MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ท้องผูก (Constipation)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการท้องผูกโดยทั่วไป มักมีอาการถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระแข็ง ต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติหรือใช้เวลานานในการขับถ่าย หากเป็นต่อเนื่องหรือเรื้อรังจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร ลำไส้อุดตัน

  • ท้องผูกสามารถรักษาด้วยการรับประทานยาระบาย แต่ควรมีการปรับพฤติกรรมร่วมด้วย เพราะการรับประทานยาเป็นการรักษาในระยะสั้น ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้ลำไส้ไม่ตอบสนองกับยาในปริมาณเดิม จึงต้องเพิ่มขนาดหรือเปลี่ยนชนิดของยา จนทำให้ลำไส้ไม่ทำงานและส่งผลให้อาการหนักกว่าเดิม

  • วิธีการรักษาและป้องกันท้องผูกที่ดีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกาย และฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา



Table of Contents
ท้องผูกคืออะไร?
สาเหตุของอาการท้องผูก
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก
อาการท้องผูกเป็นอย่างไร?
ภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องผูก
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาอาการท้องผูก
ยาแก้ท้องผูก
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการท้องผูก
การป้องกันอาการท้องผูก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องผูก


ท้องผูกคืออะไร?


ท้องผูก (Constipation) คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ โดยมีการถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระมีลักษณะแข็ง แห้ง ก้อนใหญ่ ต้องใช้แรงเบ่งมาก อุจจาระได้น้อย ทำให้รู้สึกว่าถ่ายไม่สุด ไม่สบายตัว อึดอัด แน่นท้อง ปวดท้อง


อาการท้องผูกอาจเกิดจากการทานอาหาร การทานไฟเบอร์น้อย หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นก็มีโอกาสท้องผูกมากขึ้นด้วย


ท้องผูกคืออะไร

สาเหตุของอาการท้องผูก


ท้องผูกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้


1. ความผิดปกติของกล้ามเนื้อบริเวณสำไส้และทวารหนัก


ผู้ป่วยบางรายลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติทำให้อุจจาระเคลื่อนที่ได้ช้า จึงค้างอยู่ในลำไส้และถูกดูดน้ำออกไปมาก จนทำให้อุจจาระมีลักษณะแข็ง บางรายลำไส้ตีบ ลำไส้บิดพันกัน ลำไส้แปรปรวน มีพยาธิที่ลำไส้ หรือเกิดภาวะการบีบตัวของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักไม่ประสานกับการเบ่ง (Animus)


2. มีการอุดกั้นหรือเกิดความผิดปกติของลำไส้และทวารหนัก


หากมีการอุดกั้นหรือความผิดปกติของลำไส้และทวารหนัก ก็อาจทำให้ท้องผูกได้ เช่น มีแผลปริที่บริเวณทวารหนัก ลำไส้อุดตัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็วในช่องท้องที่ไปกดทับบริเวณลำไส้ใหญ่ โรคกระเปาะทวารหนัก รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม


3. ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทบริเวณลำไส้และทวารหนัก


โรคหรือความผิดปกติทางระบบประสาทสามารถส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณลำไส้และทวารหนักได้ ทำให้สำไส้ไม่สามารถเคลื่อนไหวเพื่อดันอุจจาระออกมาได้ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง อาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง


4. โรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อระดับฮอร์โมน


โดยปกติแล้วฮอร์โมนจะเป็นตัวช่วยในการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ซึ่งมีผลต่อการขับถ่าย แต่มีโรคหรือภาวะบางอย่างที่ทำให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติจึงเกิดเป็นอาการท้องผูกได้ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ หรืออยู่ในภาวะตั้งครรภ์


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก


ปัจจัยเสี่ยงท้องผูก

  • รูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ทำให้พฤติกรรมต่างๆ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูกได้มากขึ้น

  • พฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์น้อย มักทานอาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูป รวมถึงการดื่มน้ำน้อย

  • พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกาย โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่มักจะนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน นอกจากท้องผูกแล้วยังทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความเครียดที่เป็นปัจจัยหนึ่งของท้องผูกได้เช่นกัน

  • ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป อย่างการเดินทาง เนื่องจากขับถ่ายไม่เป็นเวลา และต้องใช้ห้องน้ำที่ไม่คุ้นเคย

  • พฤติกรรมการขับถ่าย ทั้งการอั้นอุจจาระเป็นประจำ การเบ่งอุจจาระแบบผิดวิธี เนื่องจากเวลาหรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เช่น ต้องเร่งรีบออกจากบ้านในตอนเช้า

  • อายุและเพศ โดยพบว่าผู้สูงอายุ มีโอกาสท้องผูกมากกว่าวัยอื่นๆ และอาการท้องผูกมักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

  • การใช้ยาบางชนิด เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการท้องผูก เช่น

อาการท้องผูกเป็นอย่างไร?


หลายคนมักจะกังวลว่าการที่ไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวันอาจบ่งบอกถึงอาการท้องผูก แต่อันที่จริงแล้วร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การขับถ่ายวันละครั้ง หรือ 2-3 วันครั้งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ตราบใดที่การขับถ่ายเป็นปกติดี อุจจาระนิ่ม ไม่รู้สึกลำบากเวลาขับถ่าย แต่ในคนที่มีอาการท้องผูกจะมีอาการดังนี้


  • มักจะมีการขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • อาการถ่ายอุจจาระยาก อุจจาระแข็ง
  • ในขณะขับถ่ายจะรู้สึกตึงหรือปวดบริเวณท้องและทวารหนัก อาจเกิดตะคริวในช่องท้องได้
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด แน่นท้องแม้จะเพิ่งขับถ่ายไป
  • รู้สึกท้องอืด
  • ปวดศีรษะ
  • อยากอาหารน้อยลง

อาการท้องผูก

ภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องผูก


ผู้ที่มีอาการท้องผูกนอกจากจะรู้สึกไม่สบายท้องแล้ว หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง สามมารถส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น


  • โรคมะเร็งลำไส้
  • มีเลือดออกทางทวารหนัก
  • โรคริดสีดวงทวาร
  • แผลปริที่ขอบทวารหนัก
  • ไส้เลื่อน
  • ลำไส้อุดตัน
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
  • ภาวะอุจจาระอัดแน่น (Fecal Impaction)
  • ภาวะไส้ตรงปลิ้น (Rectal Prolapse)
  • การใช้ชีวิตประจำวันไม่ดี หรืออาจทำให้เกิดภาวะเครียดและซึมเศร้าได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการท้องผูกโดยทั่วไปถือว่าไม่รุนแรงและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตเองได้ แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรรีบไปพบแพทย์


  • ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเสียเลือดมากจนมีอาการซีดและโลหิตจาง
  • ปวดท้องมาก แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องผูกมาก หรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดแบบผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ

consult doctor

การรักษาอาการท้องผูก


การรักษาท้องผูกสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้


1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหาร


  • ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เนื่องจากไฟเบอร์จะเข้าไปเพิ่มน้ำหนักให้อุจจาระและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านสำไส้ได้ง่ายขึ้น ให้เริ่มจากการทานผักและผลไม้สด รวมถึงเพิ่มการทานธัญพืช โดยปริมาณไฟเบอร์ที่เหมาะสมประมาณ 14 กรัมต่อพลังงานอาหาร 1,000 แคลอรี่ที่ทานเข้าไป แนะนำให้ค่อยๆ เพิ่มการทานไฟเบอร์หากทานในปริมาณมากเลย อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือแน่นท้องได้

  • เพิ่มการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณลำไส้เคลื่อนไหว ช่วยในการเคลื่อนตัวของอุจจาระ แนะนำให้ออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์

  • ไม่อั้นอุจจาระ เมื่อรู้สึกปวดท้องต้องการขับถ่าย ให้ไปถ่ายอุจจาระเลยทันที ไม่ควรอั้นอุจจาระ และไม่ควรรีบเร่งเพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ

2. การรักษาด้วยยา


ซึ่งมีอยู่หลากหลายตัวยาด้วยกัน แต่ต้องทานควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อ เช่น อาหารเสริมไฟเบอร์ ยาระบาย ยาที่ช่วยดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ลำไส้ (Osmotic Laxatives)


3. การผ่าตัด


เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาอาการท้องผูก มักใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวช้า สำไส้อุดตัน ผู้ป่วยโรคกระเปาะทวารหนัก และรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล โดยแพทย์อาจพิจารณาตัดลำไส้ใหญ่ออกบางส่วน


ยาแก้ท้องผูก


ยาแก้ท้องผูก สามารถแบ่งได้ดังนี้


  • กลุ่มยาระบายออกฤทธิ์เพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-forming Laxatives)
    โดยตัวยาจะทำหน้าที่คล้ายไฟเบอร์เพิ่มการดูดซึมน้ำและอุ้มน้ำ จึงควรรับประทานพร้อมกับการดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ และยังช่วยให้อุจจาระนิ่มและเคลื่อนตัวได้ง่าย ทั้งยังกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวมากขึ้น เหมาะสำหรับใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกไม่รุนแรง

  • ยาที่ดูดน้ำกลับเข้ามาในลำไส้ (Osmotic Laxatives)
    จะทำการดูดน้ำเข้ามาไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระนิ่มและสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เช่น Milk of Magnesia (MOM) แลคตูโลส (Lactulose) แล็กทิทอล (Lactitol)

  • ยาที่ช่วยหล่อลื่นอุจจาระ (Lubricant Laxatives)
    ตัวยาจะมีส่วนประกอบของน้ำมัน ช่วยให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น ลดการดูดซึมน้ำ ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน เพราะตัวยาจะไปรบกวนการดูดซึมวิตามิน A, D, E, K ของร่างกาย และไม่ควรใช้ในเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน เพราะหากเกิดการสำลักเข้าปอด จะทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรงได้

  • ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่ม (Stool Softener Laxatives)
    ช่วยให้อุจจาระนิ่มลงและสามารถเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่าย ไม่ต้องออกแรงเบ่ง นิยมใช้กับผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือเพิ่งคลอดบุตร ไม่ควรใช้ร่วมกับน้ำมันแร่ (Mineral Oil)

  • ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant Laxatives) จะช่วยเพิ่มการหลั่งของเหลวในลำไส้ ลดการดูดซึมน้ำและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ให้รู้สึกอยากขับถ่าย มักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกรุนแรง หรือใช้ยาชนิดอื่นๆแล้วไม่ได้ผล เพราะตัวยาออกฤทธิ์แรงและเร็ว ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  • ยาระบายชนิดสวน จะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายโป่งพอง กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และทำให้อุจจาระนิ่มลง แต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ยารั่วซึมเข้าไปในผนังลำไส้ใต้ชั้นเยื่อบุผิวจนทำให้เกิดแผล

  • ยาระบายชนิดเหน็บ ใช้สอดทางทวารหนัก ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  • อาหารเสริมไฟเบอร์ ช่วยเพิ่มไฟเบอร์ในลำไส้ ช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวออกมาได้ง่าย

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการท้องผูก


Do


  • รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงวันละ 25-30 กรัม เช่น ผัก ผลไม้สด ธัญพืช โดยการเปลี่ยนจากรับประทานข้าวสวยเป็นข้าวกล้อง ทานผลไม้สดแทนน้ำผลไม้เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร

  • เพิ่มอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ขนาดเล็ก เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ มิโสะ

  • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ หรือทานอาหารที่มีน้ำ อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร

  • ออกกำลังกายหรือหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง เพื่อให้ลำไส้มีความเคลื่อนตัวมากขึ้น

  • ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรเร่งรีบในการขับถ่าย

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเครียดหรือกังวล เพราะความเครียดเป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการท้องผูกได้

ไฟเบอร์

Don’t


  • ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ

  • ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ อาหารที่มีไฟเบอร์น้อยอื่น เช่น นม ชีส อาหารแปรรูป

  • ไม่เบ่งอุจจาระอย่างรุนแรง เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคริดสีดวงได้

  • ไม่อั้นอุจจาระ หากรู้สึกอยากขับถ่ายให้ไปนั่งขับถ่ายทันที

  • ไม่ใช้เวลานั่งถ่ายอุจจาระนานจนเกินไป

  • ไม่ใช้ยาระบายติดต่อกันทุกวันหรือเป็นเวลานาน เพราะเป็นต้นเหตุให้ไม่สามารถขับถ่ายเองได้

การป้องกันอาการท้องผูก


ป้องกันท้องผูก

วิธีการป้องกันท้องผูกที่ดีที่สุดมี 2 ข้อใหญ่ๆ คือ


  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตในประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ ผ่อนคลายความเครียด ไม่ควรใช้ยาระบายบ่อยเกินไป

  • พฤติกรรมการขับถ่ายที่ดี เช่น ขับถ่ายให้เป็นเวลาซึ่งควรทำให้เป็นกิจวัตร ไม่อั้นอุดจาระเมื่อรู้สึกต้องการขับถ่าย ไม่นั่งถ่ายอุจจาระนานเกินไป วิธีเหล่านี้จะช่วยป้องกันท้องผูกได้อย่างดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องผูก


1. ท้องผูกเรื้อรังคืออะไร?


ท้องผูกเรื้อรัง คือภาวะที่ผู้ป่วยถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือขับถ่ายยาก โดยอาการท้องผูกจะติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย


2. ท้องผูกกินอะไรดี?


ท้องผูกควรรับประทารอาหารที่อุดมไปด้วยกากใยอาหาร ผัก ผลไม้สด ถั่วและธัญพืชไม่ขัดสี โยเกิร์ต ที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ในระบบทางเดินอาหาร หรือผักผลไม้และสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย เช่น มะขาม มะละกอ กล้วย ฟักทอง ลูกพรุน เม็ดแมงลัก ส้มแขก แฟล็กซ์ซีด (Flaxseed) น้ำมันมะกอก


3. มียาที่ช่วยทำให้อุจจาระนิ่มไหม?


ยาแก้ท้องผูกที่ช่วยให้อุจจาระนิ่มลง คือยาในกลุ่มด็อกคูเสทโซเดียม (Docusate Sodiam) และด็อกคูเสทแคลเซียม (Docusate Calcium) หรือชื่อทางการค้า เช่น Colace, Dialose, Surfak


4. ท้องผูกแล้วถ่ายเป็นเลือด เกิดจากอะไร? อันตรายไหม?


ท้องผูกแล้วถ่ายเป็นเลือด อาจเกิดจากการเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรงเป็นประจำ หรือมีอาการท้องผูกเรื้อรัง จนทำให้รูทวารเกิดการอักเสบ ฉีกขาด เป็นโรคริดสีดวงทวาร หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นอันตรายและควรได้รับการรักษาทันที จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด


5. เด็กทารกท้องผูก เกิดจากอะไร และต้องรักษาอย่างไร?


ท้องผูกในเด็กทารก อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมกับช่วงอายุ เช่น การรับประทานอาหารเสริมก่อนวัย 6 เดือน โดยร่างกายยังไม่สามารถย่อยอาหารได้ทำให้เกิดอาการท้องผูกและอาจทำให้ลำไส้ตีบตัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือหากมีอาการท้องผูกบ่อยๆ อาจเกิดจาการทำงานผิดปกติของลำไส้ได้ควรรีบไปพบแพทย์


ส่วนวิธีการรักษาในเบื้องต้นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน หากให้นมเสริม ควรชงนมตามอัตราส่วนที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ไม่เข้มข้นหรือเจือจางเกินไป ในเด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือนควรให้ดื่มน้ำเยอะๆ และเพิ่มอาหารเสริมที่มีกากใย




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ท้องผูก (Constipation)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • อาการท้องผูกโดยทั่วไป มักมีอาการถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระแข็ง ต้องออกแรงเบ่งมากกว่าปกติหรือใช้เวลานานในการขับถ่าย หากเป็นต่อเนื่องหรือเรื้อรังจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ เช่น โรคริดสีดวงทวาร ลำไส้อุดตัน

  • ท้องผูกสามารถรักษาด้วยการรับประทานยาระบาย แต่ควรมีการปรับพฤติกรรมร่วมด้วย เพราะการรับประทานยาเป็นการรักษาในระยะสั้น ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้ลำไส้ไม่ตอบสนองกับยาในปริมาณเดิม จึงต้องเพิ่มขนาดหรือเปลี่ยนชนิดของยา จนทำให้ลำไส้ไม่ทำงานและส่งผลให้อาการหนักกว่าเดิม

  • วิธีการรักษาและป้องกันท้องผูกที่ดีควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกาย และฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา



Table of Contents
ท้องผูกคืออะไร?
สาเหตุของอาการท้องผูก
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก
อาการท้องผูกเป็นอย่างไร?
ภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องผูก
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาอาการท้องผูก
ยาแก้ท้องผูก
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการท้องผูก
การป้องกันอาการท้องผูก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องผูก


ท้องผูกคืออะไร?


ท้องผูก (Constipation) คือ ภาวะที่ผู้ป่วยมีการขับถ่ายที่ผิดปกติ โดยมีการถ่ายอุจจาระลำบาก อุจจาระมีลักษณะแข็ง แห้ง ก้อนใหญ่ ต้องใช้แรงเบ่งมาก อุจจาระได้น้อย ทำให้รู้สึกว่าถ่ายไม่สุด ไม่สบายตัว อึดอัด แน่นท้อง ปวดท้อง


อาการท้องผูกอาจเกิดจากการทานอาหาร การทานไฟเบอร์น้อย หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิต สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย แต่จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นก็มีโอกาสท้องผูกมากขึ้นด้วย


ท้องผูกคืออะไร

สาเหตุของอาการท้องผูก


ท้องผูกอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้


1. ความผิดปกติของกล้ามเนื้อบริเวณสำไส้และทวารหนัก


ผู้ป่วยบางรายลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนไหวน้อยกว่าปกติทำให้อุจจาระเคลื่อนที่ได้ช้า จึงค้างอยู่ในลำไส้และถูกดูดน้ำออกไปมาก จนทำให้อุจจาระมีลักษณะแข็ง บางรายลำไส้ตีบ ลำไส้บิดพันกัน ลำไส้แปรปรวน มีพยาธิที่ลำไส้ หรือเกิดภาวะการบีบตัวของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักไม่ประสานกับการเบ่ง (Animus)


2. มีการอุดกั้นหรือเกิดความผิดปกติของลำไส้และทวารหนัก


หากมีการอุดกั้นหรือความผิดปกติของลำไส้และทวารหนัก ก็อาจทำให้ท้องผูกได้ เช่น มีแผลปริที่บริเวณทวารหนัก ลำไส้อุดตัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งทวารหนัก มะเร็วในช่องท้องที่ไปกดทับบริเวณลำไส้ใหญ่ โรคกระเปาะทวารหนัก รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติเสื่อม


3. ปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทบริเวณลำไส้และทวารหนัก


โรคหรือความผิดปกติทางระบบประสาทสามารถส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณลำไส้และทวารหนักได้ ทำให้สำไส้ไม่สามารถเคลื่อนไหวเพื่อดันอุจจาระออกมาได้ เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง อาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง


4. โรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อระดับฮอร์โมน


โดยปกติแล้วฮอร์โมนจะเป็นตัวช่วยในการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ซึ่งมีผลต่อการขับถ่าย แต่มีโรคหรือภาวะบางอย่างที่ทำให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติจึงเกิดเป็นอาการท้องผูกได้ เช่น โรคเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์สูง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ หรืออยู่ในภาวะตั้งครรภ์


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก


ปัจจัยเสี่ยงท้องผูก

  • รูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนเมืองที่ต้องใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ทำให้พฤติกรรมต่างๆ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูกได้มากขึ้น

  • พฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยรับประทานอาหารที่มีเส้นใยหรือไฟเบอร์น้อย มักทานอาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูป รวมถึงการดื่มน้ำน้อย

  • พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกาย โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่มักจะนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน นอกจากท้องผูกแล้วยังทำให้เกิดออฟฟิศซินโดรมได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความเครียดที่เป็นปัจจัยหนึ่งของท้องผูกได้เช่นกัน

  • ชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป อย่างการเดินทาง เนื่องจากขับถ่ายไม่เป็นเวลา และต้องใช้ห้องน้ำที่ไม่คุ้นเคย

  • พฤติกรรมการขับถ่าย ทั้งการอั้นอุจจาระเป็นประจำ การเบ่งอุจจาระแบบผิดวิธี เนื่องจากเวลาหรือสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เช่น ต้องเร่งรีบออกจากบ้านในตอนเช้า

  • อายุและเพศ โดยพบว่าผู้สูงอายุ มีโอกาสท้องผูกมากกว่าวัยอื่นๆ และอาการท้องผูกมักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

  • การใช้ยาบางชนิด เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการท้องผูก เช่น

อาการท้องผูกเป็นอย่างไร?


หลายคนมักจะกังวลว่าการที่ไม่ได้ถ่ายอุจจาระทุกวันอาจบ่งบอกถึงอาการท้องผูก แต่อันที่จริงแล้วร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การขับถ่ายวันละครั้ง หรือ 2-3 วันครั้งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ตราบใดที่การขับถ่ายเป็นปกติดี อุจจาระนิ่ม ไม่รู้สึกลำบากเวลาขับถ่าย แต่ในคนที่มีอาการท้องผูกจะมีอาการดังนี้


  • มักจะมีการขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • อาการถ่ายอุจจาระยาก อุจจาระแข็ง
  • ในขณะขับถ่ายจะรู้สึกตึงหรือปวดบริเวณท้องและทวารหนัก อาจเกิดตะคริวในช่องท้องได้
  • รู้สึกถ่ายไม่สุด แน่นท้องแม้จะเพิ่งขับถ่ายไป
  • รู้สึกท้องอืด
  • ปวดศีรษะ
  • อยากอาหารน้อยลง

อาการท้องผูก

ภาวะแทรกซ้อนจากอาการท้องผูก


ผู้ที่มีอาการท้องผูกนอกจากจะรู้สึกไม่สบายท้องแล้ว หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง สามมารถส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ เช่น


  • โรคมะเร็งลำไส้
  • มีเลือดออกทางทวารหนัก
  • โรคริดสีดวงทวาร
  • แผลปริที่ขอบทวารหนัก
  • ไส้เลื่อน
  • ลำไส้อุดตัน
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
  • ภาวะอุจจาระอัดแน่น (Fecal Impaction)
  • ภาวะไส้ตรงปลิ้น (Rectal Prolapse)
  • การใช้ชีวิตประจำวันไม่ดี หรืออาจทำให้เกิดภาวะเครียดและซึมเศร้าได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการท้องผูกโดยทั่วไปถือว่าไม่รุนแรงและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิตเองได้ แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ควรรีบไปพบแพทย์


  • ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเสียเลือดมากจนมีอาการซีดและโลหิตจาง
  • ปวดท้องมาก แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • ท้องผูกมาก หรือท้องผูกสลับกับท้องเสีย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดแบบผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ

consult doctor

การรักษาอาการท้องผูก


การรักษาท้องผูกสามารถทำได้ 3 วิธี ดังนี้


1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและอาหาร


  • ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เนื่องจากไฟเบอร์จะเข้าไปเพิ่มน้ำหนักให้อุจจาระและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านสำไส้ได้ง่ายขึ้น ให้เริ่มจากการทานผักและผลไม้สด รวมถึงเพิ่มการทานธัญพืช โดยปริมาณไฟเบอร์ที่เหมาะสมประมาณ 14 กรัมต่อพลังงานอาหาร 1,000 แคลอรี่ที่ทานเข้าไป แนะนำให้ค่อยๆ เพิ่มการทานไฟเบอร์หากทานในปริมาณมากเลย อาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือแน่นท้องได้

  • เพิ่มการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณลำไส้เคลื่อนไหว ช่วยในการเคลื่อนตัวของอุจจาระ แนะนำให้ออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์

  • ไม่อั้นอุจจาระ เมื่อรู้สึกปวดท้องต้องการขับถ่าย ให้ไปถ่ายอุจจาระเลยทันที ไม่ควรอั้นอุจจาระ และไม่ควรรีบเร่งเพื่อให้การขับถ่ายเป็นปกติ

2. การรักษาด้วยยา


ซึ่งมีอยู่หลากหลายตัวยาด้วยกัน แต่ต้องทานควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อ เช่น อาหารเสริมไฟเบอร์ ยาระบาย ยาที่ช่วยดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ลำไส้ (Osmotic Laxatives)


3. การผ่าตัด


เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาอาการท้องผูก มักใช้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ใหญ่เคลื่อนตัวช้า สำไส้อุดตัน ผู้ป่วยโรคกระเปาะทวารหนัก และรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล โดยแพทย์อาจพิจารณาตัดลำไส้ใหญ่ออกบางส่วน


ยาแก้ท้องผูก


ยาแก้ท้องผูก สามารถแบ่งได้ดังนี้


  • กลุ่มยาระบายออกฤทธิ์เพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-forming Laxatives)
    โดยตัวยาจะทำหน้าที่คล้ายไฟเบอร์เพิ่มการดูดซึมน้ำและอุ้มน้ำ จึงควรรับประทานพร้อมกับการดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ และยังช่วยให้อุจจาระนิ่มและเคลื่อนตัวได้ง่าย ทั้งยังกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวมากขึ้น เหมาะสำหรับใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกไม่รุนแรง

  • ยาที่ดูดน้ำกลับเข้ามาในลำไส้ (Osmotic Laxatives)
    จะทำการดูดน้ำเข้ามาไว้ในอุจจาระ ทำให้อุจจาระนิ่มและสามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เช่น Milk of Magnesia (MOM) แลคตูโลส (Lactulose) แล็กทิทอล (Lactitol)

  • ยาที่ช่วยหล่อลื่นอุจจาระ (Lubricant Laxatives)
    ตัวยาจะมีส่วนประกอบของน้ำมัน ช่วยให้อุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ง่ายขึ้น ลดการดูดซึมน้ำ ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน เพราะตัวยาจะไปรบกวนการดูดซึมวิตามิน A, D, E, K ของร่างกาย และไม่ควรใช้ในเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน เพราะหากเกิดการสำลักเข้าปอด จะทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรงได้

  • ยาที่ทำให้อุจจาระนิ่ม (Stool Softener Laxatives)
    ช่วยให้อุจจาระนิ่มลงและสามารถเคลื่อนผ่านลำไส้ได้ง่าย ไม่ต้องออกแรงเบ่ง นิยมใช้กับผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือเพิ่งคลอดบุตร ไม่ควรใช้ร่วมกับน้ำมันแร่ (Mineral Oil)

  • ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant Laxatives) จะช่วยเพิ่มการหลั่งของเหลวในลำไส้ ลดการดูดซึมน้ำและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ให้รู้สึกอยากขับถ่าย มักใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกรุนแรง หรือใช้ยาชนิดอื่นๆแล้วไม่ได้ผล เพราะตัวยาออกฤทธิ์แรงและเร็ว ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  • ยาระบายชนิดสวน จะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายโป่งพอง กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ และทำให้อุจจาระนิ่มลง แต่หากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ยารั่วซึมเข้าไปในผนังลำไส้ใต้ชั้นเยื่อบุผิวจนทำให้เกิดแผล

  • ยาระบายชนิดเหน็บ ใช้สอดทางทวารหนัก ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

  • อาหารเสริมไฟเบอร์ ช่วยเพิ่มไฟเบอร์ในลำไส้ ช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่มและเคลื่อนตัวออกมาได้ง่าย

buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการท้องผูก


Do


  • รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำ และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงวันละ 25-30 กรัม เช่น ผัก ผลไม้สด ธัญพืช โดยการเปลี่ยนจากรับประทานข้าวสวยเป็นข้าวกล้อง ทานผลไม้สดแทนน้ำผลไม้เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร

  • เพิ่มอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ (Probiotics) หรือจุลินทรีย์ขนาดเล็ก เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ มิโสะ

  • ดื่มน้ำเปล่ามากๆ หรือทานอาหารที่มีน้ำ อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร

  • ออกกำลังกายหรือหมั่นเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง เพื่อให้ลำไส้มีความเคลื่อนตัวมากขึ้น

  • ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลา และไม่ควรเร่งรีบในการขับถ่าย

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรเครียดหรือกังวล เพราะความเครียดเป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการท้องผูกได้

ไฟเบอร์

Don’t


  • ลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ

  • ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ อาหารที่มีไฟเบอร์น้อยอื่น เช่น นม ชีส อาหารแปรรูป

  • ไม่เบ่งอุจจาระอย่างรุนแรง เพราะอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคริดสีดวงได้

  • ไม่อั้นอุจจาระ หากรู้สึกอยากขับถ่ายให้ไปนั่งขับถ่ายทันที

  • ไม่ใช้เวลานั่งถ่ายอุจจาระนานจนเกินไป

  • ไม่ใช้ยาระบายติดต่อกันทุกวันหรือเป็นเวลานาน เพราะเป็นต้นเหตุให้ไม่สามารถขับถ่ายเองได้

การป้องกันอาการท้องผูก


ป้องกันท้องผูก

วิธีการป้องกันท้องผูกที่ดีที่สุดมี 2 ข้อใหญ่ๆ คือ


  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตในประจำวันอย่างเหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ ผ่อนคลายความเครียด ไม่ควรใช้ยาระบายบ่อยเกินไป

  • พฤติกรรมการขับถ่ายที่ดี เช่น ขับถ่ายให้เป็นเวลาซึ่งควรทำให้เป็นกิจวัตร ไม่อั้นอุดจาระเมื่อรู้สึกต้องการขับถ่าย ไม่นั่งถ่ายอุจจาระนานเกินไป วิธีเหล่านี้จะช่วยป้องกันท้องผูกได้อย่างดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการท้องผูก


1. ท้องผูกเรื้อรังคืออะไร?


ท้องผูกเรื้อรัง คือภาวะที่ผู้ป่วยถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือขับถ่ายยาก โดยอาการท้องผูกจะติดต่อกันนานเกิน 3 เดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย


2. ท้องผูกกินอะไรดี?


ท้องผูกควรรับประทารอาหารที่อุดมไปด้วยกากใยอาหาร ผัก ผลไม้สด ถั่วและธัญพืชไม่ขัดสี โยเกิร์ต ที่จะช่วยเพิ่มจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ในระบบทางเดินอาหาร หรือผักผลไม้และสมุนไพรที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย เช่น มะขาม มะละกอ กล้วย ฟักทอง ลูกพรุน เม็ดแมงลัก ส้มแขก แฟล็กซ์ซีด (Flaxseed) น้ำมันมะกอก


3. มียาที่ช่วยทำให้อุจจาระนิ่มไหม?


ยาแก้ท้องผูกที่ช่วยให้อุจจาระนิ่มลง คือยาในกลุ่มด็อกคูเสทโซเดียม (Docusate Sodiam) และด็อกคูเสทแคลเซียม (Docusate Calcium) หรือชื่อทางการค้า เช่น Colace, Dialose, Surfak


4. ท้องผูกแล้วถ่ายเป็นเลือด เกิดจากอะไร? อันตรายไหม?


ท้องผูกแล้วถ่ายเป็นเลือด อาจเกิดจากการเบ่งอุจจาระอย่างรุนแรงเป็นประจำ หรือมีอาการท้องผูกเรื้อรัง จนทำให้รูทวารเกิดการอักเสบ ฉีกขาด เป็นโรคริดสีดวงทวาร หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นอันตรายและควรได้รับการรักษาทันที จึงควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด


5. เด็กทารกท้องผูก เกิดจากอะไร และต้องรักษาอย่างไร?


ท้องผูกในเด็กทารก อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมกับช่วงอายุ เช่น การรับประทานอาหารเสริมก่อนวัย 6 เดือน โดยร่างกายยังไม่สามารถย่อยอาหารได้ทำให้เกิดอาการท้องผูกและอาจทำให้ลำไส้ตีบตัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือหากมีอาการท้องผูกบ่อยๆ อาจเกิดจาการทำงานผิดปกติของลำไส้ได้ควรรีบไปพบแพทย์


ส่วนวิธีการรักษาในเบื้องต้นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน หากให้นมเสริม ควรชงนมตามอัตราส่วนที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ไม่เข้มข้นหรือเจือจางเกินไป ในเด็กที่อายุมากกว่า 6 เดือนควรให้ดื่มน้ำเยอะๆ และเพิ่มอาหารเสริมที่มีกากใย




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์

พญ. จิรภัทร สุริยะชัยสวัสดิ์ (GP)
โรงพยาบาลกรุงเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล