MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

หยุด Bully การหยอกล้อที่ไม่ตลกเสมอไปและคนอ่อนไหวก็ไม่ใช่เหยื่อ

KEY POINTS:


  • การ Bully คือ การกลั่นแกล้งผู้อื่นให้เสียหาย อับอาย และเป็นทุกข์ โดยการกระทำ คำพูด การกีดกันทางสังคม หรือผ่านช่องทางโซเชียลที่เรียกว่า Cyberbullying

  • นอกจากการ Bully ทางการกระทำ คำพูด กีดกันทางสังคม กลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์แล้ว ยังรวมถึงการ Bully ที่เฉพาะเจาะจง เช่น การเหยียดศาสนา ชาติพันธุ์ รูปร่างหน้าตา รวมทั้งการเหยียดและล้อเลียนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

  • การป้องกันตัวเองเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่องของการ Bully คือ การสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง และเชื่อมั่นว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พยายามหาคนที่ไว้ใจและขอความช่วยเหลือหากถูกคุกคาม




การโดนล้อหรือถูกกลั่นแกล้งถึงแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นการละเล่นหยอกล้อกันทั่วไป แต่การหยอกล้อที่ผู้ถูกล้อไม่รู้สึกร่วม สิ่งนั้นเรียกว่าการ Bully ซึ่งการกระทำเล็กๆ เหล่านี้อาจสร้างแผลและปมในจิตใจให้กับคนอื่น หรืออาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงได้


การ bully

การ Bully (Bullying) คืออะไร?


การ Bully (บูลลี่) หรือ Bullying คือ การกระทำหรือพฤติกรรมที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดขึ้นในวัยเรียนหรือในโรงเรียน


พฤติกรรมการ Bully มักจะเป็นกระทำให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นทั้งด้านจิตใจและร่างกาย เช่น การข่มขู่ การปล่อยข่าวลือ การใช้ความรุนแรง การด่าทอ การล้อปมด้อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจและเหนือกว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีแนวโน้มที่จะเกิดซ้ำได้อีกและสามารถเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตในปี 2561 ค่อนข้างน่าตกใจ เนื่องจากมีการระบุว่านักเรียนไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนกว่า 40% หรือราว 6 แสนคน จัดว่าอยู่ในอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว ทำให้ปัจจุบันคนในสังคมเริ่มหันมาใส่ใจประเด็นนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการเผยแพร่ภาพข่าว คลิปวิดีโอ รวมถึงคำบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากผู้ถูกกระทำมากขึ้น


การ Bully มีกี่ประเภท?


การ Bully สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้


1. การกลั่นแกล้งทางร่างกาย (Physical Bullying)


เป็นการกลั่นแกล้งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด ทั้งการทำร้ายร่างกายตั้งแต่เบาๆ ไปจนถึงขั้นรุนแรง รวมทั้งการทำให้ข้าวของผู้อื่นเสียหาย เช่น การตบตี ถุยน้ำลายใส่ ผลักให้ล้ม เอาของไปซ้อนหรือทำให้เสียหาย แสดงสีหน้าหรือสัญญาณมือที่หยาบคาย


2. การกลั่นแกล้งทางคำพูด (Verbal Bullying)


การ Bully ประเภทนี้รวมทั้งคำพูดที่พูดออกไปหรือผ่านการเขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี เช่น การล้อเลียนท่าทาง การล้อปมด้อยทางรูปร่างหรือที่เรียกว่า Body Shaming การล้อชื่อพ่อแม่ การด่าทอหรือว่าร้ายเกี่ยวกับเพศสภาพ การเยาะเย้ย การข่มขู่ด้วยคำพูด


3. การกลั่นแกล้งทางสังคมหรืออารมณ์ (Relational or Emotional Bullying)


เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อทำให้คนอื่นอับอายและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำไม่อยากเข้าสังคม เช่น การปล่อยข่าวลือ กีดกันไม่ให้เพื่อนเข้ากลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วม การหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายทำอะไรผิดพลาด


4. การกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต หรือ Cyberbullying


cyber bullying

เป็นการ Bully ที่ดูจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่ง Cyberbullying เป็นการกลั่นแกล้งผ่านทางอินเตอร์เน็ตรวมถึงผ่านโทรศัพท์มือถือ ในรูปแบบของภาพ เสียง ข้อความ เช่น การโทรศัพท์ไปคุกคามข่มขู่ การพิมพ์ข้อความที่เป็นคำหยาบหรือกล่าวหาในทางไม่ดี โพสต์ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นให้เป็นที่อับอาย การแพร่ภาพอนาจาร โดยเฉพาะ “สื่อลามกเด็ก” (Child Pornography) ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฏหมาย และจะต้องถูกดำเนินคดี รวมถึงการสร้าง Account บนช่องทางออนไลน์หรือเว็บไซต์เพื่อโจมตีอีกฝ่ายในทางเสียหาย


นอกจากนี้ยังมีการ Bully ในรูปแบบอื่นๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น


  • การกลั่นแกล้งโดยการเหยียดความแตกต่าง (Racist Bullying)
    การ Bully ประเภทนี้เป็นการกระทำเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแตกต่างจากตัวเอง ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ วิธีการพูดหรือสำเนียง ลักษณะอื่นๆ ทางร่างกาย เช่น สีผิว เส้นผม ซึ่งมักจะแสดงออกทั้งทางคำพูด การกระทำ การกีดกันทางสังคม และการแสดงออกบนโลกออนไลน์ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ไม่มั่นใจ และไม่กล้าเข้าสังคม

  • การกลั่นแกล้งผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Homophobic and Transphobic Bullying)
    เป็นการกลั่นแกล้งที่รวมทั้งการแสดงออกทางการกระทำ คำพูด แสดงออกบนโลกออนไลน์ เช่น การขู่ทำร้าย การทำร้ายร่างกาย การนำเสนอเรื่องเสียหายบนโลกออนไลน์ การล้อเลียนท่าทาง รวมถึงการคุกคามทางเพศ โดยผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมักจะถูก Bully ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในที่ทำงาน ไม่เว้นแม้แต่สังคมภายนอก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่มั่นใจในการเข้าสังคม

homophobia

การ Bully เกิดจากอะไร?


การ Bully สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยผู้กลั่นแกล้งหรือผู้ที่ Bully คนอื่น อาจเป็นคนขาดความรัก ขาดการเอาใจใส่ และไม่มีตัวตนในสายตาคนรอบข้างจนทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต นำไปสู่การ Bully คนอื่นเพื่อเติมเต็มความรู้สึกเหล่านั้นให้แก่ตัวเอง


นอกจากนี้ การกลั่นแกล้งผู้อื่นอาจเกิดจากความต้องการมีอำนาจ ต้องการที่จะควบคุมผู้อื่น และยกระดับสถานะทางสังคมของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าผู้ที่ถูก Bully นั้นจะรู้สึกอย่างไร


นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่นำไปสู่การ Bully ได้ ดังนี้


  • เคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน และต้องการที่จะระบายความเจ็บปวดเหล่านั้นโดยการ Bully คนอื่น
  • กลั่นแกล้งเพื่อที่จะให้คนในสังคมนั้นๆ มาเป็นเพื่อนหรือพวกของตัวเอง
  • ต้องการให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นหรือมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อรู้สึกอิจฉาสิ่งที่คนอื่นมีหรือเป็น
  • เป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ที่เกิดจากการเคยเจอความรุนแรงในครอบครัว หรือเห็นตัวอย่างและทำตาม
  • กลั่นแกล้งผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองเป็นที่สนใจ
  • เพราะตนเองไม่มีความสุข เลย Bully คนอื่นเพื่อให้คนเหล่านั้นไม่มีความสุขเหมือนตัวเอง
  • ต้องการสร้างความหวาดกลัวต่อผู้อื่น เพียงเพื่อปกปิดความรู้สึกกลัวหรือความอ่อนแอของตัวเอง
  • กลั่นแกล้งผู้อื่นเพียงเพราะมีความแตกต่างจากตัวเอง

ผลกระทบจากการ Bully


ผลกระทบที่เกิดจากการ Bully เป็นการกระทบในวงกว้างทั้งผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งผลกระทบในแต่ละกลุ่มมีดังนี้


ผลกระทบจากการ bully

ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ:


รู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นๆ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง เกิดความเปราะบางทางอารมณ์ ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ในเด็กอาจทำให้ไม่อยากไปโรงเรียนถึงขั้นเรียนไม่จบ ฝันร้ายในตอนกลางคืน วิตกกังวลคนรอบข้าง อาจเกิดซึมเศร้า มีโอกาสใช้สารเสพติดสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้


ผลกระทบต่อผู้กระทำ:


มีพฤติกรรมความก้าวร้าว มักไม่มีขอบเขตในการแสดงออกอารมณ์ของตัวเองหรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่หรือสังคมได้ มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ และอาจกลายไปเป็นขโมย ติดสุรา หรือสารเสพติดได้


ผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์:


ในเด็กมักจะรู้สึกลังเลใจที่จะไปโรงเรียน รู้สึกกลัวและรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิต ทั้งภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า


วิธีการรับมือกับการถูก Bully


workplace bullying

การถูก Bully เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลย เพราะมันสามารถสร้างบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ หากตัวเรากำลังถูก Bully มาดูกันว่าจะมีวิธีรับมืออย่างไรได้บ้าง


  • ควรรับรู้อยู่เสมอว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนรอบข้างที่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ไม่ว่าจะโดนคุกคามในรูปแบบไหนก็ตาม โดยเฉพาะการถูกคุกคามที่อาจเกิดความรุนแรง

  • พยายามเก็บหลักฐานที่ถูกกลั่นแกล้ง เช่น รูปภาพ ข้อความ หรือสิ่งของต่างๆ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

  • เนื่องจากคนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น จะคาดหวังให้เหยื่อกลัวหรือตอบโต้การกระทำนั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า สิ่งที่เราเราทำได้คือ ให้นิ่งเฉยและพยายามแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้รู้สึกกลัวหรืออ่อนแอ คนที่มา Bully ก็จะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมเราได้และเลิกยุ่งกับเราไปเอง

  • หากไม่สามารถเลิกกังวลได้ ให้พยายามหาสิ่งที่ตัวเองสนใจทำและโฟกัสไปที่สิ่งนั้นแทน

  • หากคนที่กลั่นแกล้งเรากำลังเดินเข้ามาหา ทำให้เรารู้สึกโกรธ ให้ลองโฟกัสกับการนับเลขไปเรื่อยๆ จาก 1-100 แล้วให้เดินออกมา เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ว่าเราไม่พอใจหรือหวาดกลัว

  • ห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพราะผลลัพธ์จะยิ่งบานปลายและรุนแรงมากขึ้น

  • พยายามสบตาคนที่ Bully เพราะการสบตาเป็นการสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า “เราไม่ได้อ่อนแอ” และส่วนใหญ่คนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น มักจะย่ามใจเมื่อเหยื่อไม่กล้าสบตา

  • สำหรับการโดน Bully ทางอินเตอร์เน็ต อย่างแรกให้จัดการผ่านการแจ้งแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าว

วิธีปกป้องคนที่เรารักจากการถูก Bully


ปกป้องคนที่เรารักจากการถูก bully

  • คอยสังเกตความรุนแรงของการ Bully เช่น สังเกตตามร่างกายของบุตรหลานหากมีบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย และความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ แล้วให้แจ้งไปยังผู้มีอำนาจให้ช่วยแก้ไขปัญหาและคอยจับตามอง อาจแจ้งคุณครูประจำชั้นให้ช่วยสังเกตเด็กๆ ในห้องเรียน ส่วนในกรณีที่พบเห็นการ Bully ในที่ทำงาน ให้แจ้งฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างาน

  • คอยสังเกตอารมณ์ของผู้ที่อาจเป็นเหยื่อการ Bully อย่างใกล้ชิด หากผู้ถูกกระทำมีอาการเครียดมากกว่าปกติ ควรพาไปพบจิตแพทย์เพื่อให้คำปรึกษา ไม่ปล่อยให้ผู้ถูกกระทำเผชิญความเครียดเพียงคนเดียว

  • คอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ถูก Bully รู้สึกไม่โดดเดี่ยวและสามารถลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อใช้ชีวิตในสังคมต่อไป

  • คอยช่วยเหลือเรื่องการเก็บหลักฐานการถูกกลั่นแกล้งต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการ Bully


เพื่อป้องกันการเกิด Bully สามารถมองได้สองแง่มุม ทั้งฝั่งที่ถูกกระทำ และฝั่งที่ไป Bully คนอื่น


ฝั่งผู้ถูก Bully:


พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง รวมถึงพ่อแม่ก็ควรที่จะส่งเสริมให้ลูกมีความกล้าแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และทำให้เด็กหรือเหยื่อเกิดความเชื่อใจ พร้อมที่จะเล่าปัญหาให้ฟัง


ฝั่งผู้ที่ไป Bully คนอื่น:


การแสดงพฤติกรรม Bully คนอื่น บ่อยครั้งเกิดจากการไม่มีความสุขในชีวิต ขาดการดูแลใส่ใจ หรือเห็นพฤติกรรมผิดๆ แล้วทำตาม ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรให้ความสำคัญกับเด็ก ให้เวลา ความใส่ใจ ปลูกฝังวัฒนธรรมการให้เกียรติกัน และเลี้ยงดูเด็กในทางที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือคุกคามผู้อื่น


กฎหมายกับการ Bully


หลายประเทศมีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและควบคุมการ Bully หรือการกลั่นแกล้งอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ อเมริกา หรือเกาหลีใต้


ในส่วนของประเทศไทยก็มีมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการกลั่นแกล้งเช่นกัน เช่น


  • หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่เป็น Cyberbullying
  • ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 มาตรา 326 มาตรา 288 ฯลฯ

หากเกิดการคุมคามกลั่นแกล้งต่างๆ สามารถเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีได้


การ Bully หรือการกลั่นแกล้งผู้อื่น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดจริยธรรมทางสังคม ซึ่งการ Bully นั้นสามารถส่งผลกระทบรุนแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทำให้ผู้กระทำไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข


ทุกคนในสังคมจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความร้ายแรงของการ Bully เพื่อช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและความเสียหายที่จะตามมา เพราะไม่มีควรสมควรได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างเพียงเพราะเกิดมาแตกต่าง หรือเพียงเพราะความสะใจของผู้อื่น!


consult doctor



แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

หยุด Bully การหยอกล้อที่ไม่ตลกเสมอไปและคนอ่อนไหวก็ไม่ใช่เหยื่อ

KEY POINTS:


  • การ Bully คือ การกลั่นแกล้งผู้อื่นให้เสียหาย อับอาย และเป็นทุกข์ โดยการกระทำ คำพูด การกีดกันทางสังคม หรือผ่านช่องทางโซเชียลที่เรียกว่า Cyberbullying

  • นอกจากการ Bully ทางการกระทำ คำพูด กีดกันทางสังคม กลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์แล้ว ยังรวมถึงการ Bully ที่เฉพาะเจาะจง เช่น การเหยียดศาสนา ชาติพันธุ์ รูปร่างหน้าตา รวมทั้งการเหยียดและล้อเลียนผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

  • การป้องกันตัวเองเบื้องต้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่องของการ Bully คือ การสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง และเชื่อมั่นว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว พยายามหาคนที่ไว้ใจและขอความช่วยเหลือหากถูกคุกคาม




การโดนล้อหรือถูกกลั่นแกล้งถึงแม้จะดูเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นการละเล่นหยอกล้อกันทั่วไป แต่การหยอกล้อที่ผู้ถูกล้อไม่รู้สึกร่วม สิ่งนั้นเรียกว่าการ Bully ซึ่งการกระทำเล็กๆ เหล่านี้อาจสร้างแผลและปมในจิตใจให้กับคนอื่น หรืออาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิตจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงได้


การ bully

การ Bully (Bullying) คืออะไร?


การ Bully (บูลลี่) หรือ Bullying คือ การกระทำหรือพฤติกรรมที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะเริ่มเกิดขึ้นในวัยเรียนหรือในโรงเรียน


พฤติกรรมการ Bully มักจะเป็นกระทำให้เกิดผลเสียต่อผู้อื่นทั้งด้านจิตใจและร่างกาย เช่น การข่มขู่ การปล่อยข่าวลือ การใช้ความรุนแรง การด่าทอ การล้อปมด้อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมีอำนาจและเหนือกว่า เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มีแนวโน้มที่จะเกิดซ้ำได้อีกและสามารถเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตในปี 2561 ค่อนข้างน่าตกใจ เนื่องจากมีการระบุว่านักเรียนไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนกว่า 40% หรือราว 6 แสนคน จัดว่าอยู่ในอันดับ 2 ของโลกเลยทีเดียว ทำให้ปัจจุบันคนในสังคมเริ่มหันมาใส่ใจประเด็นนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการเผยแพร่ภาพข่าว คลิปวิดีโอ รวมถึงคำบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากผู้ถูกกระทำมากขึ้น


การ Bully มีกี่ประเภท?


การ Bully สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้


1. การกลั่นแกล้งทางร่างกาย (Physical Bullying)


เป็นการกลั่นแกล้งที่สามารถเห็นได้ชัดเจนมากที่สุด ทั้งการทำร้ายร่างกายตั้งแต่เบาๆ ไปจนถึงขั้นรุนแรง รวมทั้งการทำให้ข้าวของผู้อื่นเสียหาย เช่น การตบตี ถุยน้ำลายใส่ ผลักให้ล้ม เอาของไปซ้อนหรือทำให้เสียหาย แสดงสีหน้าหรือสัญญาณมือที่หยาบคาย


2. การกลั่นแกล้งทางคำพูด (Verbal Bullying)


การ Bully ประเภทนี้รวมทั้งคำพูดที่พูดออกไปหรือผ่านการเขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี เช่น การล้อเลียนท่าทาง การล้อปมด้อยทางรูปร่างหรือที่เรียกว่า Body Shaming การล้อชื่อพ่อแม่ การด่าทอหรือว่าร้ายเกี่ยวกับเพศสภาพ การเยาะเย้ย การข่มขู่ด้วยคำพูด


3. การกลั่นแกล้งทางสังคมหรืออารมณ์ (Relational or Emotional Bullying)


เป็นการกลั่นแกล้งเพื่อทำให้คนอื่นอับอายและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำไม่อยากเข้าสังคม เช่น การปล่อยข่าวลือ กีดกันไม่ให้เพื่อนเข้ากลุ่มหรือทำกิจกรรมร่วม การหัวเราะเมื่ออีกฝ่ายทำอะไรผิดพลาด


4. การกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต หรือ Cyberbullying


cyber bullying

เป็นการ Bully ที่ดูจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่ง Cyberbullying เป็นการกลั่นแกล้งผ่านทางอินเตอร์เน็ตรวมถึงผ่านโทรศัพท์มือถือ ในรูปแบบของภาพ เสียง ข้อความ เช่น การโทรศัพท์ไปคุกคามข่มขู่ การพิมพ์ข้อความที่เป็นคำหยาบหรือกล่าวหาในทางไม่ดี โพสต์ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นให้เป็นที่อับอาย การแพร่ภาพอนาจาร โดยเฉพาะ “สื่อลามกเด็ก” (Child Pornography) ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฏหมาย และจะต้องถูกดำเนินคดี รวมถึงการสร้าง Account บนช่องทางออนไลน์หรือเว็บไซต์เพื่อโจมตีอีกฝ่ายในทางเสียหาย


นอกจากนี้ยังมีการ Bully ในรูปแบบอื่นๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น


  • การกลั่นแกล้งโดยการเหยียดความแตกต่าง (Racist Bullying)
    การ Bully ประเภทนี้เป็นการกระทำเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแตกต่างจากตัวเอง ทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ วิธีการพูดหรือสำเนียง ลักษณะอื่นๆ ทางร่างกาย เช่น สีผิว เส้นผม ซึ่งมักจะแสดงออกทั้งทางคำพูด การกระทำ การกีดกันทางสังคม และการแสดงออกบนโลกออนไลน์ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี ไม่มั่นใจ และไม่กล้าเข้าสังคม

  • การกลั่นแกล้งผู้มีความหลากหลายทางเพศ (Homophobic and Transphobic Bullying)
    เป็นการกลั่นแกล้งที่รวมทั้งการแสดงออกทางการกระทำ คำพูด แสดงออกบนโลกออนไลน์ เช่น การขู่ทำร้าย การทำร้ายร่างกาย การนำเสนอเรื่องเสียหายบนโลกออนไลน์ การล้อเลียนท่าทาง รวมถึงการคุกคามทางเพศ โดยผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศมักจะถูก Bully ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในที่ทำงาน ไม่เว้นแม้แต่สังคมภายนอก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่มั่นใจในการเข้าสังคม

homophobia

การ Bully เกิดจากอะไร?


การ Bully สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยผู้กลั่นแกล้งหรือผู้ที่ Bully คนอื่น อาจเป็นคนขาดความรัก ขาดการเอาใจใส่ และไม่มีตัวตนในสายตาคนรอบข้างจนทำให้ไม่มีความสุขในชีวิต นำไปสู่การ Bully คนอื่นเพื่อเติมเต็มความรู้สึกเหล่านั้นให้แก่ตัวเอง


นอกจากนี้ การกลั่นแกล้งผู้อื่นอาจเกิดจากความต้องการมีอำนาจ ต้องการที่จะควบคุมผู้อื่น และยกระดับสถานะทางสังคมของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าผู้ที่ถูก Bully นั้นจะรู้สึกอย่างไร


นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่นำไปสู่การ Bully ได้ ดังนี้


  • เคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน และต้องการที่จะระบายความเจ็บปวดเหล่านั้นโดยการ Bully คนอื่น
  • กลั่นแกล้งเพื่อที่จะให้คนในสังคมนั้นๆ มาเป็นเพื่อนหรือพวกของตัวเอง
  • ต้องการให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นหรือมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อรู้สึกอิจฉาสิ่งที่คนอื่นมีหรือเป็น
  • เป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ที่เกิดจากการเคยเจอความรุนแรงในครอบครัว หรือเห็นตัวอย่างและทำตาม
  • กลั่นแกล้งผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองเป็นที่สนใจ
  • เพราะตนเองไม่มีความสุข เลย Bully คนอื่นเพื่อให้คนเหล่านั้นไม่มีความสุขเหมือนตัวเอง
  • ต้องการสร้างความหวาดกลัวต่อผู้อื่น เพียงเพื่อปกปิดความรู้สึกกลัวหรือความอ่อนแอของตัวเอง
  • กลั่นแกล้งผู้อื่นเพียงเพราะมีความแตกต่างจากตัวเอง

ผลกระทบจากการ Bully


ผลกระทบที่เกิดจากการ Bully เป็นการกระทบในวงกว้างทั้งผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำ และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งผลกระทบในแต่ละกลุ่มมีดังนี้


ผลกระทบจากการ bully

ผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ:


รู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมนั้นๆ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง เกิดความเปราะบางทางอารมณ์ ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ในเด็กอาจทำให้ไม่อยากไปโรงเรียนถึงขั้นเรียนไม่จบ ฝันร้ายในตอนกลางคืน วิตกกังวลคนรอบข้าง อาจเกิดซึมเศร้า มีโอกาสใช้สารเสพติดสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสในการทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตายได้


ผลกระทบต่อผู้กระทำ:


มีพฤติกรรมความก้าวร้าว มักไม่มีขอบเขตในการแสดงออกอารมณ์ของตัวเองหรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ มีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานที่หรือสังคมได้ มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ และอาจกลายไปเป็นขโมย ติดสุรา หรือสารเสพติดได้


ผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์:


ในเด็กมักจะรู้สึกลังเลใจที่จะไปโรงเรียน รู้สึกกลัวและรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิต ทั้งภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า


วิธีการรับมือกับการถูก Bully


workplace bullying

การถูก Bully เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครเลย เพราะมันสามารถสร้างบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ หากตัวเรากำลังถูก Bully มาดูกันว่าจะมีวิธีรับมืออย่างไรได้บ้าง


  • ควรรับรู้อยู่เสมอว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนรอบข้างที่สามารถขอความช่วยเหลือได้ ไม่ว่าจะโดนคุกคามในรูปแบบไหนก็ตาม โดยเฉพาะการถูกคุกคามที่อาจเกิดความรุนแรง

  • พยายามเก็บหลักฐานที่ถูกกลั่นแกล้ง เช่น รูปภาพ ข้อความ หรือสิ่งของต่างๆ เพื่อใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

  • เนื่องจากคนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น จะคาดหวังให้เหยื่อกลัวหรือตอบโต้การกระทำนั้นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า สิ่งที่เราเราทำได้คือ ให้นิ่งเฉยและพยายามแสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้รู้สึกกลัวหรืออ่อนแอ คนที่มา Bully ก็จะรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมเราได้และเลิกยุ่งกับเราไปเอง

  • หากไม่สามารถเลิกกังวลได้ ให้พยายามหาสิ่งที่ตัวเองสนใจทำและโฟกัสไปที่สิ่งนั้นแทน

  • หากคนที่กลั่นแกล้งเรากำลังเดินเข้ามาหา ทำให้เรารู้สึกโกรธ ให้ลองโฟกัสกับการนับเลขไปเรื่อยๆ จาก 1-100 แล้วให้เดินออกมา เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นรู้ว่าเราไม่พอใจหรือหวาดกลัว

  • ห้ามตอบโต้ด้วยความรุนแรง เพราะผลลัพธ์จะยิ่งบานปลายและรุนแรงมากขึ้น

  • พยายามสบตาคนที่ Bully เพราะการสบตาเป็นการสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่า “เราไม่ได้อ่อนแอ” และส่วนใหญ่คนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น มักจะย่ามใจเมื่อเหยื่อไม่กล้าสบตา

  • สำหรับการโดน Bully ทางอินเตอร์เน็ต อย่างแรกให้จัดการผ่านการแจ้งแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าว

วิธีปกป้องคนที่เรารักจากการถูก Bully


ปกป้องคนที่เรารักจากการถูก bully

  • คอยสังเกตความรุนแรงของการ Bully เช่น สังเกตตามร่างกายของบุตรหลานหากมีบาดแผล หรือร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย และความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ แล้วให้แจ้งไปยังผู้มีอำนาจให้ช่วยแก้ไขปัญหาและคอยจับตามอง อาจแจ้งคุณครูประจำชั้นให้ช่วยสังเกตเด็กๆ ในห้องเรียน ส่วนในกรณีที่พบเห็นการ Bully ในที่ทำงาน ให้แจ้งฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างาน

  • คอยสังเกตอารมณ์ของผู้ที่อาจเป็นเหยื่อการ Bully อย่างใกล้ชิด หากผู้ถูกกระทำมีอาการเครียดมากกว่าปกติ ควรพาไปพบจิตแพทย์เพื่อให้คำปรึกษา ไม่ปล่อยให้ผู้ถูกกระทำเผชิญความเครียดเพียงคนเดียว

  • คอยให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ถูก Bully รู้สึกไม่โดดเดี่ยวและสามารถลุกขึ้นอีกครั้งเพื่อใช้ชีวิตในสังคมต่อไป

  • คอยช่วยเหลือเรื่องการเก็บหลักฐานการถูกกลั่นแกล้งต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการ Bully


เพื่อป้องกันการเกิด Bully สามารถมองได้สองแง่มุม ทั้งฝั่งที่ถูกกระทำ และฝั่งที่ไป Bully คนอื่น


ฝั่งผู้ถูก Bully:


พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง รวมถึงพ่อแม่ก็ควรที่จะส่งเสริมให้ลูกมีความกล้าแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และทำให้เด็กหรือเหยื่อเกิดความเชื่อใจ พร้อมที่จะเล่าปัญหาให้ฟัง


ฝั่งผู้ที่ไป Bully คนอื่น:


การแสดงพฤติกรรม Bully คนอื่น บ่อยครั้งเกิดจากการไม่มีความสุขในชีวิต ขาดการดูแลใส่ใจ หรือเห็นพฤติกรรมผิดๆ แล้วทำตาม ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้ปกครองจึงควรให้ความสำคัญกับเด็ก ให้เวลา ความใส่ใจ ปลูกฝังวัฒนธรรมการให้เกียรติกัน และเลี้ยงดูเด็กในทางที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือคุกคามผู้อื่น


กฎหมายกับการ Bully


หลายประเทศมีการประกาศใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและควบคุมการ Bully หรือการกลั่นแกล้งอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ อเมริกา หรือเกาหลีใต้


ในส่วนของประเทศไทยก็มีมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านการกลั่นแกล้งเช่นกัน เช่น


  • หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในกรณีที่เป็น Cyberbullying
  • ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397 มาตรา 326 มาตรา 288 ฯลฯ

หากเกิดการคุมคามกลั่นแกล้งต่างๆ สามารถเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีได้


การ Bully หรือการกลั่นแกล้งผู้อื่น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและผิดจริยธรรมทางสังคม ซึ่งการ Bully นั้นสามารถส่งผลกระทบรุนแรงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทำให้ผู้กระทำไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข


ทุกคนในสังคมจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงความร้ายแรงของการ Bully เพื่อช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและความเสียหายที่จะตามมา เพราะไม่มีควรสมควรได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างเพียงเพราะเกิดมาแตกต่าง หรือเพียงเพราะความสะใจของผู้อื่น!


consult doctor



แหล่งข้อมูล