MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไอ (Cough)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการไอเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งเร้า เช่น ฝุ่น ควัน มลพิษ สารเคมี โดยการไอเป็นกลไกการขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกจากทางเดินหายใจ นอกจากนี้อาการไออาจเกิดจากโรคและภาวะต่างๆ เช่น ไข้หวัด โรคครูปที่พบมากในเด็กเล็ก โรคปอดอักเสบ

  • อาการไอแบ่งออกเป็น 4 แบบหลักๆ คือ ไอแห้ง เป็นการไอแบบไม่มีเสมหะ ไอเปียกคือไอแบบมีเสมหะ ไอเป็นชุดๆ เกิดจากการติดเชื้อทำให้ไอต่อเนื่องจนทำให้รู้สึกเจ็บและเหนื่อยได้ สุดท้ายคือไอจากโรคครูป เป็นการไอที่มีเสียงเฉพาะคล้ายเสียงเห่า และทำให้การหายใจลำบาก

  • ผู้ที่มีอาการไอ ควรดูแลตัวเองโดยการดื่มน้ำมากๆ นอนหมอนสูง เลี่ยงสิ่งกระตุ้น เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ กลั่วคอด้วยน้ำเกลือเพื่อลดเสมหะ ทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดอย่างเคร่งครัด งดน้ำเย็น น้ำแข็ง งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์




อาการไอ (Cough) คืออะไร?


อาการไอ (Cough) คือ การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งผิดปกติ โดยการดันลมออกจากปอดอย่างรวดเร็ว ซึ่งการไอสามารถเกิดจากความตั้งใจไอของผู้ที่มีอาการเองและสามารถเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติจากกลไกของร่างกาย เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษ สารเคมี เสมหะหรือน้ำมูกที่เกิดจากอาการป่วย ฯลฯ การไอจึงถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจอีกด้วย


อาการไอมีกี่แบบ?


อาการไอ

อาการไอสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบหลักๆ ดังนี้


1. ไอแห้ง (Dry Cough)


เป็นอาการไอแบบไม่มีเสมหะ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การไอจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนเนื่องมาจากไข้หวัด นอกจากนี้อาจเกิดจากอาการระคายเคืองจากมลพิษ อุณหภูมิ เกิดจากผลข้างเคียงของยาบางตัว เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มเอซีอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) ยาที่ใช้ในกลุ่มเบาหวาน ยารักษาโรคกระดูกพรุน กลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) เกิดจากโรคกล่องเสียงอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคกรดไหลย้อน ฯลฯ


2. ไอเปียก (Wet Cough)


คืออาการไอแบบมีเสมหะซึ่งการไอจะช่วยขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจ เกิดจากหลายสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัด โดยมักจะมาพร้อมอาการอื่นทั้งน้ำมูกไหล อ่อนเพลีย นอกจากนี้อาการไอเปียกยังสามารถเกิดจากโรคหลอดลมอักเสบ คออักเสบ ปอดอักเสบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)


3. ไอเป็นชุดๆ (Paroxysmal Cough)


เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจทำให้มีการอักเสบของเยี่อบุทางเดินหายใจ ในระยะแรกเริ่มจะมีอาการเหมือนหวัดธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อเข้าระยะ Paroxysmal Stage ในสัปดาห์ที่ 3 จะมีอาการไอต่อเนื่องเป็นชุด 5-10 ครั้งและสลับไปกับการสูดหายใจเข้าอย่างรุนแรง ทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอกและเหนื่อย


ทั้งนี้อาการไอเป็นชุดๆ อาจเกิดจากโรคไอกรน (Pertussis) ซึ่งจะมีการไอและหายใจเข้ารุนแรงจนเกิดเสียง “วู๊ป” (Whooping cough) สำหรับเด็กทารกที่มีอาการดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาจส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไอเป็นชุดๆ อีก เช่น วัณโรค โรคปอดอักเสบ โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง


อาการไอจากโรคครูป

4. อาการไอเนื่องจากโรคครูป (Croup Cough)


เป็นการไอที่เกิดจากโรคครูปซึ่งมักจะพบได้บ่อยในเด็ก 3-6 เดือน และยังสามารถพบได้ในเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นบริเวณหลอดลมและกล่องเสียง ทำให้เกิดการระคายเคืองและบวม โดยการไอจากโรคครูปจะมีเสียงที่เฉพาะคล้ายกับเสียงเห่า ทำให้เสียงแหบและหายใจเข้ามีเสียงดัง นอกจากนี้โรคครูปยังทำให้เด็กหายใจลำบากหรือหายใจเร็วผิดปกติ ในกรณีที่รุนแรงเด็กอาจมีอาการตัวซีดและเขียวช้ำร่วมด้วย


สาเหตุของการไอ


อาการไอ เกิดจาก

การไอเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นที่ผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ อาจเป็นได้ทั้งตัวกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม เช่น ควัน ฝุ่น สารพิษในอากาศ สารเคมี หรือเกิดจากโรคบางชนิด


ตัวกระตุ้นเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบประสาทให้ส่งสัญญาณมาที่กล้ามเนื้อบริเวณช่องอกและท้อง ให้บีบลมออกจากปอดอย่างรวดเร็วเพื่อดันสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกไป ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากปฏิกิริยาของร่างกาย และการไอด้วยความตั้งใจของตัวเราเองเพื่อขับเสมหะหรือเมื่อรู้สึกระคายเคืองคอ


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


สำหรับเด็กอาการที่ต้องไปพบแพทย์ ดังนี้


  • มีอาการไอมานานกว่า 3 สัปดาห์
  • มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือไข้ต่ำกว่านี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน
  • มีอาการริมฝีปากเขียวคล้ำและตัวซีด
  • ร่างกายขาดน้ำและไม่สามารถกลืนอาหารได้
  • มีอาการอ่อนเพลียรุนแรง
  • มีเสียง “วู๊ป” ขณะหายใจสลับกับอาการไอ

สำหรับผู้ใหญ่อาการที่ต้องไปพบแพทย์ ดังนี้


  • มีอาการไอเรื้อรังนาน 8 สัปดาห์
  • มีอาการไอเป็นเลือด
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • มีอาการอ่อนเพลียมาก
  • ร่างกายขาดน้ำรุนแรง
  • หายใจมีเสียง “วู๊ป”
  • มีอาการแสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน หรือมีอาการไอที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

consult doctor

การรักษาอาการไอ


การรักษาอาการไอ ควรเริ่มจากการหาสาเหตุของอาการก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด บางคนเกิดจากการได้รับมลพิษ เช่น ฝุ่นควัน ภูมิแพ้ การสูบบุหรี่หรือการใช้ยาบางชนิด เมื่อเราหลีกเลี่ยงจากตัวกระตุ้นเหล่านั้นหรือหยุดยาที่ทำให้เกิดอาการไอ ก็จะทำให้อาการไอหายไปได้เอง


แต่หากมีอาการไอต่อเนื่องและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดจากโรคบางชนิด ควรทานยาเพื่อบรรเทาอาการไอร่วมกับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของอาการไอด้วย เช่น โรคหวัด โรคหลอดลมอักเสบ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ คออักเสบ


ยารักษาอาการไอ


ยาแก้ไอ

  • ยาลดหรือระงับอาการไอ (Cough suppressants or Antitussives)
    ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอแห้งแบบไม่มีเสมหะ โดยยาจะเข้าไปออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมอาการไอ ตัวยาเช่น Dextromethorphan, Codeine, Levodropropizine และ Butamirate หรือชื่อทางการค้า เช่น Strepsil Dry Cough, Codipront, Levopront และ Sinecod

  • ยาขับเสมหะ (Expectorants)
    ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอแบบมีเสมหะ โดยยาจะมีฤทธิ์ในการกระตุ้นเยื่อบุในทางเดินหายใจให้มีเสมหะมากขึ้น เสมหะก็จะเหลวและสามารถขับออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น Guaifenesin หรือชื่อทางการค้าคือ Glycolate, Bronchonyl

  • ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)
    ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอแบบมีเสมหะเช่นกัน ในบางครั้งจะใช้ร่วมกับยาขับเสมหะ โดยยาจะมีฤทธิ์ในการลดความเหนียวข้นของเสมหะและทำให้ขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น Bromhexine, Ambroxol และ Acetylcysteine หรือชื่อทางการค้า เช่น Bisolvon, Strepsil Chesty Cough และ Nac Long

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการไอ


Do


  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น อากาศเย็น การดื่มน้ำเย็น อาหารทอด
  • ดื่มน้ำสะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ และทำให้คอชุ่มชื้น
  • หายใจเอาไอน้ำเข้าไป หรือใช้เครื่องทำความชื้นภายในห้องได้
  • กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย เพื่อละลายเสมหะและเมือกในคอ รวมทั้งลดอาการเจ็บคอ
  • ดื่มน้ำขิงผสมน้ำผึ้งเพื่อลดเสมหะในคอพร้อมทั้งบรรเทาอาการไอ
  • พยายามนอนหมอนสูง เพื่อให้หายใจได้สะดวก
  • ทานยาแก้ไอ แต่หากไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ควรพบแพทย์
  • ใช้ยาพ่นจมูก เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

Don’t


  • ควรงดอาหารเผ็ดจัด ของทอด อาหารไขมันสูง
  • งดการดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่

การป้องกันอาการไอ

การป้องกันอาการไอ


  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีสิ่งแปลกปลอม
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่
  • ควรใช้เครื่องทำความชื้นช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์
  • รักษาร่างกายและออกกำลังกายให้มีภูมิต้านทานต่อการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการไอ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ไซนัส ฯลฯ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไอ


1. อาการไอเหมือนสำลักน้ำ เกิดจากอะไร?


อาจเกิดจากอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยโรคดังกล่าวจะทำให้มีอาการไอเรื้อรังหรือไอแบบเหมือนสำลักน้ำได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก


2. อาการไอตอนกลางคืน เกิดจากอะไร?


เกิดจากการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุจมูก ซึ่งมีสาเหตุมาจากอากาศเย็นเกินไป อากาศแห้งเกินไป หรือว่าห้องนอนมีความชื้นน้อยเกินไป อีกทั้งอาจมีตัวกระตุ้นอื่นๆ เช่น ฝุ่นในห้องนอนที่สะสมอยู่ในเครื่องนอน จนทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนที่มีอาการไอ สำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่สะดวกตอนกลางคืนอาจเกิดจากกรดไหลลงไปในหลอดลมเวลานอน จึงควรปรับระดับหมอนให้สูงขึ้น


3. อาการไอในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร?


ในผู้สูงอายุ อาการไอเกิดได้จากการสำลักน้ำลายหรืออาหารส่งผลให้เกิดหลอดลมอักเสบ หากถ้าผู้สูงอายุมีอาการสำลักเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งจะมีความเสี่ยงในโรคทางสมองและระบบประสาทได้


4. อาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ เกิดจากอะไร?


อาจเกิดจากอาการแพ้หรืออาการหวัด เป็นอาการที่เกิดจากการระคายเคืองซึ่งพบได้ทั่วไป รวมถึงอาจพบในผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันสูง โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน หรือพบอาการไอแห้งในกลุ่มที่มีการใช้เสียงมากๆ ได้เช่นกัน


5. ไอมีเสมหะ แต่ไม่มีไข้ เกิดจากอะไร?


อาจเกิดจากอาการแพ้สิ่งกระตุ้นที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน หรือสารกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ทำให้กลุ่มผู้ป่วยภูมิแพ้อาจมีอาการไอแบบมีเสมหะได้ หรืออาจพบได้ในกลุ่มที่เริ่มมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ทำให้สร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมา และอาจเกิดได้จากโรคหลอมลมอักเสบ โรคปอดบวมหรือปอดติดเชื้อจนทำให้เกิดการอักเสบ รวมถึงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไอ (Cough)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการไอเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งเร้า เช่น ฝุ่น ควัน มลพิษ สารเคมี โดยการไอเป็นกลไกการขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกจากทางเดินหายใจ นอกจากนี้อาการไออาจเกิดจากโรคและภาวะต่างๆ เช่น ไข้หวัด โรคครูปที่พบมากในเด็กเล็ก โรคปอดอักเสบ

  • อาการไอแบ่งออกเป็น 4 แบบหลักๆ คือ ไอแห้ง เป็นการไอแบบไม่มีเสมหะ ไอเปียกคือไอแบบมีเสมหะ ไอเป็นชุดๆ เกิดจากการติดเชื้อทำให้ไอต่อเนื่องจนทำให้รู้สึกเจ็บและเหนื่อยได้ สุดท้ายคือไอจากโรคครูป เป็นการไอที่มีเสียงเฉพาะคล้ายเสียงเห่า และทำให้การหายใจลำบาก

  • ผู้ที่มีอาการไอ ควรดูแลตัวเองโดยการดื่มน้ำมากๆ นอนหมอนสูง เลี่ยงสิ่งกระตุ้น เปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ กลั่วคอด้วยน้ำเกลือเพื่อลดเสมหะ ทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดอย่างเคร่งครัด งดน้ำเย็น น้ำแข็ง งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์




อาการไอ (Cough) คืออะไร?


อาการไอ (Cough) คือ การตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งผิดปกติ โดยการดันลมออกจากปอดอย่างรวดเร็ว ซึ่งการไอสามารถเกิดจากความตั้งใจไอของผู้ที่มีอาการเองและสามารถเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติจากกลไกของร่างกาย เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในทางเดินหายใจ เช่น ฝุ่นควัน มลพิษ สารเคมี เสมหะหรือน้ำมูกที่เกิดจากอาการป่วย ฯลฯ การไอจึงถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจอีกด้วย


อาการไอมีกี่แบบ?


อาการไอ

อาการไอสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบหลักๆ ดังนี้


1. ไอแห้ง (Dry Cough)


เป็นอาการไอแบบไม่มีเสมหะ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอที่พบได้บ่อยที่สุดคือ การไอจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบนเนื่องมาจากไข้หวัด นอกจากนี้อาจเกิดจากอาการระคายเคืองจากมลพิษ อุณหภูมิ เกิดจากผลข้างเคียงของยาบางตัว เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่มเอซีอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitors) ยาที่ใช้ในกลุ่มเบาหวาน ยารักษาโรคกระดูกพรุน กลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) เกิดจากโรคกล่องเสียงอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ โรคหอบหืด โรคภูมิแพ้ โรคกรดไหลย้อน ฯลฯ


2. ไอเปียก (Wet Cough)


คืออาการไอแบบมีเสมหะซึ่งการไอจะช่วยขับเสมหะออกจากทางเดินหายใจ เกิดจากหลายสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัด โดยมักจะมาพร้อมอาการอื่นทั้งน้ำมูกไหล อ่อนเพลีย นอกจากนี้อาการไอเปียกยังสามารถเกิดจากโรคหลอดลมอักเสบ คออักเสบ ปอดอักเสบ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)


3. ไอเป็นชุดๆ (Paroxysmal Cough)


เกิดจากการติดเชื้อในทางเดินหายใจทำให้มีการอักเสบของเยี่อบุทางเดินหายใจ ในระยะแรกเริ่มจะมีอาการเหมือนหวัดธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อเข้าระยะ Paroxysmal Stage ในสัปดาห์ที่ 3 จะมีอาการไอต่อเนื่องเป็นชุด 5-10 ครั้งและสลับไปกับการสูดหายใจเข้าอย่างรุนแรง ทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอกและเหนื่อย


ทั้งนี้อาการไอเป็นชุดๆ อาจเกิดจากโรคไอกรน (Pertussis) ซึ่งจะมีการไอและหายใจเข้ารุนแรงจนเกิดเสียง “วู๊ป” (Whooping cough) สำหรับเด็กทารกที่มีอาการดังกล่าวจะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาจส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไอเป็นชุดๆ อีก เช่น วัณโรค โรคปอดอักเสบ โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง


อาการไอจากโรคครูป

4. อาการไอเนื่องจากโรคครูป (Croup Cough)


เป็นการไอที่เกิดจากโรคครูปซึ่งมักจะพบได้บ่อยในเด็ก 3-6 เดือน และยังสามารถพบได้ในเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นบริเวณหลอดลมและกล่องเสียง ทำให้เกิดการระคายเคืองและบวม โดยการไอจากโรคครูปจะมีเสียงที่เฉพาะคล้ายกับเสียงเห่า ทำให้เสียงแหบและหายใจเข้ามีเสียงดัง นอกจากนี้โรคครูปยังทำให้เด็กหายใจลำบากหรือหายใจเร็วผิดปกติ ในกรณีที่รุนแรงเด็กอาจมีอาการตัวซีดและเขียวช้ำร่วมด้วย


สาเหตุของการไอ


อาการไอ เกิดจาก

การไอเกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อตัวกระตุ้นที่ผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ อาจเป็นได้ทั้งตัวกระตุ้นในสิ่งแวดล้อม เช่น ควัน ฝุ่น สารพิษในอากาศ สารเคมี หรือเกิดจากโรคบางชนิด


ตัวกระตุ้นเหล่านี้จะไปกระตุ้นระบบประสาทให้ส่งสัญญาณมาที่กล้ามเนื้อบริเวณช่องอกและท้อง ให้บีบลมออกจากปอดอย่างรวดเร็วเพื่อดันสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ออกไป ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากปฏิกิริยาของร่างกาย และการไอด้วยความตั้งใจของตัวเราเองเพื่อขับเสมหะหรือเมื่อรู้สึกระคายเคืองคอ


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


สำหรับเด็กอาการที่ต้องไปพบแพทย์ ดังนี้


  • มีอาการไอมานานกว่า 3 สัปดาห์
  • มีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือไข้ต่ำกว่านี้ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน
  • มีอาการริมฝีปากเขียวคล้ำและตัวซีด
  • ร่างกายขาดน้ำและไม่สามารถกลืนอาหารได้
  • มีอาการอ่อนเพลียรุนแรง
  • มีเสียง “วู๊ป” ขณะหายใจสลับกับอาการไอ

สำหรับผู้ใหญ่อาการที่ต้องไปพบแพทย์ ดังนี้


  • มีอาการไอเรื้อรังนาน 8 สัปดาห์
  • มีอาการไอเป็นเลือด
  • มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • มีอาการอ่อนเพลียมาก
  • ร่างกายขาดน้ำรุนแรง
  • หายใจมีเสียง “วู๊ป”
  • มีอาการแสบร้อนกลางอก กรดไหลย้อน หรือมีอาการไอที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

consult doctor

การรักษาอาการไอ


การรักษาอาการไอ ควรเริ่มจากการหาสาเหตุของอาการก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด บางคนเกิดจากการได้รับมลพิษ เช่น ฝุ่นควัน ภูมิแพ้ การสูบบุหรี่หรือการใช้ยาบางชนิด เมื่อเราหลีกเลี่ยงจากตัวกระตุ้นเหล่านั้นหรือหยุดยาที่ทำให้เกิดอาการไอ ก็จะทำให้อาการไอหายไปได้เอง


แต่หากมีอาการไอต่อเนื่องและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงเกิดจากโรคบางชนิด ควรทานยาเพื่อบรรเทาอาการไอร่วมกับการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของอาการไอด้วย เช่น โรคหวัด โรคหลอดลมอักเสบ หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ คออักเสบ


ยารักษาอาการไอ


ยาแก้ไอ

  • ยาลดหรือระงับอาการไอ (Cough suppressants or Antitussives)
    ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอแห้งแบบไม่มีเสมหะ โดยยาจะเข้าไปออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลางที่ควบคุมอาการไอ ตัวยาเช่น Dextromethorphan, Codeine, Levodropropizine และ Butamirate หรือชื่อทางการค้า เช่น Strepsil Dry Cough, Codipront, Levopront และ Sinecod

  • ยาขับเสมหะ (Expectorants)
    ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอแบบมีเสมหะ โดยยาจะมีฤทธิ์ในการกระตุ้นเยื่อบุในทางเดินหายใจให้มีเสมหะมากขึ้น เสมหะก็จะเหลวและสามารถขับออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น Guaifenesin หรือชื่อทางการค้าคือ Glycolate, Bronchonyl

  • ยาละลายเสมหะ (Mucolytics)
    ใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการไอแบบมีเสมหะเช่นกัน ในบางครั้งจะใช้ร่วมกับยาขับเสมหะ โดยยาจะมีฤทธิ์ในการลดความเหนียวข้นของเสมหะและทำให้ขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น เช่น Bromhexine, Ambroxol และ Acetylcysteine หรือชื่อทางการค้า เช่น Bisolvon, Strepsil Chesty Cough และ Nac Long

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการไอ


Do


  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่น อากาศเย็น การดื่มน้ำเย็น อาหารทอด
  • ดื่มน้ำสะอาดอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ และทำให้คอชุ่มชื้น
  • หายใจเอาไอน้ำเข้าไป หรือใช้เครื่องทำความชื้นภายในห้องได้
  • กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย เพื่อละลายเสมหะและเมือกในคอ รวมทั้งลดอาการเจ็บคอ
  • ดื่มน้ำขิงผสมน้ำผึ้งเพื่อลดเสมหะในคอพร้อมทั้งบรรเทาอาการไอ
  • พยายามนอนหมอนสูง เพื่อให้หายใจได้สะดวก
  • ทานยาแก้ไอ แต่หากไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ควรพบแพทย์
  • ใช้ยาพ่นจมูก เพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น

Don’t


  • ควรงดอาหารเผ็ดจัด ของทอด อาหารไขมันสูง
  • งดการดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดการสูบบุหรี่

การป้องกันอาการไอ

การป้องกันอาการไอ


  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีสิ่งแปลกปลอม
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และควันบุหรี่
  • ควรใช้เครื่องทำความชื้นช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่นอนในห้องแอร์
  • รักษาร่างกายและออกกำลังกายให้มีภูมิต้านทานต่อการเกิดโรคต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของอาการไอ เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ไซนัส ฯลฯ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไอ


1. อาการไอเหมือนสำลักน้ำ เกิดจากอะไร?


อาจเกิดจากอาการของโรคกรดไหลย้อน โดยโรคดังกล่าวจะทำให้มีอาการไอเรื้อรังหรือไอแบบเหมือนสำลักน้ำได้ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก


2. อาการไอตอนกลางคืน เกิดจากอะไร?


เกิดจากการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุจมูก ซึ่งมีสาเหตุมาจากอากาศเย็นเกินไป อากาศแห้งเกินไป หรือว่าห้องนอนมีความชื้นน้อยเกินไป อีกทั้งอาจมีตัวกระตุ้นอื่นๆ เช่น ฝุ่นในห้องนอนที่สะสมอยู่ในเครื่องนอน จนทำให้เกิดหลอดลมอักเสบ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางคนที่มีอาการไอ สำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่สะดวกตอนกลางคืนอาจเกิดจากกรดไหลลงไปในหลอดลมเวลานอน จึงควรปรับระดับหมอนให้สูงขึ้น


3. อาการไอในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร?


ในผู้สูงอายุ อาการไอเกิดได้จากการสำลักน้ำลายหรืออาหารส่งผลให้เกิดหลอดลมอักเสบ หากถ้าผู้สูงอายุมีอาการสำลักเกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งจะมีความเสี่ยงในโรคทางสมองและระบบประสาทได้


4. อาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไม่มีไข้ เกิดจากอะไร?


อาจเกิดจากอาการแพ้หรืออาการหวัด เป็นอาการที่เกิดจากการระคายเคืองซึ่งพบได้ทั่วไป รวมถึงอาจพบในผู้ป่วยกลุ่มที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันสูง โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน หรือพบอาการไอแห้งในกลุ่มที่มีการใช้เสียงมากๆ ได้เช่นกัน


5. ไอมีเสมหะ แต่ไม่มีไข้ เกิดจากอะไร?


อาจเกิดจากอาการแพ้สิ่งกระตุ้นที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน หรือสารกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) ทำให้กลุ่มผู้ป่วยภูมิแพ้อาจมีอาการไอแบบมีเสมหะได้ หรืออาจพบได้ในกลุ่มที่เริ่มมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ทำให้สร้างสารคัดหลั่งหรือเสมหะออกมา และอาจเกิดได้จากโรคหลอมลมอักเสบ โรคปอดบวมหรือปอดติดเชื้อจนทำให้เกิดการอักเสบ รวมถึงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ




แหล่งข้อมูล