MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหัวใจ (Cardiovascular Diseases)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคหัวใจเป็นชื่อที่มักใช้เรียกโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดจากไขมันไปเกาะผนังเส้นเลือด รวมไปถึงโรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจมี 2 ส่วนคือ ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ทั้งพันธุกรรม อายุ เพศ และส่วนที่ควบคุมได้ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการสูบบุหรี่ ทานอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย และเป็นผลจากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

  • ผู้ป่วยโรคหัวใจมักจะมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เจ็บหน้าอกเหมือนมีของกดทับ มีอาการใจสั่น หายใจไม่อิ่ม นอกจากนี้ยังอาจมีอาการขาและเท้าบวมเนื่องจากภาวะหัวใจวาย



Table of Contents
โรคหัวใจคืออะไร?
สาเหตุของโรคหัวใจ
อาการของโรคหัวใจ
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์
การรักษาโรคหัวใจ
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อป่วยเป็นโรคหัวใจ
วิธีป้องกันโรคหัวใจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจ


โรคหัวใจคืออะไร?


โรคหัวใจ ภาษาอังกฤษคือ Cardiovascular Diseases หรือ Heart Diseases ซึ่งเป็นชื่อเรียกกว้างๆ ของภาวะที่เกิดความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดส่วนต่างๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ โรคหัวใจพิการโดยกำเนิด โรคหัวใจรูมาติก


โรคหัวใจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ทั้งในไทยและต่างประเทศ ในบางรายอาจไม่แสดงอาการหรือคิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและนำไปสู่การเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้


โรคหัวใจคืออะไร

เราลองมาดูตัวอย่างของโรคหัวใจแต่ละชนิดกันว่ามีลักษณะอย่างไร และเป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน


  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Atherosclerosis)
    เป็นโรคหัวใจที่พบได้มากที่สุด เกิดจากการที่ไขมันไปเกาะตามผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและมีขนาดที่แคบลง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ดี ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากมีลิ่มเลือดไหลผ่าน หลอดเลือดก็จะเกิดการอุดตันจนนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

  • โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Heart)
    ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักไปด้วย กล้ามเนื้อหัวใจจึงหนาขึ้น พื้นที่ภายในเส้นเลือดแคบลงทำให้การสูบฉีดเลือดเป็นไปได้ยาก จึงนำไปสู่โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจโต และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหยุดเต้นเฉียบพลัน

  • โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Valvular Heart Disease)
    เป็นโรคหัวใจที่เกิดได้ในทุกช่วงอายุ อาจจะเป็นความผิดปกติตั้งแต่เกิด เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นไข้รูมาติก รวมถึงการเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจในผู้สูงวัย สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจส่วนที่เสียหาย หรือการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม

  • โรคหัวใจพิการโดยกำเนิด (Aortopulmonary window หรือที่มักเรียกว่า AP window)
    เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และมักตรวจเจอในช่วงอายุ 2-3 เดือนแรก เกิดจากความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจห้องล่างที่มีรูรั่วระหว่างห้องซ้ายและขวา หากรูรั่วดังกล่าวมีขนาดเล็กจะไม่แสดงอาการใดๆ รูดังกล่าวมีโอกาสปิดได้เอง แต่หากรูรั่วมีขนาดใหญ่จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว เด็กทารกจะดูดนมได้ช้า มีอาการของปอดอักเสบซ้ำๆ จนนำไปสู่การเกิดหัวใจวายได้

สาเหตุของโรคหัวใจ


โรคหัวใจอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้มากมาย โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย คือปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยที่สามารถควบคุมได้


ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้


  • กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยที่พบได้มากที่สุด หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของหัวใจรวมถึงระบบต่างๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา โรคหัวใจจึงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
  • เพศ โดยผู้ชายมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิง

ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้


มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบหรือดมควันบุหรี่เป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารรสเค็มจัด หวานจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน พักผ่อนน้อย มีภาวะเครียดบ่อย ทำงานอย่างหักโหม ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดและความดันโลหิตสูง


โรคหัวใจ อาการ

อาการของโรคหัวใจ


เนื่องจากโรคหัวใจเป็นโรคที่กว้างมาก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจเกิดได้จากหลายส่วน และจะมีอาการที่แตกต่างกัน แต่อาการที่พบได้บ่อยและเป็นอาการเสี่ยงของโรคหัวใจมีดังนี้


  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เช่น เวลาออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเยอะจะรู้สึกหอบ หายใจเร็ว หายใจไม่ทัน บางรายอาจมีอาการหอบกลางดึก หรือหอบทั้งที่อยู่เฉยๆ ก็เป็นได้

  • เจ็บแน่นบริเวณหน้าอกเหมือนมีของกดทับ จนไม่สามารถนอนราบได้ บางรายอาจมีอาการปวดร้าวที่แขนซ้ายไปจนถึงไหล่ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

  • อาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • หน้ามืด เป็นลมหมดสติ หรือวูบไปโดยไม่มีสาเหตุบ่อยครั้ง

  • ขาหรือเท้าบวม เกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง ทำให้เลือดจากขาไม่สามารถไหลเวียนเข้าสู่หัวใจได้
  • ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากเขียวคล้ำ

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์


หากเป็นโรคอื่นที่ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้ ควรสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอและไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการ รวมถึงหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอาการอ่อนแรง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


Consult doctor on Raksa app

การรักษาโรคหัวใจ


การรักษาโรคหัวใจนั้นมีหลายวิธีและควรรักษาร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตด้วย ในรายที่โรคหัวใจอาการหนักอาจจำเป็นต้องผ่าตัดหรือทำบอลลูน ส่วนในรายที่โรคหัวใจอาการไม่หนักมาก สามารถให้ยารักษาเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการ โดยยารักษาโรคหัวใจสามารถแบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม ดังนี้


  • ยาต้านเกล็ดเลือด ใช้ในผู้ป่วยภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมถึงผู้ที่ทำบอลลูน เพื่อยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดในบริเวณที่ขรุขระหรือมีรอยตีบ

  • กลุ่มยาสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาขยายเส้นเลือดชนิดยาต้านแคลเซียม ยาขยายเส้นเลือดชนิดยาต้าน Angiotensin-Converting Enzyme (ACEI) และยาต้าน Angiotensin Receptor (ARB) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของหลอดเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งหรือตีบได้ ยาต้านเบต้า (Beta-Blocker) ที่ช่วยลดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก

  • ยากลุ่ม Nitrate ช่วยขยายเส้นเลือดหัวใจ มีทั้งชนิดที่ใช้อมใต้ลิ้น แบบสเปรย์ และแบบรับประทาน โดยแบบที่เป็นยาอมใต้ลิ้นมักจะใช้ในกรณีที่มีอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน หลังจากได้รับยาแล้วควรนั่งพัก 15-20 นาที เพราะมีผลข้างเคียงทำให้ความดันโลหิตต่ำและเกิดอาการวูบได้

  • ยาลดหรือควบคุมระดับไขมันในเลือด เช่น Statin และยากลุ่ม Fibrate ที่ช่วยควบคุมระดับไขมันและคลอเลสเตอรอล ลดการอักเสบของหลอดเลือด ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

  • ยารักษาโรคหัวใจควบคุมการเต้นหัวใจ เช่น ยา Digitalis ยาต้านเบต้า (Beta-Blocker) ยา Amiodarone และยา Verapamil

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin ที่ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด แต่มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์เพื่อปรับขนาดยาทุกๆ 1-3 เดือน ในขณะที่ยากลุ่ม NOAC (New Oral Anticoagulant Drugs) มีราคาสูงกว่า แต่ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยามาก เช่น ยา Dabigatran, Rivaroxaban, Apixaban และ Edoxaban อย่างไรก็ตามยาทั้ง 2 ชนิดอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

chat with our pharmacist free

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อป่วยเป็นโรคหัวใจ


  • สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีวินัย ปฏิบัติตามคำแนะนำ ทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

  • ควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ระดับคลอเลสเตอรอล และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • เลี่ยงอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารประเภททอด อาหารแปรรูป อาหารรสหวานจัด เค็มจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด เช่น ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ เพิ่มกากใยช่วยลดการดูดซึมไขมัน เสริมด้วยโปรตีนดี เช่น ถั่ว เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และเพิ่มธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินช่วยบำรุงหัวใจ

  • ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 – 10 แก้ว ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติหัวใจล้มเหลว ต้องจำกัดปริมาณน้ำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • งดการสูบบุหรี่

  • ออกกำลังกายให้เหมาะสมและไม่หนักจนเกินไป โดยควรปรึกษาแพทย์ร่วมด้วย ใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบาๆ แล้วจึงค่อยเพิ่มเวลาขึ้น ประมาณ 20-30 นาทีต่อครั้ง จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือในผู้สูงอายุอาจจะทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดิน การรดน้ำต้นไม้ ทำงานบ้านเบาๆ

  • รู้จักจัดการกับความเครียด ไม่วิตกกังวลจนเกินไป แบ่งเวลาสำหรับทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุล ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส

ดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหัวใจ

วิธีป้องกันโรคหัวใจ


ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสาเหตุของโรคหัวใจนั้นอาจเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งด้วยภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเร่งรีบและความเครียดสะสม จนส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น ดังนั้นวิธีป้องกันง่ายๆ ก็คือ การลดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้


  • ควบคุมน้ำหนักและการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน เค็มหรือน้ำตาลปริมาณสูง เพราะไขมันเหล่านี้จะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดและทำให้เกิดการอุดตันได้ ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่สมดุล

  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย

  • ผ่อนคลายความเครียด หาเวลาพักผ่อน หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายทางอารมณ์ เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อดหลับอดนอน

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสังเกตความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ

หัวใจเป็นอวัยวะหลักที่ส่งผลต่อการทำงานส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้โรคหัวใจอาการกำเริบหรือทรุดลงจนเกิดอันตรายได้


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจ


1. โรคหัวใจเป็นกรรมพันธุ์หรือไม่?


โรคหัวใจบางชนิดเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ มักเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย หรืออาจไม่แสดงอาการ แต่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ ดังนั้นหากพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ


2. โรคหัวใจรักษาหายไหม?


โรคหัวใจมีหลายชนิด บางชนิดรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถรักษาหายขาดและมีโอกาสเป็นซ้ำ จึงทำได้เพียงบรรเทาอาการ ต้องทานยาไปตลอด


ดังนั้นสิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น ผู้ป่วยที่ทำบอลลูน โดยมีการใส่ขดลวดป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบซ้ำ ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอและห้ามขาดยาอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิตได้


3. อาการฟันผุและโรคหัวใจเกี่ยวข้องกันหรือไม่?


ฟันผุอาจไม่ใช่สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจโดยตรง แต่การปล่อยให้ฟันผุเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้รอยผุมีขนาดใหญ่และอักเสบมากขึ้น จนทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากที่ชื่อว่า Streptococcus แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปจนถึงหัวใจได้ ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่พบในผู้ป่วยเยื่อบุหัวใจอักเสบและลิ้นหัวใจอักเสบ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการทำทันตกรรมเป็นพิเศษ โดยจะต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเพื่อออกใบรับรอง และใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ


กาแฟกับโรคหัวใจ

4. การดื่มกาแฟมีผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจหรือไม่?


ผู้ป่วยโรคหัวใจควรเลี่ยงการดื่มกาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนประเภทอื่นๆ เช่น ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือลองเปลี่ยนเป็นกาแฟ Decaf ที่มีปริมาณคาเฟอีนน้อยลง เพราะสารคาเฟอีนในกาแฟจะไปกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน (Adrenaline) ทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เกิดความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า แต่ในบางรายอาจเกิดอาการใจสั่นร่วมด้วย


หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะไม่ถือว่าเป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่หากดื่มในปริมาณมากอาจส่งผลให้ใจสั่น หรือเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แม้ว่ากาแฟอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจโดยตรง แต่กาแฟบางประเภทก็อุดมไปด้วยครีมและน้ำตาลปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจตามมาได้เช่นกัน


5. การสูบบุหรี่เสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจหรือไม่?


บุหรี่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไม่เพียงแต่ผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้น แต่ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องสูดดมควันบุหรี่อยู่เป็นประจำก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะในควันบุหรี่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือดมากมาย เช่น นิโคติน ที่ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดเกิดการหดตัว ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่เข้าไปจับตัวกับเม็ดเลือดแดง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนน้อยลง หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น


อัตราความเสี่ยงของคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2.4 เท่า ในกรณีที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเป็น 3.9 เท่า และสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก 8 เท่า หากทั้งภาวะความดันโลหิตและไขมันสูง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคหัวใจ (Cardiovascular Diseases)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคหัวใจเป็นชื่อที่มักใช้เรียกโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดจากไขมันไปเกาะผนังเส้นเลือด รวมไปถึงโรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

  • ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจมี 2 ส่วนคือ ส่วนที่ควบคุมไม่ได้ทั้งพันธุกรรม อายุ เพศ และส่วนที่ควบคุมได้ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งการสูบบุหรี่ ทานอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย และเป็นผลจากโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

  • ผู้ป่วยโรคหัวใจมักจะมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ เจ็บหน้าอกเหมือนมีของกดทับ มีอาการใจสั่น หายใจไม่อิ่ม นอกจากนี้ยังอาจมีอาการขาและเท้าบวมเนื่องจากภาวะหัวใจวาย



Table of Contents
โรคหัวใจคืออะไร?
สาเหตุของโรคหัวใจ
อาการของโรคหัวใจ
อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์
การรักษาโรคหัวใจ
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อป่วยเป็นโรคหัวใจ
วิธีป้องกันโรคหัวใจ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจ


โรคหัวใจคืออะไร?


โรคหัวใจ ภาษาอังกฤษคือ Cardiovascular Diseases หรือ Heart Diseases ซึ่งเป็นชื่อเรียกกว้างๆ ของภาวะที่เกิดความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดส่วนต่างๆ ซึ่งมีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจรั่ว โรคลิ้นหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ โรคหัวใจพิการโดยกำเนิด โรคหัวใจรูมาติก


โรคหัวใจเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 1 ทั้งในไทยและต่างประเทศ ในบางรายอาจไม่แสดงอาการหรือคิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและนำไปสู่การเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้


โรคหัวใจคืออะไร

เราลองมาดูตัวอย่างของโรคหัวใจแต่ละชนิดกันว่ามีลักษณะอย่างไร และเป็นอันตรายมากน้อยแค่ไหน


  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Atherosclerosis)
    เป็นโรคหัวใจที่พบได้มากที่สุด เกิดจากการที่ไขมันไปเกาะตามผนังด้านในของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบและมีขนาดที่แคบลง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนได้ดี ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากมีลิ่มเลือดไหลผ่าน หลอดเลือดก็จะเกิดการอุดตันจนนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

  • โรคหัวใจจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Heart)
    ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง จะส่งผลให้หัวใจทำงานหนักไปด้วย กล้ามเนื้อหัวใจจึงหนาขึ้น พื้นที่ภายในเส้นเลือดแคบลงทำให้การสูบฉีดเลือดเป็นไปได้ยาก จึงนำไปสู่โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจโต และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหยุดเต้นเฉียบพลัน

  • โรคลิ้นหัวใจรั่ว (Valvular Heart Disease)
    เป็นโรคหัวใจที่เกิดได้ในทุกช่วงอายุ อาจจะเป็นความผิดปกติตั้งแต่เกิด เกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นไข้รูมาติก รวมถึงการเสื่อมสภาพของลิ้นหัวใจในผู้สูงวัย สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจส่วนที่เสียหาย หรือการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม

  • โรคหัวใจพิการโดยกำเนิด (Aortopulmonary window หรือที่มักเรียกว่า AP window)
    เป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่พบได้บ่อย และมักตรวจเจอในช่วงอายุ 2-3 เดือนแรก เกิดจากความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจห้องล่างที่มีรูรั่วระหว่างห้องซ้ายและขวา หากรูรั่วดังกล่าวมีขนาดเล็กจะไม่แสดงอาการใดๆ รูดังกล่าวมีโอกาสปิดได้เอง แต่หากรูรั่วมีขนาดใหญ่จะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็ว เด็กทารกจะดูดนมได้ช้า มีอาการของปอดอักเสบซ้ำๆ จนนำไปสู่การเกิดหัวใจวายได้

สาเหตุของโรคหัวใจ


โรคหัวใจอาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้มากมาย โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย คือปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยที่สามารถควบคุมได้


ปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้


  • กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยที่พบได้มากที่สุด หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น
  • อายุ เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของหัวใจรวมถึงระบบต่างๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมถอยลงตามกาลเวลา โรคหัวใจจึงเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
  • เพศ โดยผู้ชายมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิง

ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้


มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม เช่น การสูบหรือดมควันบุหรี่เป็นประจำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารรสเค็มจัด หวานจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน พักผ่อนน้อย มีภาวะเครียดบ่อย ทำงานอย่างหักโหม ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์กับโรคอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดและความดันโลหิตสูง


โรคหัวใจ อาการ

อาการของโรคหัวใจ


เนื่องจากโรคหัวใจเป็นโรคที่กว้างมาก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจเกิดได้จากหลายส่วน และจะมีอาการที่แตกต่างกัน แต่อาการที่พบได้บ่อยและเป็นอาการเสี่ยงของโรคหัวใจมีดังนี้


  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เช่น เวลาออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเยอะจะรู้สึกหอบ หายใจเร็ว หายใจไม่ทัน บางรายอาจมีอาการหอบกลางดึก หรือหอบทั้งที่อยู่เฉยๆ ก็เป็นได้

  • เจ็บแน่นบริเวณหน้าอกเหมือนมีของกดทับ จนไม่สามารถนอนราบได้ บางรายอาจมีอาการปวดร้าวที่แขนซ้ายไปจนถึงไหล่ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน

  • อาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • หน้ามืด เป็นลมหมดสติ หรือวูบไปโดยไม่มีสาเหตุบ่อยครั้ง

  • ขาหรือเท้าบวม เกิดจากการที่หัวใจด้านขวาทำงานลดลง ทำให้เลือดจากขาไม่สามารถไหลเวียนเข้าสู่หัวใจได้
  • ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากเขียวคล้ำ

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์


หากเป็นโรคอื่นที่ส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้ ควรสังเกตอาการตัวเองอยู่เสมอและไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการ รวมถึงหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีอาการอ่อนแรง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


Consult doctor on Raksa app

การรักษาโรคหัวใจ


การรักษาโรคหัวใจนั้นมีหลายวิธีและควรรักษาร่วมไปกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตด้วย ในรายที่โรคหัวใจอาการหนักอาจจำเป็นต้องผ่าตัดหรือทำบอลลูน ส่วนในรายที่โรคหัวใจอาการไม่หนักมาก สามารถให้ยารักษาเพื่อบรรเทาและควบคุมอาการ โดยยารักษาโรคหัวใจสามารถแบ่งได้เป็น 6 กลุ่ม ดังนี้


  • ยาต้านเกล็ดเลือด ใช้ในผู้ป่วยภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ รวมถึงผู้ที่ทำบอลลูน เพื่อยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือดในบริเวณที่ขรุขระหรือมีรอยตีบ

  • กลุ่มยาสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาขยายเส้นเลือดชนิดยาต้านแคลเซียม ยาขยายเส้นเลือดชนิดยาต้าน Angiotensin-Converting Enzyme (ACEI) และยาต้าน Angiotensin Receptor (ARB) ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของหลอดเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งหรือตีบได้ ยาต้านเบต้า (Beta-Blocker) ที่ช่วยลดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก

  • ยากลุ่ม Nitrate ช่วยขยายเส้นเลือดหัวใจ มีทั้งชนิดที่ใช้อมใต้ลิ้น แบบสเปรย์ และแบบรับประทาน โดยแบบที่เป็นยาอมใต้ลิ้นมักจะใช้ในกรณีที่มีอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน หลังจากได้รับยาแล้วควรนั่งพัก 15-20 นาที เพราะมีผลข้างเคียงทำให้ความดันโลหิตต่ำและเกิดอาการวูบได้

  • ยาลดหรือควบคุมระดับไขมันในเลือด เช่น Statin และยากลุ่ม Fibrate ที่ช่วยควบคุมระดับไขมันและคลอเลสเตอรอล ลดการอักเสบของหลอดเลือด ป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

  • ยารักษาโรคหัวใจควบคุมการเต้นหัวใจ เช่น ยา Digitalis ยาต้านเบต้า (Beta-Blocker) ยา Amiodarone และยา Verapamil

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin ที่ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด แต่มีข้อเสียคือ ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์เพื่อปรับขนาดยาทุกๆ 1-3 เดือน ในขณะที่ยากลุ่ม NOAC (New Oral Anticoagulant Drugs) มีราคาสูงกว่า แต่ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยามาก เช่น ยา Dabigatran, Rivaroxaban, Apixaban และ Edoxaban อย่างไรก็ตามยาทั้ง 2 ชนิดอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้ จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

chat with our pharmacist free

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อป่วยเป็นโรคหัวใจ


  • สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีวินัย ปฏิบัติตามคำแนะนำ ทานยาและไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

  • ควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาล ระดับคลอเลสเตอรอล และความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • เลี่ยงอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูง อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารประเภททอด อาหารแปรรูป อาหารรสหวานจัด เค็มจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด เช่น ชา กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

  • เน้นการรับประทานผัก ผลไม้ เพิ่มกากใยช่วยลดการดูดซึมไขมัน เสริมด้วยโปรตีนดี เช่น ถั่ว เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และเพิ่มธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินช่วยบำรุงหัวใจ

  • ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 – 10 แก้ว ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี แต่สำหรับผู้ที่เคยมีประวัติหัวใจล้มเหลว ต้องจำกัดปริมาณน้ำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • งดการสูบบุหรี่

  • ออกกำลังกายให้เหมาะสมและไม่หนักจนเกินไป โดยควรปรึกษาแพทย์ร่วมด้วย ใช้วิธีการออกกำลังกายแบบเบาๆ แล้วจึงค่อยเพิ่มเวลาขึ้น ประมาณ 20-30 นาทีต่อครั้ง จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือในผู้สูงอายุอาจจะทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น การเดิน การรดน้ำต้นไม้ ทำงานบ้านเบาๆ

  • รู้จักจัดการกับความเครียด ไม่วิตกกังวลจนเกินไป แบ่งเวลาสำหรับทำงานและพักผ่อนอย่างสมดุล ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส

ดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหัวใจ

วิธีป้องกันโรคหัวใจ


ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสาเหตุของโรคหัวใจนั้นอาจเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งด้วยภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเร่งรีบและความเครียดสะสม จนส่งผลให้ไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบันมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจสูงขึ้น ดังนั้นวิธีป้องกันง่ายๆ ก็คือ การลดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้


  • ควบคุมน้ำหนักและการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมัน เค็มหรือน้ำตาลปริมาณสูง เพราะไขมันเหล่านี้จะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดและทำให้เกิดการอุดตันได้ ควรเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่สมดุล

  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและภูมิต้านทานให้กับร่างกายอีกด้วย

  • ผ่อนคลายความเครียด หาเวลาพักผ่อน หรือทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายทางอารมณ์ เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง นั่งสมาธิ

  • พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อดหลับอดนอน

  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสังเกตความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ

หัวใจเป็นอวัยวะหลักที่ส่งผลต่อการทำงานส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้โรคหัวใจอาการกำเริบหรือทรุดลงจนเกิดอันตรายได้


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจ


1. โรคหัวใจเป็นกรรมพันธุ์หรือไม่?


โรคหัวใจบางชนิดเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ มักเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย หรืออาจไม่แสดงอาการ แต่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันได้ ดังนั้นหากพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ


2. โรคหัวใจรักษาหายไหม?


โรคหัวใจมีหลายชนิด บางชนิดรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถรักษาหายขาดและมีโอกาสเป็นซ้ำ จึงทำได้เพียงบรรเทาอาการ ต้องทานยาไปตลอด


ดังนั้นสิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองอย่างเข้มงวด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น ผู้ป่วยที่ทำบอลลูน โดยมีการใส่ขดลวดป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบซ้ำ ต้องกินยาอย่างสม่ำเสมอและห้ามขาดยาอย่างเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันเฉียบพลันจนถึงแก่ชีวิตได้


3. อาการฟันผุและโรคหัวใจเกี่ยวข้องกันหรือไม่?


ฟันผุอาจไม่ใช่สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจโดยตรง แต่การปล่อยให้ฟันผุเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้รอยผุมีขนาดใหญ่และอักเสบมากขึ้น จนทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากที่ชื่อว่า Streptococcus แพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดไปจนถึงหัวใจได้ ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่พบในผู้ป่วยเยื่อบุหัวใจอักเสบและลิ้นหัวใจอักเสบ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการทำทันตกรรมเป็นพิเศษ โดยจะต้องปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนเพื่อออกใบรับรอง และใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ


กาแฟกับโรคหัวใจ

4. การดื่มกาแฟมีผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจหรือไม่?


ผู้ป่วยโรคหัวใจควรเลี่ยงการดื่มกาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนประเภทอื่นๆ เช่น ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือลองเปลี่ยนเป็นกาแฟ Decaf ที่มีปริมาณคาเฟอีนน้อยลง เพราะสารคาเฟอีนในกาแฟจะไปกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลีน (Adrenaline) ทำให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เกิดความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า แต่ในบางรายอาจเกิดอาการใจสั่นร่วมด้วย


หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะไม่ถือว่าเป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่หากดื่มในปริมาณมากอาจส่งผลให้ใจสั่น หรือเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แม้ว่ากาแฟอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อการเกิดโรคหัวใจโดยตรง แต่กาแฟบางประเภทก็อุดมไปด้วยครีมและน้ำตาลปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจตามมาได้เช่นกัน


5. การสูบบุหรี่เสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจหรือไม่?


บุหรี่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไม่เพียงแต่ผู้ที่สูบบุหรี่เท่านั้น แต่ผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องสูดดมควันบุหรี่อยู่เป็นประจำก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะในควันบุหรี่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือดมากมาย เช่น นิโคติน ที่ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดเกิดการหดตัว ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่เข้าไปจับตัวกับเม็ดเลือดแดง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนน้อยลง หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น


อัตราความเสี่ยงของคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2.4 เท่า ในกรณีที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเป็น 3.9 เท่า และสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก 8 เท่า หากทั้งภาวะความดันโลหิตและไขมันสูง




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ.รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ

นายแพทย์รัตน์ศักดิ์ ตั้งเทอดชนะกิจ (GP)
โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล