MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคซึมเศร้า (Depression)

KEY POINTS:


  • คนไทยเป็นโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน แต่ได้รับการรักษาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งโรคซึมเศร้าสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกเศร้า คิดในแง่ลบ วิตกกังวล อยากร้องไห้ นอนหลับยาก หรือนอนมากเกินไป ร้ายแรงสุดถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายได้

  • โรคซึมเศร้าสามารถเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม สารเคมีในสมองไม่สมดุล สถาพแวดล้อม หรือเจอกับเหตุการณ์สะเทือนจิตใจ อย่างการหย่าร้าง ตกงาน พ่อแม่แยกทางกัน รวมไปถึงนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนคิดลบ มองโลกในแง่ร้าย ก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน

  • ความเศร้าที่เผชิญไม่ใช่โรคซึมเศร้าเสมอไป อาจเป็นอารมณ์เศร้าหรือภาวะซึมเศร้า แต่หากเป็นโรคซึมเศร้า จะสังเกตเห็นความเศร้าอย่างชัดเจน และเป็นซ้ำๆ วนๆ อยู่นานหลายสัปดาห์ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง มีปัญหาเรื่องการกิน การนอน ไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบ



Table of Contents
โรคซึมเศร้าคืออะไร?
ประเภทของโรคซึมเศร้า
สาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า
อาการของโรคซึมเศร้า
ความเศร้าที่เป็นอยู่ คือ อารมณ์เศร้า ภาวะซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้า?
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้า
ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า
วิธีให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
การป้องกันโรคซึมเศร้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า


โรคซึมเศร้าคืออะไร?


โรคซึมเศร้า หรือโรคประสาทซึมเศร้า มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Depression เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ที่ส่งผลกระทบได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกเศร้า วิตกกังวล ไม่มีความสุข อยากร้องไห้ นอนหลับยาก และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง จนส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ทั้งการเรียนและการทำงาน


โดยมีคนไทยเป็นโรคซึมเศร้ากว่า 1.5 ล้านคน แต่เข้ารับการรักษาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งจะมีอาการและระยะเวลาที่แตกต่างกัน


ประเภทของโรคซึมเศร้า


ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชัน (Major Depression)


เป็นโรคซึมเศร้าประเภทหนึ่งที่จะมีอาการต่างๆ ของโรคเกิดขึ้นบ่อยครั้งใน 1 วัน และติดต่อกันหลายวัน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้า อยากร้องไห้ หรือหงุดหงิดง่าย ส่งผลกระทบเรื่องการกินอาหาร การนอน และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น


โรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย (Dysthymia Depression)


สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย จะมีอาการซึมเศร้าแบบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ติดต่อกันประมาณ 2-5 ปี มีอาการเบื่อ เศร้า แต่จะไม่รุนแรงเท่าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชัน และผู้ป่วยยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตได้


โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออร์เดอร์ (Bipolar disorder)


ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีอารมณ์เศร้า เบื่อหน่ายชีวิต (ระยะซึมเศร้า) สลับกับมีอาการคึกคัก และหงุดหงิด (ระยะแมเนีย) เรียกอีกอย่างว่าโรคอารมณ์สองขั้วหรือ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)


โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postnatal Depression)


โรคซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Baby Blues มักเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหรือจนกว่าลูกจะเริ่มโต และมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่คนในครอบครัวมีประวัติป่วยทางจิตมากกว่าคุณแม่กลุ่มอื่น เกิดจากกิจวัตรประจำวันและสภาพแวดล้อมของคุณแม่ที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค


ผู้สูงอายุป่วยโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-Life Depression)


เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดกับผู้สูงวัยที่มีอายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป พบได้ 10-20% และมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการของโรคมีตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้นมีอาการจิตหลอนและฆ่าตัวตายได้ เกิดจากสารสื่อประสาท สภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ


โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล ( Seasonal Affective Disorder: SAD)


ในประเทศที่มีฤดูหนาวทำให้ระยะเวลาของกลางวันสั้นกว่ากลางคืน เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดความเศร้า ความเบื่อหน่าย สิ้นหวัง และนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนมาถึงอาการของผู้ป่วยก็จะค่อยๆ ดีขึ้น


สาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า


มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใดอย่างชัดเจนในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งสาเหตุที่เป็นไปได้ก็คือ


  • สารเคมีในสมอง: โรคซึมเศร้าเกิดจากการขาดสมดุลของสารเคมีในสมอง ซึ่งประกอบด้วย 3 ชนิด คือ ซีโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine)

  • กรรมพันธุ์: โรคซึมเศร้าสามารถเกิดจากการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม หากครอบครัวไหนที่มีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คนในครอบครัวก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน เช่น ฝาแฝดที่คนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า อีกคนจะมีโอกาสเป็นถึง 60 – 80% หรือหากพ่อแม่พี่น้องแท้ๆ เป็น เราก็มีโอกาสเป็นได้ 20% แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากยีนส่วนไหนที่ส่งผลให้เกิดโรค

  • นิสัยส่วนตัว: ผู้ที่มีความไม่มั่นใจหรือคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า (Low Self-esteem) รวมถึงมองโลกในแง่ลบ คิดในแง่ร้าย มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า

  • สภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์: คนที่เคยเจอเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การหย่าร้าง การแยกจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก การถูกทำร้าย หรือการตกงาน รวมถึงแรงกดดันอื่นๆ มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า

นอกจากสาเหตุหลักๆ 4 อย่างนี้ ยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น เกิดจากภาวะหลังคลอด ภาวะก่อนมีประจำเดือน รวมถึงความเครียด แอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด การเป็นโรคบางอย่างและการกินยาบางตัว ทั้งหมดนี้สามารถส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้


อาการของโรคซึมเศร้า


ผู้ป่วยซึมเศร้าจะรู้สึกอยากร้องไห้

ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีอาการที่บ่งบอกหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงอาการที่คล้ายกับโรคจิตเวชอื่นๆ บางอาการก็เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เป็นภาวะซึมเศร้าที่สามารถหายได้เอง มาดูกันว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการอย่างไร และเงื่อนไขของอาการต่างๆ มีอะไรบ้าง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ข้อ


  • รู้สึกเศร้า อยากร้องไห้ เคว้งคว้าง หรือไร้ความหวัง อาการเกิดขึ้นบ่อยๆ ใน 1 วัน
  • รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจ หรือโกรธกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
  • รู้สึกขาดความสนใจ ไม่อยากทำหรือไม่สนุกกับกิจกรรมที่ชอบ หรือกิจวัตรปกติที่เคยทำ
  • มีอาการเบื่ออาหาร หรือต้องการทานอาหารมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มและลดลงจากปกติ
  • รู้สึกนอนหลับยาก นอนน้อย หรืออยากนอนมากกว่าปกติ
  • รู้สึกร้อนรน วิตกกังวล และกระสับกระส่าย
  • รู้สึกเหนื่อยล้า หรือไม่มีพลังทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • รู้สึกไร้ค่าและรู้สึกผิดกับตัวเองหรือสิ่งที่ทำ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน
  • ความสามารถในการจดจ่อ การคิด การตัดสินใจ และความจำลดลง
  • คิดอยากทำร้ายร่างกายตัวเอง หรืออาจรุนแรงถึงขั้นคิดฆ่าตัวเอง

ซึ่งอาการเหล่านี้จะแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน และปรากฏในชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรม การเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงรู้สึกผิดหวัง เศร้า หรือไม่มีความสุขโดยไม่ทราบสาเหตุ


นอกจากนี้ยังมีอาการที่แสดงออกทางร่างกายอื่นๆ อีก เช่น เคลื่อนไหวหรือพูดช้าลง ท้องผูก เจ็บหรือปวดตามร่างกายแบบไม่ทราบสาเหตุ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย แรงขับทางเพศ (Labido) ลดลง ประจำเดือนมาไม่ปกติ


ความเศร้าที่เป็นอยู่ คือ อารมณ์เศร้า ภาวะซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้า?


  • อารมณ์เศร้า เป็นสภาวะอารมณ์ที่เป็นหนึ่งในอาการของภาวะเศร้าและโรคซึมเศร้า เช่น หดหู่ ไม่เบิกบานใจ หม่นหมอง ฯลฯ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเศร้าในช่วงเช้า และค่อยๆ ดีขึ้นตอนเย็น จนหายไปเอง

  • ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะที่มีอาการเศร้า เสียใจ รู้สึกว่างเปล่าเป็นเวลานานติดต่อกัน แม้จะได้รับคำปลอบใจหรือพูดคุยกับผู้อื่นก็ไม่รู้สึกดีขึ้น อาจเกิดจากการเผชิญการสูญเสีย หรือความรุนแรงทางร่างกาย

  • โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่มีอาการเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เป็นซ้ำๆ วนๆ นานหลายสัปดาห์ ไม่มีแรงกายแรงใจในการทำงาน เรียน หรือเข้าสังคม และเกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อย่างการนอนหลับยาก หรือนอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อรู้สึกเศร้า หดหู่ ไม่มีความสุขเหมือนเคย ไร้เป้าหมาย มีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหรือการทำจิตบำบัดเพื่อให้อาการดีขึ้น


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า


จิตแพทย์จะซักถามประวัติก่อนการรักษา

  • แพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงจากปกติอย่างไร โดยไล่ตามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงปัจจุบัน ยิ่งรู้รายละเอียดมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น สามารถแยกว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือเป็นโรคจิตเวชอื่นๆ
  • แพทย์จะซักถามประวัติการป่วย โรคประจำตัว และประวัติการใช้ยารักษาโรค เพราะมีโรคและยาบางตัว ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน
  • สอบถามประวัติการป่วยของญาติที่สืบสายเลือดเดียวกัน เพราะอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • แพทย์อาจส่งไปตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าความเจ็บป่วยทางร่างกายบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
  • อาจมีการสอบถามจากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อหาอาการที่บ่งชี้ถึงโรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้า


โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่สามารถรักษาได้ โดยผู้ป่วยประมาณ 80-90% ที่ตอบสนองต่อการรักษาโดยจิตแพทย์ และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษา หลังจากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีอาการโรคซึมเศร้า จะมีวิธีรักษาตามความรุนแรงของโรค ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์


การทำจิตบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยซึมเศร้า

การทำจิตบำบัด


เป็นการพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหา ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นหรือปรับทัศนคติและวิธีคิดของผู้ป่วยเอง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีที่เรียกว่า Cognitive behavioral therapy (CBT) เป็นการบำบัดที่เน้นให้ผู้ป่วยเข้าใจในปัญหาและความคิดแง่ลบที่เกิดขึ้น ก่อนจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเหล่านั้นให้เป็นไปในแง่บวกมากยิ่งขึ้น


การทานยา


ยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ


  1. SSRI เป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล กลไกหลักคือการยับยั้งการดูดซึมกลับของเซโรโทนิน
  2. TCA เป็นกลุ่มยาที่ได้รับความนิยม ช่วยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทหลายชนิด
  3. NDRI เป็นอีกกลุ่มยาที่ใช้กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับรุนแรง

*ยาแต่ละชนิดมีผลข้างเคียง ต้องได้รับการสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น และควรใช้ตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแจ้งอย่างเคร่งครัด


การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy: ECT)


เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความเข้มข้นต่ำกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรง หรือผู้ที่รักษาด้วยจิตบำบัดและการทานยาแต่ไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยไฟฟ้าจะเป็นการทำด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ทั้งจิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาล โดยผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์


buy medication on Raksa app

ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา


โรคซึมเศร้าจะใช้เวลาในการรักษาแตกต่างกันในแต่ละเคส อย่างน้อย 2-6 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับผลของการักษา หากวิธีการหรือตัวยาดังกล่าวไม่ได้ผล แพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและตัวยาในการรักษา จึงต้องใช้เวลามากขึ้น


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า


ผู้ป่วยซึมเศร้าควรทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตัวเองควบคู่กับการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เพื่อลดอาการของโรค ดังนี้


  • ทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ควรพบจิตแพทย์ทุกครั้งที่มีนัด แม้ว่าตอนนั้นเราจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม รวมถึงทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากไม่ทำตามอาจทำให้อาการกำเริบได้

  • พยายามศึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า การที่เราศึกษาเกี่ยวกับโรคและทำความเข้าใจ ช่วยทำให้เรารู้จักอาการต่างๆ ดีขึ้น และช่วยให้เกิดแรงผลักดันในการรักษา

  • เฝ้าระวังสัญญาณของโรคซึมเศร้า สามารถสอบถามแพทย์ผู้ดูแลหรือนักจิตบำบัดว่าอะไรคือสัญญาณบ่งบอกถึงโรคซึมเศร้า จะได้สังเกตอาการของตัวเอง และบอกเพื่อนหรือคนรอบข้างให้ช่วยสังเกตได้

  • งดแอลกอฮอล์และสารเสพติดทุกชนิด เนื่องจากบางรายเป็นโรคซึมเศร้าจากการเสพสารเสพติดหรือติดแอลกอฮอล์ การกลับไปใช้หรือดื่มจะทำให้อาการแย่ลง และทำให้การรักษาจนหายขาดยากยิ่งขึ้น

  • ดูแลตัวเอง การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าคือ การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกาย และนอนหลับอย่างเพียงพอ เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่งเสริมให้สุขภาพจิตดีขึ้น รวมถึงการพยายามหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย อย่างการฟังเพลง วาดภาพ การนวด หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบ การเข้าสังคม พบปะพูดคุยกับเพื่อนและคนใกล้ชิด

วิธีให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างผู้ป่วยโรคซึมเศร้า


คนรอบข้างควรให้กำลังผู้ป่วยซึมเศร้า

  • ใช้คำพูดที่ให้กำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนรอบข้างต้องทำความเข้าใจ อย่างการพูดว่า “ฉันอยู่ข้างๆ เสมอ” แทนที่จะพูดว่า “เลิกคิดมากได้แล้ว”

  • รับฟังในสิ่งที่ผู้ป่วยพูดหรือตั้งคำถาม ผู้ฟังไม่จำเป็นจะต้องให้คำตอบ แค่แสดงถึงการรับฟังที่จริงใจก็พอ

  • เสนอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเล็กๆ น้อยๆ อย่างการสั่งอาหารให้ หรือเสนอตัวออกไปข้างนอกเป็นเพื่อน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอุ่นใจและได้เข้าสังคม

  • ศึกษาอาการ สัญญาณที่บ่งบอกโรคซึมเศร้า และวิธีปฏิบัติต่อคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

  • ดูแลจิตใจของตัวเองด้วยเพราะการอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนรอบข้างอาจได้รับผลกระทบด้านจิตใจไปด้วย

การป้องกันโรคซึมเศร้า


การนอนหลับให้เพียงพอช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้

นอกจากดูแลสุขภาพกายแล้วก็จำเป็นต้องดูแลสุขภาพจิตไปด้วย เพราะทั้งสองส่วนส่งผลซึ่งกันและกัน เราสามารถป้องกันตัวเองหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าได้ ดังนี้


  • กำจัดความเครียด แม้จะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับบางคน รวมถึงมีปัจจัยทางพันธุกรรมที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด แต่การเรียนรู้ที่จะรับมือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความเครียดสะสมสามารถนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้

  • หมั่นออกกำลังกาย มีการศึกษาที่ระบุได้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ ดังนั้นการออกกำลังกายหรือหากิจกรรมต่างๆ ทำ ช่วยเลี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าได้

  • ใส่ใจเรื่องอาหาร โดยเฉพาะการทานผักและผลไม้สด เนื่องจากในอาหารเหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) หรือการทำลายเซลล์และส่งผลให้เกิดความเครียด อาหารจึงเป็นส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการนอนไม่หลับ (Insomnia) มีความเชื่อมโยงในการก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า ดังนั้นการป้องกันโรคคือ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หากเป็นโรคนอนไม่หลับสามารถปรึกษาแพทย์ได้

  • งดแอลกอฮอล์และสารเสพติด สองสิ่งนี้ถือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ดังนั้นควรงดทั้งแอลกอฮอล์และสารเสพติด

  • เลี่ยงสิ่งกระตุ้น โดยสิ่งกระตุ้นอาจอยู่รอบๆ ตัว เช่น การดูหนังบางเรื่อง การอ่านข่าวที่สะเทือนใจ การเล่นโซเชียลมีเดียที่มีคำพูดในแง่ลบต่างๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า


1. โรคซึมเศร้าหายเองได้ไหม?


ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ ชนิดของโรคซึมเศร้า ระดับความรุนแรงของโรค และปัจจัยแวดล้อมผู้ป่วย ทั้งนี้การที่โรคจะหายได้เองอย่างแรกผู้ป่วยต้องรับรู้ว่าตัวเองมีอาการและพยายามรักษา หรือปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดอาการของโรค โรคซึมเศร้าที่ไม่รุนแรงก็จะหายไปได้ แต่หากเป็นโรคซึมเศร้าขั้นปานกลางถึงรุนแรง ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง


2. โรคซึมเศร้าหายขาดได้ไหม?


โรคซึมเศร้าสามารถหายขาดได้ ไม่เหมือนโรคจิตเวชอื่นๆ ที่หากรักษาหายแล้วก็ยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งนี้โรคซึมเศร้าเองก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเช่นกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองความคิดของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม แรงกดดันต่างๆ หรืออาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในชีวิต


3. วิธีรักษาโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง?


  • อย่าตั้งเป้าหมายที่ยากหรือสูงเกินไป ควรตั้งเป้าหมายที่ท้าทายขึ้น แต่อยู่ในขอบเขตความสามารถ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน และเรื่องส่วนตัว เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง

  • เมื่อเจอปัญหาใหญ่ ให้พยายามแยกปัญหาออกมาเป็นข้อย่อยตามลำดับความสำคัญ และค่อยๆ แก้ไปทีละขั้นตอน

  • พยายามหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับผู้อื่น เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างทำให้รู้สึกดีขึ้นได้

  • กิจกรรมที่เลือกทำ ควรเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย หรือทำแล้วรู้สึกดีมีคุณค่า เช่น การดูหนัง อ่านการ์ตูน หรือเก็บเสื้อผ้าไปบริจาค ฯลฯ

  • ในระหว่างที่เป็นโรคซึมเศร้า ควรเลี่ยงการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับชีวิต อย่างการหย่าร้าง หรือลาออกจากงาน หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ปรึกษากับคนสนิทที่ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือแพทย์

  • พยายามทำความเข้าใจโรค ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง เพื่อจะได้รู้ทันและเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งการรับรู้พฤติกรรมของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นระหว่างมีอาการ



แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคซึมเศร้า (Depression)

KEY POINTS:


  • คนไทยเป็นโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน แต่ได้รับการรักษาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งโรคซึมเศร้าสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกเศร้า คิดในแง่ลบ วิตกกังวล อยากร้องไห้ นอนหลับยาก หรือนอนมากเกินไป ร้ายแรงสุดถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายได้

  • โรคซึมเศร้าสามารถเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม สารเคมีในสมองไม่สมดุล สถาพแวดล้อม หรือเจอกับเหตุการณ์สะเทือนจิตใจ อย่างการหย่าร้าง ตกงาน พ่อแม่แยกทางกัน รวมไปถึงนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนคิดลบ มองโลกในแง่ร้าย ก็ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน

  • ความเศร้าที่เผชิญไม่ใช่โรคซึมเศร้าเสมอไป อาจเป็นอารมณ์เศร้าหรือภาวะซึมเศร้า แต่หากเป็นโรคซึมเศร้า จะสังเกตเห็นความเศร้าอย่างชัดเจน และเป็นซ้ำๆ วนๆ อยู่นานหลายสัปดาห์ ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง มีปัญหาเรื่องการกิน การนอน ไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบ



Table of Contents
โรคซึมเศร้าคืออะไร?
ประเภทของโรคซึมเศร้า
สาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า
อาการของโรคซึมเศร้า
ความเศร้าที่เป็นอยู่ คือ อารมณ์เศร้า ภาวะซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้า?
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้า
ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า
วิธีให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
การป้องกันโรคซึมเศร้า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า


โรคซึมเศร้าคืออะไร?


โรคซึมเศร้า หรือโรคประสาทซึมเศร้า มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Depression เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดขึ้นจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง ที่ส่งผลกระทบได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้รู้สึกเศร้า วิตกกังวล ไม่มีความสุข อยากร้องไห้ นอนหลับยาก และปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง จนส่งผลต่อกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต ทั้งการเรียนและการทำงาน


โดยมีคนไทยเป็นโรคซึมเศร้ากว่า 1.5 ล้านคน แต่เข้ารับการรักษาเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็นหลายประเภท ซึ่งจะมีอาการและระยะเวลาที่แตกต่างกัน


ประเภทของโรคซึมเศร้า


ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชัน (Major Depression)


เป็นโรคซึมเศร้าประเภทหนึ่งที่จะมีอาการต่างๆ ของโรคเกิดขึ้นบ่อยครั้งใน 1 วัน และติดต่อกันหลายวัน อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้า อยากร้องไห้ หรือหงุดหงิดง่าย ส่งผลกระทบเรื่องการกินอาหาร การนอน และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น


โรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย (Dysthymia Depression)


สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย จะมีอาการซึมเศร้าแบบเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ ติดต่อกันประมาณ 2-5 ปี มีอาการเบื่อ เศร้า แต่จะไม่รุนแรงเท่าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชัน และผู้ป่วยยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตได้


โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออร์เดอร์ (Bipolar disorder)


ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีอารมณ์เศร้า เบื่อหน่ายชีวิต (ระยะซึมเศร้า) สลับกับมีอาการคึกคัก และหงุดหงิด (ระยะแมเนีย) เรียกอีกอย่างว่าโรคอารมณ์สองขั้วหรือ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)


โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postnatal Depression)


โรคซึมเศร้าหลังคลอด หรือ Baby Blues มักเกิดขึ้นกับคุณแม่หลังคลอด ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหรือจนกว่าลูกจะเริ่มโต และมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่คนในครอบครัวมีประวัติป่วยทางจิตมากกว่าคุณแม่กลุ่มอื่น เกิดจากกิจวัตรประจำวันและสภาพแวดล้อมของคุณแม่ที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค


ผู้สูงอายุป่วยโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-Life Depression)


เป็นโรคซึมเศร้าที่เกิดกับผู้สูงวัยที่มีอายุประมาณ 60 ปีขึ้นไป พบได้ 10-20% และมักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อาการของโรคมีตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงขั้นมีอาการจิตหลอนและฆ่าตัวตายได้ เกิดจากสารสื่อประสาท สภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจ


โรคซึมเศร้าตามฤดูกาล ( Seasonal Affective Disorder: SAD)


ในประเทศที่มีฤดูหนาวทำให้ระยะเวลาของกลางวันสั้นกว่ากลางคืน เป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดความเศร้า ความเบื่อหน่าย สิ้นหวัง และนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้ แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนมาถึงอาการของผู้ป่วยก็จะค่อยๆ ดีขึ้น


สาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า


มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใดอย่างชัดเจนในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งสาเหตุที่เป็นไปได้ก็คือ


  • สารเคมีในสมอง: โรคซึมเศร้าเกิดจากการขาดสมดุลของสารเคมีในสมอง ซึ่งประกอบด้วย 3 ชนิด คือ ซีโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine)

  • กรรมพันธุ์: โรคซึมเศร้าสามารถเกิดจากการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม หากครอบครัวไหนที่มีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า คนในครอบครัวก็มีโอกาสเป็นได้เช่นกัน เช่น ฝาแฝดที่คนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า อีกคนจะมีโอกาสเป็นถึง 60 – 80% หรือหากพ่อแม่พี่น้องแท้ๆ เป็น เราก็มีโอกาสเป็นได้ 20% แต่ยังไม่มีการยืนยันว่า โรคซึมเศร้าเกิดจากยีนส่วนไหนที่ส่งผลให้เกิดโรค

  • นิสัยส่วนตัว: ผู้ที่มีความไม่มั่นใจหรือคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า (Low Self-esteem) รวมถึงมองโลกในแง่ลบ คิดในแง่ร้าย มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า

  • สภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์: คนที่เคยเจอเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การหย่าร้าง การแยกจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก การถูกทำร้าย หรือการตกงาน รวมถึงแรงกดดันอื่นๆ มีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้า

นอกจากสาเหตุหลักๆ 4 อย่างนี้ ยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น เกิดจากภาวะหลังคลอด ภาวะก่อนมีประจำเดือน รวมถึงความเครียด แอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด การเป็นโรคบางอย่างและการกินยาบางตัว ทั้งหมดนี้สามารถส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้


อาการของโรคซึมเศร้า


ผู้ป่วยซึมเศร้าจะรู้สึกอยากร้องไห้

ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามีอาการที่บ่งบอกหลายอย่าง ซึ่งรวมถึงอาการที่คล้ายกับโรคจิตเวชอื่นๆ บางอาการก็เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เป็นภาวะซึมเศร้าที่สามารถหายได้เอง มาดูกันว่าคนเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการอย่างไร และเงื่อนไขของอาการต่างๆ มีอะไรบ้าง ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ข้อ


  • รู้สึกเศร้า อยากร้องไห้ เคว้งคว้าง หรือไร้ความหวัง อาการเกิดขึ้นบ่อยๆ ใน 1 วัน
  • รู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจ หรือโกรธกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
  • รู้สึกขาดความสนใจ ไม่อยากทำหรือไม่สนุกกับกิจกรรมที่ชอบ หรือกิจวัตรปกติที่เคยทำ
  • มีอาการเบื่ออาหาร หรือต้องการทานอาหารมากขึ้น ส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มและลดลงจากปกติ
  • รู้สึกนอนหลับยาก นอนน้อย หรืออยากนอนมากกว่าปกติ
  • รู้สึกร้อนรน วิตกกังวล และกระสับกระส่าย
  • รู้สึกเหนื่อยล้า หรือไม่มีพลังทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  • รู้สึกไร้ค่าและรู้สึกผิดกับตัวเองหรือสิ่งที่ทำ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน
  • ความสามารถในการจดจ่อ การคิด การตัดสินใจ และความจำลดลง
  • คิดอยากทำร้ายร่างกายตัวเอง หรืออาจรุนแรงถึงขั้นคิดฆ่าตัวเอง

ซึ่งอาการเหล่านี้จะแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน และปรากฏในชีวิตประจำวัน ส่งผลกระทบต่อการทำกิจกรรม การเรียน การทำงาน และการเข้าสังคมหรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงรู้สึกผิดหวัง เศร้า หรือไม่มีความสุขโดยไม่ทราบสาเหตุ


นอกจากนี้ยังมีอาการที่แสดงออกทางร่างกายอื่นๆ อีก เช่น เคลื่อนไหวหรือพูดช้าลง ท้องผูก เจ็บหรือปวดตามร่างกายแบบไม่ทราบสาเหตุ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย แรงขับทางเพศ (Labido) ลดลง ประจำเดือนมาไม่ปกติ


ความเศร้าที่เป็นอยู่ คือ อารมณ์เศร้า ภาวะซึมเศร้า หรือโรคซึมเศร้า?


  • อารมณ์เศร้า เป็นสภาวะอารมณ์ที่เป็นหนึ่งในอาการของภาวะเศร้าและโรคซึมเศร้า เช่น หดหู่ ไม่เบิกบานใจ หม่นหมอง ฯลฯ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเศร้าในช่วงเช้า และค่อยๆ ดีขึ้นตอนเย็น จนหายไปเอง

  • ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะที่มีอาการเศร้า เสียใจ รู้สึกว่างเปล่าเป็นเวลานานติดต่อกัน แม้จะได้รับคำปลอบใจหรือพูดคุยกับผู้อื่นก็ไม่รู้สึกดีขึ้น อาจเกิดจากการเผชิญการสูญเสีย หรือความรุนแรงทางร่างกาย

  • โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่มีอาการเศร้าอย่างเห็นได้ชัด เป็นซ้ำๆ วนๆ นานหลายสัปดาห์ ไม่มีแรงกายแรงใจในการทำงาน เรียน หรือเข้าสังคม และเกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อย่างการนอนหลับยาก หรือนอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากกว่าปกติ

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


เมื่อรู้สึกเศร้า หดหู่ ไม่มีความสุขเหมือนเคย ไร้เป้าหมาย มีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ขึ้นไป ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหรือการทำจิตบำบัดเพื่อให้อาการดีขึ้น


Consult doctor on Raksa app

การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า


จิตแพทย์จะซักถามประวัติก่อนการรักษา

  • แพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงจากปกติอย่างไร โดยไล่ตามลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มมีอาการจนถึงปัจจุบัน ยิ่งรู้รายละเอียดมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งวินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น สามารถแยกว่าผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าหรือเป็นโรคจิตเวชอื่นๆ
  • แพทย์จะซักถามประวัติการป่วย โรคประจำตัว และประวัติการใช้ยารักษาโรค เพราะมีโรคและยาบางตัว ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน
  • สอบถามประวัติการป่วยของญาติที่สืบสายเลือดเดียวกัน เพราะอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
  • แพทย์อาจส่งไปตรวจร่างกาย หากสงสัยว่าความเจ็บป่วยทางร่างกายบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
  • อาจมีการสอบถามจากญาติหรือผู้ใกล้ชิด เพื่อหาอาการที่บ่งชี้ถึงโรคซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้า


โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่สามารถรักษาได้ โดยผู้ป่วยประมาณ 80-90% ที่ตอบสนองต่อการรักษาโดยจิตแพทย์ และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษา หลังจากแพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีอาการโรคซึมเศร้า จะมีวิธีรักษาตามความรุนแรงของโรค ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์


การทำจิตบำบัดเพื่อรักษาผู้ป่วยซึมเศร้า

การทำจิตบำบัด


เป็นการพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหา ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นหรือปรับทัศนคติและวิธีคิดของผู้ป่วยเอง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีที่เรียกว่า Cognitive behavioral therapy (CBT) เป็นการบำบัดที่เน้นให้ผู้ป่วยเข้าใจในปัญหาและความคิดแง่ลบที่เกิดขึ้น ก่อนจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเหล่านั้นให้เป็นไปในแง่บวกมากยิ่งขึ้น


การทานยา


ยาที่ใช้ในการรักษาโรคซึมเศร้าแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ


  1. SSRI เป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าและวิตกกังวล กลไกหลักคือการยับยั้งการดูดซึมกลับของเซโรโทนิน
  2. TCA เป็นกลุ่มยาที่ได้รับความนิยม ช่วยยับยั้งการดูดซึมกลับของสารสื่อประสาทหลายชนิด
  3. NDRI เป็นอีกกลุ่มยาที่ใช้กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับรุนแรง

*ยาแต่ละชนิดมีผลข้างเคียง ต้องได้รับการสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น และควรใช้ตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแจ้งอย่างเคร่งครัด


การรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsive Therapy: ECT)


เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าที่มีความเข้มข้นต่ำกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีอาการรุนแรง หรือผู้ที่รักษาด้วยจิตบำบัดและการทานยาแต่ไม่ดีขึ้น การรักษาด้วยไฟฟ้าจะเป็นการทำด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ทั้งจิตแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาล โดยผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์


buy medication on Raksa app

ระยะเวลาที่ใช้ในการรักษา


โรคซึมเศร้าจะใช้เวลาในการรักษาแตกต่างกันในแต่ละเคส อย่างน้อย 2-6 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับผลของการักษา หากวิธีการหรือตัวยาดังกล่าวไม่ได้ผล แพทย์อาจมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและตัวยาในการรักษา จึงต้องใช้เวลามากขึ้น


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคซึมเศร้า


ผู้ป่วยซึมเศร้าควรทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ไม่ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตัวเองควบคู่กับการเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เพื่อลดอาการของโรค ดังนี้


  • ทำตามที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด ควรพบจิตแพทย์ทุกครั้งที่มีนัด แม้ว่าตอนนั้นเราจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตาม รวมถึงทานยาตามที่แพทย์สั่ง หากไม่ทำตามอาจทำให้อาการกำเริบได้

  • พยายามศึกษาเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า การที่เราศึกษาเกี่ยวกับโรคและทำความเข้าใจ ช่วยทำให้เรารู้จักอาการต่างๆ ดีขึ้น และช่วยให้เกิดแรงผลักดันในการรักษา

  • เฝ้าระวังสัญญาณของโรคซึมเศร้า สามารถสอบถามแพทย์ผู้ดูแลหรือนักจิตบำบัดว่าอะไรคือสัญญาณบ่งบอกถึงโรคซึมเศร้า จะได้สังเกตอาการของตัวเอง และบอกเพื่อนหรือคนรอบข้างให้ช่วยสังเกตได้

  • งดแอลกอฮอล์และสารเสพติดทุกชนิด เนื่องจากบางรายเป็นโรคซึมเศร้าจากการเสพสารเสพติดหรือติดแอลกอฮอล์ การกลับไปใช้หรือดื่มจะทำให้อาการแย่ลง และทำให้การรักษาจนหายขาดยากยิ่งขึ้น

  • ดูแลตัวเอง การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าคือ การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกาย และนอนหลับอย่างเพียงพอ เพราะกิจกรรมเหล่านี้ส่งเสริมให้สุขภาพจิตดีขึ้น รวมถึงการพยายามหากิจกรรมที่ทำให้ผ่อนคลาย อย่างการฟังเพลง วาดภาพ การนวด หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบ การเข้าสังคม พบปะพูดคุยกับเพื่อนและคนใกล้ชิด

วิธีให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างผู้ป่วยโรคซึมเศร้า


คนรอบข้างควรให้กำลังผู้ป่วยซึมเศร้า

  • ใช้คำพูดที่ให้กำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่คนรอบข้างต้องทำความเข้าใจ อย่างการพูดว่า “ฉันอยู่ข้างๆ เสมอ” แทนที่จะพูดว่า “เลิกคิดมากได้แล้ว”

  • รับฟังในสิ่งที่ผู้ป่วยพูดหรือตั้งคำถาม ผู้ฟังไม่จำเป็นจะต้องให้คำตอบ แค่แสดงถึงการรับฟังที่จริงใจก็พอ

  • เสนอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเล็กๆ น้อยๆ อย่างการสั่งอาหารให้ หรือเสนอตัวออกไปข้างนอกเป็นเพื่อน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอุ่นใจและได้เข้าสังคม

  • ศึกษาอาการ สัญญาณที่บ่งบอกโรคซึมเศร้า และวิธีปฏิบัติต่อคนที่เป็นโรคซึมเศร้า

  • ดูแลจิตใจของตัวเองด้วยเพราะการอยู่กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนรอบข้างอาจได้รับผลกระทบด้านจิตใจไปด้วย

การป้องกันโรคซึมเศร้า


การนอนหลับให้เพียงพอช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้

นอกจากดูแลสุขภาพกายแล้วก็จำเป็นต้องดูแลสุขภาพจิตไปด้วย เพราะทั้งสองส่วนส่งผลซึ่งกันและกัน เราสามารถป้องกันตัวเองหรือลดความเสี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าได้ ดังนี้


  • กำจัดความเครียด แม้จะเป็นสิ่งที่ยากสำหรับบางคน รวมถึงมีปัจจัยทางพันธุกรรมที่กระตุ้นให้เกิดความเครียด แต่การเรียนรู้ที่จะรับมือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความเครียดสะสมสามารถนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้

  • หมั่นออกกำลังกาย มีการศึกษาที่ระบุได้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ ดังนั้นการออกกำลังกายหรือหากิจกรรมต่างๆ ทำ ช่วยเลี่ยงการเกิดโรคซึมเศร้าได้

  • ใส่ใจเรื่องอาหาร โดยเฉพาะการทานผักและผลไม้สด เนื่องจากในอาหารเหล่านี้มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) หรือการทำลายเซลล์และส่งผลให้เกิดความเครียด อาหารจึงเป็นส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคซึมเศร้าได้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากการนอนไม่หลับ (Insomnia) มีความเชื่อมโยงในการก่อให้เกิดโรคซึมเศร้า ดังนั้นการป้องกันโรคคือ การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ หากเป็นโรคนอนไม่หลับสามารถปรึกษาแพทย์ได้

  • งดแอลกอฮอล์และสารเสพติด สองสิ่งนี้ถือเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคซึมเศร้า ดังนั้นควรงดทั้งแอลกอฮอล์และสารเสพติด

  • เลี่ยงสิ่งกระตุ้น โดยสิ่งกระตุ้นอาจอยู่รอบๆ ตัว เช่น การดูหนังบางเรื่อง การอ่านข่าวที่สะเทือนใจ การเล่นโซเชียลมีเดียที่มีคำพูดในแง่ลบต่างๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า


1. โรคซึมเศร้าหายเองได้ไหม?


ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ ชนิดของโรคซึมเศร้า ระดับความรุนแรงของโรค และปัจจัยแวดล้อมผู้ป่วย ทั้งนี้การที่โรคจะหายได้เองอย่างแรกผู้ป่วยต้องรับรู้ว่าตัวเองมีอาการและพยายามรักษา หรือปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดอาการของโรค โรคซึมเศร้าที่ไม่รุนแรงก็จะหายไปได้ แต่หากเป็นโรคซึมเศร้าขั้นปานกลางถึงรุนแรง ควรไปพบจิตแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง


2. โรคซึมเศร้าหายขาดได้ไหม?


โรคซึมเศร้าสามารถหายขาดได้ ไม่เหมือนโรคจิตเวชอื่นๆ ที่หากรักษาหายแล้วก็ยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่บ้าง ทั้งนี้โรคซึมเศร้าเองก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกเช่นกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองความคิดของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม แรงกดดันต่างๆ หรืออาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในชีวิต


3. วิธีรักษาโรคซึมเศร้าด้วยตัวเอง?


  • อย่าตั้งเป้าหมายที่ยากหรือสูงเกินไป ควรตั้งเป้าหมายที่ท้าทายขึ้น แต่อยู่ในขอบเขตความสามารถ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน และเรื่องส่วนตัว เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง

  • เมื่อเจอปัญหาใหญ่ ให้พยายามแยกปัญหาออกมาเป็นข้อย่อยตามลำดับความสำคัญ และค่อยๆ แก้ไปทีละขั้นตอน

  • พยายามหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับผู้อื่น เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างทำให้รู้สึกดีขึ้นได้

  • กิจกรรมที่เลือกทำ ควรเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย หรือทำแล้วรู้สึกดีมีคุณค่า เช่น การดูหนัง อ่านการ์ตูน หรือเก็บเสื้อผ้าไปบริจาค ฯลฯ

  • ในระหว่างที่เป็นโรคซึมเศร้า ควรเลี่ยงการตัดสินใจครั้งใหญ่สำหรับชีวิต อย่างการหย่าร้าง หรือลาออกจากงาน หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ปรึกษากับคนสนิทที่ไว้ใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือแพทย์

  • พยายามทำความเข้าใจโรค ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้าง เพื่อจะได้รู้ทันและเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งการรับรู้พฤติกรรมของผู้ป่วยที่เกิดขึ้นระหว่างมีอาการ



แหล่งข้อมูล