไส้เล็กส่วนต้นก็ได้ เวลาที่ผู้ป่วยมีอาการ จะรู้สึกปวดท้องบริเวณเดียวกันกับกระเพาะอาหาร ซึ่งก็คือตำแหน่งใต้ลิ้นปี่ที่อยู่ตรงกลางอก




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล