MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox / Varicella)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • โรคอีสุกอีใสไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่เกิดจาก “ไวรัสวาริเซลลา” สามารถติดกันได้ผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยในระยะแพร่เชื้อ

  • คนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนแล้ว ก็สามารถกลับมาเป็นได้อีกหากได้รับเชื้อ แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก

  • โรคอีสุกอีใสสามารถรักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ทานยาพาราเซตามอล หากมีอาการคันให้ใช้ยาทาแก้คันอย่างคาลาไมน์โลชั่นหรือทานยาแก้แพ้ และการป้องกันที่ดีที่สุดคือการได้รับวัคซีน มีทั้งสำหรับเด็กแรกเกิดและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน



Table of Contents
โรคอีสุกอีใสคืออะไร?
สาเหตุของโรคอีสุกอีใส
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส
อาการของโรคอีสุกอีใส
ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยและการรักษาโรคอีสุกอีใส
ยารักษาโรคอีสุกอีใส
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส

วิธีรักษาอีสุกอีใสให้หายเร็วที่สุด
การป้องกันโรคอีสุกอีใส
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส


โรคอีสุกอีใสคืออะไร?


อีสุกอีใส (Chickenpox / Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนที่อายุต่ำกว่า 10 ปี แต่ก็สามารถพบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วย อาการภายนอกของผู้ป่วยที่สามารถเห็นได้ชัด ก็จะมีตั้งแต่ผื่นแดงราบ ตุ่มใส บางครั้งอาจเป็นตุ่มหนองขึ้นตามใบหน้าและลำตัว ร่วมกับอาการมีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง ใช้เวลาไม่เกิน 1 – 2 สัปดาห์ก็จะหายเป็นปกติได้เอง


สาเหตุของโรคอีสุกอีใส


cause of chickenpox

โรคอีสุกอีใส เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type3 ที่เป็นเชื้อชนิดเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด เมื่อหายแล้วเชื้อจะไปซ่อนในปมประสาท ที่จะมีการแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยตรงผ่านทางละอองของระบบทางเดินหายใจ อาทิเช่น ทางการจามไอ ทางน้ำลาย


ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคดังกล่าวจอยู่ในช่วง 10-21 วัน ผู้ป่วยจึงมีโอกาสสามารถแพร่กระจายเชื้อต่างๆ ให้กับคนอื่นได้โดยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังติดเชื้ออยู่ มักจะทราบตอนที่ได้พบผื่น หรือ ตุ่มพองตามร่างกาย


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส


เชื้อโรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่ผ่านทั้งการสัมผัสโดยตรง นอกจากนั้นอีสุกอีใสยังติดได้จากละอองจากระบบทางเดินหายใจแพร่สู่บุคคลอื่นรวมทั้งทางอากาศได้ด้วย ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติที่เคยติดเชื้ออีสุกอีใส หรือไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใสมาก่อนจึงเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ ดังนั้นในกลุ่มคนที่ทำงานกับเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนควรได้รับการฉีดวัคซีน


สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือเคยมีประวัติได้รับการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสมาก่อน ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันอีสุกอีใส จะมีโอกาสในการติดเชื้อที่แสดงอาการลดลง มักจะมีอาการเพียงตุ่มน้ำเล็กน้อย หรือ ไข้ต่ำๆ เท่านั้น


กลุ่มเสี่ยงโรคอีกสุกอีใส ได้แก่


  • เด็กแรกเกิดและทารกที่มารดาไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส
  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่
  • สตรีมีครรภ์ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อย่างเช่น ผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัด
  • ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ในการรักษาโรคหอบหืด
  • ผู้ที่สูบบุหรี่

อาการของโรคอีสุกอีใส


ตุ่มอีสุกอีใส

เนื่องจากโรคอีสุกอีใสมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเกิดอาการของโรคจนผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ เชื้อไวรัสจะมีการฟักตัวอยู่ประมาณ 10 – 20 วัน ทำให้อาการอีสุกอีใสที่ผู้ป่วยแสดงออก จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน ได้แก่ อาการอีสุกอีใสระยะเริ่มต้น และระยะแพร่เชื้อ


อาการอีสุกอีใสเริ่มต้น


ระยะเริ่มต้นของผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสจะเกิดขึ้นในช่วง 1 – 2 วันแรกหลังจากที่เชื้อไวรัสฟักตัวแล้ว ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกได้ว่าตนเองมีไข้ต่ำหรือสูง รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเหมือนกับเวลาที่เป็นไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นผู้ป่วยที่มีอาการอีสุกอีใสเริ่มต้นจะมีอาการเจ็บคอ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เฉื่อยชา เบื่ออาหาร มีผื่นแดงราบขึ้น ซึ่งจะขึ้นที่ใบหน้า ช่องปาก และลำตัวก่อนจะลามไปยังแขนขาและส่วนต่างๆ ของร่างกาย


ระยะแพร่เชื้ออีสุกอีใส


หลังจากที่มีอาการอีสุกอีใสเริ่มต้นได้ประมาณ 1 วัน ผื่นแดงราบที่ขึ้นอยู่ทั่วตัวของผู้ป่วยอีสุกอีใสก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตุ่มแดง และกลายเป็นตุ่มน้ำใสภายในระยะเวลา 2 – 4 วัน จากนั้นก็จะค่อยๆ ยุบและตกสะเก็ดหายไปเอง เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะรู้สึกคันตามบริเวณที่มีตุ่มอีสุกอีใสอยู่ หากเกาหรือแกะก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดอาการแทรกซ้อนได้ และยังทำให้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้อีกด้วย


ข้อควรระวังในช่วงตุ่มน้ำพุพอง 


ในช่วงที่มีอาการตุ่มน้ำพุพองมักจะเป็นช่วงที่มีตุ่มน้ำขึ้นเยอะ และจะมีการตกสะเก็ดร่วมกับอาการคัน หากผู้ป่วยเกามากๆ อาจะทำให้เกิดแผลเป็นสาเหตุที่จะทำให้ติดเชื้อ แบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังได้ และเนื่องจากเป็นระยะของการแพร่เชื้อผู้สัมผัสใกล้ชิด ควรระวังตัวเป็นพิเศษในการดูแลผู้ป่วย อาทิเช่น การล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย เป็นต้น


ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส


  • ติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนัง เช่นพวก Group Streptococcal Infection
  • ภาวะร่างกายขาดน้ำ
  • โรคไข้สมองอักเสบ
  • กลุ่มอาการ Cerebellar Ataxia
  • กลุ่มอาการ Toxic Shock Syndrome
  • กลุ่มอาการ Reye’s Syndrome เมื่อใช้ยาลดไข้กลุ่มยาแอสไพริน

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โดยปกติโรคอีสุกอีใสจะไม่รุนแรงมาก และหายได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำ อย่างเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หรือคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการไอรุนแรง มีไข้ติดต่อกัน 4 วัน หรือออกเลือด หรือ ในกรณีที่สงสัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไข้สูง มากกว่า 38.9 องศา ซึมลง มีอาการชัก มีหายใจหอบเหนื่อย และ หัวใจเต้นเร็ว ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที


consult doctor on raksa app

การวินิจฉัยและการรักษาโรคอีสุกอีใส


รักษาโรคอีสุกอีใส

แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคนี้โดยจากลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มน้ำพุพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกาย และจากประวัติที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เช่น มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ เป็นต้น และถ้าในบางกรณีอาจจะต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อที่จะวินิจฉัยเพิ่มเติม


ผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงและอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน แต่ในบางรายที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงตามกลุ่มเสี่ยงที่ได้กล่าวไปข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อจะได้ประเมินอาการและวางแผนการรักษา


หลักการของแพทย์ในการทำการรักษาจะใช้หลักรักษาตามอาการ เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆของผู้ป่วย เช่น การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดอาการไข้ หรือ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนเรื่องอาการคัน อาจจะใช้ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการ เช่น กลุ่ม Antihistamine หรือ Calamine Lotion เป็นต้น ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจะจำเป็นต้องใช้กลุ่มยาอะไซโคลเวียร์ ยาวาลาไซโคลเวียร์ ร่วมด้วย


ยารักษาโรคอีสุกอีใส


ในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาชนิดใดที่สามารถรักษาโรคอีสุกอีใสได้โดยตรง ทำได้เพียงแค่รับประทานยาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการที่เป็นอยู่เท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ควรทำการสอบถามเภสัชกรที่ร้านขายยาให้เข้าใจรายละเอียดที่จำเป็น ก่อนที่จะตัดสินใจรับประทานยาทุกครั้ง


  • หากมีไข้ต่ำหรือสูง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ: รับประทานยาแก้ปวดและลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

  • หากมีอาการคันตามบริเวณที่มีตุ่มอีสุกอีใส: รับประทานยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือใช้ยาทาภายนอกอย่างคาลาไมน์โลชั่น เพื่อบรรเทาอาการคันตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย

แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำหรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์ ฯลฯ อาการของโรคนี้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แพทย์จึงมักจะให้ยาต้านไวรัสกลับมารับประทานด้วย


ยาต้านอีสุกอีใส


ยาต้านไวรัสอีสุกอีใส จะถูกใช้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายมีความสามารถในการต้านทานเชื้อไวรัสได้ดีมากยิ่งขึ้น และช่วยลดโอกาสไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต โดยตัวยาที่จะต้องรับประทานก็จะมีชื่อว่ายาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) และยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)


ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาให้ครบทุกเม็ดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และห้ามตัดสินใจหยุดรับประทานยาด้วยตนเอง เพื่อให้เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายถูกทำลายจนหมด ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เชื้อไวรัสเกิดการดื้อยาจนอาการกลับมารุนแรงมากกว่าที่เคยเป็นได้


order drugs with Raksa

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส


Do


  • ควรใช้น้ำเกลือล้างแผลอีสุกอีใสเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและช่วยให้แผลตามร่างกายหายเร็วขึ้น
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยปริมาณที่เหมาะสมก็คือ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรขึ้นไป เพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องเสียไปในแต่ละวัน
  • ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานได้เต็มที่
  • ควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการเกาบริเวณที่คันจนเกิดเป็นแผล
  • ควรใช้สบู่ยาฟอกตามตัวเวลาอาบน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง
  • ต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

Don’t


  • ควรหลีกเลี่ยงการเกาและแกะแผลจากอีสุกอีใส เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาอันตราย
  • ควรหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้อื่น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

วิธีรักษาอีสุกอีใสให้หายเร็วที่สุด


วิธีการรักษาให้อีสุกอีใสหายเร็วที่สุด ก็คือผู้ป่วยควรดื่มน้ำเยอะๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานยาลดไข้และทายาแก้คันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากได้รับยาต้านไวรัสก็ต้องรับประทานตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญห้ามแกะหรือเกาแผลเด็ดขาด เพียงเท่านี้อาการของโรคอีสุกอีใสก็ค่อยๆ ทุเลาลง


การป้องกันโรคอีสุกอีใส


วัคซีนอีสุกอีใส

วิธีที่จะช่วยป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ดีที่สุดก็คือการฉีดวัคซีน ซึ่งในปัจจุบันสามารถฉีดวัคซีนให้กับเด็กวัยแรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน และเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อไวรัสมากที่สุด ควรฉีดวัคซีนตามรายละเอียดดังต่อไปนี้


  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้กับเด็กแรกเกิด สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 2 เข็ม โดยเข็มแรกควรฉีดในช่วงอายุ 12 – 15 เดือน และฉีดเข็มที่ 2 ในช่วงอายุ 4 – 6ปี
  • สำหรับผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ในตอนเด็ก แนะนำว่าควรจะต้องฉีดวัคซีนจำนวน 2 เข็มห่างกัน 28 วัน จะทำให้ลดอาการและความรุนแรงของโรคได้ถึง 90 % แต่ในสตรีมีครรภ์อาจจะเกิดผลข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน
  • หากต้องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังจากที่สัมผัสผู้ป่วยอีสุกอีใส จำเป็นที่จะต้องฉีดภายใน 5 วันหลังการสัมผัส หากนานกว่านี้จะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส


1. เป็นอีสุกอีใสอาบน้ำได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสสามารถอาบน้ำได้และควรฟอกสบู่ ซึ่งอาจจะเป็นสบู่ธรรมดาหรือสบู่ยาก็ได้ เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อที่ผิวหนัง


2. เป็นอีสุกอีใสกี่วันหาย?


ผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสจะค่อยๆ หายเองภายในระยะเวลา 1 – 2 สัปดาห์ จะเร็วหรือช้าล้วนขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน


3. เป็นอีสุกอีใสตอนโตควรทำอย่างไร?


ผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสตอนโต จะมีโอกาสได้รับเชื้อที่รุนแรงกว่าปกติและอาจมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีอาการคล้ายกับโรคนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและรับยาต้านไวรัสกลับมารับประทาน


4. เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว จะกลับมาเป็นอีกไหม?


ผู้ที่เคยป่วยเป็นอีสุกอีใสแล้วหากได้รับเชื้ออีกครั้งหนึ่งสามารถเป็นได้อีกครั้ง แต่จะมีอาการไม่รุนแรง


5. เป็นอีสุกอีใสกินน้ำเย็นได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสสามารถรับประทานน้ำเย็นได้ แต่จะดีกว่าถ้ารับประทานน้ำอุ่น เพราะจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีกว่า


6. เป็นอีสุกอีใสกินไข่ได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสสามารถทานไข่ได้ เพราะโปรตีนจากไข่มีส่วนช่วยในการเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตนเองได้ไวขึ้น




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์

นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ (GP)
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox / Varicella)

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS :


  • โรคอีสุกอีใสไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ได้อีกด้วย เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่เกิดจาก “ไวรัสวาริเซลลา” สามารถติดกันได้ผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใสของผู้ป่วยในระยะแพร่เชื้อ

  • คนที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อนแล้ว ก็สามารถกลับมาเป็นได้อีกหากได้รับเชื้อ แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก

  • โรคอีสุกอีใสสามารถรักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ทานยาพาราเซตามอล หากมีอาการคันให้ใช้ยาทาแก้คันอย่างคาลาไมน์โลชั่นหรือทานยาแก้แพ้ และการป้องกันที่ดีที่สุดคือการได้รับวัคซีน มีทั้งสำหรับเด็กแรกเกิดและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน



Table of Contents
โรคอีสุกอีใสคืออะไร?
สาเหตุของโรคอีสุกอีใส
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส
อาการของโรคอีสุกอีใส
ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยและการรักษาโรคอีสุกอีใส
ยารักษาโรคอีสุกอีใส
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส

วิธีรักษาอีสุกอีใสให้หายเร็วที่สุด
การป้องกันโรคอีสุกอีใส
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส


โรคอีสุกอีใสคืออะไร?


อีสุกอีใส (Chickenpox / Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนที่อายุต่ำกว่า 10 ปี แต่ก็สามารถพบในผู้ใหญ่ได้เช่นกัน เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสและใกล้ชิดกับผู้ป่วย อาการภายนอกของผู้ป่วยที่สามารถเห็นได้ชัด ก็จะมีตั้งแต่ผื่นแดงราบ ตุ่มใส บางครั้งอาจเป็นตุ่มหนองขึ้นตามใบหน้าและลำตัว ร่วมกับอาการมีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง ใช้เวลาไม่เกิน 1 – 2 สัปดาห์ก็จะหายเป็นปกติได้เอง


สาเหตุของโรคอีสุกอีใส


cause of chickenpox

โรคอีสุกอีใส เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา (Varicella virus) หรือ Human herpes virus type3 ที่เป็นเชื้อชนิดเดียวกันที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด เมื่อหายแล้วเชื้อจะไปซ่อนในปมประสาท ที่จะมีการแพร่กระจายได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยตรงผ่านทางละอองของระบบทางเดินหายใจ อาทิเช่น ทางการจามไอ ทางน้ำลาย


ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคดังกล่าวจอยู่ในช่วง 10-21 วัน ผู้ป่วยจึงมีโอกาสสามารถแพร่กระจายเชื้อต่างๆ ให้กับคนอื่นได้โดยไม่ทราบว่าตัวเองกำลังติดเชื้ออยู่ มักจะทราบตอนที่ได้พบผื่น หรือ ตุ่มพองตามร่างกาย


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส


เชื้อโรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่ผ่านทั้งการสัมผัสโดยตรง นอกจากนั้นอีสุกอีใสยังติดได้จากละอองจากระบบทางเดินหายใจแพร่สู่บุคคลอื่นรวมทั้งทางอากาศได้ด้วย ผู้ที่ไม่เคยมีประวัติที่เคยติดเชื้ออีสุกอีใส หรือไม่เคยได้รับวัคซีนอีสุกอีใสมาก่อนจึงเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ ดังนั้นในกลุ่มคนที่ทำงานกับเด็กเล็กในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนควรได้รับการฉีดวัคซีน


สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติเคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือเคยมีประวัติได้รับการฉีดวัคซีนอีสุกอีใสมาก่อน ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันในการป้องกันอีสุกอีใส จะมีโอกาสในการติดเชื้อที่แสดงอาการลดลง มักจะมีอาการเพียงตุ่มน้ำเล็กน้อย หรือ ไข้ต่ำๆ เท่านั้น


กลุ่มเสี่ยงโรคอีกสุกอีใส ได้แก่


  • เด็กแรกเกิดและทารกที่มารดาไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส
  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่
  • สตรีมีครรภ์ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อย่างเช่น ผู้ป่วยที่เคยได้รับเคมีบำบัด
  • ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ในการรักษาโรคหอบหืด
  • ผู้ที่สูบบุหรี่

อาการของโรคอีสุกอีใส


ตุ่มอีสุกอีใส

เนื่องจากโรคอีสุกอีใสมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเกิดอาการของโรคจนผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นได้ เชื้อไวรัสจะมีการฟักตัวอยู่ประมาณ 10 – 20 วัน ทำให้อาการอีสุกอีใสที่ผู้ป่วยแสดงออก จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน ได้แก่ อาการอีสุกอีใสระยะเริ่มต้น และระยะแพร่เชื้อ


อาการอีสุกอีใสเริ่มต้น


ระยะเริ่มต้นของผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสจะเกิดขึ้นในช่วง 1 – 2 วันแรกหลังจากที่เชื้อไวรัสฟักตัวแล้ว ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกได้ว่าตนเองมีไข้ต่ำหรือสูง รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเหมือนกับเวลาที่เป็นไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นผู้ป่วยที่มีอาการอีสุกอีใสเริ่มต้นจะมีอาการเจ็บคอ รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เฉื่อยชา เบื่ออาหาร มีผื่นแดงราบขึ้น ซึ่งจะขึ้นที่ใบหน้า ช่องปาก และลำตัวก่อนจะลามไปยังแขนขาและส่วนต่างๆ ของร่างกาย


ระยะแพร่เชื้ออีสุกอีใส


หลังจากที่มีอาการอีสุกอีใสเริ่มต้นได้ประมาณ 1 วัน ผื่นแดงราบที่ขึ้นอยู่ทั่วตัวของผู้ป่วยอีสุกอีใสก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตุ่มแดง และกลายเป็นตุ่มน้ำใสภายในระยะเวลา 2 – 4 วัน จากนั้นก็จะค่อยๆ ยุบและตกสะเก็ดหายไปเอง เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะรู้สึกคันตามบริเวณที่มีตุ่มอีสุกอีใสอยู่ หากเกาหรือแกะก็จะทำให้มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียจนเกิดอาการแทรกซ้อนได้ และยังทำให้ทิ้งรอยแผลเป็นไว้อีกด้วย


ข้อควรระวังในช่วงตุ่มน้ำพุพอง 


ในช่วงที่มีอาการตุ่มน้ำพุพองมักจะเป็นช่วงที่มีตุ่มน้ำขึ้นเยอะ และจะมีการตกสะเก็ดร่วมกับอาการคัน หากผู้ป่วยเกามากๆ อาจะทำให้เกิดแผลเป็นสาเหตุที่จะทำให้ติดเชื้อ แบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังได้ และเนื่องจากเป็นระยะของการแพร่เชื้อผู้สัมผัสใกล้ชิด ควรระวังตัวเป็นพิเศษในการดูแลผู้ป่วย อาทิเช่น การล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัย เป็นต้น


ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส


  • ติดเชื้อจากแบคทีเรียที่ผิวหนัง เช่นพวก Group Streptococcal Infection
  • ภาวะร่างกายขาดน้ำ
  • โรคไข้สมองอักเสบ
  • กลุ่มอาการ Cerebellar Ataxia
  • กลุ่มอาการ Toxic Shock Syndrome
  • กลุ่มอาการ Reye’s Syndrome เมื่อใช้ยาลดไข้กลุ่มยาแอสไพริน

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


โดยปกติโรคอีสุกอีใสจะไม่รุนแรงมาก และหายได้ใน 1-2 สัปดาห์ แต่ในผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานต่ำ อย่างเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หรือคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการไอรุนแรง มีไข้ติดต่อกัน 4 วัน หรือออกเลือด หรือ ในกรณีที่สงสัยภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ไข้สูง มากกว่า 38.9 องศา ซึมลง มีอาการชัก มีหายใจหอบเหนื่อย และ หัวใจเต้นเร็ว ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที


consult doctor on raksa app

การวินิจฉัยและการรักษาโรคอีสุกอีใส


รักษาโรคอีสุกอีใส

แพทย์มักจะวินิจฉัยโรคนี้โดยจากลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มน้ำพุพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกาย และจากประวัติที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย เช่น มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ เป็นต้น และถ้าในบางกรณีอาจจะต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อที่จะวินิจฉัยเพิ่มเติม


ผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงและอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน แต่ในบางรายที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงตามกลุ่มเสี่ยงที่ได้กล่าวไปข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อจะได้ประเมินอาการและวางแผนการรักษา


หลักการของแพทย์ในการทำการรักษาจะใช้หลักรักษาตามอาการ เพื่อช่วยบรรเทาอาการต่างๆของผู้ป่วย เช่น การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดอาการไข้ หรือ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนเรื่องอาการคัน อาจจะใช้ยาแก้แพ้เพื่อลดอาการ เช่น กลุ่ม Antihistamine หรือ Calamine Lotion เป็นต้น ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจะจำเป็นต้องใช้กลุ่มยาอะไซโคลเวียร์ ยาวาลาไซโคลเวียร์ ร่วมด้วย


ยารักษาโรคอีสุกอีใส


ในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาชนิดใดที่สามารถรักษาโรคอีสุกอีใสได้โดยตรง ทำได้เพียงแค่รับประทานยาเพื่อรักษาและบรรเทาอาการที่เป็นอยู่เท่านั้น ซึ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ควรทำการสอบถามเภสัชกรที่ร้านขายยาให้เข้าใจรายละเอียดที่จำเป็น ก่อนที่จะตัดสินใจรับประทานยาทุกครั้ง


  • หากมีไข้ต่ำหรือสูง ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ: รับประทานยาแก้ปวดและลดไข้ เช่น พาราเซตามอล

  • หากมีอาการคันตามบริเวณที่มีตุ่มอีสุกอีใส: รับประทานยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือใช้ยาทาภายนอกอย่างคาลาไมน์โลชั่น เพื่อบรรเทาอาการคันตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย

แต่ถ้าผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำหรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ เป็นผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือเป็นผู้ป่วยเอดส์ ฯลฯ อาการของโรคนี้จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น แพทย์จึงมักจะให้ยาต้านไวรัสกลับมารับประทานด้วย


ยาต้านอีสุกอีใส


ยาต้านไวรัสอีสุกอีใส จะถูกใช้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยเป็นผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำหรือเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ เพื่อให้ร่างกายมีความสามารถในการต้านทานเชื้อไวรัสได้ดีมากยิ่งขึ้น และช่วยลดโอกาสไม่ให้เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต โดยตัวยาที่จะต้องรับประทานก็จะมีชื่อว่ายาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) และยาวาลาไซโคลเวียร์ (Valacyclovir)


ซึ่งผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาให้ครบทุกเม็ดตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และห้ามตัดสินใจหยุดรับประทานยาด้วยตนเอง เพื่อให้เชื้อที่อยู่ภายในร่างกายถูกทำลายจนหมด ไม่อย่างนั้นอาจทำให้เชื้อไวรัสเกิดการดื้อยาจนอาการกลับมารุนแรงมากกว่าที่เคยเป็นได้


order drugs with Raksa

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส


Do


  • ควรใช้น้ำเกลือล้างแผลอีสุกอีใสเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและช่วยให้แผลตามร่างกายหายเร็วขึ้น
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยปริมาณที่เหมาะสมก็คือ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรขึ้นไป เพื่อทดแทนปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องเสียไปในแต่ละวัน
  • ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำงานได้เต็มที่
  • ควรตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันการเกาบริเวณที่คันจนเกิดเป็นแผล
  • ควรใช้สบู่ยาฟอกตามตัวเวลาอาบน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง
  • ต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

Don’t


  • ควรหลีกเลี่ยงการเกาและแกะแผลจากอีสุกอีใส เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาอันตราย
  • ควรหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้อื่น เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

วิธีรักษาอีสุกอีใสให้หายเร็วที่สุด


วิธีการรักษาให้อีสุกอีใสหายเร็วที่สุด ก็คือผู้ป่วยควรดื่มน้ำเยอะๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานยาลดไข้และทายาแก้คันจนกว่าอาการจะดีขึ้น หากได้รับยาต้านไวรัสก็ต้องรับประทานตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญห้ามแกะหรือเกาแผลเด็ดขาด เพียงเท่านี้อาการของโรคอีสุกอีใสก็ค่อยๆ ทุเลาลง


การป้องกันโรคอีสุกอีใส


วัคซีนอีสุกอีใส

วิธีที่จะช่วยป้องกันโรคอีสุกอีใสได้ดีที่สุดก็คือการฉีดวัคซีน ซึ่งในปัจจุบันสามารถฉีดวัคซีนให้กับเด็กวัยแรกเกิดจนถึงผู้ใหญ่วัยทำงาน และเพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อไวรัสมากที่สุด ควรฉีดวัคซีนตามรายละเอียดดังต่อไปนี้


  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้กับเด็กแรกเกิด สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 2 เข็ม โดยเข็มแรกควรฉีดในช่วงอายุ 12 – 15 เดือน และฉีดเข็มที่ 2 ในช่วงอายุ 4 – 6ปี
  • สำหรับผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ในตอนเด็ก แนะนำว่าควรจะต้องฉีดวัคซีนจำนวน 2 เข็มห่างกัน 28 วัน จะทำให้ลดอาการและความรุนแรงของโรคได้ถึง 90 % แต่ในสตรีมีครรภ์อาจจะเกิดผลข้างเคียง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน
  • หากต้องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังจากที่สัมผัสผู้ป่วยอีสุกอีใส จำเป็นที่จะต้องฉีดภายใน 5 วันหลังการสัมผัส หากนานกว่านี้จะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคอีสุกอีใส


1. เป็นอีสุกอีใสอาบน้ำได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสสามารถอาบน้ำได้และควรฟอกสบู่ ซึ่งอาจจะเป็นสบู่ธรรมดาหรือสบู่ยาก็ได้ เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อที่ผิวหนัง


2. เป็นอีสุกอีใสกี่วันหาย?


ผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสจะค่อยๆ หายเองภายในระยะเวลา 1 – 2 สัปดาห์ จะเร็วหรือช้าล้วนขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน


3. เป็นอีสุกอีใสตอนโตควรทำอย่างไร?


ผู้ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสตอนโต จะมีโอกาสได้รับเชื้อที่รุนแรงกว่าปกติและอาจมีภาวะแทรกซ้อนจนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีอาการคล้ายกับโรคนี้ ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาและรับยาต้านไวรัสกลับมารับประทาน


4. เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว จะกลับมาเป็นอีกไหม?


ผู้ที่เคยป่วยเป็นอีสุกอีใสแล้วหากได้รับเชื้ออีกครั้งหนึ่งสามารถเป็นได้อีกครั้ง แต่จะมีอาการไม่รุนแรง


5. เป็นอีสุกอีใสกินน้ำเย็นได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสสามารถรับประทานน้ำเย็นได้ แต่จะดีกว่าถ้ารับประทานน้ำอุ่น เพราะจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีกว่า


6. เป็นอีสุกอีใสกินไข่ได้ไหม?


ผู้ที่ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสสามารถทานไข่ได้ เพราะโปรตีนจากไข่มีส่วนช่วยในการเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูตนเองได้ไวขึ้น




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์

นพ. ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ (GP)
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล