MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาแก้ไอ (Cough Medicines)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแก้ไอใช้รักษาอาการไอที่เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ การเกิดภูมิแพ้ ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด แบ่งออกเป็นการไอแบบมีเสมหะและไม่มีเสมหะ

  • ยาแก้ไอมี 3 ประเภท ได้แก่ ยาบรรเทาอาการไอ ที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง ยาละลายเสมหะ และยาขับเสมหะ ที่ออกฤทธิ์ทำให้เสมหะเหลวจึงขับออกมาง่ายขึ้น

  • อาการข้างเคียงของการใช้ยาแก้ไอ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม ประสาทหลอน กระวนกระวาย หากอาการรุนแรงขึ้นต้องไปพบแพทย์ทันที




ยาแก้ไอคืออะไร?



อาการไอมีหลากหลายลักษณะ ได้แก่ การไอแบบมีเสมหะ การไอแบบไม่มีเสมหะ การไอแบบระคายคอ การไอแห้ง ยาแก้ไอก็มีหลากหลายตัวยาด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยควรเลือกใช้ยาให้ถูกกับอาการและสาเหตุของโลก ไม่เช่นนั้นอาการก็จะรุนแรงขึ้นได้


นอกจากการไอจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีการไอที่เกิดจากการรับประทานยา ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต กลุ่มเออีซีอินฮิบิเตอร์ (AEC inhibitors) กลุ่มยารักษาโรคกระดูกพรุน กลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ซึ่งอาการไอที่เกิดจากการรับประทานยาทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างจากการแพ้หรือการติดเชื้อในระบบหายใจ การยับยั้งอาการไอไม่ควรลดการรับประทานยาดังกล่าว แต่อาจใช้ยาแก้ไอร่วมด้วยและหากมีการปรับเปลี่ยนยาต้องอยู่ในคำแนะนำของแพทย์


ยาแก้ไอคืออะไร

ยาที่ใช้ในการแก้ไอมีกี่ประเภท?


ยาที่ใช้ในการแก้ไอมี 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่


  1. ยาบรรเทาอาการไอ (Antitussive): ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับการไอที่ไม่มีเสมหะ เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการไอโดยตัวยาจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ห้ามใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ตัวยาที่นิยมใช้คือ Dextromethorphan และ Codeine

  2. ยาขับเสมหะ (Expectorants): ยากลุ่มนี้ใช้ในกรณีที่มีอาการไอแบบมีเสมหะ เป็นการทำให้เสมหะชื้นและเหลวตัวลง โดยตัวยาจะไประคายเคืองกระเพาะอาหารทำให้ร่างกายขับของเหลวที่มีน้ำออกมาจึงลดความเหนียวของเสมหะได้ เมื่อคนไข้ไอเสมหะจึงออกมาได้ง่ายขึ้น เป็นยาสำหรับอาการไอจากการติดเชื้อ เช่น เป็นหวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ

    ยาขับเสมหะที่นิยม ได้แก่ Guaifenesin, Ammonium chloride, Ammonia, Senega, Sodium citrate, Ipecacuanha

  3. ยาละลายเสมหะ (Mucolytics): ส่วนยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับการไอที่มีเสมหะ โดยตัวยาจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในมูก ทำให้มูกหรือเสมหะไม่เกาะตัวกันจึงมีลักษณะเหลวใสมากขึ้น ทำให้สามารถไอและเอาเสมหะออกมาได้ง่าย ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี

    ยาละลายเสมหะที่นิยม ได้แก่ Acetylcysteine, Ambroxol, Carbocysteine, Erdocysteine, Bromhexine

ยาน้ำแก้ไอ

รูปแบบของยาแก้ไอ


ยาแก้ไอมีหลายรูปแบบได้แก่ แบบเม็ด น้ำเชื่อม แบบฉีด การเลือกใช้ยาแต่ละแบบขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วยและความสอดคล้องกับอาการ เช่น หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอควรเลือกแบบน้ำเชื่อมดีที่สุด


  • ยาแก้ไอแบบเม็ด: มีทั้งยาเม็ดสำหรับอาการแบบมีเสมหะและไม่มีเสมหะ ยาแก้ไอแบบเม็ดเป็นชนิดที่เหมาะกับผู้ใหญ่เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ดี

  • ยาแก้ไอน้ำเชื่อม: เหมาะสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่กินยาเม็ดยาก เนื่องจากมีอาการระคายเคืองคอ เจ็บคอ แสบคอ จึงต้องรับประทานแบบน้ำเชื่อมที่ง่ายกว่าแบบเม็ด วิธีการทานจะต้องใช้ช้อนตวงที่ให้มากับบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ห้ามกะปริมาณเองเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

  • ยาแก้ไอแบบฉีด: ยาแก้แบบฉีดสำหรับรักษาอาการไอจากภูมิแพ้ แต่ประสิทธิภาพจะน้อยกว่าแบบเม็ด และถึงแม้จะฉีดยาแก้ไอแต่ถ้าอาการบรรเทาขึ้นแล้ว ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาแบบเม็ดร่วมด้วย

ยาแก้ไอ ราคา

ยาแก้ไอราคาเท่าไหร่?


ยาแก้ไอเป็นยาที่สามารถซื้อรับประทานได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปทั้งแบบเม็ด แบบน้ำเชื่อม แบบแผนโบราณและแบบแผนปัจจุบัน ซึ่งราคาก็จะมีหลากหลายตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อย


ส่วนยาแก้ไอแบบฉีดควรเข้ารับการฉีดกับทางสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้แพทย์ประเมินสาเหตุของอาการไอและรับการรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งอาจมีการรับประทานยาควบคู่ไปด้วย


buy drug online on raksa app

วิธีเลือกยาแก้ไอ


เมื่อมีอาการไอควรสังเกตว่าเป็นการไอแบบมีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ ซึ่งในบทความนี้ก็ได้ระบุยาแก้ไอสำหรับการไอแต่ละแบบไว้ข้างต้น การเลือกใช้ยาที่ถูกต้อง จะส่งผลต่อการออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพของยาให้ดีขึ้นได้ หรือสามารถสอบถามกับทางเภสัชกรก่อนซื้อ


ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ไอ


  • ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบหากมีประวัติการแพ้ยา โดยเฉพะยา Guaifenesin และ Dextromethorphan

  • ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบหากมีหรือเคยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือไอเป็นเลือด

  • ยาแก้ไอบางชนิดมีฤทธิ์เป็นสารเสพติดหากใช้เกินปริมาณที่กำหนด ฉะนั้นควรใช้อยากเหมาะสมและถูกวัตถุประสงค์

  • ยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อมอาจมีส่วนผสมของน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน (Aspartame) ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคฟีนิลคีโตนูเรีย และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง

  • หากใช้ยาแก้ไอควรแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ก่อนการผ่าตัดทุกครั้ง

  • ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงที่แน่ชัดกับกลุ่มเด็กเหล่านี้

  • หากต้องการใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

  • หากรับประทานยาแก้ไอเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินัจฉัยโรคอย่างละเอียดอีกครั้ง

  • ผู้ป่วยที่มีอาการไอไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดผลข้างเคียง

  • หากตั้งครรภ์และเป็นหญิงให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแก้ไอทุกครั้ง

  • ผู้สูงอายุมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงมากกว่าคนทั่วไป เช่น ง่วงซึม มึนงง วิงเวียนศีรษะ หรืออาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะได้ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

  • การใช้ยาแก้ไอที่มีสารต้านฮีสตามีนในเด็ก ผลข้างเคียงอาจมีอาการตื่นเต้น ปั่นป่วนแทนที่จะเป็นการง่วงซึม จึงควรเฝ้าระวังหากอาการไม่ดีขึ้นให้ไปพบแพทย์

วิธีใช้ยาแก้ไอ

วิธีใช้ยาแก้ไอและปริมาณที่เหมาะสม


การใช้ยาแก้ไอให้ถูกวิธีคือต้องสอดคล้องกับอาการไอว่าเป็นแบบมีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ อายุ น้ำหนักตัว การแพ้ยา สำหรับการใช้ยาแก้ไอจะรับประทานหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้งเมื่อมีอาการไอ ครั้งละ 1 เม็ดหรือ 1 ช้อนตวง


ส่วนการรับประทานยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อมที่จะต้องจิบ หมายถึงการรับประทานทีละนิดเมื่อมีอาการไอ คันคอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม การใช้ยาแก้ไอต้องระมัดระวังห้ามรับประทานยาเกินขนาด เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ทั้งนี้ยาแก้ไอที่ดีที่สุด ถูกที่สุดและหาได้ง่ายที่สุดคือน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นมีส่วนช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียวให้ถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น


ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาแก้ไอ


ยาแก้ไอแต่ละกลุ่มจะมีผลเคียงที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยควรศึกษาอาการที่เกิดขึ้นและผลของการใช้ยาอย่างละเอียดกับทางแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้ เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการแพ้ยาในผู้ป่วย


  1. ผลข้างเคียงจากยาบรรเทาอาการไอ: คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม ปวดท้อง ท้องผูก กล้ามเนื้อกระตุก พูดไม่ชัด หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง มึนงง ประสาทหลอน กระวนกระวาย เนื่องจากเป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะเป็นเหมือนสารเสพติด

  2. ผลข้างเคียงจากยาละลายเสมหะ: ยากลุ่มนี้เกิดผลข้างเคียงน้อยมาก แต่สามารถเกิดอุจจาระสีดำ เนื่องจากเลือดออกในทางเดินอาหาร

  3. ผลข้างเคียงจากยาขับเสมหะ: มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กระเพาะอาหารปั่นป่วน

อาการแพ้ยาแก้ไอที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผื่นคัน บวมที่หน้า ลิ้น คอ วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที รวมถึงอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นหากไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน ให้ไปพบแพทย์


consult doctor

ใช้ยาแก้ไอเกินขนาดควรทำอย่างไร?


เนื่องจากยาแก้ไอบางตัวมีฤทธิ์กดประสาททำให้ประสาทหลอนได้ การรับบประทานยาเกินขนาดทำให้มีอาการเกิดภาพหลอน วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ปัสสาวะลำบาก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน


ลืมกินยาแก้ไอ

ลืมกินยาแก้ไอควรทำอย่างไร?


โดยส่วนใหญ่แล้วยาแก้ไอจะรับประทานหลังอาหาร หากลืมรับประทานยาควรรับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้และรับประทานในปริมาณปากติ ไม่ควรรับประทานเป็น 2 เท่าและถ้าหากไม่มีอาการแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะรับประทานต่อ


การเก็บรักษายาแก้ไอ


  • เก็บในภาชนะปิดสนิท
  • เก็บให้ห่างจากแสงแดดและความชื้น
  • เก็บให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาแก้ไอ


1. ยาแก้ไอกินตอนไหน?


การรับประทานยาแก้ไอโดยทั่วไปจะรับประทานหลังอาหาร วันละ 3-4 ครั้งเมื่อมีอาการไอ ครั้งละ 1 เม็ดหรือ 1 หน่วยตามที่แพทย์หรือเภสัชกรระบุ หากอาการดีขึ้นสามารถหยุดยาได้ แต่ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นหลังจากรับประทานไปแล้ว 2 สัปดาห์ควรไปพบแพทย์


2. ยาแก้ไอราคาเท่าไหร่?


ยาแก้ไอหลายชนิดและมีราคาที่แตกต่างออกไป ทั้งยังมียาประเภทแผนโบราณและแผนปัจจุบัน เช่น ยาแก้ไอแบบเม็ดมีตั้งแต่ราคา 10-200 บาท ยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อมมีตั้งแต่ราคา 40-300 บาท


3. ยาแก้ไอกินแล้วง่วงจริงไหม?


ยาแก้ไอบางชนิดที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง มักมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม แต่หากอาการไม่ดีขึ้น หรือง่วงนอนรุนแรง และมีอาการแพ้อื่นๆ ร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจมีอาการแพ้ยาร่วมด้วย


4. กินยาแก้ไอแล้วไม่หายไอ ควรทำอย่างไร?


หลังจากที่รับประทานยาแก้ไอเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้วยังมีอาการไอเหมือนเดิม ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยอาการอย่างละเอียด เพื่อจะได้มีแนวทางการรักษาอาการไออย่างถูกวิธี







แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ยาแก้ไอ (Cough Medicines)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแก้ไอใช้รักษาอาการไอที่เกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ การเกิดภูมิแพ้ ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาบางชนิด แบ่งออกเป็นการไอแบบมีเสมหะและไม่มีเสมหะ

  • ยาแก้ไอมี 3 ประเภท ได้แก่ ยาบรรเทาอาการไอ ที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง ยาละลายเสมหะ และยาขับเสมหะ ที่ออกฤทธิ์ทำให้เสมหะเหลวจึงขับออกมาง่ายขึ้น

  • อาการข้างเคียงของการใช้ยาแก้ไอ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม ประสาทหลอน กระวนกระวาย หากอาการรุนแรงขึ้นต้องไปพบแพทย์ทันที




ยาแก้ไอคืออะไร?



อาการไอมีหลากหลายลักษณะ ได้แก่ การไอแบบมีเสมหะ การไอแบบไม่มีเสมหะ การไอแบบระคายคอ การไอแห้ง ยาแก้ไอก็มีหลากหลายตัวยาด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยควรเลือกใช้ยาให้ถูกกับอาการและสาเหตุของโลก ไม่เช่นนั้นอาการก็จะรุนแรงขึ้นได้


นอกจากการไอจากสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีการไอที่เกิดจากการรับประทานยา ได้แก่ ยาลดความดันโลหิต กลุ่มเออีซีอินฮิบิเตอร์ (AEC inhibitors) กลุ่มยารักษาโรคกระดูกพรุน กลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ซึ่งอาการไอที่เกิดจากการรับประทานยาทั้งสองกลุ่มนี้จะแตกต่างจากการแพ้หรือการติดเชื้อในระบบหายใจ การยับยั้งอาการไอไม่ควรลดการรับประทานยาดังกล่าว แต่อาจใช้ยาแก้ไอร่วมด้วยและหากมีการปรับเปลี่ยนยาต้องอยู่ในคำแนะนำของแพทย์


ยาแก้ไอคืออะไร

ยาที่ใช้ในการแก้ไอมีกี่ประเภท?


ยาที่ใช้ในการแก้ไอมี 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่


  1. ยาบรรเทาอาการไอ (Antitussive): ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับการไอที่ไม่มีเสมหะ เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการไอโดยตัวยาจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ห้ามใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 4 ปี ตัวยาที่นิยมใช้คือ Dextromethorphan และ Codeine

  2. ยาขับเสมหะ (Expectorants): ยากลุ่มนี้ใช้ในกรณีที่มีอาการไอแบบมีเสมหะ เป็นการทำให้เสมหะชื้นและเหลวตัวลง โดยตัวยาจะไประคายเคืองกระเพาะอาหารทำให้ร่างกายขับของเหลวที่มีน้ำออกมาจึงลดความเหนียวของเสมหะได้ เมื่อคนไข้ไอเสมหะจึงออกมาได้ง่ายขึ้น เป็นยาสำหรับอาการไอจากการติดเชื้อ เช่น เป็นหวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ

    ยาขับเสมหะที่นิยม ได้แก่ Guaifenesin, Ammonium chloride, Ammonia, Senega, Sodium citrate, Ipecacuanha

  3. ยาละลายเสมหะ (Mucolytics): ส่วนยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับการไอที่มีเสมหะ โดยตัวยาจะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโปรตีนในมูก ทำให้มูกหรือเสมหะไม่เกาะตัวกันจึงมีลักษณะเหลวใสมากขึ้น ทำให้สามารถไอและเอาเสมหะออกมาได้ง่าย ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี

    ยาละลายเสมหะที่นิยม ได้แก่ Acetylcysteine, Ambroxol, Carbocysteine, Erdocysteine, Bromhexine

ยาน้ำแก้ไอ

รูปแบบของยาแก้ไอ


ยาแก้ไอมีหลายรูปแบบได้แก่ แบบเม็ด น้ำเชื่อม แบบฉีด การเลือกใช้ยาแต่ละแบบขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วยและความสอดคล้องกับอาการ เช่น หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บคอควรเลือกแบบน้ำเชื่อมดีที่สุด


  • ยาแก้ไอแบบเม็ด: มีทั้งยาเม็ดสำหรับอาการแบบมีเสมหะและไม่มีเสมหะ ยาแก้ไอแบบเม็ดเป็นชนิดที่เหมาะกับผู้ใหญ่เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ดี

  • ยาแก้ไอน้ำเชื่อม: เหมาะสำหรับทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่กินยาเม็ดยาก เนื่องจากมีอาการระคายเคืองคอ เจ็บคอ แสบคอ จึงต้องรับประทานแบบน้ำเชื่อมที่ง่ายกว่าแบบเม็ด วิธีการทานจะต้องใช้ช้อนตวงที่ให้มากับบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ห้ามกะปริมาณเองเพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้

  • ยาแก้ไอแบบฉีด: ยาแก้แบบฉีดสำหรับรักษาอาการไอจากภูมิแพ้ แต่ประสิทธิภาพจะน้อยกว่าแบบเม็ด และถึงแม้จะฉีดยาแก้ไอแต่ถ้าอาการบรรเทาขึ้นแล้ว ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาแบบเม็ดร่วมด้วย

ยาแก้ไอ ราคา

ยาแก้ไอราคาเท่าไหร่?


ยาแก้ไอเป็นยาที่สามารถซื้อรับประทานได้เอง ไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปทั้งแบบเม็ด แบบน้ำเชื่อม แบบแผนโบราณและแบบแผนปัจจุบัน ซึ่งราคาก็จะมีหลากหลายตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อย


ส่วนยาแก้ไอแบบฉีดควรเข้ารับการฉีดกับทางสถานพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้แพทย์ประเมินสาเหตุของอาการไอและรับการรักษาอย่างถูกวิธี ซึ่งอาจมีการรับประทานยาควบคู่ไปด้วย


buy drug online on raksa app

วิธีเลือกยาแก้ไอ


เมื่อมีอาการไอควรสังเกตว่าเป็นการไอแบบมีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ ซึ่งในบทความนี้ก็ได้ระบุยาแก้ไอสำหรับการไอแต่ละแบบไว้ข้างต้น การเลือกใช้ยาที่ถูกต้อง จะส่งผลต่อการออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพของยาให้ดีขึ้นได้ หรือสามารถสอบถามกับทางเภสัชกรก่อนซื้อ


ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ไอ


  • ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบหากมีประวัติการแพ้ยา โดยเฉพะยา Guaifenesin และ Dextromethorphan

  • ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรให้ทราบหากมีหรือเคยมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือไอเป็นเลือด

  • ยาแก้ไอบางชนิดมีฤทธิ์เป็นสารเสพติดหากใช้เกินปริมาณที่กำหนด ฉะนั้นควรใช้อยากเหมาะสมและถูกวัตถุประสงค์

  • ยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อมอาจมีส่วนผสมของน้ำตาลหรือสารให้ความหวาน (Aspartame) ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคฟีนิลคีโตนูเรีย และผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกครั้ง

  • หากใช้ยาแก้ไอควรแจ้งแพทย์หรือทันตแพทย์ก่อนการผ่าตัดทุกครั้ง

  • ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงที่แน่ชัดกับกลุ่มเด็กเหล่านี้

  • หากต้องการใช้ในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

  • หากรับประทานยาแก้ไอเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการวินัจฉัยโรคอย่างละเอียดอีกครั้ง

  • ผู้ป่วยที่มีอาการไอไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้อาการแย่ลงหรือเกิดผลข้างเคียง

  • หากตั้งครรภ์และเป็นหญิงให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาแก้ไอทุกครั้ง

  • ผู้สูงอายุมักมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงมากกว่าคนทั่วไป เช่น ง่วงซึม มึนงง วิงเวียนศีรษะ หรืออาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะได้ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

  • การใช้ยาแก้ไอที่มีสารต้านฮีสตามีนในเด็ก ผลข้างเคียงอาจมีอาการตื่นเต้น ปั่นป่วนแทนที่จะเป็นการง่วงซึม จึงควรเฝ้าระวังหากอาการไม่ดีขึ้นให้ไปพบแพทย์

วิธีใช้ยาแก้ไอ

วิธีใช้ยาแก้ไอและปริมาณที่เหมาะสม


การใช้ยาแก้ไอให้ถูกวิธีคือต้องสอดคล้องกับอาการไอว่าเป็นแบบมีเสมหะหรือไม่มีเสมหะ อายุ น้ำหนักตัว การแพ้ยา สำหรับการใช้ยาแก้ไอจะรับประทานหลังอาหารวันละ 3-4 ครั้งเมื่อมีอาการไอ ครั้งละ 1 เม็ดหรือ 1 ช้อนตวง


ส่วนการรับประทานยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อมที่จะต้องจิบ หมายถึงการรับประทานทีละนิดเมื่อมีอาการไอ คันคอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม การใช้ยาแก้ไอต้องระมัดระวังห้ามรับประทานยาเกินขนาด เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ ทั้งนี้ยาแก้ไอที่ดีที่สุด ถูกที่สุดและหาได้ง่ายที่สุดคือน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นมีส่วนช่วยละลายเสมหะที่ข้นเหนียวให้ถูกขับออกมาได้ง่ายขึ้น


ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยาแก้ไอ


ยาแก้ไอแต่ละกลุ่มจะมีผลเคียงที่แตกต่างกัน ผู้ป่วยควรศึกษาอาการที่เกิดขึ้นและผลของการใช้ยาอย่างละเอียดกับทางแพทย์หรือเภสัชกรที่จ่ายยาให้ เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการแพ้ยาในผู้ป่วย


  1. ผลข้างเคียงจากยาบรรเทาอาการไอ: คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ง่วงซึม ปวดท้อง ท้องผูก กล้ามเนื้อกระตุก พูดไม่ชัด หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง มึนงง ประสาทหลอน กระวนกระวาย เนื่องจากเป็นกลุ่มยาที่มีฤทธิ์กดประสาท ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะเป็นเหมือนสารเสพติด

  2. ผลข้างเคียงจากยาละลายเสมหะ: ยากลุ่มนี้เกิดผลข้างเคียงน้อยมาก แต่สามารถเกิดอุจจาระสีดำ เนื่องจากเลือดออกในทางเดินอาหาร

  3. ผลข้างเคียงจากยาขับเสมหะ: มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน กระเพาะอาหารปั่นป่วน

อาการแพ้ยาแก้ไอที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผื่นคัน บวมที่หน้า ลิ้น คอ วิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์ทันที รวมถึงอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นหากไม่ดีขึ้นใน 2-3 วัน ให้ไปพบแพทย์


consult doctor

ใช้ยาแก้ไอเกินขนาดควรทำอย่างไร?


เนื่องจากยาแก้ไอบางตัวมีฤทธิ์กดประสาททำให้ประสาทหลอนได้ การรับบประทานยาเกินขนาดทำให้มีอาการเกิดภาพหลอน วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง ปัสสาวะลำบาก ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน


ลืมกินยาแก้ไอ

ลืมกินยาแก้ไอควรทำอย่างไร?


โดยส่วนใหญ่แล้วยาแก้ไอจะรับประทานหลังอาหาร หากลืมรับประทานยาควรรับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้และรับประทานในปริมาณปากติ ไม่ควรรับประทานเป็น 2 เท่าและถ้าหากไม่มีอาการแล้วก็ไม่จำเป็นที่จะรับประทานต่อ


การเก็บรักษายาแก้ไอ


  • เก็บในภาชนะปิดสนิท
  • เก็บให้ห่างจากแสงแดดและความชื้น
  • เก็บให้ห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกินยาแก้ไอ


1. ยาแก้ไอกินตอนไหน?


การรับประทานยาแก้ไอโดยทั่วไปจะรับประทานหลังอาหาร วันละ 3-4 ครั้งเมื่อมีอาการไอ ครั้งละ 1 เม็ดหรือ 1 หน่วยตามที่แพทย์หรือเภสัชกรระบุ หากอาการดีขึ้นสามารถหยุดยาได้ แต่ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นหลังจากรับประทานไปแล้ว 2 สัปดาห์ควรไปพบแพทย์


2. ยาแก้ไอราคาเท่าไหร่?


ยาแก้ไอหลายชนิดและมีราคาที่แตกต่างออกไป ทั้งยังมียาประเภทแผนโบราณและแผนปัจจุบัน เช่น ยาแก้ไอแบบเม็ดมีตั้งแต่ราคา 10-200 บาท ยาแก้ไอแบบน้ำเชื่อมมีตั้งแต่ราคา 40-300 บาท


3. ยาแก้ไอกินแล้วง่วงจริงไหม?


ยาแก้ไอบางชนิดที่ออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง มักมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม แต่หากอาการไม่ดีขึ้น หรือง่วงนอนรุนแรง และมีอาการแพ้อื่นๆ ร่วมด้วยให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจมีอาการแพ้ยาร่วมด้วย


4. กินยาแก้ไอแล้วไม่หายไอ ควรทำอย่างไร?


หลังจากที่รับประทานยาแก้ไอเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์แล้วยังมีอาการไอเหมือนเดิม ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยอาการอย่างละเอียด เพื่อจะได้มีแนวทางการรักษาอาการไออย่างถูกวิธี







แหล่งข้อมูล