MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

Body Shaming ค่านิยมที่ผิดเพี้ยน และการไม่ยอมรับความแตกต่างทางร่างกาย

KEY POINTS:


  • Body Shaming เป็นการวิจารณ์รูปร่างและภาพลักษณ์ของผู้อื่น รวมถึงการไม่พอใจในรูปร่างและภาพลักษณ์ของตัวเอง จนทำให้เกิดความอับอาย ไม่มั่นใจ ลดคุณค่าในตัวเอง และส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

  • Body Shaming สามารถเกิดได้จาก การขาดการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่หรือคนอื่น และการนำเสนอภาพลักษณ์ผ่านสื่อต่างๆ จนกลายเป็น Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายคนในสังคมเอง

  • Body Positive เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนทางสังคม ที่พยายามทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเองไม่ว่าจะมีรูปร่าง หน้าตา สีผิว ผม ความสูง และการแต่งกายแบบไหนก็ตาม ทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง



Table of Contents
Body Shaming คืออะไร?
วิธีการ Body Shaming มีกี่แบบ
Body Shaming เกิดจากอะไร?
ช่องทางการแสดงออกของ Body Shaming
ผลกระทบจาก Body Shaming
รับมืออย่างไรเมื่อเราตกเป็นเหยื่อของ Body Shaming 
ปกป้องคนที่เรารักจาก Body Shaming อย่างไร
รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Body Positive
ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยสร้าง Body Positive


ไม่เจอกันนานอ้วนขึ้นปะเนี่ย


นี่ฟันหรือจอบ


ถ้าสูงกว่านี้ซะหน่อยนะ…สวยเลย


ไอแห้ง กินข้าวซะบ้างนะ


หุ่นอย่างงี้ กล้าใส่ชุดนี้ได้ไง


เมื่อไหร่เราจะผอมเหมือนคนอื่นซักที


คุ้นๆ ใช่ไหมกับประโยคเหล่านี้ ไม่ว่าคุณจะเคยพูดกับคนอื่น เคยมีคนอื่นพูดกับคุณ หรือการพูดกับตัวเองก็ตาม ทั้งหมดนี้ คือ Body Shaming เป็นการ Bully ยอดฮิตที่เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนา สื่อต่างๆ และโลกออนไลน์ ที่กลายเป็นปมในชีวิตใครหลายๆ คน จนอาจพัฒนาไปเป็นปัญหาสุขภาพจิตได้ ยทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจปัญหา Body Shaming ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และวิธีก้าวข้ามเมื่อเกิด Body Shaming กับตัวเองและคนที่เรารัก


Body Shaming คืออะไร?


Body shaming คือ การ Bully รูปแบบหนึ่ง โดยการวิจารณ์ร่างกายและรูปลักษณ์ภายนอกของบุคคลอื่น หรือการวิจารณ์ร่างกายตัวเองก็ถือเป็น Body Shaming ได้เช่นกัน ทั้งเรื่องรูปร่าง ส่วนสูง สีผม หน้าตา ลักษณะของฟัน และอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้วิจารณ์ หรือ Shamer มองว่าแตกต่าง ไม่เหมือนคนอื่นหรือตัวเอง ทำให้ผู้ที่ถูกวิจารณ์หรือเหยื่อรู้สึก “อับอาย” “ขาดความมั่นใจ” “ลดทอนคุณค่าของตน” หรือ “ปฏิสัมพันธ์กับสังคมลดลง” เกิดได้จากคำพูดของพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน คนอื่นๆ ในสังคมผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงตัวเราเองที่วิจารณ์ตัวเอง


วิธีการ Body Shaming มีกี่แบบ


การพิมพ์สิ่งที่เป็น Body Shaming

การ Body Shaming ผู้อื่นหรือตัวเองมีหลายแบบ เช่นคำพูดเหล่านี้


“ผู้หญิงต้องมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ผู้ชายต้องไหล่กว้าง”


ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็มีรูปร่างที่หลากหลายและแตกต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ เพราะสิ่งที่กำหนดความแตกต่างของรูปร่างคือยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ใช่เกิดจากใครคนใดคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่ง หมายความว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มกำหนดรูปร่างของผู้อื่นหรือตัวเอง แสดงว่ากำลังเกิดการ Body Shaming ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงแขนใหญ่ ผู้ชายไม่มีกล้าม ผู้หญิงไหล่กว้าง ผู้ชายมีก้น และอื่นๆ อีกมากมาย


“อ้วนเกินไป ผอมเกินไป เป็นโรคอะไรหรือเปล่า”


การที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์หรือน้อยกว่าเกณฑ์ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเป็นโรคหรือมีปัญหาสุขภาพเสมอไป และไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นไม่ชอบรูปร่างของตัวเอง บางคนชอบที่จะดูอ้วนหรือชอบที่จะดูผอมเพรียวก็ได้ ตราบใดที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและความสุขส่วนตัว


การวิจารณ์ความอ้วนหรือผอมของคนอื่นหรือของตัวเอง คือการ Body Shaming รูปแบบหนึ่ง และเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เช่นการทักทายคนที่ไม่ได้พบเจอกันนานว่า “อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี้ย” “ไปทำอะไรมาดูซูบไปนะ” “ขาคนหรือขาโต๊ะสนุ๊ก” “ผอมจนไหปลาร้าโผล่แล้ว”


“ไม่คิดว่าคนหน้าตาดีจะสนใจเรื่องนี้ด้วย” “ไม่ได้มีดีแค่หน้าตานะเนี่ย”


คำพูดเหล่านี้ดูเผินๆ อาจจะเป็นการชื่นชน แต่แอบแฝงไปด้วยการตัดสินว่า “คนหน้าตาดี” “คนที่ดูดี” ทำได้แค่นี้ หรือคงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ หรือคงมีดีแค่หน้าตา เป็น Body Shaming รูปแบบหนึ่งเช่นกัน ซึ่งจริงๆ แล้วความสามารถหรือความสนใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตา หากเราอยากชื่นชนความสามารถของใครสักคน ควรใช้คำพูดอื่นแทน เช่น เก่งมากเลย ทำออกมาได้ดีมาก วิเคราะห์ได้ดีนะ อ่านเรื่องพวกนี้เหมือนกันเหรอ


“มีขนที่อกด้วยเหรอ” “ผู้หญิงทำไมมีไรหนวด” “ขนหน้าแข้งดกอย่างกับผู้ชาย”


เช่นเดียวกับลักษณะทางร่างกายอื่นๆ ที่แตกต่างกัน เรื่องของเส้นขนในที่ต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มักถูกวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเราที่มักจะมีมาตรฐานความงามไม่ค่อยหลากหลายนัก ทำให้ผู้หญิงที่มีไรหนวด มีขนแขนเยอะ ขนหน้าแข้งดก หรือผู้ชายที่มีขนหน้าอก มีขนที่หลังต่างโดน Body Shaming บ่อยครั้ง แม้กระทั่งการกำจัดขนในบางจุดก็ยังตกเป็นเป้า อย่างผู้ชายที่โกนขนใต้วงแขน มักจะถูกทักว่า “เป็นผู้ชายโกนทำไม”


“ผิวคล้ำจัง ไปทำไรมา” “ขาวซีดยังกะเป็นโรค”


ผิวสีที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ

อีกหนึ่งความหลากหลายของร่างกายที่มักตกเป็นเป้าโจมตีจากคนที่ชอบวิจารณ์ รวมถึงการไม่พึงพอใจของตัวเราเองก็คือ “สีผิว” แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปิดรับมากขึ้นในสังคมไทย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์วิจารณ์สีผิวเกิดขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการนำเสนอของสื่อต่างๆ ที่ค่อนข้างเอนเอียงและให้คะแนนความสวยงามไปทางผู้ที่มีผิวสว่างหรือผิวขาวมากกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เน้นเรื่องไวท์เทนนิ่งหรือเรื่องผิวขาวได้รับความนิยมเสมอมา


นอกจากนี้ยังเกิด Body Shaming กับผู้ที่มีผิวขาวซีดได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะ Body Shaming สีผิวแบบไหน สุดท้ายก็สร้างความรู้สึกอับอายและไม่มั่นใจให้เหยื่อได้


นอกจาก Body Shaming 4 ตัวอย่างนี้ยังมี Body Shaming รูปแบบอื่นๆ อีก เช่น การวิจารณ์เรื่องการแต่งหน้ามากเกินไป แต่งตัวจัด แต่งตัวโป๊ เป็นผู้หญิงทำไมกินเยอะ แม้แต่การชมเมื่อคนอื่นน้ำหนักลดลงได้ด้วยคำพูดว่า ผอมลงแล้วดูดีขึ้นนะ อาจทำให้คนฟังรู้สึกถูก Body Shaming ได้ เพราะผอมลง = ดูดี แสดงว่าก่อนหน้านี้ที่อ้วน = ดูไม่ดีน่ะสิ


Body Shaming เกิดจากอะไร?


  • การขาดสติยั้งคิดของบุคคล ขาดการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) ทำให้เกิด Body Shaming ไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่บางครั้งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะดูถูกหรือทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเลย

  • ขาดการถูกปลูกฝังเรื่องนี้หรือเห็นตัวอย่าง Body Shaming จากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน และติดตัวไปจนกระทั่งกลายเป็นผู้ใหญ่ในสังคม

  • อิทธิพลของสื่อ เช่น สื่อออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน หรือสื่ออื่นๆ ในรูปแบบของการโฆษณาหรือการนำเสนอข้อมูลทั้งที่เป็นตัวอักษร ภาพถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมักจะมีแต่ดาราหรือนักแสดงที่มีรูปลักษณ์เหมือนกัน จนทำให้เกิดเป็นบรรทัดฐานของความงามในสังคม

ช่องทางการแสดงออกของ Body Shaming


Body Shaming บนโลกออนไลน์

ช่องทางในการ Body Shaming เกิดขึ้นได้ในทุกช่องทาง เช่น


  • เกิดการวิจารณ์อีกฝ่ายขณะสนทนากัน
  • เกิดการวิจารณ์ผู้อื่นโดยที่ผู้นั้นไม่รับรู้ผ่านการสนทนากับคนอื่น
  • การ Body Shaming หรือวิจารณ์ตัวเอง
  • การนำเสนอผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน
  • การวิจารณ์ผ่านสังคนออนไลน์ เช่น การโพสต์ข้อความ การคอมเมนต์ภาพ การสร้างคอนเทนต์

ผลกระทบจาก Body Shaming


Body Shaming ส่งผลต่อสุขภาพจิต

บุคคลที่ชื่นชอบในรูปร่าง หน้าตา ความแข็งแรง และภาพลักษณ์ของตัวเอง ก็จะมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง ตรงกันข้ามกับคนที่รู้สึกผิดหวัง อับอาย หรือไม่พอใจในรูปร่างและภาพลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสามารถเกิดจาก Body Shaming โดยคนอื่นหรือการวิจารณ์ตัวเองโดยเอาไปเทียบกับคนอื่น คนกลุ่มนี้จะมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง


แต่นอกจากเรื่องความมั่นใจแล้ว Body Shaming อาจส่งผลต่อผู้ที่ถูกวิจารณ์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ดังนี้


  • ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ
  • ส่งผลให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการกินอาหาร เช่น โรคอะนอเร็กเซียหรือโรคคลั่งผอม
  • ส่งผลให้เกิดการทำร้ายตัวเองหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
  • ส่งผลต่อการเข้าสังคม หรือปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งพ่อแม่ ญาติ เพื่อน หรือที่ทำงาน
  • ส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต เช่น การเลือกงาน การเลือกสายเรียน

รับมืออย่างไรเมื่อเราตกเป็นเหยื่อของ Body Shaming


การรับมือกับ Body Shaming ไม่มีกฏตายตัว ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความมั่นใจของแต่ละคน และรูปแบบของ Body Shaming ที่ต้องเผชิญ แต่สามารถนำเทคนิกเหล่านี้ไปลองใช้ได้


  • การที่คนอื่นไม่ชอบรูปร่างหรือหน้าตาของเรา เป็นปัญหาของคนเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของเรา ในบางครั้งการตอบโต้ด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ไม่จำเป็นเสมอไป และไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องคอยแนะนำคนเหล่านั้นให้รู้จักการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือการเคารพผู้อื่น เพราะฉะนั้นก็ปล่อยผ่านได้เลย

  • เดินหนีออกมาจากสถานการณ์ที่ถูก Body shame และการเดินหนีก็ไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ แต่เป็นการแสดงออกว่าเราไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น อีกอย่างการแสดงออกหรือพยายามอธิบายอะไรออกไป อีกฝ่ายจะมองว่าเป็นจุดอ่อนได้

  • หากจำเป็นต้องพูดด้วยกับคนที่วิจารณ์เราแบบเลี่ยงไม่ได้ อาจจะพูดว่า “เป็นฉันจะไม่วิจารณ์รูปร่างหน้าตาคนอื่นนะ” หรือ “ไม่น่าจะมีใครมีสิทธิ์ตัดสินรูปร่างหน้าตาคนอื่น”

  • พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและไม่ตัดสินหรือวิจารณ์ตัวเองและคนอื่น

  • พูดคุยกับคนที่เราไว้ใจได้ และสามารถเป็นตัวเองเมื่ออยู่ด้วย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราได้

ปกป้องคนที่เรารักจาก Body Shaming อย่างไร


  • เข้าไปคุยเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีเราที่คอยอยู่ข้างๆ และพร้อมจะรับฟัง

  • หากคนที่เรารักเริ่มวิจารณ์ร่างกายตัวเอง เราไม่ควรคล้อยตาม เพราะถือเป็นการสนับสนุนให้อีกฝ่ายคิดว่า Body Shaming ตัวเองเป็นเรื่องปกติ

  • หากคนที่เรารักบอกว่าตัวเองอ้วน อย่าพยายามปลอบด้วยการบอกว่า เธอไม่อ้วนหรอก เพราะจะยิ่งทำให้คนคนนั้นเชื่อใจเราน้อยลง และเลี่ยงที่จะขอความช่วยเหลือในอนาคต ควรทำแค่การรับฟังและเบี่ยงประเด็นการคุย

  • พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่ว่าเพื่อนหรือคนที่เรารักกำลังวิจารณ์ตัวเองหรือคนอื่นอยู่ เช่น ถามถึงเรื่องงานที่กำลังทำ เรื่องการวางแผนท่องเที่ยว

  • ให้เพื่อนหรือคนที่รักใช้วิธีฝึกการยอมรับในตัวเองและคนอื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความคิดหรือเกิดการวิจารณ์รูปร่างหน้าตาของตัวเองหรือของผู้อื่นในแง่ลบ ให้เปลี่ยนไปมองในด้านดีหรือประโยชน์ของสิ่งนั้นแทน

รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Body Positive


Body Positive คือการยืนยันว่าทุกคนสามารถมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น

Body Positive คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างแบบไหนก็สามารถมีความมั่นใจได้ในแบบที่ตัวเองเป็น และเป็นการให้ความรู้รวมถึงการนำเสนอผ่านโฆษณาต่างๆ เพื่อให้สังคมยอมรับและเข้าใจความแตกต่างที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะรูปร่าง น้ำหนัก ส่วนสูง สีผิว ผม ขน รวมถึงการแต่งกายของตัวเองและผู้อื่น หรือพูดง่ายๆ คือ “การเคารพผู้อื่นและตัวเอง”


ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยสร้าง Body Positive


  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอไม่มากไม่น้อยเกินไป และออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงถือเป็นการขอบคุณร่างกายอีกทางหนึ่ง
  • เลือกใส่เสื้อผ้าที่ช่วยส่งเสริมรูปร่าง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง
  • ฝึกสมาธิ การฝึกสมาธิช่วยให้อยู่กับตัวเอง ทำความเข้าใจกับร่างกายของตัวเองมากขึ้น ลบความอับอาย สร้างความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
  • Unfollow คนในโลกโซเชียลที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับร่างกายของตัวเอง และพยายามเปลี่ยนความสนใจไปยังดารา ไอดอล หรือคนที่มีแง่คิดเชิงบวกที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้
  • ปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ช่วยให้ผู้ที่ตกอยู่ในวังวนความคิดเชิงลบ ได้ระบายความรู้สึก ค่อยๆ เปิดใจที่จะยอมรับในร่างกายตนเอง

consult doctor

คำพูดบางคำเป็นเรื่องเปราะบางทางอารมณ์มาก เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครบ้างที่จะรับได้กับคำเหล่านี้ หรืออาจจะไม่มีใครเลยที่ชอบการถูกตัดสินไม่ว่าจะเรื่องรูปร่างหน้าตา หรือถูกตัดสินเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เช่น คณะที่เลือกเรียน อาชีพที่เลือกทำ ฐานะทางสังคม ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความแตกต่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นทางที่ดีคือ หยุด Body Shaming ตัวเองและผู้อื่น




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

Body Shaming ค่านิยมที่ผิดเพี้ยน และการไม่ยอมรับความแตกต่างทางร่างกาย

KEY POINTS:


  • Body Shaming เป็นการวิจารณ์รูปร่างและภาพลักษณ์ของผู้อื่น รวมถึงการไม่พอใจในรูปร่างและภาพลักษณ์ของตัวเอง จนทำให้เกิดความอับอาย ไม่มั่นใจ ลดคุณค่าในตัวเอง และส่งผลต่อปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง

  • Body Shaming สามารถเกิดได้จาก การขาดการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา การเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่หรือคนอื่น และการนำเสนอภาพลักษณ์ผ่านสื่อต่างๆ จนกลายเป็น Beauty Standard (มาตรฐานความงาม) ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายคนในสังคมเอง

  • Body Positive เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนทางสังคม ที่พยายามทำให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเองไม่ว่าจะมีรูปร่าง หน้าตา สีผิว ผม ความสูง และการแต่งกายแบบไหนก็ตาม ทุกคนล้วนมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง



Table of Contents
Body Shaming คืออะไร?
วิธีการ Body Shaming มีกี่แบบ
Body Shaming เกิดจากอะไร?
ช่องทางการแสดงออกของ Body Shaming
ผลกระทบจาก Body Shaming
รับมืออย่างไรเมื่อเราตกเป็นเหยื่อของ Body Shaming 
ปกป้องคนที่เรารักจาก Body Shaming อย่างไร
รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Body Positive
ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยสร้าง Body Positive


ไม่เจอกันนานอ้วนขึ้นปะเนี่ย


นี่ฟันหรือจอบ


ถ้าสูงกว่านี้ซะหน่อยนะ…สวยเลย


ไอแห้ง กินข้าวซะบ้างนะ


หุ่นอย่างงี้ กล้าใส่ชุดนี้ได้ไง


เมื่อไหร่เราจะผอมเหมือนคนอื่นซักที


คุ้นๆ ใช่ไหมกับประโยคเหล่านี้ ไม่ว่าคุณจะเคยพูดกับคนอื่น เคยมีคนอื่นพูดกับคุณ หรือการพูดกับตัวเองก็ตาม ทั้งหมดนี้ คือ Body Shaming เป็นการ Bully ยอดฮิตที่เกิดขึ้นระหว่างบทสนทนา สื่อต่างๆ และโลกออนไลน์ ที่กลายเป็นปมในชีวิตใครหลายๆ คน จนอาจพัฒนาไปเป็นปัญหาสุขภาพจิตได้ ยทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจปัญหา Body Shaming ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และวิธีก้าวข้ามเมื่อเกิด Body Shaming กับตัวเองและคนที่เรารัก


Body Shaming คืออะไร?


Body shaming คือ การ Bully รูปแบบหนึ่ง โดยการวิจารณ์ร่างกายและรูปลักษณ์ภายนอกของบุคคลอื่น หรือการวิจารณ์ร่างกายตัวเองก็ถือเป็น Body Shaming ได้เช่นกัน ทั้งเรื่องรูปร่าง ส่วนสูง สีผม หน้าตา ลักษณะของฟัน และอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้วิจารณ์ หรือ Shamer มองว่าแตกต่าง ไม่เหมือนคนอื่นหรือตัวเอง ทำให้ผู้ที่ถูกวิจารณ์หรือเหยื่อรู้สึก “อับอาย” “ขาดความมั่นใจ” “ลดทอนคุณค่าของตน” หรือ “ปฏิสัมพันธ์กับสังคมลดลง” เกิดได้จากคำพูดของพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน คนอื่นๆ ในสังคมผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงตัวเราเองที่วิจารณ์ตัวเอง


วิธีการ Body Shaming มีกี่แบบ


การพิมพ์สิ่งที่เป็น Body Shaming

การ Body Shaming ผู้อื่นหรือตัวเองมีหลายแบบ เช่นคำพูดเหล่านี้


“ผู้หญิงต้องมีส่วนเว้าส่วนโค้ง ผู้ชายต้องไหล่กว้าง”


ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็มีรูปร่างที่หลากหลายและแตกต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ เพราะสิ่งที่กำหนดความแตกต่างของรูปร่างคือยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ไม่ใช่เกิดจากใครคนใดคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่ง หมายความว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มกำหนดรูปร่างของผู้อื่นหรือตัวเอง แสดงว่ากำลังเกิดการ Body Shaming ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงแขนใหญ่ ผู้ชายไม่มีกล้าม ผู้หญิงไหล่กว้าง ผู้ชายมีก้น และอื่นๆ อีกมากมาย


“อ้วนเกินไป ผอมเกินไป เป็นโรคอะไรหรือเปล่า”


การที่มีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์หรือน้อยกว่าเกณฑ์ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเป็นโรคหรือมีปัญหาสุขภาพเสมอไป และไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นไม่ชอบรูปร่างของตัวเอง บางคนชอบที่จะดูอ้วนหรือชอบที่จะดูผอมเพรียวก็ได้ ตราบใดที่ไม่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและความสุขส่วนตัว


การวิจารณ์ความอ้วนหรือผอมของคนอื่นหรือของตัวเอง คือการ Body Shaming รูปแบบหนึ่ง และเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน เช่นการทักทายคนที่ไม่ได้พบเจอกันนานว่า “อ้วนขึ้นหรือเปล่าเนี้ย” “ไปทำอะไรมาดูซูบไปนะ” “ขาคนหรือขาโต๊ะสนุ๊ก” “ผอมจนไหปลาร้าโผล่แล้ว”


“ไม่คิดว่าคนหน้าตาดีจะสนใจเรื่องนี้ด้วย” “ไม่ได้มีดีแค่หน้าตานะเนี่ย”


คำพูดเหล่านี้ดูเผินๆ อาจจะเป็นการชื่นชน แต่แอบแฝงไปด้วยการตัดสินว่า “คนหน้าตาดี” “คนที่ดูดี” ทำได้แค่นี้ หรือคงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ หรือคงมีดีแค่หน้าตา เป็น Body Shaming รูปแบบหนึ่งเช่นกัน ซึ่งจริงๆ แล้วความสามารถหรือความสนใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน้าตา หากเราอยากชื่นชนความสามารถของใครสักคน ควรใช้คำพูดอื่นแทน เช่น เก่งมากเลย ทำออกมาได้ดีมาก วิเคราะห์ได้ดีนะ อ่านเรื่องพวกนี้เหมือนกันเหรอ


“มีขนที่อกด้วยเหรอ” “ผู้หญิงทำไมมีไรหนวด” “ขนหน้าแข้งดกอย่างกับผู้ชาย”


เช่นเดียวกับลักษณะทางร่างกายอื่นๆ ที่แตกต่างกัน เรื่องของเส้นขนในที่ต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มักถูกวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเราที่มักจะมีมาตรฐานความงามไม่ค่อยหลากหลายนัก ทำให้ผู้หญิงที่มีไรหนวด มีขนแขนเยอะ ขนหน้าแข้งดก หรือผู้ชายที่มีขนหน้าอก มีขนที่หลังต่างโดน Body Shaming บ่อยครั้ง แม้กระทั่งการกำจัดขนในบางจุดก็ยังตกเป็นเป้า อย่างผู้ชายที่โกนขนใต้วงแขน มักจะถูกทักว่า “เป็นผู้ชายโกนทำไม”


“ผิวคล้ำจัง ไปทำไรมา” “ขาวซีดยังกะเป็นโรค”


ผิวสีที่แตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ

อีกหนึ่งความหลากหลายของร่างกายที่มักตกเป็นเป้าโจมตีจากคนที่ชอบวิจารณ์ รวมถึงการไม่พึงพอใจของตัวเราเองก็คือ “สีผิว” แม้ว่าปัจจุบันจะมีการเปิดรับมากขึ้นในสังคมไทย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์วิจารณ์สีผิวเกิดขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการนำเสนอของสื่อต่างๆ ที่ค่อนข้างเอนเอียงและให้คะแนนความสวยงามไปทางผู้ที่มีผิวสว่างหรือผิวขาวมากกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เน้นเรื่องไวท์เทนนิ่งหรือเรื่องผิวขาวได้รับความนิยมเสมอมา


นอกจากนี้ยังเกิด Body Shaming กับผู้ที่มีผิวขาวซีดได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าจะ Body Shaming สีผิวแบบไหน สุดท้ายก็สร้างความรู้สึกอับอายและไม่มั่นใจให้เหยื่อได้


นอกจาก Body Shaming 4 ตัวอย่างนี้ยังมี Body Shaming รูปแบบอื่นๆ อีก เช่น การวิจารณ์เรื่องการแต่งหน้ามากเกินไป แต่งตัวจัด แต่งตัวโป๊ เป็นผู้หญิงทำไมกินเยอะ แม้แต่การชมเมื่อคนอื่นน้ำหนักลดลงได้ด้วยคำพูดว่า ผอมลงแล้วดูดีขึ้นนะ อาจทำให้คนฟังรู้สึกถูก Body Shaming ได้ เพราะผอมลง = ดูดี แสดงว่าก่อนหน้านี้ที่อ้วน = ดูไม่ดีน่ะสิ


Body Shaming เกิดจากอะไร?


  • การขาดสติยั้งคิดของบุคคล ขาดการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) ทำให้เกิด Body Shaming ไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่บางครั้งไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะดูถูกหรือทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเลย

  • ขาดการถูกปลูกฝังเรื่องนี้หรือเห็นตัวอย่าง Body Shaming จากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ ทำให้เด็กมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน และติดตัวไปจนกระทั่งกลายเป็นผู้ใหญ่ในสังคม

  • อิทธิพลของสื่อ เช่น สื่อออนไลน์ สื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน หรือสื่ออื่นๆ ในรูปแบบของการโฆษณาหรือการนำเสนอข้อมูลทั้งที่เป็นตัวอักษร ภาพถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหว ซึ่งมักจะมีแต่ดาราหรือนักแสดงที่มีรูปลักษณ์เหมือนกัน จนทำให้เกิดเป็นบรรทัดฐานของความงามในสังคม

ช่องทางการแสดงออกของ Body Shaming


Body Shaming บนโลกออนไลน์

ช่องทางในการ Body Shaming เกิดขึ้นได้ในทุกช่องทาง เช่น


  • เกิดการวิจารณ์อีกฝ่ายขณะสนทนากัน
  • เกิดการวิจารณ์ผู้อื่นโดยที่ผู้นั้นไม่รับรู้ผ่านการสนทนากับคนอื่น
  • การ Body Shaming หรือวิจารณ์ตัวเอง
  • การนำเสนอผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือ หนังสือพิมพ์ แมกกาซีน
  • การวิจารณ์ผ่านสังคนออนไลน์ เช่น การโพสต์ข้อความ การคอมเมนต์ภาพ การสร้างคอนเทนต์

ผลกระทบจาก Body Shaming


Body Shaming ส่งผลต่อสุขภาพจิต

บุคคลที่ชื่นชอบในรูปร่าง หน้าตา ความแข็งแรง และภาพลักษณ์ของตัวเอง ก็จะมีความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง ตรงกันข้ามกับคนที่รู้สึกผิดหวัง อับอาย หรือไม่พอใจในรูปร่างและภาพลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสามารถเกิดจาก Body Shaming โดยคนอื่นหรือการวิจารณ์ตัวเองโดยเอาไปเทียบกับคนอื่น คนกลุ่มนี้จะมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง


แต่นอกจากเรื่องความมั่นใจแล้ว Body Shaming อาจส่งผลต่อผู้ที่ถูกวิจารณ์ในด้านอื่นๆ อีกด้วย ดังนี้


  • ส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ
  • ส่งผลให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับการกินอาหาร เช่น โรคอะนอเร็กเซียหรือโรคคลั่งผอม
  • ส่งผลให้เกิดการทำร้ายตัวเองหรือเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
  • ส่งผลต่อการเข้าสังคม หรือปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งพ่อแม่ ญาติ เพื่อน หรือที่ทำงาน
  • ส่งผลต่อการใช้ชีวิต การตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต เช่น การเลือกงาน การเลือกสายเรียน

รับมืออย่างไรเมื่อเราตกเป็นเหยื่อของ Body Shaming


การรับมือกับ Body Shaming ไม่มีกฏตายตัว ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความมั่นใจของแต่ละคน และรูปแบบของ Body Shaming ที่ต้องเผชิญ แต่สามารถนำเทคนิกเหล่านี้ไปลองใช้ได้


  • การที่คนอื่นไม่ชอบรูปร่างหรือหน้าตาของเรา เป็นปัญหาของคนเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของเรา ในบางครั้งการตอบโต้ด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ไม่จำเป็นเสมอไป และไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องคอยแนะนำคนเหล่านั้นให้รู้จักการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือการเคารพผู้อื่น เพราะฉะนั้นก็ปล่อยผ่านได้เลย

  • เดินหนีออกมาจากสถานการณ์ที่ถูก Body shame และการเดินหนีก็ไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ แต่เป็นการแสดงออกว่าเราไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น อีกอย่างการแสดงออกหรือพยายามอธิบายอะไรออกไป อีกฝ่ายจะมองว่าเป็นจุดอ่อนได้

  • หากจำเป็นต้องพูดด้วยกับคนที่วิจารณ์เราแบบเลี่ยงไม่ได้ อาจจะพูดว่า “เป็นฉันจะไม่วิจารณ์รูปร่างหน้าตาคนอื่นนะ” หรือ “ไม่น่าจะมีใครมีสิทธิ์ตัดสินรูปร่างหน้าตาคนอื่น”

  • พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเองและไม่ตัดสินหรือวิจารณ์ตัวเองและคนอื่น

  • พูดคุยกับคนที่เราไว้ใจได้ และสามารถเป็นตัวเองเมื่ออยู่ด้วย จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้เราได้

ปกป้องคนที่เรารักจาก Body Shaming อย่างไร


  • เข้าไปคุยเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีเราที่คอยอยู่ข้างๆ และพร้อมจะรับฟัง

  • หากคนที่เรารักเริ่มวิจารณ์ร่างกายตัวเอง เราไม่ควรคล้อยตาม เพราะถือเป็นการสนับสนุนให้อีกฝ่ายคิดว่า Body Shaming ตัวเองเป็นเรื่องปกติ

  • หากคนที่เรารักบอกว่าตัวเองอ้วน อย่าพยายามปลอบด้วยการบอกว่า เธอไม่อ้วนหรอก เพราะจะยิ่งทำให้คนคนนั้นเชื่อใจเราน้อยลง และเลี่ยงที่จะขอความช่วยเหลือในอนาคต ควรทำแค่การรับฟังและเบี่ยงประเด็นการคุย

  • พยายามเปลี่ยนเรื่องคุย ไม่ว่าเพื่อนหรือคนที่เรารักกำลังวิจารณ์ตัวเองหรือคนอื่นอยู่ เช่น ถามถึงเรื่องงานที่กำลังทำ เรื่องการวางแผนท่องเที่ยว

  • ให้เพื่อนหรือคนที่รักใช้วิธีฝึกการยอมรับในตัวเองและคนอื่น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความคิดหรือเกิดการวิจารณ์รูปร่างหน้าตาของตัวเองหรือของผู้อื่นในแง่ลบ ให้เปลี่ยนไปมองในด้านดีหรือประโยชน์ของสิ่งนั้นแทน

รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า Body Positive


Body Positive คือการยืนยันว่าทุกคนสามารถมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น

Body Positive คือ การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าเราจะมีรูปร่างแบบไหนก็สามารถมีความมั่นใจได้ในแบบที่ตัวเองเป็น และเป็นการให้ความรู้รวมถึงการนำเสนอผ่านโฆษณาต่างๆ เพื่อให้สังคมยอมรับและเข้าใจความแตกต่างที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น ไม่ว่าจะรูปร่าง น้ำหนัก ส่วนสูง สีผิว ผม ขน รวมถึงการแต่งกายของตัวเองและผู้อื่น หรือพูดง่ายๆ คือ “การเคารพผู้อื่นและตัวเอง”


ตัวอย่างกิจกรรมที่ช่วยสร้าง Body Positive


  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอไม่มากไม่น้อยเกินไป และออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแรงถือเป็นการขอบคุณร่างกายอีกทางหนึ่ง
  • เลือกใส่เสื้อผ้าที่ช่วยส่งเสริมรูปร่าง เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง
  • ฝึกสมาธิ การฝึกสมาธิช่วยให้อยู่กับตัวเอง ทำความเข้าใจกับร่างกายของตัวเองมากขึ้น ลบความอับอาย สร้างความพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี
  • Unfollow คนในโลกโซเชียลที่ทำให้เรารู้สึกแย่กับร่างกายของตัวเอง และพยายามเปลี่ยนความสนใจไปยังดารา ไอดอล หรือคนที่มีแง่คิดเชิงบวกที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้
  • ปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ ช่วยให้ผู้ที่ตกอยู่ในวังวนความคิดเชิงลบ ได้ระบายความรู้สึก ค่อยๆ เปิดใจที่จะยอมรับในร่างกายตนเอง

consult doctor

คำพูดบางคำเป็นเรื่องเปราะบางทางอารมณ์มาก เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าใครบ้างที่จะรับได้กับคำเหล่านี้ หรืออาจจะไม่มีใครเลยที่ชอบการถูกตัดสินไม่ว่าจะเรื่องรูปร่างหน้าตา หรือถูกตัดสินเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เช่น คณะที่เลือกเรียน อาชีพที่เลือกทำ ฐานะทางสังคม ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความแตกต่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นทางที่ดีคือ หยุด Body Shaming ตัวเองและผู้อื่น




แหล่งข้อมูล