MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไข้เลือดออกเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเดงกีจากยุงลาย มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 หากเคยเป็นแล้วก็จะสามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก แต่ละครั้งจะเป็นการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่แตกต่างกัน และอาการมักจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน

  • อาการของไข้เลือดออกมักจะเริ่มจากการมีไข้สูง 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกัน 3-7 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการปวดตามตัว มีจุดแดงขึ้นตามตัว หากอาการรุนแรงขึ้นผู้ป่วยอาจมีอาการช็อก ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุดได้

  • การรักษาโรคไข้เลือดออกเป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น ยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค ตัวยาที่ใช้คือ ยาพาราเซตามอล ห้ามทานยาในกลุ่มแอสไพรินและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เพราะจะส่งผลให้เลือดออกมากขึ้น



Table of Contents
ไข้เลือดออกคืออะไร?
สาเหตุของโรคไข้เลือดออก
อาการของโรคไข้เลือดออก
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้เลือดออก
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคไข้เลือดออก
ยารักษาโรคไข้เลือดออก
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไข้เลือดออก
การป้องกันโรคไข้เลือดออก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก


ไข้เลือดออกคืออะไร?


ไข้เลือดออก (ชื่อภาษาอังกฤษ Dengue Fever) คือ โรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี โดยสามารถพบผู้ป่วยจากโรคนี้มากกว่า 100 ประเทศจากทั่วโลกซึ่งแหล่งที่พบมักส่วนใหญ่มักจะเป็นประเทศเขตร้อนหรือเขตอบอุ่น นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกได้จัดโรคไข้เลือดออกเป็นเชื้อประจำถิ่นและจัดเป็นเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชากรโลก


ในประเทศไทย มักพบโรคไข้เลือดออกระบาดในฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน เช่นเดียวกับโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคตาแดง โรคชิคุนกุนยา ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น


ไข้เลือดออกมีกี่สายพันธุ์?


ยุงลาย ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 4 สายพันธุ์ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีความรุนแรงแตกต่างกัน เมื่อติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวสำหรับสายพันธุ์นั้น แต่ภูมิคุ้มกันสำหรับ 3 สายพันธุ์ที่เหลือจะอยู่ได้เพียงระยะสั้นไม่เกิด 1 ปี หลังจากนั้นสามารถกลับมาเป็นไข้เลือดออกได้อีก และเป็นซ้ำได้มากสุดถึง 4 ครั้ง ทุกครั้งที่เป็นอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับครั้งแรก


ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อหรือไม่?


ไข้เลือดออกไม่ใช่โรคติดต่อที่เกิดจากคนสู่คน แต่เกิดจากยุงลายตัวเมียกัดหรือดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้ซึ่งเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสเดงกีสะสมอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะของยุงลายตัวเมีย พร้อมนำเชื้อไปสู่คนที่โดนยุงกัดคนถัดไปผ่านต่อมน้ำลายของยุง จึงทำให้ผู้ที่ถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีกัดสามารถป่วยโรคไข้เลือดออกได้


ไข้เลือดออก VS ชิคุนกุนยา: โรคร้ายที่มียุงลายเป็นพาหะ


เมื่อพูดถึงโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ หลายคนอาจจะนึกถึงไข้เลือดออกเป็นชื่อแรก แต่จริงๆ แล้วโรคชิคุนกุนยาก็เป็นอีกหนึ่งโรคระบาดอันตราย ที่มักระบาดในฤดูฝนเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก โดยทั้งสองโรคมีข้อแตกต่างกันดังนี้


โรคไข้เลือดออก


พาหะ: ติดต่อจาก Dengue Virus แพร่สู่ร่างกายคนจากการโดนยุงลายกัด


อาการ: มีไข้สูง เกิดผื่นแดงจำนวนมาก เกล็ดเลือดต่ำเนื่องจากพลาสมาและน้ำเลือดไหลออกจากเส้นเลือด เมื่ออาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้


โรคชิคุนกุนยา


พาหะ: เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Togaviridae ที่มียุงลายเป็นพาหะ


อาการ: มีไข้สูงเฉียบพลัน ตาแดง มีผื่นแดงเล็กๆ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ มักไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่สามารถถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์มารดาได้


สาเหตุของโรคไข้เลือดออก


โรคไข้เลือดออกเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเดงกีจากยุงลายที่เป็นพาหะ โดยเฉพาะยุงลายเพศเมียที่จะออกหาอาหารทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อ หลังจากนั้นเชื้อจะเข้าสู่กระเพาะของยุงและเพาะเชื้อจนมีจำนวนมากขึ้น เมื่อยุงตัวดังกล่าวไปกัดอีกคนเชื้อก็จะถูกส่งทอดไปยังคนที่ถูกกัด


อาการของโรคไข้เลือดออก


อาการไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่


  • ระยะไข้
    ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการประมาณ 3 – 7 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดอาการชักในผู้ป่วยบางราย และยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา มีอาการซึม และรับประทานอาหารได้น้อย มีผื่นแดง หรือจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามลำตัว แขน ขา และรักแร้ รวมถึงมีเลือดออกตามไรฟัน และเลือดกำเดาไหล

    ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจจะมีอุจจาระเป็นสีดำเนื่องจากการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด และอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด

  • ระยะวิกฤติ
    1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยในระยะนี้จะมีการรั่วของน้ำเหลืองออกจากเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งมักเกิดพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่ภาวะช็อก ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มื้อเท้าเย็น และหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้

  • ระยะฟื้นตัว
    ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้าสู่ระยะนี้หลังจากมีไข้สูงหรือผ่านระยะวิกฤติมาแล้ว ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้ลดลง อยากอาหารมากขึ้น ปัสสาวะมากขึ้น ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ และในบางรายอาจจะมีผื่นแดงที่เป็นวงขาวขึ้นตามตัว เป็นระยะปลอดภัยที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรค

จุดแดงไข้เลือดออกเป็นอย่างไร?


จุดเลือดออก

จุดเลือดออก เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยในโรคไข้เลือดออก โดยจุดเลือดออกจะกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา รักแร้ ลำตัว


อาการเลือดออกที่ผิวหนังนี้สามารถพบได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค จึงมักคัดกรองผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกด้วยการทดสอบทูนิเกต์ (Tourniquet Test) หรือการรัดแขน ซึ่งเป็นการเอาที่วัดความดันหรือสายรัดแขนมารัดรอบต้นแขนในความดันที่พอเหมาะโดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที หากพบจุดเลือดออกมากกว่า 10 จุดต่อพื้นผิว 1 ตารางนิ้วแปลว่าการทดสอบให้ผลบวก ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อไข้เลือดออก และอาจได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม


อาการไข้เลือดออกในเด็ก


ไข้เลือดออกในเด็กมักจะพบในช่วงอายุประมาณ 5 – 14 ปี ระยะแรกจะแสดงอาการไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป กินระยะเวลาประมาณ 2 – 7 วัน โดยจะมีอาการหน้าแดง เบื่ออาหาร ซึม บางคนมีจุดแดงเลือดขึ้นตามลำตัว แขน ขา ระยะวิกฤตประมาณ 3 – 6 วัน และระยะพักฟื้นจะเป็นระยะที่พลาสมามีการย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดและเริ่มอยากทานอาหาร


อาการไข้เลือดออกในคุณแม่ตั้งครรภ์


คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกสูง ซึ่งไม่ได้เสี่ยงแค่คุณแม่เท่านั้น แต่เชื้อยังสามารถส่งผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ จึงอาจส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ คลอดก่อนกำหนด หรือเสียชีวิตในครรภ์ แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ทารกที่เกิดมาพิการ


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้เลือดออก


ไข้เลือดออกสามารถพัฒนาความรุนแรงไปสู่ภาวะอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น


  • ภาวะช็อก ทำให้การไหลเวียนโลหิตเกิดการล้มเหลว เช่น พลาสม่ารั่วออกจากปอดหรือช่องท้อง รวมไปถึงความดันโลหิตลงลงต่ำมากๆ จนนำไปสู่การช็อกและเสียชีวิตในที่สุด

  • ภาวะตับวาย (ดีซ่าน) มักพบว่าหลังจากมีอาการแล้ว 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นภาวะที่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยจะหายใจลำบากจากภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย

  • ภาวะบวมน้ำ (Pulmonary Edema) ซึ่งเกิดจากการได้รับน้ำเกลือปริมาณมากและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการของไข้เลือดออกในระยะแรกที่สามารถสังเกตได้คือจะมีไข้ขึ้นสูงติดต่อกัน หากมีไข้สูงลอยติดต่อกันเกิน 3 วันให้รีบไปพบแพทย์ รวมถึงอาการอื่นๆ เช่น มีจุดเลือดตามร่างกาย หรือให้ลองกดบริเวณช่องท้องขวาบน หากรู้สึกเจ็บแสดงว่ามีอาการตับโตร่วมด้วย


การรักษาโรคไข้เลือดออก


รักษาไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่รักษาแบบประคองอาการ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาแบบเฉพาะ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เองประมาณ 2 –7 วัน


วิธีดูแลอาการเบื้องต้น คือให้ทานยาลดไข้พาราเซตามอล ทานเกลือแร่เพื่อช่วยป้องกันภาวะการขาดน้ำ รับประทานอาหารอ่อนๆ เลี่ยงอาหารรสจัด เช่น ข้าวต้ม และหมั่นเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นบิดแบบหมาดๆ เพื่อนำมาเช็ดลดไข้เป็นระยะๆ


ยารักษาโรคไข้เลือดออก


ในผู้ป่วยที่มีไข้สูงหรือปวดหัวรุนแรงจะใช้ยาบรรเทาอาการเบื้องต้น คือ พาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งมีสรรพคุณลดไข้และบรรเทาปวดแต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามรับประทานยาในกลุ่มแอสไพริน และยากลุ่ม NSAIDs เพราะจะส่งผลให้เลือดออกง่ายและมากขึ้น


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไข้เลือดออก


Do


  • รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม
  • ดื่มน้ำเยอะๆ หรือเกลือแร่แทนน้ำเปล่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ทานยาลดไข้พาราเซตามอล
  • คอยสังเกตอาการการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  • อาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น เพื่อลดไข้

Don’t


  • งดอาหารรสจัด เครื่องดื่ม หรืออาหารที่มีสีแดงคล้ายเลือดเนื่องจากอาจทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน
  • งดรับประทานยากลุ่มแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs
  • ห้ามรับประทานยาเกินปริมาณที่แพทย์กำหนด

การป้องกันโรคไข้เลือดออก


ป้องกันไข้เลือดออก

วิธีการป้องกันไข้เลือดออกสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงยึดหลัก 5 ป 1 ข คือ


  1. ปิด: โดยนำผ้าขาวบางหรือไนลอนตาข่ายมาปิดรัดปากภาชนะที่มีน้ำขังต่างๆ ทั้งโอ่ง อ่าง ถังน้ำ กะละมัง บ่อน้ำ และภาชนะอื่นๆ ที่มีน้ำขังเพื่อไม่ให้ยุงลงไปวางไข่

  2. เปลี่ยน: เปลี่ยนน้ำในแจกัน โอ่ง หรือภาชนะอื่นๆ ที่มีน้ำภายในเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือทุกๆ 7 วันเพื่อตัดวงจรชีวิตยุง

  3. ปล่อย: นำปลาที่สามารถกินลูกน้ำได้ เช่น ปลากัด หรือปลาหางนกยูง ปล่อยลงในภาชนะที่มีน้ำถาวร

  4. ปรับปรุง: พยายามปรับสิ่งแวดล้อมรอบบ้านให้สะอาด โล่ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของยุงลาย

  5. ปฏิบัติ: ควรปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เป็นประจำ

  6. ขัดล้าง: ภาชนะที่เคยมีน้ำขังอาจมีไข่ยุงแห้งติดอยู่ ควรขัดทำความสะอาดอยู่เสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก


1. ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้ออะไร?


ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่พบในยุงลาย (Aedes aegypti) ตัวเมียโดยมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 ผู้ที่เคยเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก


2. ไข้เลือดออกติดต่อไหม?


ไข้เลือดไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คน แต่ติดต่อจากพาหะนำโรคคือ ยุงลายเพศเมียที่ไปกัดหรือดูดเลือดผู้ป่วยและนำเชื้อที่ได้รับไปกัดคนต่อไป ทำให้คนๆ นั้นได้รับเชื้อไข้เลือดออกซึ่งมีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 7 วันจึงจะแสดงอาการ


3. ยุงลายกัดตอนไหน?


ยุงลายเพศเมียมักจะออกหากินในช่วงเช้าและช่วงพลบค่ำ ในเวลาดังกล่าวจึงไม่ควรออกไปอยู่ในที่ยุงชุม ควรนอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านเพื่อช่วยป้องกันโรคไข้เลือดออก


4. เป็นไข้เลือดออกกี่วันหาย?


โดยปกติแล้วโรคไข้เลือดออกจะหายได้เองประมาณ 2 –7 วัน ซึ่งมักจะมีอาการไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป มีอาการเลือดออกโดยเฉพาะบริเวณผิวหนังจะมีจุดแดง มีอาการตับโตกดแล้วรู้สึกเจ็บ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่เรียกว่า “ภาวะช็อก” อาจใช้เวลาในการรักษามากกว่า 1 สัปดาห์จึงจะกลับมาหายเป็นปกติ


5. ไข้เลือดออกต้องนอนโรงพยาบาลไหม?


ในผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลแต่ควรหมั่นสังเกตอาการร่วมด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการดื่มน้ำผสมเกลือแร่มากๆ กินอาหารได้ปกติแต่เน้นสุกและสะอาด ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายกระแทกกับสิ่งของต่างๆ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ช่วงวันที่ 3 – 4 ควรไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการและภายใน 7 วันอาการอาจจะหายไปทั้งหมดและเกล็ดเลือดจะกลับมาปกติภายใน 1 – 2 อาทิตย์


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease)
กาฬโรค (Plaque)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไข้เลือดออกเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเดงกีจากยุงลาย มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 หากเคยเป็นแล้วก็จะสามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก แต่ละครั้งจะเป็นการติดเชื้อไวรัสเดงกีที่แตกต่างกัน และอาการมักจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน

  • อาการของไข้เลือดออกมักจะเริ่มจากการมีไข้สูง 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปติดต่อกัน 3-7 วัน หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการปวดตามตัว มีจุดแดงขึ้นตามตัว หากอาการรุนแรงขึ้นผู้ป่วยอาจมีอาการช็อก ที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุดได้

  • การรักษาโรคไข้เลือดออกเป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น ยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค ตัวยาที่ใช้คือ ยาพาราเซตามอล ห้ามทานยาในกลุ่มแอสไพรินและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เพราะจะส่งผลให้เลือดออกมากขึ้น



Table of Contents
ไข้เลือดออกคืออะไร?
สาเหตุของโรคไข้เลือดออก
อาการของโรคไข้เลือดออก
ภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้เลือดออก
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคไข้เลือดออก
ยารักษาโรคไข้เลือดออก
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไข้เลือดออก
การป้องกันโรคไข้เลือดออก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก


ไข้เลือดออกคืออะไร?


ไข้เลือดออก (ชื่อภาษาอังกฤษ Dengue Fever) คือ โรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) และมีแนวโน้มพบผู้ป่วยในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี โดยสามารถพบผู้ป่วยจากโรคนี้มากกว่า 100 ประเทศจากทั่วโลกซึ่งแหล่งที่พบมักส่วนใหญ่มักจะเป็นประเทศเขตร้อนหรือเขตอบอุ่น นอกจากนี้องค์การอนามัยโลกได้จัดโรคไข้เลือดออกเป็นเชื้อประจำถิ่นและจัดเป็นเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชากรโลก


ในประเทศไทย มักพบโรคไข้เลือดออกระบาดในฤดูฝน ช่วงเดือนพฤษภาคม – เดือนกันยายน เช่นเดียวกับโรคติดต่ออื่นๆ เช่น โรคตาแดง โรคชิคุนกุนยา ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น


ไข้เลือดออกมีกี่สายพันธุ์?


ยุงลาย ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 4 สายพันธุ์ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีความรุนแรงแตกต่างกัน เมื่อติดเชื้อสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาวสำหรับสายพันธุ์นั้น แต่ภูมิคุ้มกันสำหรับ 3 สายพันธุ์ที่เหลือจะอยู่ได้เพียงระยะสั้นไม่เกิด 1 ปี หลังจากนั้นสามารถกลับมาเป็นไข้เลือดออกได้อีก และเป็นซ้ำได้มากสุดถึง 4 ครั้ง ทุกครั้งที่เป็นอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับครั้งแรก


ไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อหรือไม่?


ไข้เลือดออกไม่ใช่โรคติดต่อที่เกิดจากคนสู่คน แต่เกิดจากยุงลายตัวเมียกัดหรือดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้ซึ่งเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสเดงกีสะสมอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระเพาะของยุงลายตัวเมีย พร้อมนำเชื้อไปสู่คนที่โดนยุงกัดคนถัดไปผ่านต่อมน้ำลายของยุง จึงทำให้ผู้ที่ถูกยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีกัดสามารถป่วยโรคไข้เลือดออกได้


ไข้เลือดออก VS ชิคุนกุนยา: โรคร้ายที่มียุงลายเป็นพาหะ


เมื่อพูดถึงโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ หลายคนอาจจะนึกถึงไข้เลือดออกเป็นชื่อแรก แต่จริงๆ แล้วโรคชิคุนกุนยาก็เป็นอีกหนึ่งโรคระบาดอันตราย ที่มักระบาดในฤดูฝนเช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออก โดยทั้งสองโรคมีข้อแตกต่างกันดังนี้


โรคไข้เลือดออก


พาหะ: ติดต่อจาก Dengue Virus แพร่สู่ร่างกายคนจากการโดนยุงลายกัด


อาการ: มีไข้สูง เกิดผื่นแดงจำนวนมาก เกล็ดเลือดต่ำเนื่องจากพลาสมาและน้ำเลือดไหลออกจากเส้นเลือด เมื่ออาการรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้


โรคชิคุนกุนยา


พาหะ: เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Togaviridae ที่มียุงลายเป็นพาหะ


อาการ: มีไข้สูงเฉียบพลัน ตาแดง มีผื่นแดงเล็กๆ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ มักไม่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่สามารถถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์มารดาได้


สาเหตุของโรคไข้เลือดออก


โรคไข้เลือดออกเกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเดงกีจากยุงลายที่เป็นพาหะ โดยเฉพาะยุงลายเพศเมียที่จะออกหาอาหารทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อ หลังจากนั้นเชื้อจะเข้าสู่กระเพาะของยุงและเพาะเชื้อจนมีจำนวนมากขึ้น เมื่อยุงตัวดังกล่าวไปกัดอีกคนเชื้อก็จะถูกส่งทอดไปยังคนที่ถูกกัด


อาการของโรคไข้เลือดออก


อาการไข้เลือดออก

อาการของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่


  • ระยะไข้
    ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการประมาณ 3 – 7 วัน โดยผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดอาการชักในผู้ป่วยบางราย และยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ปวดกระบอกตา มีอาการซึม และรับประทานอาหารได้น้อย มีผื่นแดง หรือจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตามลำตัว แขน ขา และรักแร้ รวมถึงมีเลือดออกตามไรฟัน และเลือดกำเดาไหล

    ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจจะมีอุจจาระเป็นสีดำเนื่องจากการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด และอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด

  • ระยะวิกฤติ
    1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง โดยผู้ป่วยในระยะนี้จะมีการรั่วของน้ำเหลืองออกจากเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ซึ่งมักเกิดพร้อมกับอาการไข้ที่ลดลงอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่ภาวะช็อก ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มื้อเท้าเย็น และหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้

  • ระยะฟื้นตัว
    ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเข้าสู่ระยะนี้หลังจากมีไข้สูงหรือผ่านระยะวิกฤติมาแล้ว ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้ลดลง อยากอาหารมากขึ้น ปัสสาวะมากขึ้น ความดันโลหิตกลับสู่ภาวะปกติ และในบางรายอาจจะมีผื่นแดงที่เป็นวงขาวขึ้นตามตัว เป็นระยะปลอดภัยที่บ่งบอกว่าผู้ป่วยกำลังจะหายจากโรค

จุดแดงไข้เลือดออกเป็นอย่างไร?


จุดเลือดออก

จุดเลือดออก เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้บ่อยในโรคไข้เลือดออก โดยจุดเลือดออกจะกระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา รักแร้ ลำตัว


อาการเลือดออกที่ผิวหนังนี้สามารถพบได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค จึงมักคัดกรองผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกด้วยการทดสอบทูนิเกต์ (Tourniquet Test) หรือการรัดแขน ซึ่งเป็นการเอาที่วัดความดันหรือสายรัดแขนมารัดรอบต้นแขนในความดันที่พอเหมาะโดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที หากพบจุดเลือดออกมากกว่า 10 จุดต่อพื้นผิว 1 ตารางนิ้วแปลว่าการทดสอบให้ผลบวก ผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อไข้เลือดออก และอาจได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม


อาการไข้เลือดออกในเด็ก


ไข้เลือดออกในเด็กมักจะพบในช่วงอายุประมาณ 5 – 14 ปี ระยะแรกจะแสดงอาการไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป กินระยะเวลาประมาณ 2 – 7 วัน โดยจะมีอาการหน้าแดง เบื่ออาหาร ซึม บางคนมีจุดแดงเลือดขึ้นตามลำตัว แขน ขา ระยะวิกฤตประมาณ 3 – 6 วัน และระยะพักฟื้นจะเป็นระยะที่พลาสมามีการย้อนกลับเข้าสู่กระแสเลือดและเริ่มอยากทานอาหาร


อาการไข้เลือดออกในคุณแม่ตั้งครรภ์


คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกสูง ซึ่งไม่ได้เสี่ยงแค่คุณแม่เท่านั้น แต่เชื้อยังสามารถส่งผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ จึงอาจส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อยผิดปกติ คลอดก่อนกำหนด หรือเสียชีวิตในครรภ์ แต่ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้ทารกที่เกิดมาพิการ


ภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้เลือดออก


ไข้เลือดออกสามารถพัฒนาความรุนแรงไปสู่ภาวะอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น


  • ภาวะช็อก ทำให้การไหลเวียนโลหิตเกิดการล้มเหลว เช่น พลาสม่ารั่วออกจากปอดหรือช่องท้อง รวมไปถึงความดันโลหิตลงลงต่ำมากๆ จนนำไปสู่การช็อกและเสียชีวิตในที่สุด

  • ภาวะตับวาย (ดีซ่าน) มักพบว่าหลังจากมีอาการแล้ว 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นภาวะที่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยจะหายใจลำบากจากภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอดร่วมด้วย

  • ภาวะบวมน้ำ (Pulmonary Edema) ซึ่งเกิดจากการได้รับน้ำเกลือปริมาณมากและเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการของไข้เลือดออกในระยะแรกที่สามารถสังเกตได้คือจะมีไข้ขึ้นสูงติดต่อกัน หากมีไข้สูงลอยติดต่อกันเกิน 3 วันให้รีบไปพบแพทย์ รวมถึงอาการอื่นๆ เช่น มีจุดเลือดตามร่างกาย หรือให้ลองกดบริเวณช่องท้องขวาบน หากรู้สึกเจ็บแสดงว่ามีอาการตับโตร่วมด้วย


การรักษาโรคไข้เลือดออก


รักษาไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่รักษาแบบประคองอาการ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาแบบเฉพาะ โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เองประมาณ 2 –7 วัน


วิธีดูแลอาการเบื้องต้น คือให้ทานยาลดไข้พาราเซตามอล ทานเกลือแร่เพื่อช่วยป้องกันภาวะการขาดน้ำ รับประทานอาหารอ่อนๆ เลี่ยงอาหารรสจัด เช่น ข้าวต้ม และหมั่นเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นบิดแบบหมาดๆ เพื่อนำมาเช็ดลดไข้เป็นระยะๆ


ยารักษาโรคไข้เลือดออก


ในผู้ป่วยที่มีไข้สูงหรือปวดหัวรุนแรงจะใช้ยาบรรเทาอาการเบื้องต้น คือ พาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งมีสรรพคุณลดไข้และบรรเทาปวดแต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามรับประทานยาในกลุ่มแอสไพริน และยากลุ่ม NSAIDs เพราะจะส่งผลให้เลือดออกง่ายและมากขึ้น


ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไข้เลือดออก


Do


  • รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้ม
  • ดื่มน้ำเยอะๆ หรือเกลือแร่แทนน้ำเปล่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ทานยาลดไข้พาราเซตามอล
  • คอยสังเกตอาการการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  • อาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น เพื่อลดไข้

Don’t


  • งดอาหารรสจัด เครื่องดื่ม หรืออาหารที่มีสีแดงคล้ายเลือดเนื่องจากอาจทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน
  • งดรับประทานยากลุ่มแอสไพริน หรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs
  • ห้ามรับประทานยาเกินปริมาณที่แพทย์กำหนด

การป้องกันโรคไข้เลือดออก


ป้องกันไข้เลือดออก

วิธีการป้องกันไข้เลือดออกสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงยึดหลัก 5 ป 1 ข คือ


  1. ปิด: โดยนำผ้าขาวบางหรือไนลอนตาข่ายมาปิดรัดปากภาชนะที่มีน้ำขังต่างๆ ทั้งโอ่ง อ่าง ถังน้ำ กะละมัง บ่อน้ำ และภาชนะอื่นๆ ที่มีน้ำขังเพื่อไม่ให้ยุงลงไปวางไข่

  2. เปลี่ยน: เปลี่ยนน้ำในแจกัน โอ่ง หรือภาชนะอื่นๆ ที่มีน้ำภายในเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือทุกๆ 7 วันเพื่อตัดวงจรชีวิตยุง

  3. ปล่อย: นำปลาที่สามารถกินลูกน้ำได้ เช่น ปลากัด หรือปลาหางนกยูง ปล่อยลงในภาชนะที่มีน้ำถาวร

  4. ปรับปรุง: พยายามปรับสิ่งแวดล้อมรอบบ้านให้สะอาด โล่ง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของยุงลาย

  5. ปฏิบัติ: ควรปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เป็นประจำ

  6. ขัดล้าง: ภาชนะที่เคยมีน้ำขังอาจมีไข่ยุงแห้งติดอยู่ ควรขัดทำความสะอาดอยู่เสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก


1. ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้ออะไร?


ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่พบในยุงลาย (Aedes aegypti) ตัวเมียโดยมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 ผู้ที่เคยเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก


2. ไข้เลือดออกติดต่อไหม?


ไข้เลือดไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คน แต่ติดต่อจากพาหะนำโรคคือ ยุงลายเพศเมียที่ไปกัดหรือดูดเลือดผู้ป่วยและนำเชื้อที่ได้รับไปกัดคนต่อไป ทำให้คนๆ นั้นได้รับเชื้อไข้เลือดออกซึ่งมีระยะฟักตัวประมาณ 2 – 7 วันจึงจะแสดงอาการ


3. ยุงลายกัดตอนไหน?


ยุงลายเพศเมียมักจะออกหากินในช่วงเช้าและช่วงพลบค่ำ ในเวลาดังกล่าวจึงไม่ควรออกไปอยู่ในที่ยุงชุม ควรนอนในมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านเพื่อช่วยป้องกันโรคไข้เลือดออก


4. เป็นไข้เลือดออกกี่วันหาย?


โดยปกติแล้วโรคไข้เลือดออกจะหายได้เองประมาณ 2 –7 วัน ซึ่งมักจะมีอาการไข้สูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป มีอาการเลือดออกโดยเฉพาะบริเวณผิวหนังจะมีจุดแดง มีอาการตับโตกดแล้วรู้สึกเจ็บ แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่เรียกว่า “ภาวะช็อก” อาจใช้เวลาในการรักษามากกว่า 1 สัปดาห์จึงจะกลับมาหายเป็นปกติ


5. ไข้เลือดออกต้องนอนโรงพยาบาลไหม?


ในผู้ป่วยไข้เลือดออกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลแต่ควรหมั่นสังเกตอาการร่วมด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยควรดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยการดื่มน้ำผสมเกลือแร่มากๆ กินอาหารได้ปกติแต่เน้นสุกและสะอาด ระมัดระวังไม่ให้ร่างกายกระแทกกับสิ่งของต่างๆ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ช่วงวันที่ 3 – 4 ควรไปพบแพทย์เพื่อติดตามอาการและภายใน 7 วันอาการอาจจะหายไปทั้งหมดและเกล็ดเลือดจะกลับมาปกติภายใน 1 – 2 อาทิตย์


บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
โรคอิไตอิไต (Itai-Itai Disease)
กาฬโรค (Plaque)




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล