MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

รู้จักวิธีคุมกำเนิด องค์ความรู้สามัญ ป้องกันการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • การคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบถาวร หรือการทำหมัน และแบบชั่วคราวที่มีให้เลือกหลายวิธี เช่น การกินยาคุม การใส่ถุงยางอนามัย การใส่ห่วงอนามัย ฯลฯ

  • การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวสามารถมีบุตรหลังเลิกใช้ยาหรืออุปกรณ์ได้ ซึ่งการทำงานของอุปกรณ์อย่างห่วงอนามัยและถุงยางอนามัย คือการขัดขวางไม่ให้อสุจิเจอกับไข่ ส่วนวิธีที่ใช้ฮอร์โมน เช่นการรับประทานยาคุมกำเนิด หรือใช้ห่วงอนามัยบางชนิด จะเป็นการยับยั้งการตกไข่ และทำให้โพรงมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน

  • ยังมีคนอีกจำนวนมากที่คุมกำเนิดด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพต่ำ และมีโอกาสตั้งครรภ์สูง เช่น การนับหน้า 7 หลัง 7 การปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ การหลั่งนอก การล้างช่องคลอด เป็นต้น



Table of Contents
การคุมกำเนิดคืออะไร?
การเลือกวิธีคุมกำเนิดต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง?
ประเภทของการคุมกำเนิด
วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ ห้ามทำ!!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคุมกำเนิด


การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันการตั้งครรภ์สำหรับคนที่อยู่ในช่วงยังไม่พร้อมมีบุตร ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้สามัญประจำตัวที่สำคัญ และการสละเวลาศึกษาเรื่องการคุมกำเนิดเป็นเรื่องง่ายกว่าการรับมือเมื่อตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือติดโรคทางเพศสัมพันธ์ในชั่วข้ามคืน มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง และแต่ละวิธีมีรายละเอียดอย่างไร


การคุมกำเนิดคืออะไร?


การคุมกำเนิด (Contraception, Birth Control) หมายถึง วิธีการป้องกันไม่ให้อสุจิและไข่ผสมกันจนเกิดการปฏิสนธิหรือป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนที่ถูกผสมแล้ว รวมถึงการทำลายไข่ที่ผสมแล้วและมีการฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมีหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการใส่ถุงยางอนามัย การทานยาคุมกำเนิด การทำหมัน


คุมกำเนิดแบบไหนดี

การเลือกวิธีคุมกำเนิดต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง?


ในปัจจุบันมีวิธีการคุมกำเนิดอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ซึ่งการจะเลือกใช้วิธีใดนั้นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ลองตั้งคำถามเหล่านี้ดูเพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม


  • ต้องการมีบุตรในอนาคตหรือไม่?
  • ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดมีปัญหาด้านสุขภาพอะไรบ้าง?
  • มีเพศสัมพันธ์บ่อยแค่ไหน และเปลี่ยนคู่นอนบ่อยหรือไม่?
  • ต้องการใช้วิธีที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยไหม?
  • วิธีคุมกำเนิดแต่ละแบบยับยั้งการคุมกำเนิดอย่างไร?
  • วิธีคุมกำเนิดแต่ละแบบมีผลข้างเคียงหรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน?
  • ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดสามารถใช้วิธีคุมกำเนิดนั้นๆ อย่างถูกวิธีและตามกำหนดเวลาได้หรือไม่?
  • วิธีคุมกำเนิดที่ใช้เป็นที่ยอมรับในด้านศาสนาและขนบธรรมเนียมหรือประเพณีของผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดหรือไม่?

ประเภทของการคุมกำเนิด


1. การคุมกำเนิดแบบถาวร (Permanent Contraception)


การคุมกำเนิดแบบถาวร ได้แก่ การทำหมันหญิงและการทำหมันชาย เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีบุตรเพียงพอแล้ว ไม่ต้องการมีบุตรอีกในอนาคต หรือหากตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายได้ และด้วยความที่เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวร หากเปลี่ยนใจอยากมีบุตรคงเป็นไปได้ยาก หรือหากหมันหลุดในผู้หญิง จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และเด็กทารกในครรภ์


การทำหมัน

1.1 การทำหมันหญิง (Female Sterilization, Tubal Sterilization)


การคุมกำเนิดประเภทนี้เป็นวิธีการที่ทำให้ท่อนำไข่อุดตันหรือตัดออก โดยวิธีการต่างๆ เช่น การผูกและตัดท่อนำไข่ การจี้ไฟฟ้า การฉีดสารเคมี ใช้วงแหวนพลาสติกรัด หรือคลิปหนีบ โดยหลังทำจะเป็นหมันทันที เพราะอสุจิของฝ่ายชายไม่สามารถมาเจอกับไข่ของฝ่ายหญิงได้ สามารถทำได้ 2 ช่วงเวลา คือ


  • การทำหมันเปียก หากผ่าคลอดทางหน้าท้องสามารถทำได้ทันทีแต่หากเป็นการคลอดทางช่องคลอด สามารถทำได้หลังคลอดไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง หรือนานสุดหลังคลอด 6 วัน วิธีนี้จะทำให้ทำหมันได้ง่ายแพทย์จึงมักแนะนำให้ทำหมันหลังคลอดเลย

  • การทำหมันแห้ง เป็นการทำหมันในช่วงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือช่วงหลังคลอดเกิน 6 สัปดาห์ไปแล้ว เนื่องจากระยะปกติมดลูกจะอยู่ในอุ้งเชิงกราน การหาท่อนำไข่จึงยากขึ้น การผ่าตัดทำหมันแห้งจึงยากกว่าการทำหมันเปียก

1.2 การทำหมันชาย (Male Sterilization, Vasectomy)


การทำหมันชาย คือ การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน โดยแพทย์จะทำการผูกหรือตัดท่ออสุจิ เพื่อไม่ให้ตัวอสุจิสร้างแล้วถูกลำเลียงออกไปได้ แต่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติและความรู้สึกทางเพศไม่ลดลง โดยน้ำอสุจิที่ออกมาจะไม่มีตัวอสุจิอยู่ ทำให้ไม่เกิดการปฏิสนธิในโพรงมดลูกของเพศหญิง ซึ่งการทำหมันชายสามารถทำได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล หลังจากทำแล้วควรคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน


2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (Temporary or Reversible Contraception)


การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวเป็นวิธีที่มีผลเฉพาะขณะที่คุม แต่เมื่อเลิกคุมกำเนิดแล้วก็สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้ตามปกติ มีหลากหลายวิธีได้แก่


2.1 การใช้ถุงยางอนามัย


เรียกได้ว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมและมีการณรงค์ให้ใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งถุงยางอนามัยที่เราคุ้นเคยคือถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วยังมีถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงด้วย การใช้ถุงยางอนามัยนอกจากจะหาซื้อง่ายแล้วยังเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ช่วยลดโอกาสติดเชื้อ HIV และโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ได้ รวมถึงป้องกันการตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างดีเพียงแต่ต้องใช้อย่างถูกวิธี ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องคลอดสำหรับผู้หญิงบางราย


ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยชาย (Condom)
ใช้ใส่อวัยวะเพศชายขณะแข็งตัวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ในมดลูก โดยถุงยางอนามัยสามารถผลิตจาก 3 วัสดุด้วยกัน คือ สำไส้สัตว์ ยางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์

ในปัจจุบันถุงยางอนามัยที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ทำจากยางสังเคราะห์ มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ และมีการผลิตรูปแบบแตกต่างกันอีกด้วย ทั้งไซซ์ ผิวสัมผัส กลิ่น ความบาง สารหล่อลื่น และสารชะลอการหลั่ง แต่ก่อนใช้งานจำเป็นจะต้องรู้วิธีการใช้อย่างถูก ดังนี้


  • ขั้นตอนการฉีกออกจากซอง ให้ใช้มือฉีก ไม่ใช้ปาก กรรไกร หรือของมีคมตัด เพราะอาจทำให้เกิดรอยฉีกขาดบริเวณถุงยางได้

  • การสวมใส่อย่างถูกวิธี คือต้องใส่เมื่ออวัยวะเพศชายแข็งตัวแล้วเท่านั้น โดยใช้มือหนึ่งบีบกระเปาะตรงปลายให้แน่นเพื่อไล่อากาศ เวลาใส่ให้รอยม้วนของขอบถุงยางอยู่ด้านนอก และใช้อีกมืออีกข้างค่อยๆ รูดถุงยางไปตามอวัยวะเพศชายจนสุด

  • เมื่อใช้งานเสร็จแล้วให้รูดถุงยางออกในขณะที่อวัยวะเพศชายยังแข็งตัว ก่อนจะห่อด้วยกระดาษชำระอย่างมิดชิดแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ

  • ห้ามใช้ถุงยางอนามัยซ้ำ ห้ามใส่ซ้อน 2 ชั้น ห้ามถอดถุงยางกลางคัน หรือหากใส่ผิดด้านในตอนแรกให้ทิ้งไปเลยแล้วใช้อันใหม่ และห้ามใช้ถุงยางอนามัยที่หมดอายุ

ถุงยางอนามัยผู้หญิง

ถุงยางอนามัยหญิง (Femal Condom)


เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ยังไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก ทำให้การหาซื้อค่อนข้างยากกว่าถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย และนอกจากหาซื้อยากกว่าแล้ว ขั้นตอนการใส่หรือใช้งานก็ไม่สะดวกเท่าของผู้ชาย และมีโอกาสที่ถุงยางอนามัยหญิงจะหลุดได้ง่ายอีกด้วย


การใช้ถุงยางอนามัยหญิงจะช่วยให้ตัวอสุจิไม่สามารถเข้าไปผสมกับไข่ได้ หลักการทำงานเหมือนกันกับถุงยางอนามัยของเพศชาย โดยถุงยางอนามัยของเพศหญิงผลิตมาจากสารที่เรียกว่า โพลียูรีเทน (Polyurethane) มีความบางและนุ่ม มีลักษณะเหมือนถุงมีวงแหวนตรงปลาย 2 ด้าน แต่ด้านหนึ่งเปิดอีกด้านหนึ่งปิด


2.2 ยาคุมกำเนิดแบบรับประทาน (Oral Contraceptive)


ยาคุมกำเนิด

สำหรับยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยากับเภสัชกร หลักการทำงานคือตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่ทำให้อสุจิที่เข้าไปไม่สามารถผสมกับไข่ได้ ข้อดีคือเมื่อหยุดใช้สามารถกลับมามีบุตรได้ปกติ


นอกจากนั้นยังให้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก เช่น ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติและลดอาการปวดท้องประจำเดือน ช่วยลดสิวลดผิวมัน ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก


ทั้งนี้ทั้งนั้นการทานยาคุมก็จำเป็นต้องทานอย่างถูกต้องถูกเวลาและสม่ำเสมอ หากลืมทานอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้


  • ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว
    เป็นยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงชนิดเดียว เป็นชนิดที่ผลิตออกมาเพื่อลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เหมาะกับคนที่มีปัญหาสุขภาพหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรหลังคลอด เพราะหากทานชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วยจะส่งผลต่อการผลิตน้ำนมของคุณแม่ ผลข้างเคียงคืออาจจะทำให้รอบเดือนไม่มา มาไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยเป็นๆ หายๆ ขณะที่ใช้ยา

  • ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม
    เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินรวมกันในเม็ดเดียว โดยยาคุมชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงหากรับประทานอย่างถูกต้อง

2.3 การฉีดยาคุมกำเนิด (Injectable Contraceptive)


ฉีดยาคุม

การฉีดยาคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดชั่วคราวแบบหนึ่ง โดยจะทำการฉีดตัวยาเข้ากล้ามเนื้อของผู้หญิง หลังจากนั้นฮอร์โมนจะค่อยๆ ออกมา เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ฉีดง่ายไม่ยุ่งยาก ออกฤทธิ์นาน ในปัจจุบันมีให้เลือก 2 แบบคือ แบบออกฤทธิ์ 1 เดือน และแบบออกฤทธิ์ 3 เดือน


หลักการทำงานของตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในสภาพไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกข้นเหนียวส่งผลให้อสุจิผ่านได้ยาก


ยาคุมกำเนิดแบบฉีดมี 2 ชนิดคือ ยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตเจนได้ และยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดฮอร์โมนรวม


ข้อควรระวังคือไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรทันทีหลังหยุดยา เพราะตัวยาจะไม่ได้หมดประสิทธิภาพทันทีที่หยุดฉีด ในบางคนใช้เวลาหลายเดือนเพื่อรอยาหมดฤทธิ์ จึงจะสามารถตั้งครรภ์ได้


2.4 ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง (Contraceptive Implant)


ฝังยาคุม

ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวออกฤทธิ์นาน สามารถออกฤทธิ์ได้นาน 3-5 ปี แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักแม้จะมีการเริ่มใช้งานมาหลายสิบปีแล้ว โดยตัวยาจะมีลักษณะเป็นแท่งยาวสีขาว ขนาดประมาณ 3 เซนติเมตร


แพทย์จะฝังยาลงไปใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขนด้านใน มีทั้งแบบ 2 แท่ง และแบบ 1 แท่ง หลังจากฝังไปแล้วตัวยาจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ และทำให้โพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อนในกรณีที่เกิดการปฏิสนธิขึ้น


สามารถใช้ได้กับทั้งคนที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน แต่ต้องคอยเฝ้าระวัง และประสิทธิภาพของยาอาจไม่เท่ากับคนทั่วไป ซึ่งวิธีการคุมกำเนิดโดยฝังยาเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก อัตราล้มเหลวเพียงแค่ 0.05-0.1% เท่านั้น


2.5 การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine Device: IUD)


ห่วงคุมกำเนิด

เป็นวิธีคุมกำเนิดสำหรับผู้หญิงที่ได้รับความนิยม สามารถอยู่ได้ 3-10 ปี โดยห่วงที่ใส่เข้าไปจะไปขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ผลข้างเคียงต่ำ มี 2 แบบคือ แบบห่วงที่เคลือบสารทองแดง และแบบห่วงเคลือบฮอร์โมนโปรเจสติน ทำให้ผู้ที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็สามารถใช้ได้ ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว ไม่คลื่นไส้อาเจียนหรือเกิดสิว


ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะจะใช้ห่วงยาคุมกำเนิดคือ ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่เพิ่งหายจากอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ไม่เกิน 3 เดือน ผู้ที่มีอาการแพ้ทองแดง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ลักษณะของห่วงจะเป็นรูปตัว T ขนาดอยู่ที่ 2-3 เซนติเมตร ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการใส่ห่วงคุมกำเนิดคือวันสุดท้ายของการมีประจำเดือนหรือวันถัดไป เพื่อลดโอกาสการใส่ห่วงในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่


2.6 การใส่วงแหวนคุมกำเนิด (Vaginal Ring)


วงแหวนคุมกำเนิด

วงแหวนคุมกำเนิด เป็นการคุมกำเนิดสำหรับเพศหญิง โดยการใส่วงแหวนเข้าไปในช่องคลอด ลักษณะของวงแหวนจะเป็นพลาสติกใส ไม่มีสี ยืดหยุ่นได้ และไม่ละลายในช่องคลอด


ตัววงแหวนจะบรรจุฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินเหมือนกับยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อใส่เข้าไปตัวฮอร์โมนจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ออกฤทธิ์ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิโดยยับยั้งการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น ตัวอสุจิจึงเข้าไปได้ยาก โดยให้ใส่วันแรกที่ประจำเดือนมาและนับไป 21 วัน ถอดออกอีก 7 วัน แล้วค่อยใส่เข้าไปใหม่


ผู้ที่ใช้วิธีนี้ในการคุมกำเนิดอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผู้ที่ไม่ควรใส่วงแหวนคุมกำเนิดคือ ผู้ที่มีอาการเลือดอุดตัน ตับทำงานผิดปกติ ผู้ที่เป็นไมเกรนบางประเภท ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม และผู้หญิงที่กำลังให้นมบุตรที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน


2.7 การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด (Transdermal Patch)


แผ่นแปะคุมกำเนิด

แผ่นแปะคุมกำเนิด มีลักษณะเป็นแผ่นซึ่งจะมีตัวยาที่ใช้คุมกำเนิดคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน โดยตัวยาจะซึมเข้ากระแสเลือดอย่างช้าๆ ใช้แปะบริเวณผิวหนังที่แห้งและสะอาด เช่น สะโพก แขนบนด้านนอก ท้องล่าง แต่ไม่ควรแปะที่หน้าอกหรือบริเวณที่มีการอักเสบ


การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการทานยาคุมหรือฉีดยาคุม เนื่องจากตัวยามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแต่ใช้งานง่ายกว่า ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดนานๆ เนื่องจากการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดนานเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้


2.8 ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน (Emergency pill)


มักใช้ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันและไม่ตั้งใจ หรือเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ถุงยางอนามัยหลุดขณะมีเพศสัมพันธ์ การทานยาคุมฉุกเฉินจะต้องเริ่มทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นยาที่มีผลข้างเคียงสูงทั้งผลในระยะสั้นคือ คลื่นไส้ อาเจียน และถ้าเกิดการตั้งครรภ์ในรอบที่ทานยาคุมฉุกเฉินไปจะมีโอกาสเกิดการท้องนอกมดลูกได้สูงซึ่งเป็นอันตรายมาก จึงไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำ


วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ ไม่อยากท้องห้ามทำ!!


การคุมกำเนิดที่ประสิทธิภาพต่ำ คือการไม่ใช้อุปกรณ์หรือฮอร์โมนใดๆ มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงมากในแต่ละวิธี จึงไม่ใช่วิธีที่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้


วิธีคุมกำเนิดประสิทธิภาพต่ำ

1. การหลั่งนอกหรือกลั้นอสุจิ (Withdrawal or Coitus Interruptus)


สำหรับการหลั่งนอกคือ ผู้ชายจะถอนอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดก่อนถึงจุดสุดยอดหรือก่อนเกิดการหลั่ง แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลเนื่องจากมีโอกาสที่จะถอนอวัยวะเพศชายออกไม่ทัน และของเหลวที่อวัยวะเพศชายอาจมีตัวอสุจิผสมอยู่โดยไม่จำเป็นต้องถึงจุดสุดยอด ไม่ว่าจะมองมุมไหนวิธีนี้ก็ทำให้มีโอกาสตั้งท้องได้สูง โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ womenhealth.gov ระบุว่าผู้หญิงที่ใช้วิธีนี้คุมกำเนิดเพียงวิธีเดียว สามารถตั้งท้องได้ 22 คนจาก 100 คนเลยทีเดียว


2. การนับวันหน้า 7 หลัง 7 (Fertility Awareness Method: FAM)


การนับวันหน้า 7 หลัง 7 อาศัยการนับวันตกไข่และรอบเดือน สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ก่อนมีประจำเดือน 7 วัน และหลังจากมีประจำเดือนวันแรก 7 วัน สามารถใช้ได้กับผู้หญิงที่แข็งแรง มีประจำเดือนมาตรงตามรอบทุกครั้ง แต่ก็เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ


3. การให้นมบุตรหลังตั้งครรภ์ (Lactational Amenorrhea Method: LAM)


การให้นมบุตรหลังคลอดไม่เกิน 6 เดือนเป็นวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ เนื่องจากการที่ลูกดูดนมจากมารดา ทำให้หัวนมถูกกระตุ้นร่างกายจึงตอบสนองโดยการยับยั้งการตกไข่ แต่คุณแม่จะต้องให้นมลูกทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อลดโอกาสการตกไข่และตั้งครรภ์ และไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่ตั้งครรภ์ เพราะหากมีประจำเดือนมาในช่วงก่อน 6 เดือน ก็อาจจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ในที่สุด หรือถ้าไม่มีรอบเดือนมา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการตกไข่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ให้นมบุตรไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นควรใช้วิธีอื่นควบคู่


4. การสวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์


เป็นอีกหนึ่งความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่าการใช้น้ำล้างช่องคลอดจะทำให้สามารถล้างเอาอสุจิออกได้หมด นอกจากจะไม่ป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังทำให้เป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำสบู่ล้าง ถึงขั้นเกิดการติดเชื้อและอักเสบภายในช่องคลอดได้


5. การปัสสาวะทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์


แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยกำจัดแบคทีเรียและป้องกันการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ (UTIs) หลังมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ใช่วิธีคุมกำเนิด เหตุผลคือ ช่องคลอดและท่อปัสสาวะเป็นคนละส่วนกันแม้จะอยู่ใกล้กันก็ตาม ดังนั้นเมื่อมีการหลังน้ำอสุจิในช่องคลอด การปัสสาวะหลังจากนั้นไม่ได้ขับอสุจิออกมาด้วย และอีกเหตุผลคือเมื่อตัวอสุจิเข้าไปในช่องคลอดแล้ว จะไม่ว่ายทวนออกมาตามธรรมชาติ มีแต่จะพยายามหาทางเข้าไปผสมกับไข่ให้เร็วที่สุด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคุมกำเนิด


คุมกำเนิดแบบไหนดี

1. การคุมกำเนิดมีกี่วิธี?


การคุมกำเนิดมีหลากหลายวิธีแต่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือคุมกำเนิดแบบถาวร หรือที่เรียกว่าการทำหมัน และการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เช่น การใส่ถุงยางขณะมีเพศสัมพันธ์ การกินยาคุมกำเนิด การฝังยา การใส่ห่วง การใส่วงแหวน


2. วิธีคุมกำเนิดที่ดีที่สุดคือวิธีไหน?


วิธีเดียวที่จะไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อไหร่ที่มีเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เสมอ


การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เป็นวิธีการลดโอกาสการตั้งครรภ์ ไม่มีวิธีการคุมกำเนิดแบบไหนที่ได้ผล 100% จึงไม่มีการคุมกำเนิดวิธีไหนที่ดีที่สุด การเลือกวิธีการคุมกำเนิดจะขึ้นกับบริบทของคนไข้แต่ละคน โรคประจำตัว ความต้องการมีบุตรในอนาคต ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด ดังนั้นจึงต้องศึกษาวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หรืองดมีเพศสัมพันธ์หากไม่พร้อม


3. คุมกำเนิดแบบไหนไม่อ้วน?


วิธีคุมกำเนิดที่ไม่ได้อาศัยฮอร์โมน เช่น ถุงยางอนามัย ห่วงอนามัยชนิดไม่มีฮอร์โมน เป็นวิธีที่ไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม


แต่หากใช้วิธีการยาฝังคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด วิธีเหล่านี้จะใช้ฮอร์โมนเป็นตัวออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ จึงอาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไปเพิ่มความอยากอาหารหรือทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงในระยะแรกๆ ที่ใช้ แต่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ในระยะยาวถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารที่ทาน น้ำหนักมักจะไม่เพิ่มจากก่อนคุมกำเนิด


4. วิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติได้ผลจริงหรือไม่?


การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติได้ผลจริง แต่อัตราความสำเร็จมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละวิธี โอกาสตั้งครรภ์อาจอยู่ที่ 3% หากทำอย่างถูกต้องในบางวิธี เช่น การให้นมบุตรหลังตั้งครรภ์ (Lactational Amenorrhea Method: LAM) หรือสามารถตั้งท้องได้สูงถึง 85% หากทำผิดวิธี และหากรวมการล้างช่องคลอดและการปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์เป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติด้วย โอกาสตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นหรือพูดอีกอย่างคือ ไม่สามารถคุมกำเนิดได้นั่นเอง


การคุมกำเนิดถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องหันมาใส่ใจ ไม่ว่าจะเพศไหน หรืออายุเท่าไหร่ เพราะเรื่องการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม ไม่ว่าจะอยู่ในวัยที่ไม่พร้อม หรือไม่พร้อมมีบุตรเพิ่มก็ตาม รวมถึงการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขที่ปลายเหตุได้


ถ้างดการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ก็ควรเลือกวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การฝังยาคุม ฉีดยาคุม ใส่ห่วงคุมกำเนิด ทานยาคุมรายเดือน ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และไม่ควรใช้วิธีผิดๆ เช่น การหลั่งนอก การนับวัน การล้างช่องคลอดหรือปัสสาววะหลังมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ

นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ (สูติ-นรีแพทย์)
คลินิกส่วนตัว
พ.บ. (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ว.ว. สูติ-นรีเวชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล



ผู้เขียน
Raksa Content Team

รู้จักวิธีคุมกำเนิด องค์ความรู้สามัญ ป้องกันการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • การคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบถาวร หรือการทำหมัน และแบบชั่วคราวที่มีให้เลือกหลายวิธี เช่น การกินยาคุม การใส่ถุงยางอนามัย การใส่ห่วงอนามัย ฯลฯ

  • การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวสามารถมีบุตรหลังเลิกใช้ยาหรืออุปกรณ์ได้ ซึ่งการทำงานของอุปกรณ์อย่างห่วงอนามัยและถุงยางอนามัย คือการขัดขวางไม่ให้อสุจิเจอกับไข่ ส่วนวิธีที่ใช้ฮอร์โมน เช่นการรับประทานยาคุมกำเนิด หรือใช้ห่วงอนามัยบางชนิด จะเป็นการยับยั้งการตกไข่ และทำให้โพรงมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน

  • ยังมีคนอีกจำนวนมากที่คุมกำเนิดด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพต่ำ และมีโอกาสตั้งครรภ์สูง เช่น การนับหน้า 7 หลัง 7 การปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ การหลั่งนอก การล้างช่องคลอด เป็นต้น



Table of Contents
การคุมกำเนิดคืออะไร?
การเลือกวิธีคุมกำเนิดต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง?
ประเภทของการคุมกำเนิด
วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ ห้ามทำ!!
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคุมกำเนิด


การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันการตั้งครรภ์สำหรับคนที่อยู่ในช่วงยังไม่พร้อมมีบุตร ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ความรู้สามัญประจำตัวที่สำคัญ และการสละเวลาศึกษาเรื่องการคุมกำเนิดเป็นเรื่องง่ายกว่าการรับมือเมื่อตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือติดโรคทางเพศสัมพันธ์ในชั่วข้ามคืน มาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้าง และแต่ละวิธีมีรายละเอียดอย่างไร


การคุมกำเนิดคืออะไร?


การคุมกำเนิด (Contraception, Birth Control) หมายถึง วิธีการป้องกันไม่ให้อสุจิและไข่ผสมกันจนเกิดการปฏิสนธิหรือป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนที่ถูกผสมแล้ว รวมถึงการทำลายไข่ที่ผสมแล้วและมีการฝังตัวในเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมีหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการใส่ถุงยางอนามัย การทานยาคุมกำเนิด การทำหมัน


คุมกำเนิดแบบไหนดี

การเลือกวิธีคุมกำเนิดต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง?


ในปัจจุบันมีวิธีการคุมกำเนิดอยู่หลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ซึ่งการจะเลือกใช้วิธีใดนั้นต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ลองตั้งคำถามเหล่านี้ดูเพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม


  • ต้องการมีบุตรในอนาคตหรือไม่?
  • ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดมีปัญหาด้านสุขภาพอะไรบ้าง?
  • มีเพศสัมพันธ์บ่อยแค่ไหน และเปลี่ยนคู่นอนบ่อยหรือไม่?
  • ต้องการใช้วิธีที่สามารถป้องกันเชื้อไวรัส HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยไหม?
  • วิธีคุมกำเนิดแต่ละแบบยับยั้งการคุมกำเนิดอย่างไร?
  • วิธีคุมกำเนิดแต่ละแบบมีผลข้างเคียงหรือไม่ มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน?
  • ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดสามารถใช้วิธีคุมกำเนิดนั้นๆ อย่างถูกวิธีและตามกำหนดเวลาได้หรือไม่?
  • วิธีคุมกำเนิดที่ใช้เป็นที่ยอมรับในด้านศาสนาและขนบธรรมเนียมหรือประเพณีของผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดหรือไม่?

ประเภทของการคุมกำเนิด


1. การคุมกำเนิดแบบถาวร (Permanent Contraception)


การคุมกำเนิดแบบถาวร ได้แก่ การทำหมันหญิงและการทำหมันชาย เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีบุตรเพียงพอแล้ว ไม่ต้องการมีบุตรอีกในอนาคต หรือหากตั้งครรภ์อาจเป็นอันตรายได้ และด้วยความที่เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบถาวร หากเปลี่ยนใจอยากมีบุตรคงเป็นไปได้ยาก หรือหากหมันหลุดในผู้หญิง จะมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และเด็กทารกในครรภ์


การทำหมัน

1.1 การทำหมันหญิง (Female Sterilization, Tubal Sterilization)


การคุมกำเนิดประเภทนี้เป็นวิธีการที่ทำให้ท่อนำไข่อุดตันหรือตัดออก โดยวิธีการต่างๆ เช่น การผูกและตัดท่อนำไข่ การจี้ไฟฟ้า การฉีดสารเคมี ใช้วงแหวนพลาสติกรัด หรือคลิปหนีบ โดยหลังทำจะเป็นหมันทันที เพราะอสุจิของฝ่ายชายไม่สามารถมาเจอกับไข่ของฝ่ายหญิงได้ สามารถทำได้ 2 ช่วงเวลา คือ


  • การทำหมันเปียก หากผ่าคลอดทางหน้าท้องสามารถทำได้ทันทีแต่หากเป็นการคลอดทางช่องคลอด สามารถทำได้หลังคลอดไปแล้ว 24-48 ชั่วโมง หรือนานสุดหลังคลอด 6 วัน วิธีนี้จะทำให้ทำหมันได้ง่ายแพทย์จึงมักแนะนำให้ทำหมันหลังคลอดเลย

  • การทำหมันแห้ง เป็นการทำหมันในช่วงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือช่วงหลังคลอดเกิน 6 สัปดาห์ไปแล้ว เนื่องจากระยะปกติมดลูกจะอยู่ในอุ้งเชิงกราน การหาท่อนำไข่จึงยากขึ้น การผ่าตัดทำหมันแห้งจึงยากกว่าการทำหมันเปียก

1.2 การทำหมันชาย (Male Sterilization, Vasectomy)


การทำหมันชาย คือ การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นกัน โดยแพทย์จะทำการผูกหรือตัดท่ออสุจิ เพื่อไม่ให้ตัวอสุจิสร้างแล้วถูกลำเลียงออกไปได้ แต่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติและความรู้สึกทางเพศไม่ลดลง โดยน้ำอสุจิที่ออกมาจะไม่มีตัวอสุจิอยู่ ทำให้ไม่เกิดการปฏิสนธิในโพรงมดลูกของเพศหญิง ซึ่งการทำหมันชายสามารถทำได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล หลังจากทำแล้วควรคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วยไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน


2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว (Temporary or Reversible Contraception)


การคุมกำเนิดแบบชั่วคราวเป็นวิธีที่มีผลเฉพาะขณะที่คุม แต่เมื่อเลิกคุมกำเนิดแล้วก็สามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้ตามปกติ มีหลากหลายวิธีได้แก่


2.1 การใช้ถุงยางอนามัย


เรียกได้ว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ได้รับความนิยมและมีการณรงค์ให้ใช้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งถุงยางอนามัยที่เราคุ้นเคยคือถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย แต่จริงๆ แล้วยังมีถุงยางอนามัยสำหรับผู้หญิงด้วย การใช้ถุงยางอนามัยนอกจากจะหาซื้อง่ายแล้วยังเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ช่วยลดโอกาสติดเชื้อ HIV และโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ได้ รวมถึงป้องกันการตั้งครรภ์ได้ค่อนข้างดีเพียงแต่ต้องใช้อย่างถูกวิธี ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องคลอดสำหรับผู้หญิงบางราย


ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยชาย (Condom)
ใช้ใส่อวัยวะเพศชายขณะแข็งตัวเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ในมดลูก โดยถุงยางอนามัยสามารถผลิตจาก 3 วัสดุด้วยกัน คือ สำไส้สัตว์ ยางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์

ในปัจจุบันถุงยางอนามัยที่มีขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ทำจากยางสังเคราะห์ มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ และมีการผลิตรูปแบบแตกต่างกันอีกด้วย ทั้งไซซ์ ผิวสัมผัส กลิ่น ความบาง สารหล่อลื่น และสารชะลอการหลั่ง แต่ก่อนใช้งานจำเป็นจะต้องรู้วิธีการใช้อย่างถูก ดังนี้


  • ขั้นตอนการฉีกออกจากซอง ให้ใช้มือฉีก ไม่ใช้ปาก กรรไกร หรือของมีคมตัด เพราะอาจทำให้เกิดรอยฉีกขาดบริเวณถุงยางได้

  • การสวมใส่อย่างถูกวิธี คือต้องใส่เมื่ออวัยวะเพศชายแข็งตัวแล้วเท่านั้น โดยใช้มือหนึ่งบีบกระเปาะตรงปลายให้แน่นเพื่อไล่อากาศ เวลาใส่ให้รอยม้วนของขอบถุงยางอยู่ด้านนอก และใช้อีกมืออีกข้างค่อยๆ รูดถุงยางไปตามอวัยวะเพศชายจนสุด

  • เมื่อใช้งานเสร็จแล้วให้รูดถุงยางออกในขณะที่อวัยวะเพศชายยังแข็งตัว ก่อนจะห่อด้วยกระดาษชำระอย่างมิดชิดแล้วนำไปทิ้งในถังขยะ

  • ห้ามใช้ถุงยางอนามัยซ้ำ ห้ามใส่ซ้อน 2 ชั้น ห้ามถอดถุงยางกลางคัน หรือหากใส่ผิดด้านในตอนแรกให้ทิ้งไปเลยแล้วใช้อันใหม่ และห้ามใช้ถุงยางอนามัยที่หมดอายุ

ถุงยางอนามัยผู้หญิง

ถุงยางอนามัยหญิง (Femal Condom)


เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ยังไม่ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก ทำให้การหาซื้อค่อนข้างยากกว่าถุงยางอนามัยสำหรับผู้ชาย และนอกจากหาซื้อยากกว่าแล้ว ขั้นตอนการใส่หรือใช้งานก็ไม่สะดวกเท่าของผู้ชาย และมีโอกาสที่ถุงยางอนามัยหญิงจะหลุดได้ง่ายอีกด้วย


การใช้ถุงยางอนามัยหญิงจะช่วยให้ตัวอสุจิไม่สามารถเข้าไปผสมกับไข่ได้ หลักการทำงานเหมือนกันกับถุงยางอนามัยของเพศชาย โดยถุงยางอนามัยของเพศหญิงผลิตมาจากสารที่เรียกว่า โพลียูรีเทน (Polyurethane) มีความบางและนุ่ม มีลักษณะเหมือนถุงมีวงแหวนตรงปลาย 2 ด้าน แต่ด้านหนึ่งเปิดอีกด้านหนึ่งปิด


2.2 ยาคุมกำเนิดแบบรับประทาน (Oral Contraceptive)


ยาคุมกำเนิด

สำหรับยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยากับเภสัชกร หลักการทำงานคือตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่ทำให้อสุจิที่เข้าไปไม่สามารถผสมกับไข่ได้ ข้อดีคือเมื่อหยุดใช้สามารถกลับมามีบุตรได้ปกติ


นอกจากนั้นยังให้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีก เช่น ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติและลดอาการปวดท้องประจำเดือน ช่วยลดสิวลดผิวมัน ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก


ทั้งนี้ทั้งนั้นการทานยาคุมก็จำเป็นต้องทานอย่างถูกต้องถูกเวลาและสม่ำเสมอ หากลืมทานอาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้


  • ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนเดี่ยว
    เป็นยาคุมที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงชนิดเดียว เป็นชนิดที่ผลิตออกมาเพื่อลดอาการข้างเคียงจากฮอร์โมนเอสโตรเจน เหมาะกับคนที่มีปัญหาสุขภาพหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรหลังคลอด เพราะหากทานชนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนด้วยจะส่งผลต่อการผลิตน้ำนมของคุณแม่ ผลข้างเคียงคืออาจจะทำให้รอบเดือนไม่มา มาไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอยเป็นๆ หายๆ ขณะที่ใช้ยา

  • ยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม
    เป็นชนิดที่นิยมใช้กันมากที่สุดมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินรวมกันในเม็ดเดียว โดยยาคุมชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดสูงหากรับประทานอย่างถูกต้อง

2.3 การฉีดยาคุมกำเนิด (Injectable Contraceptive)


ฉีดยาคุม

การฉีดยาคุมกำเนิด เป็นวิธีการคุมกำเนิดชั่วคราวแบบหนึ่ง โดยจะทำการฉีดตัวยาเข้ากล้ามเนื้อของผู้หญิง หลังจากนั้นฮอร์โมนจะค่อยๆ ออกมา เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ฉีดง่ายไม่ยุ่งยาก ออกฤทธิ์นาน ในปัจจุบันมีให้เลือก 2 แบบคือ แบบออกฤทธิ์ 1 เดือน และแบบออกฤทธิ์ 3 เดือน


หลักการทำงานของตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการตกไข่ ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ในสภาพไม่เหมาะแก่การฝังตัวของตัวอ่อน และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกข้นเหนียวส่งผลให้อสุจิผ่านได้ยาก


ยาคุมกำเนิดแบบฉีดมี 2 ชนิดคือ ยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดฮอร์โมนเดี่ยว เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตเจนได้ และยาคุมกำเนิดแบบฉีดชนิดฮอร์โมนรวม


ข้อควรระวังคือไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรทันทีหลังหยุดยา เพราะตัวยาจะไม่ได้หมดประสิทธิภาพทันทีที่หยุดฉีด ในบางคนใช้เวลาหลายเดือนเพื่อรอยาหมดฤทธิ์ จึงจะสามารถตั้งครรภ์ได้


2.4 ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง (Contraceptive Implant)


ฝังยาคุม

ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราวออกฤทธิ์นาน สามารถออกฤทธิ์ได้นาน 3-5 ปี แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักแม้จะมีการเริ่มใช้งานมาหลายสิบปีแล้ว โดยตัวยาจะมีลักษณะเป็นแท่งยาวสีขาว ขนาดประมาณ 3 เซนติเมตร


แพทย์จะฝังยาลงไปใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขนด้านใน มีทั้งแบบ 2 แท่ง และแบบ 1 แท่ง หลังจากฝังไปแล้วตัวยาจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ และทำให้โพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัวของตัวอ่อนในกรณีที่เกิดการปฏิสนธิขึ้น


สามารถใช้ได้กับทั้งคนที่เป็นโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน แต่ต้องคอยเฝ้าระวัง และประสิทธิภาพของยาอาจไม่เท่ากับคนทั่วไป ซึ่งวิธีการคุมกำเนิดโดยฝังยาเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก อัตราล้มเหลวเพียงแค่ 0.05-0.1% เท่านั้น


2.5 การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine Device: IUD)


ห่วงคุมกำเนิด

เป็นวิธีคุมกำเนิดสำหรับผู้หญิงที่ได้รับความนิยม สามารถอยู่ได้ 3-10 ปี โดยห่วงที่ใส่เข้าไปจะไปขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก ถือเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ผลข้างเคียงต่ำ มี 2 แบบคือ แบบห่วงที่เคลือบสารทองแดง และแบบห่วงเคลือบฮอร์โมนโปรเจสติน ทำให้ผู้ที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็สามารถใช้ได้ ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว ไม่คลื่นไส้อาเจียนหรือเกิดสิว


ส่วนผู้ที่ไม่เหมาะจะใช้ห่วงยาคุมกำเนิดคือ ผู้ที่มีประวัติเป็นมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่เพิ่งหายจากอุ้งเชิงกรานอักเสบ (PID) ไม่เกิน 3 เดือน ผู้ที่มีอาการแพ้ทองแดง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ลักษณะของห่วงจะเป็นรูปตัว T ขนาดอยู่ที่ 2-3 เซนติเมตร ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการใส่ห่วงคุมกำเนิดคือวันสุดท้ายของการมีประจำเดือนหรือวันถัดไป เพื่อลดโอกาสการใส่ห่วงในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่


2.6 การใส่วงแหวนคุมกำเนิด (Vaginal Ring)


วงแหวนคุมกำเนิด

วงแหวนคุมกำเนิด เป็นการคุมกำเนิดสำหรับเพศหญิง โดยการใส่วงแหวนเข้าไปในช่องคลอด ลักษณะของวงแหวนจะเป็นพลาสติกใส ไม่มีสี ยืดหยุ่นได้ และไม่ละลายในช่องคลอด


ตัววงแหวนจะบรรจุฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินเหมือนกับยาเม็ดคุมกำเนิด เมื่อใส่เข้าไปตัวฮอร์โมนจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ออกฤทธิ์ป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิโดยยับยั้งการตกไข่ ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้น ตัวอสุจิจึงเข้าไปได้ยาก โดยให้ใส่วันแรกที่ประจำเดือนมาและนับไป 21 วัน ถอดออกอีก 7 วัน แล้วค่อยใส่เข้าไปใหม่


ผู้ที่ใช้วิธีนี้ในการคุมกำเนิดอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ผู้ที่ไม่ควรใส่วงแหวนคุมกำเนิดคือ ผู้ที่มีอาการเลือดอุดตัน ตับทำงานผิดปกติ ผู้ที่เป็นไมเกรนบางประเภท ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม และผู้หญิงที่กำลังให้นมบุตรที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน


2.7 การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด (Transdermal Patch)


แผ่นแปะคุมกำเนิด

แผ่นแปะคุมกำเนิด มีลักษณะเป็นแผ่นซึ่งจะมีตัวยาที่ใช้คุมกำเนิดคือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน โดยตัวยาจะซึมเข้ากระแสเลือดอย่างช้าๆ ใช้แปะบริเวณผิวหนังที่แห้งและสะอาด เช่น สะโพก แขนบนด้านนอก ท้องล่าง แต่ไม่ควรแปะที่หน้าอกหรือบริเวณที่มีการอักเสบ


การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดเหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการทานยาคุมหรือฉีดยาคุม เนื่องจากตัวยามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแต่ใช้งานง่ายกว่า ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดนานๆ เนื่องจากการใช้แผ่นแปะคุมกำเนิดนานเกินไป อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้


2.8 ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน (Emergency pill)


มักใช้ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกันและไม่ตั้งใจ หรือเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ถุงยางอนามัยหลุดขณะมีเพศสัมพันธ์ การทานยาคุมฉุกเฉินจะต้องเริ่มทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ แต่เป็นยาที่มีผลข้างเคียงสูงทั้งผลในระยะสั้นคือ คลื่นไส้ อาเจียน และถ้าเกิดการตั้งครรภ์ในรอบที่ทานยาคุมฉุกเฉินไปจะมีโอกาสเกิดการท้องนอกมดลูกได้สูงซึ่งเป็นอันตรายมาก จึงไม่ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำ


วิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพต่ำ ไม่อยากท้องห้ามทำ!!


การคุมกำเนิดที่ประสิทธิภาพต่ำ คือการไม่ใช้อุปกรณ์หรือฮอร์โมนใดๆ มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงมากในแต่ละวิธี จึงไม่ใช่วิธีที่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้


วิธีคุมกำเนิดประสิทธิภาพต่ำ

1. การหลั่งนอกหรือกลั้นอสุจิ (Withdrawal or Coitus Interruptus)


สำหรับการหลั่งนอกคือ ผู้ชายจะถอนอวัยวะเพศออกจากช่องคลอดก่อนถึงจุดสุดยอดหรือก่อนเกิดการหลั่ง แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลเนื่องจากมีโอกาสที่จะถอนอวัยวะเพศชายออกไม่ทัน และของเหลวที่อวัยวะเพศชายอาจมีตัวอสุจิผสมอยู่โดยไม่จำเป็นต้องถึงจุดสุดยอด ไม่ว่าจะมองมุมไหนวิธีนี้ก็ทำให้มีโอกาสตั้งท้องได้สูง โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ womenhealth.gov ระบุว่าผู้หญิงที่ใช้วิธีนี้คุมกำเนิดเพียงวิธีเดียว สามารถตั้งท้องได้ 22 คนจาก 100 คนเลยทีเดียว


2. การนับวันหน้า 7 หลัง 7 (Fertility Awareness Method: FAM)


การนับวันหน้า 7 หลัง 7 อาศัยการนับวันตกไข่และรอบเดือน สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ก่อนมีประจำเดือน 7 วัน และหลังจากมีประจำเดือนวันแรก 7 วัน สามารถใช้ได้กับผู้หญิงที่แข็งแรง มีประจำเดือนมาตรงตามรอบทุกครั้ง แต่ก็เป็นวิธีที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ


3. การให้นมบุตรหลังตั้งครรภ์ (Lactational Amenorrhea Method: LAM)


การให้นมบุตรหลังคลอดไม่เกิน 6 เดือนเป็นวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ เนื่องจากการที่ลูกดูดนมจากมารดา ทำให้หัวนมถูกกระตุ้นร่างกายจึงตอบสนองโดยการยับยั้งการตกไข่ แต่คุณแม่จะต้องให้นมลูกทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อลดโอกาสการตกไข่และตั้งครรภ์ และไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่ตั้งครรภ์ เพราะหากมีประจำเดือนมาในช่วงก่อน 6 เดือน ก็อาจจะทำให้ตั้งครรภ์ได้ในที่สุด หรือถ้าไม่มีรอบเดือนมา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการตกไข่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ให้นมบุตรไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นควรใช้วิธีอื่นควบคู่


4. การสวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์


เป็นอีกหนึ่งความเชื่อผิดๆ ที่คิดว่าการใช้น้ำล้างช่องคลอดจะทำให้สามารถล้างเอาอสุจิออกได้หมด นอกจากจะไม่ป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังทำให้เป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำสบู่ล้าง ถึงขั้นเกิดการติดเชื้อและอักเสบภายในช่องคลอดได้


5. การปัสสาวะทันทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์


แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยกำจัดแบคทีเรียและป้องกันการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ (UTIs) หลังมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่ใช่วิธีคุมกำเนิด เหตุผลคือ ช่องคลอดและท่อปัสสาวะเป็นคนละส่วนกันแม้จะอยู่ใกล้กันก็ตาม ดังนั้นเมื่อมีการหลังน้ำอสุจิในช่องคลอด การปัสสาวะหลังจากนั้นไม่ได้ขับอสุจิออกมาด้วย และอีกเหตุผลคือเมื่อตัวอสุจิเข้าไปในช่องคลอดแล้ว จะไม่ว่ายทวนออกมาตามธรรมชาติ มีแต่จะพยายามหาทางเข้าไปผสมกับไข่ให้เร็วที่สุด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคุมกำเนิด


คุมกำเนิดแบบไหนดี

1. การคุมกำเนิดมีกี่วิธี?


การคุมกำเนิดมีหลากหลายวิธีแต่แบ่งเป็น 2 ประเภท คือคุมกำเนิดแบบถาวร หรือที่เรียกว่าการทำหมัน และการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เช่น การใส่ถุงยางขณะมีเพศสัมพันธ์ การกินยาคุมกำเนิด การฝังยา การใส่ห่วง การใส่วงแหวน


2. วิธีคุมกำเนิดที่ดีที่สุดคือวิธีไหน?


วิธีเดียวที่จะไม่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ เมื่อไหร่ที่มีเพศสัมพันธ์จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เสมอ


การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือ การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เป็นวิธีการลดโอกาสการตั้งครรภ์ ไม่มีวิธีการคุมกำเนิดแบบไหนที่ได้ผล 100% จึงไม่มีการคุมกำเนิดวิธีไหนที่ดีที่สุด การเลือกวิธีการคุมกำเนิดจะขึ้นกับบริบทของคนไข้แต่ละคน โรคประจำตัว ความต้องการมีบุตรในอนาคต ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด ดังนั้นจึงต้องศึกษาวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หรืองดมีเพศสัมพันธ์หากไม่พร้อม


3. คุมกำเนิดแบบไหนไม่อ้วน?


วิธีคุมกำเนิดที่ไม่ได้อาศัยฮอร์โมน เช่น ถุงยางอนามัย ห่วงอนามัยชนิดไม่มีฮอร์โมน เป็นวิธีที่ไม่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม


แต่หากใช้วิธีการยาฝังคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ยาเม็ดคุมกำเนิด แผ่นแปะคุมกำเนิด วิธีเหล่านี้จะใช้ฮอร์โมนเป็นตัวออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ จึงอาจส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไปเพิ่มความอยากอาหารหรือทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงในระยะแรกๆ ที่ใช้ แต่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ในระยะยาวถ้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารที่ทาน น้ำหนักมักจะไม่เพิ่มจากก่อนคุมกำเนิด


4. วิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติได้ผลจริงหรือไม่?


การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติได้ผลจริง แต่อัตราความสำเร็จมากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละวิธี โอกาสตั้งครรภ์อาจอยู่ที่ 3% หากทำอย่างถูกต้องในบางวิธี เช่น การให้นมบุตรหลังตั้งครรภ์ (Lactational Amenorrhea Method: LAM) หรือสามารถตั้งท้องได้สูงถึง 85% หากทำผิดวิธี และหากรวมการล้างช่องคลอดและการปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์เป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิดแบบธรรมชาติด้วย โอกาสตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นหรือพูดอีกอย่างคือ ไม่สามารถคุมกำเนิดได้นั่นเอง


การคุมกำเนิดถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องหันมาใส่ใจ ไม่ว่าจะเพศไหน หรืออายุเท่าไหร่ เพราะเรื่องการตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม ไม่ว่าจะอยู่ในวัยที่ไม่พร้อม หรือไม่พร้อมมีบุตรเพิ่มก็ตาม รวมถึงการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขที่ปลายเหตุได้


ถ้างดการมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ก็ควรเลือกวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การฝังยาคุม ฉีดยาคุม ใส่ห่วงคุมกำเนิด ทานยาคุมรายเดือน ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และไม่ควรใช้วิธีผิดๆ เช่น การหลั่งนอก การนับวัน การล้างช่องคลอดหรือปัสสาววะหลังมีเพศสัมพันธ์เด็ดขาด




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ

นพ. แสนภูมิพ่าย ขาวประเสริฐ (สูติ-นรีแพทย์)
คลินิกส่วนตัว
พ.บ. (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ว.ว. สูติ-นรีเวชวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล