MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ตาบอดสี (Color Blindness)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ตาบอดสี คือ ภาวะผิดปกติที่ส่งผลต่อความสามารถในการจำแนกสี ไม่สามารถมองเห็นสีบางสีหรือทุกสีได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนใหญ่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็มีบางกรณีที่ตาบอดสีเกิดจากโรค ยา หรือการรับสารเคมีบางชนิด

  • ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีมีหลายประเภท อาจจะมองไม่เห็นหรือจำแนกสีนั้นๆ ออกจากอีกสีได้ยาก เช่น สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง ทำให้สีที่เห็นผิดเพี้ยน หรือในคนที่ตาบอดทุกสีจะทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นสีขาวดำ

  • ตาบอดสีแบบไม่รุนแรงสามารถทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลได้ หากสามารถตอบสีสัญญาณไฟจราจรได้อย่างถูกต้อง และผ่านเกณฑ์ประเมินอื่นๆ



Table of Contents
ตาบอดสีคืออะไร?
ตาบอดสีมีกี่ประเภท?
การทดสอบตาบอดสี
สาเหตุที่ทำให้เกิดตาบอดสี
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดตาบอดสี
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาตาบอดสี
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะตาบอดสี
การป้องกันตาบอดสี
การใช้คอนแทคเลนส์ในผู้มีภาวะตาบอดสี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาบอดสี


ตาบอดสีคืออะไร?


ตาบอดสี (Color Blindness, Color Deficiency) คือภาวะที่ทำให้การจำแนกสีผิดปกติ ส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็นสีหรือแยกสีบางสีออกจากกันได้ เช่น ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียว ไม่สามารถแยกสีน้ำเงินกับสีเหลือง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในจอประสาทตา (Retina) ทั้งนี้ความสามารถในการแยกแยะสีก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ความเข้มของแสง หรือการแปลผลของระบบประสาท


ตาบอดสีมีกี่ประเภท?


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเซลล์ในจอประสาทตาที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นกันก่อน เซลล์ในที่นี้มี 2 ชนิด คือ


  • Rod cells เป็นเซลล์รูปแท่ง ทำหน้าที่เห็นแสงในที่แสงน้อย ทำให้มองเห็นภาพเป็นสีเทาๆ
  • Cone cells เป็นเซลล์รูปกรวย ทำหน้าที่มองเห็นในที่สว่างและการเห็นสีต่างๆ แบ่งออกได้อีก 3 ประเภทคือ เซลล์รับแสงช่วงความยาวคลื่นยาวหรือสีแดง (L-type) เซลล์รับแสงช่วงความยาวคลื่นปานกลางหรือสีเขียว (M-type) และเซลล์รับแสงช่วงความยาวคลื่นสั้นหรือสีน้ำเงิน (S-type)

ตาบอดสีสามารแบ่งตามเซลล์ Cone ที่พร่องหรือขาดได้ 3 ประเภท ดังนี้


ลักษณะของสีภาพที่ผู้ป่วยตาบอดสีแต่ละประเภทมองเห็น

ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-green color blindness)


เป็นประเภทของตาบอดสีที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมักพบตังแต่กำเนิดหรือเป็นจากพันธุกรรม ทำให้ผู้ที่เป็นตาบอดสีประเภทนี้แยกสีแดงกับสีเขียวออกจากกันได้ยาก สามารถแบ่งได้อีก 4 ชนิดย่อย คือ


  • Protanomaly คือ การมีเซลล์ Cone สีแดงน้อย ทำให้มองเห็นสีแดง สีส้ม หรือสีเหลืองเป็นสีโทนเขียว
  • Deuteranomaly คือ การมีเซลล์ Cone สีเขียวน้อย ทำให้มองเห็นสีเขียว สีส้มเป็นสีแดง
  • Protanopia คือ การขาดเซลล์ Cone สีแดง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสีแดงได้เลย และจะเห็นเป็นสีดำแทน
  • Deuteranopia คือ การขาดเซลล์ Cone สีเขียว ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสีเขียวได้เลย และจะเห็นเป็นสีดำแทน

ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง (Blue-yellow color blindness)


เป็นประเภทของตาบอดสีที่พบได้น้อยกว่าแบบแรกมักเกิดจากโรคที่เป็นภายหลัง ทำให้แยกสีน้ำเงินออกจากสีเขียว หรือแยกสีเหลืองออกจากสีแดงได้ยาก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ


  • Tritanomaly คือ การมีเซลล์ Cone สีน้ำเงินน้อย ทำให้ยากต่อการแยกสีน้ำเงินออกจากสีเขียว แยกสีแดงออกจากสีม่วง
  • Tritanopia คือ การขาดเซลล์ Cone สีน้ำเงิน ทำให้ยากต่อการแยกสีที่มีสีน้ำเงินและเหลืองเป็นส่วนผสม เช่น การแยกสีน้ำเงินกับสีเขียว การแยกสีม่วงกับสีแดง การแยกสีเหลืองกับสีชมพู และการมองเห็นสีต่างๆ จะสว่างน้อยลง

ตาบอดสีทุกสี (Complete color blindness)


ตาบอดทุกสีเห็นภาพขาวดำเทา

หรือเรียกว่า Monochromacy เป็นตาบอดสีชนิดที่พบได้น้อย คือ การที่ตาไม่มี Cone cells ทั้ง 3 ชนิดหรือ Cone cells ไม่ทำงาน เป็นภาวะที่ทำให้มองสีทุกสีเป็นโทนสีเทา คนที่เป็นตาบอดสีทุกสีมักจะสลับสีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เขียวกับน้ำเงิน แดงกับดำ เหลืองกับขาว นอกจากนี้อาจทำให้มีปัญหาเรื่องการมองไม่ชัด หรือดวงตาไวต่อแสงได้อีกด้วย


การทดสอบตาบอดสี


ทดสอบตาบอดสีในเด็ก

PseudoIsochromatic Plate


เป็นการทดสอบตาบอดสีโดยจะใช้แผ่นทดสอบ ที่เรียกว่าอิชิฮาร่า (Ishihara Test) เป็นชุดทดสอบที่ประกอบด้วยจุดวงกลม ซึ่งจะมีสีและขนาดแตกต่างกัน ผู้ที่ไม่เป็นตาบอดสีจะสามารถอ่านตัวเลขที่อยู่ในกลุ่มวงกลมนั้นได้ ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีจะมองไม่เห็นหรือไม่สามารถแยกตัวเลขออกจากกลุ่มวงกลมสีนั้นได้ วิธีนี้เป็นเพียงการทดสอบเบื้องต้นที่อยู่ในขั้นคัดกรอง (Screening) เท่านั้น ไม่สามารถทราบระดับความรุนแรงของอาการได้


Arrangement Tests


เป็นชุดทดสอบที่สามารถใช้วัดระดับความรุนแรงของภาวะตาบอดสีได้ โดยใช้วิธีการสลับสีทั้งหมดในราง และให้ผู้ที่ต้องการทดสอบเรียงสีใหม่ให้ไล่กันตามลำดับ จำนวนสีที่เรียงผิดสามารถบ่งบอกระดับความรุนแรงของตาบอดสีได้ ชุดทดสอบที่นิยมใช้คือ Farnsworth D-15 มีทั้งหมด 15 สี แต่ก็ยังมีชุดทดสอบอื่นๆ เช่น Farnsworth-Munsell 100 ที่มีทั้งหมด 100 สี หรือจะเป็นชุดทดสอบ Lanthony Desaturated D-15 ซึ่งมีจำนวนสีเท่ากับ Farnsworth D-15 แต่ความต่างของเฉดสีน้อยกว่า จึงเป็นการเพิ่มความยากกว่าในการแยกและจัดเรียงสี


สาเหตุที่ทำให้เกิดตาบอดสี


สาเหตุของตาบอดสี แบ่งได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ ดังนี้


1. ตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด (Congenital color vision defects)


เป็นความผิดปกติจากพันธุกรรมที่เกิดขึ้นจากยีนที่อยู่ในโครโมโซม X พบในผู้ชายเกือบ 8% แต่ในผู้หญิงพบเป็นตาบอดสีเพียง 0.5% นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด ตาทั้งสองข้างจะมองเห็นสีผิดปกติเท่าๆ กัน


โดยปกติแล้วคนเราจะมีโครโมโซม 2 ตัวที่ได้รับจากพ่อและแม่คนละ 1 โครโมโซม ในเพศชายมีโครโมโซมคือ X ที่ได้จากแม่และ Y ที่ได้จากพ่ออย่างละ 1 ตัว เมื่อยีนรับสีที่อยู่ในโครโมโซม X ตัวนั้นผิดปกติไป ก็จะแสดงอาการตาบอดสีออกมา ต่างจากผู้หญิงซึ่งมีโครโมโซมคือ XX (X สองตัว ได้รับจากพ่อ 1 ตัวและแม่ 1 ตัว) เมื่อยีนรับสีในโครโมโซม X ตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ ก็ยังมียีนในโครโมโซม X อีกตัวที่ทำหน้าที่ได้ จึงไม่แสดงอาการตาบอดสีนั่นเอง


2. ตาบอดสีภายหลัง (Acquired color vision defects)


การเกิดตาบอดสีในภายหลัง ซึ่งในผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นได้เท่าๆ กัน อาจเกิดจากความผิดปกติของจอประสาทตาหรือสมองส่วนที่รับสัญญาณภาพและจำแนกสี ซึ่งมีโรค ภาวะผิดปกติ หรืออุบัติเหตุเป็นสาเหตุให้เกิดขึ้นได้ เช่น


  • โรคต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากแรงดันในลูกตาทำลายเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณภาพไปยังประสาท
  • โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) เนื่องจากโรคนี้เกิดจากระบบประสาทผิดปกติ จึงอาจส่งผลกระทบต่อประสาทที่รับแสงสีด้วย
  • โรคอื่นๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุของตาบอดสี เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) โรคลูคีเมีย (Leukemia) โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular Degeneration)
  • การรับประทานยาบางตัว สามารถส่งผลให้ตาบอดสีได้ เช่น ยาต้านอาการทางจิต ( Antipsychotic Drug) ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)
  • การได้รับสารพิษบางชนิด เช่น สารสไตรีน (Styrene) มักพบในพลาสติกหรือโฟม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดตาบอดสี


  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: เกิดจากความผิดปกติของยีนในโครโมโซม X ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก
  • ปัจจัยจากโรคต่างๆ: โรคต้อหิน โรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อม และโรคอื่นๆ ที่ได้กล่าวมา
  • ปัจจัยด้านพฤติกรรมและอื่นๆ: การได้รับสารเคมีบางชนิด การทานยาบางตัว อายุที่มากขึ้น การเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาหรือสมอง

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ภาวะตาบอดสีไม่ใช่โรคที่ส่งผลร้ายแรง แต่อาจจะกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่าง และอาจจะสังเกตตัวเองได้ยากว่ามีภาวะตาบอดสีหรือไม่โดยเฉพาะผู้ที่ตาบอดสีแต่กำเนิด หากมีประวัติคนในครอบครัวตาบอดสีหรือสงสัยว่าเด็กมีภาวะตาบอดสี ให้พาไปตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีภายหลัง ถ้าพบว่าเริ่มเห็นสีไม่ชัดหรือการรับรู้สีเปลี่ยนไปจากเดิม ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะตาบอดสีถาวร


Consult doctor on Raksa app

การรักษาตาบอดสี


ใส่คอนแทคแลนส์สี

สำหรับผู้ที่ตาบอดสีแต่กำเนิด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นตาบอดสีแดง-เขียว ไม่ถือเป็นปัญหาร้ายแรงและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแต่มองเห็นสีไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น และยังไม่สามารถรักษาได้เพราะความผิดปกติเกิดขึ้นที่ Cone cells อาจจะเป็นการขาด Cone cells หรือมี Cone cells น้อยเกินไป


ในบางกรณีที่การทำกิจกรรมหรืองานบางอย่างจำเป็นต้องแยกสี ผู้ที่เป็นตาบอดสีสามารถใส่แว่นกรองสีหรือคอนแทคเลนส์สีก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง เช่น ใส่เว่นกรองสีแดงทำให้เห็นสีแดงชัดขึ้นเล็กน้อยและเห็นสีเขียวเข้มกว่าปกติ แต่ทำให้การมองเห็นสีอื่นเพี้ยนไปด้วยจึงไม่ควรใส่ตลอดเวลา


หากตาบอดสีเกิดจากการรับประทานยาบางตัว หรือเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ การหยุดยาหรือรักษาโรคนั้นๆ อาจช่วยให้ตากลับมาเห็นสีได้ปกติ แต่ในบางกลุ่มที่เกิดจากความเสื่อมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้


buy medication on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะตาบอดสี


เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นตาบอดสี แนะนำให้ผู้ปกครองพาไปตรวจประเมินตาบอดสีและความรุนแรงของอาการตั้งแต่ในวัยเด็ก เพื่อให้ความผิดปกตินี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้น้อยที่สุด นอกจากนี้ผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าเห็นสีเปลี่ยนไปหลังจากใช้ยาบางตัวหรือเป็นโรคบางโรค ให้ไปตรวจกับแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เมื่อรู้ว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสี ควรปฏิบัติดังนี้


Do


  • จำความสว่างของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันแทนการพยายามแยกสี หรือจำเป็นลำดับการเรียงสีแทน เช่น ไฟจราจร สัญญาณไฟอื่นๆ

  • ขอความช่วยเหลือจากคนที่เห็นสีปกติ ให้เขียนป้ายแปะไว้บนอุปกรณ์บางอย่างที่ไม่สามารถแยกสีออกจากกันได้ หรือของที่ต้องการแมตช์สีกัน เช่น สีไม้ ปากกา เสื้อผ้า

  • ใช้แอปฯ บนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บแลตเพื่อเช็กสีของวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

  • ใช้คอนแทคเลนส์ หรือแว่นกรองแสงสำหรับกรองบางสีในกรณีที่จำเป็น

  • ใช้ประสาทสัมผัสอื่นในชีวิตประจำวัน เช่น ดมกลิ่นหรือสัมผัสเพื่อแยกผลไม้สุกกับผลไม้ดิบ

  • ควรแจ้งคนรอบตัวเพื่อการปรับตัวในการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้เกิดความสะดวกในการใช้ชีวิต เช่น แจ้งครูประจำชั้นหากลูกมีภาวะตาบอดสี แจ้งเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน

Don’t


  • ผู้มีภาวะตาบอดสีรุนแรงไม่ควรขับรถสาธารณะ ที่ต้องใช้สัญญาณหรือสัญลักษณ์ต่างๆ

  • ไม่ควรทำงานในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณเตือนภัย หรือจำเป็นต้องแยกสี เช่น ควรคุมเครื่องจักร เภสัชกร ทหาร ช่างภาพ นักบิน แพทย์บางสาขา ฯลฯ

การป้องกันตาบอดสี


ตาบอดสีถ่ายทอดทางพันธุกรรมสู่เด็ก

ตาบอดสีแต่กำเนิดในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันได้ เพราะเกิดจากพันธุกรรมที่ส่งต่อมาจากพ่อแม่ ในผู้ที่มีประวัติตาบอดสีในครอบครัว สามารถเข้ารับการตรวจสายตาเพื่อประเมินอาการหรือตรวจเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคได้ ส่วนภาวะตาบอดสีที่เกิดภายหลังอาจป้องกันได้ เช่น การไม่สูดดมสารเคมีบางชนิดมากเกินไป การเข้ารับการรักษาโรคต่างๆ อย่างถูกวิธีกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ


การใช้คอนแทคเลนส์ในผู้มีภาวะตาบอดสี


การใช้คอนแทคเลนส์สีอาจทำให้ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีสามารถมองเห็นสีต่างๆ ได้ชัดเจนมาขึ้น เพราะเลนส์ดังกล่าวจะมีการปรับระดับความเข้มของแสง มีการกรองแสงสีบางชนิดออกเพื่อให้สามารถมองเห็นสีที่เห็นบกพร่องไปได้อย่างคมชัดมากยิ่งขึ้น เช่น เลนส์ที่กรองแสงสีแดง จะทำให้เห็นสีเขียวชัดขึ้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาบอดสี


1. ตาบอดสีสามารถรักษาได้ไหม?


ภาวะตาบอดสีแต่กำเนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ในปัจจุบัน เพราะเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงและเม็ดสีในจอประสาทตาที่ถ่ายทอดผ่านโครโมโซมทำให้มีอาการตั้งแต่แรกเกิด ส่วนภาวะตาบอดสีที่เกิดภายหลังจากโรคบางโรคสามารถรักษาให้หายได้โดยการรักษาโรคที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดสีชั่วคราวหรือรักษาโดยแก้ที่ต้นเหตุ


2. สีที่คนตาบอดสีมองเห็นมีสีใดบ้าง?


คนที่ตาบอดสีส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสีแดงและสีเขียว ซึ่งอาจทำให้แยกสีออกจากกันได้ยากแต่ยังสามารถเห็นสีอื่นๆ ส่วนผู้ที่ตาบอดสีทุกสี จะมองเห็นภาพทั้งหมดเป็นโทนสีเทา คล้ายการดูโทรทัศน์ภาพขาว-ดำ


3. ตาบอดสีเกิดจากโครโมโซมใด?


ตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม X เกิดในกลุ่มผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายมีโครโมโซม X ตัวเดียว เมื่อโครโมโซม X ตัวกล่าวมียีนรับสีผิดปกติ ก็จะแสดงออกมาเป็นภาวะตาบอดสีทันที


ต่างจากผู้หญิงที่มีโครโมโซม X ทั้งหมด 2 ตัว หากมี X ตัวใดตัวหนึ่งมียีนผิดปกติก็ยังมี X อีกตัวที่ทำงานได้สมบูรณ์จึงไม่แสดงภาวะตาบอดสี


4. ตาบอดสีถ่ายทอดทางพันธุกรรมไหม?


อาการตาบอดสีที่เป็นตั้งแต่กำเนิด เป็นความผิดปกติที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้


5. ตาบอดสีเรียนหมอได้ไหม?


ผู้มีภาวะตาบอดสีสามารถเลือกเรียนหมอได้หากอาการไม่รุนแรง และเรียนเฉพาทางได้บางสาขา แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน


6. ตาบอดสีทำใบขับขี่ได้ไหม?


สามารถทำใบขับขี่รถยนตร์ส่วนบุคคลได้ หากตาบอดสีไม่รุนแรง หรือเมื่อไปสอบใบขับขี่แล้วสามารถบอกสีสัญญาณไฟจราจรได้ถูกต้อง และผ่านเกณฑ์อื่นๆ ก็สามารถทำใบขับขี่ได้




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย






แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ตาบอดสี (Color Blindness)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ตาบอดสี คือ ภาวะผิดปกติที่ส่งผลต่อความสามารถในการจำแนกสี ไม่สามารถมองเห็นสีบางสีหรือทุกสีได้เหมือนคนทั่วไป ส่วนใหญ่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่ก็มีบางกรณีที่ตาบอดสีเกิดจากโรค ยา หรือการรับสารเคมีบางชนิด

  • ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีมีหลายประเภท อาจจะมองไม่เห็นหรือจำแนกสีนั้นๆ ออกจากอีกสีได้ยาก เช่น สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง ทำให้สีที่เห็นผิดเพี้ยน หรือในคนที่ตาบอดทุกสีจะทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ เป็นสีขาวดำ

  • ตาบอดสีแบบไม่รุนแรงสามารถทำใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลได้ หากสามารถตอบสีสัญญาณไฟจราจรได้อย่างถูกต้อง และผ่านเกณฑ์ประเมินอื่นๆ



Table of Contents
ตาบอดสีคืออะไร?
ตาบอดสีมีกี่ประเภท?
การทดสอบตาบอดสี
สาเหตุที่ทำให้เกิดตาบอดสี
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดตาบอดสี
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาตาบอดสี
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะตาบอดสี
การป้องกันตาบอดสี
การใช้คอนแทคเลนส์ในผู้มีภาวะตาบอดสี
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาบอดสี


ตาบอดสีคืออะไร?


ตาบอดสี (Color Blindness, Color Deficiency) คือภาวะที่ทำให้การจำแนกสีผิดปกติ ส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็นสีหรือแยกสีบางสีออกจากกันได้ เช่น ไม่สามารถแยกสีแดงกับสีเขียว ไม่สามารถแยกสีน้ำเงินกับสีเหลือง เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในจอประสาทตา (Retina) ทั้งนี้ความสามารถในการแยกแยะสีก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ความเข้มของแสง หรือการแปลผลของระบบประสาท


ตาบอดสีมีกี่ประเภท?


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเซลล์ในจอประสาทตาที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการมองเห็นกันก่อน เซลล์ในที่นี้มี 2 ชนิด คือ


  • Rod cells เป็นเซลล์รูปแท่ง ทำหน้าที่เห็นแสงในที่แสงน้อย ทำให้มองเห็นภาพเป็นสีเทาๆ
  • Cone cells เป็นเซลล์รูปกรวย ทำหน้าที่มองเห็นในที่สว่างและการเห็นสีต่างๆ แบ่งออกได้อีก 3 ประเภทคือ เซลล์รับแสงช่วงความยาวคลื่นยาวหรือสีแดง (L-type) เซลล์รับแสงช่วงความยาวคลื่นปานกลางหรือสีเขียว (M-type) และเซลล์รับแสงช่วงความยาวคลื่นสั้นหรือสีน้ำเงิน (S-type)

ตาบอดสีสามารแบ่งตามเซลล์ Cone ที่พร่องหรือขาดได้ 3 ประเภท ดังนี้


ลักษณะของสีภาพที่ผู้ป่วยตาบอดสีแต่ละประเภทมองเห็น

ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-green color blindness)


เป็นประเภทของตาบอดสีที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมักพบตังแต่กำเนิดหรือเป็นจากพันธุกรรม ทำให้ผู้ที่เป็นตาบอดสีประเภทนี้แยกสีแดงกับสีเขียวออกจากกันได้ยาก สามารถแบ่งได้อีก 4 ชนิดย่อย คือ


  • Protanomaly คือ การมีเซลล์ Cone สีแดงน้อย ทำให้มองเห็นสีแดง สีส้ม หรือสีเหลืองเป็นสีโทนเขียว
  • Deuteranomaly คือ การมีเซลล์ Cone สีเขียวน้อย ทำให้มองเห็นสีเขียว สีส้มเป็นสีแดง
  • Protanopia คือ การขาดเซลล์ Cone สีแดง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสีแดงได้เลย และจะเห็นเป็นสีดำแทน
  • Deuteranopia คือ การขาดเซลล์ Cone สีเขียว ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสีเขียวได้เลย และจะเห็นเป็นสีดำแทน

ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง (Blue-yellow color blindness)


เป็นประเภทของตาบอดสีที่พบได้น้อยกว่าแบบแรกมักเกิดจากโรคที่เป็นภายหลัง ทำให้แยกสีน้ำเงินออกจากสีเขียว หรือแยกสีเหลืองออกจากสีแดงได้ยาก แบ่งออกเป็น 2 ชนิดย่อย คือ


  • Tritanomaly คือ การมีเซลล์ Cone สีน้ำเงินน้อย ทำให้ยากต่อการแยกสีน้ำเงินออกจากสีเขียว แยกสีแดงออกจากสีม่วง
  • Tritanopia คือ การขาดเซลล์ Cone สีน้ำเงิน ทำให้ยากต่อการแยกสีที่มีสีน้ำเงินและเหลืองเป็นส่วนผสม เช่น การแยกสีน้ำเงินกับสีเขียว การแยกสีม่วงกับสีแดง การแยกสีเหลืองกับสีชมพู และการมองเห็นสีต่างๆ จะสว่างน้อยลง

ตาบอดสีทุกสี (Complete color blindness)


ตาบอดทุกสีเห็นภาพขาวดำเทา

หรือเรียกว่า Monochromacy เป็นตาบอดสีชนิดที่พบได้น้อย คือ การที่ตาไม่มี Cone cells ทั้ง 3 ชนิดหรือ Cone cells ไม่ทำงาน เป็นภาวะที่ทำให้มองสีทุกสีเป็นโทนสีเทา คนที่เป็นตาบอดสีทุกสีมักจะสลับสีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เขียวกับน้ำเงิน แดงกับดำ เหลืองกับขาว นอกจากนี้อาจทำให้มีปัญหาเรื่องการมองไม่ชัด หรือดวงตาไวต่อแสงได้อีกด้วย


การทดสอบตาบอดสี


ทดสอบตาบอดสีในเด็ก

PseudoIsochromatic Plate


เป็นการทดสอบตาบอดสีโดยจะใช้แผ่นทดสอบ ที่เรียกว่าอิชิฮาร่า (Ishihara Test) เป็นชุดทดสอบที่ประกอบด้วยจุดวงกลม ซึ่งจะมีสีและขนาดแตกต่างกัน ผู้ที่ไม่เป็นตาบอดสีจะสามารถอ่านตัวเลขที่อยู่ในกลุ่มวงกลมนั้นได้ ในขณะที่ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีจะมองไม่เห็นหรือไม่สามารถแยกตัวเลขออกจากกลุ่มวงกลมสีนั้นได้ วิธีนี้เป็นเพียงการทดสอบเบื้องต้นที่อยู่ในขั้นคัดกรอง (Screening) เท่านั้น ไม่สามารถทราบระดับความรุนแรงของอาการได้


Arrangement Tests


เป็นชุดทดสอบที่สามารถใช้วัดระดับความรุนแรงของภาวะตาบอดสีได้ โดยใช้วิธีการสลับสีทั้งหมดในราง และให้ผู้ที่ต้องการทดสอบเรียงสีใหม่ให้ไล่กันตามลำดับ จำนวนสีที่เรียงผิดสามารถบ่งบอกระดับความรุนแรงของตาบอดสีได้ ชุดทดสอบที่นิยมใช้คือ Farnsworth D-15 มีทั้งหมด 15 สี แต่ก็ยังมีชุดทดสอบอื่นๆ เช่น Farnsworth-Munsell 100 ที่มีทั้งหมด 100 สี หรือจะเป็นชุดทดสอบ Lanthony Desaturated D-15 ซึ่งมีจำนวนสีเท่ากับ Farnsworth D-15 แต่ความต่างของเฉดสีน้อยกว่า จึงเป็นการเพิ่มความยากกว่าในการแยกและจัดเรียงสี


สาเหตุที่ทำให้เกิดตาบอดสี


สาเหตุของตาบอดสี แบ่งได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ ดังนี้


1. ตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด (Congenital color vision defects)


เป็นความผิดปกติจากพันธุกรรมที่เกิดขึ้นจากยีนที่อยู่ในโครโมโซม X พบในผู้ชายเกือบ 8% แต่ในผู้หญิงพบเป็นตาบอดสีเพียง 0.5% นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีตั้งแต่กำเนิด ตาทั้งสองข้างจะมองเห็นสีผิดปกติเท่าๆ กัน


โดยปกติแล้วคนเราจะมีโครโมโซม 2 ตัวที่ได้รับจากพ่อและแม่คนละ 1 โครโมโซม ในเพศชายมีโครโมโซมคือ X ที่ได้จากแม่และ Y ที่ได้จากพ่ออย่างละ 1 ตัว เมื่อยีนรับสีที่อยู่ในโครโมโซม X ตัวนั้นผิดปกติไป ก็จะแสดงอาการตาบอดสีออกมา ต่างจากผู้หญิงซึ่งมีโครโมโซมคือ XX (X สองตัว ได้รับจากพ่อ 1 ตัวและแม่ 1 ตัว) เมื่อยีนรับสีในโครโมโซม X ตัวใดตัวหนึ่งผิดปกติ ก็ยังมียีนในโครโมโซม X อีกตัวที่ทำหน้าที่ได้ จึงไม่แสดงอาการตาบอดสีนั่นเอง


2. ตาบอดสีภายหลัง (Acquired color vision defects)


การเกิดตาบอดสีในภายหลัง ซึ่งในผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นได้เท่าๆ กัน อาจเกิดจากความผิดปกติของจอประสาทตาหรือสมองส่วนที่รับสัญญาณภาพและจำแนกสี ซึ่งมีโรค ภาวะผิดปกติ หรืออุบัติเหตุเป็นสาเหตุให้เกิดขึ้นได้ เช่น


  • โรคต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากแรงดันในลูกตาทำลายเส้นประสาทที่ส่งสัญญาณภาพไปยังประสาท
  • โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) เนื่องจากโรคนี้เกิดจากระบบประสาทผิดปกติ จึงอาจส่งผลกระทบต่อประสาทที่รับแสงสีด้วย
  • โรคอื่นๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุของตาบอดสี เช่น โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) โรคลูคีเมีย (Leukemia) โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular Degeneration)
  • การรับประทานยาบางตัว สามารถส่งผลให้ตาบอดสีได้ เช่น ยาต้านอาการทางจิต ( Antipsychotic Drug) ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic)
  • การได้รับสารพิษบางชนิด เช่น สารสไตรีน (Styrene) มักพบในพลาสติกหรือโฟม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดตาบอดสี


  • ปัจจัยทางพันธุกรรม: เกิดจากความผิดปกติของยีนในโครโมโซม X ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก
  • ปัจจัยจากโรคต่างๆ: โรคต้อหิน โรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อม และโรคอื่นๆ ที่ได้กล่าวมา
  • ปัจจัยด้านพฤติกรรมและอื่นๆ: การได้รับสารเคมีบางชนิด การทานยาบางตัว อายุที่มากขึ้น การเกิดอุบัติเหตุกับดวงตาหรือสมอง

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


ภาวะตาบอดสีไม่ใช่โรคที่ส่งผลร้ายแรง แต่อาจจะกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่าง และอาจจะสังเกตตัวเองได้ยากว่ามีภาวะตาบอดสีหรือไม่โดยเฉพาะผู้ที่ตาบอดสีแต่กำเนิด หากมีประวัติคนในครอบครัวตาบอดสีหรือสงสัยว่าเด็กมีภาวะตาบอดสี ให้พาไปตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และสำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสีภายหลัง ถ้าพบว่าเริ่มเห็นสีไม่ชัดหรือการรับรู้สีเปลี่ยนไปจากเดิม ให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะตาบอดสีถาวร


Consult doctor on Raksa app

การรักษาตาบอดสี


ใส่คอนแทคแลนส์สี

สำหรับผู้ที่ตาบอดสีแต่กำเนิด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นตาบอดสีแดง-เขียว ไม่ถือเป็นปัญหาร้ายแรงและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแต่มองเห็นสีไม่เหมือนคนอื่นเท่านั้น และยังไม่สามารถรักษาได้เพราะความผิดปกติเกิดขึ้นที่ Cone cells อาจจะเป็นการขาด Cone cells หรือมี Cone cells น้อยเกินไป


ในบางกรณีที่การทำกิจกรรมหรืองานบางอย่างจำเป็นต้องแยกสี ผู้ที่เป็นตาบอดสีสามารถใส่แว่นกรองสีหรือคอนแทคเลนส์สีก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง เช่น ใส่เว่นกรองสีแดงทำให้เห็นสีแดงชัดขึ้นเล็กน้อยและเห็นสีเขียวเข้มกว่าปกติ แต่ทำให้การมองเห็นสีอื่นเพี้ยนไปด้วยจึงไม่ควรใส่ตลอดเวลา


หากตาบอดสีเกิดจากการรับประทานยาบางตัว หรือเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ การหยุดยาหรือรักษาโรคนั้นๆ อาจช่วยให้ตากลับมาเห็นสีได้ปกติ แต่ในบางกลุ่มที่เกิดจากความเสื่อมจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้


buy medication on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะตาบอดสี


เด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นตาบอดสี แนะนำให้ผู้ปกครองพาไปตรวจประเมินตาบอดสีและความรุนแรงของอาการตั้งแต่ในวัยเด็ก เพื่อให้ความผิดปกตินี้ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้น้อยที่สุด นอกจากนี้ผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าเห็นสีเปลี่ยนไปหลังจากใช้ยาบางตัวหรือเป็นโรคบางโรค ให้ไปตรวจกับแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง เมื่อรู้ว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสี ควรปฏิบัติดังนี้


Do


  • จำความสว่างของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันแทนการพยายามแยกสี หรือจำเป็นลำดับการเรียงสีแทน เช่น ไฟจราจร สัญญาณไฟอื่นๆ

  • ขอความช่วยเหลือจากคนที่เห็นสีปกติ ให้เขียนป้ายแปะไว้บนอุปกรณ์บางอย่างที่ไม่สามารถแยกสีออกจากกันได้ หรือของที่ต้องการแมตช์สีกัน เช่น สีไม้ ปากกา เสื้อผ้า

  • ใช้แอปฯ บนโทรศัพท์มือถือหรือแท็บแลตเพื่อเช็กสีของวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

  • ใช้คอนแทคเลนส์ หรือแว่นกรองแสงสำหรับกรองบางสีในกรณีที่จำเป็น

  • ใช้ประสาทสัมผัสอื่นในชีวิตประจำวัน เช่น ดมกลิ่นหรือสัมผัสเพื่อแยกผลไม้สุกกับผลไม้ดิบ

  • ควรแจ้งคนรอบตัวเพื่อการปรับตัวในการดำเนินชีวิตประจำวัน ให้เกิดความสะดวกในการใช้ชีวิต เช่น แจ้งครูประจำชั้นหากลูกมีภาวะตาบอดสี แจ้งเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน

Don’t


  • ผู้มีภาวะตาบอดสีรุนแรงไม่ควรขับรถสาธารณะ ที่ต้องใช้สัญญาณหรือสัญลักษณ์ต่างๆ

  • ไม่ควรทำงานในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณเตือนภัย หรือจำเป็นต้องแยกสี เช่น ควรคุมเครื่องจักร เภสัชกร ทหาร ช่างภาพ นักบิน แพทย์บางสาขา ฯลฯ

การป้องกันตาบอดสี


ตาบอดสีถ่ายทอดทางพันธุกรรมสู่เด็ก

ตาบอดสีแต่กำเนิดในปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันได้ เพราะเกิดจากพันธุกรรมที่ส่งต่อมาจากพ่อแม่ ในผู้ที่มีประวัติตาบอดสีในครอบครัว สามารถเข้ารับการตรวจสายตาเพื่อประเมินอาการหรือตรวจเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคได้ ส่วนภาวะตาบอดสีที่เกิดภายหลังอาจป้องกันได้ เช่น การไม่สูดดมสารเคมีบางชนิดมากเกินไป การเข้ารับการรักษาโรคต่างๆ อย่างถูกวิธีกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ฯลฯ


การใช้คอนแทคเลนส์ในผู้มีภาวะตาบอดสี


การใช้คอนแทคเลนส์สีอาจทำให้ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีสามารถมองเห็นสีต่างๆ ได้ชัดเจนมาขึ้น เพราะเลนส์ดังกล่าวจะมีการปรับระดับความเข้มของแสง มีการกรองแสงสีบางชนิดออกเพื่อให้สามารถมองเห็นสีที่เห็นบกพร่องไปได้อย่างคมชัดมากยิ่งขึ้น เช่น เลนส์ที่กรองแสงสีแดง จะทำให้เห็นสีเขียวชัดขึ้น


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาบอดสี


1. ตาบอดสีสามารถรักษาได้ไหม?


ภาวะตาบอดสีแต่กำเนิดยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ในปัจจุบัน เพราะเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รับแสงและเม็ดสีในจอประสาทตาที่ถ่ายทอดผ่านโครโมโซมทำให้มีอาการตั้งแต่แรกเกิด ส่วนภาวะตาบอดสีที่เกิดภายหลังจากโรคบางโรคสามารถรักษาให้หายได้โดยการรักษาโรคที่ทำให้เกิดภาวะตาบอดสีชั่วคราวหรือรักษาโดยแก้ที่ต้นเหตุ


2. สีที่คนตาบอดสีมองเห็นมีสีใดบ้าง?


คนที่ตาบอดสีส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสีแดงและสีเขียว ซึ่งอาจทำให้แยกสีออกจากกันได้ยากแต่ยังสามารถเห็นสีอื่นๆ ส่วนผู้ที่ตาบอดสีทุกสี จะมองเห็นภาพทั้งหมดเป็นโทนสีเทา คล้ายการดูโทรทัศน์ภาพขาว-ดำ


3. ตาบอดสีเกิดจากโครโมโซมใด?


ตาบอดสีเกิดจากความผิดปกติของยีนบนโครโมโซม X เกิดในกลุ่มผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายมีโครโมโซม X ตัวเดียว เมื่อโครโมโซม X ตัวกล่าวมียีนรับสีผิดปกติ ก็จะแสดงออกมาเป็นภาวะตาบอดสีทันที


ต่างจากผู้หญิงที่มีโครโมโซม X ทั้งหมด 2 ตัว หากมี X ตัวใดตัวหนึ่งมียีนผิดปกติก็ยังมี X อีกตัวที่ทำงานได้สมบูรณ์จึงไม่แสดงภาวะตาบอดสี


4. ตาบอดสีถ่ายทอดทางพันธุกรรมไหม?


อาการตาบอดสีที่เป็นตั้งแต่กำเนิด เป็นความผิดปกติที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้


5. ตาบอดสีเรียนหมอได้ไหม?


ผู้มีภาวะตาบอดสีสามารถเลือกเรียนหมอได้หากอาการไม่รุนแรง และเรียนเฉพาทางได้บางสาขา แล้วแต่ข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน


6. ตาบอดสีทำใบขับขี่ได้ไหม?


สามารถทำใบขับขี่รถยนตร์ส่วนบุคคลได้ หากตาบอดสีไม่รุนแรง หรือเมื่อไปสอบใบขับขี่แล้วสามารถบอกสีสัญญาณไฟจราจรได้ถูกต้อง และผ่านเกณฑ์อื่นๆ ก็สามารถทำใบขับขี่ได้




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย






แหล่งข้อมูล