MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการ 2 ระยะ คือ ระยะพลุ่งพล่าน จะคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเยอะ นอนน้อย ฟุ่มเฟือย ก้าวร้าว สลับกับระยะซึมเศร้าที่จะรู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ เบื่ออาหาร หรืออาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

  • การรักษาผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มีความจำเป็นต้องใช้ยา เนื่องจากโรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองไม่สมดุล ควบคู่ไปกับการพบแพทย์เพื่อรักษาโดยการทำจิตบำบัด

  • คนใกล้ชิดควรดูแลผู้ป่วยโดยเริ่มจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมที่เป็นอาการของโรค คอยรับฟังและให้กำลังใจ คอยดูแลเรื่องการกินยา การไปพบจิตแพทย์ตามนัด หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการของโรค



Table of Contents
โรคไบโพลาร์คืออะไร?
สาเหตุของไบโพลาร์
อาการของไบโพลาร์
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคไบโพลาร์
ยารักษาโรคไบโพลาร์
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไบโพลาร์
วิธีดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์
การป้องกันไบโพลาร์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์


โรคไบโพลาร์คืออะไร?


โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) คือโรคที่ผู้ป่วยมีอารมณ์แปรปรวนต่างกันเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วหนึ่งเป็นอารมณ์ซึมเศร้า และอีกขั้วหนึ่งเป็นอารมณ์พลุ่งพล่านผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์สลับกันไปมาระหว่างอารมณ์พลุ่งพล่านผิดปกติและซึมเศร้า ซึ่งอารมณ์ที่แปรปรวนแต่ละช่วงอาจอยู่เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็ได้ และเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดซ้ำกว่า 70%


โรคไบโพลาร์มีกี่ระยะ?


โรคไบโพลาร์จะมีอยู่ 2 ระยะ คือ


  • ระยะแมเนีย (Manic Episode) ผู้ป่วยจะมีความมั่นใจในตัวเอง คิดเร็ว ทำเร็ว ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย นอนน้อยลง ใช้เงินฟุ่มเฟือย ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ลงทุนแบบไม่ยั้งคิดจนอาจก่อหนี้สินมากมาย ก้าวร้าว มักก่อเรื่องทะเลาะวิวาท

  • ระยะซึมเศร้า (Depressive Episode) ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไร ขาดสมาธิ แยกตัว อยากอยู่นิ่งๆ อยากนอนทั้งวัน หรืออาจมีอาการนอนไม่หลับ บางครั้งกินมากหรือเบื่ออาหาร รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า อาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตายเกิดขึ้น

สาเหตุของไบโพลาร์


ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

ไบโพลาร์ (Bipolar) เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยด้านจิตสังคม นอกเหนือจากความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมแล้ว ยังพบความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองอีกด้วย ในส่วนของปัจจัยด้านจิตสังคมนั้นมีสาเหตุคล้ายกับโรคซึมเศร้า เชื่อว่าการเกิดแมเนียเป็นกลไกการป้องกันตนเองที่ใช้เผชิญกับภาวะซึมเศร้า


อาการของไบโพลาร์


  • อาการของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ จะมีอารมณ์แปรปรวนสลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีเกินปกติ (ช่วงแมเนีย)กับอารมณ์ซึมเศร้า (ช่วงซึมเศร้า)

  • ในช่วงแมเนีย ผู้ป่วยจะมีความมั่นใจมากเป็นพิเศษ ความต้องการนอนลดลง บางรายอาจอยู่ได้โดยไม่นอนติดต่อกันหลายวัน มีกิจกรรมตลอดเวลา กระตือรือร้น เปลี่ยนความสนใจง่าย สมาธิลดลง พูดเยอะ พูดไม่หยุด เปลี่ยนเรื่องพูดบ่อย รู้สึกว่าตัวเองสำคัญ ทำอะไรเสี่ยงอันตราย ความคิดแล่นเร็ว ใช้เงินเยอะ จึงทำให้ตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องการใช้เงิน อาการเหล่านี้จะคงอยู่เป็นเวลานานเกินกว่า 1 สัปดาห์

  • ในช่วงซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไร นอนไม่หลับหรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรืออาจกินมากขึ้น มองโลกในแง่ลบ ขาดสมาธิ บางรายอาจมีความคิดอยากตายหรืออยากทำร้ายตัวเอง โดยอาการเหล่านี้จะคงอยู่เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากพบว่าคนใกล้ชิดมีอาการเข้าข่ายช่วงแมเนีย หรือซึมเศร้า เพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่อาการเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็สามารถพบจิตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป


consult doctor

การรักษาโรคไบโพลาร์


เข้าพบจิตแพทย์เพื่อรักษาโรคไบโพลาร์

ไบโพลาร์เป็นโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ อยู่ในระดับที่ไม่สมดุล ดังนั้นการรักษาจึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์โดยใช้ยาเป็นหลัก จิตแพทย์จะให้ยาเพื่อปรับสารสื่อประสาทและควบคุมอารมณ์ กรณีผู้ป่วยมีพฤติกรรมก้าวร้าว รบกวนบุคคลอื่น หรือมีอาการทางจิตร่วมด้วย มักจะรับไว้รักษาแบบผู้ป่วยใน


ยารักษาโรคไบโพลาร์


ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ มีหลายกลุ่ม ได้แก่


  • ยาที่ช่วยให้อารมณ์คงที่ แพทย์จะใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยไบโพลาร์ทั้งระยะเฉียบพลันและระยะยาว โดยควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

  • ยาต้านอาการทางจิต ยากลุ่มนี้ช่วยให้อารมณ์คงที่เช่นเดียวกับยากลุ่มแรก และยังสามารถใช้ในกรณีที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย

  • ยาต้านเศร้า ใช้รักษาผู้ป่วยไบโพลาร์ที่อยู่ในช่วงซึมเศร้า

  • ยาคลายกังวล ยากลุ่มนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคลายความวิตก ความคิดฟุ้งซ่าน หากผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ ยากลุ่มนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยหลับง่ายขึ้น

นอกจากการรักษาด้วยยาและการทำจิตบำบัดควบคู่กันไป จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวและจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น


สิ่งสำคัญที่สุดคือการกินยาสม่ำเสมอและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง กรณีการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล อาจทำการรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsant Therapy)


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไบโพลาร์


ผู้ป่วยไบโพลาร์ควรทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย

นอกจากการกินยาสม่ำเสมอ ติดตามการรักษาต่อเนื่อง ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด สิ่งที่สามารถทำได้เพื่อประโยชน์ในการรักษา ได้แก่


Do


  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลังและสารเสพติดทุกชนิด
  • ทำกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจแจ่มใส เช่น เดินเล่น ปลูกต้นไม้ ฟังเพลงบรรเลง นั่งสมาธิ ฟังเสียงธรรมชาติ
  • หมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการแทรกซ้อนหรือมีอาการรุนแรงขึ้นให้รีบไปพบแพทย์
  • หากมีอาการข้างเคียงจากยาให้รีบปรึกษาแพทย์
  • ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด

Don’t


  • ไม่ทานยาตามที่แพทย์สั่ง
  • ใช้สารเสพติดรวมถึงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
  • ไม่แจ้งอาการที่เกิดขึ้นจริงกับจิตแพทย์ที่รักษา
  • ไม่ไปพบจิตแพทย์ตามนัดหมาย

วิธีดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์


พูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วยไบโพลาร์

หากคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวเป็นโรคไบโพลาร์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับอาการไบโพลาร์ที่ผู้ป่วยแสดงออกมาว่าไม่ใช่นิสัยที่แท้จริง หรือผู้ป่วยไม่ได้มีนิสัยไม่ดี แต่เป็นอาการของโรค คนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยและปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์ ดังนั้นคนใกล้ชิดต้องเข้าใจและรู้วิธีรับมือกับผู้ป่วย


สำหรับคนใกล้ชิด ญาติ คนในครอบครัว ควรปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยไบโพลาร์ดังนี้


  • ทำความเข้าใจตัวโรค ยอมรับ รับฟัง และให้กำลังใจผู้ป่วย
  • ดูแลให้ผู้ป่วยทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่ให้ผู้ป่วยหยุดยาเองก่อนปรึกษาแพทย์
  • คอยดูแลพฤติกรรมไม่ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมเสี่ยงอันตราย
  • คอยดูแลพฤติกรรมการใช้เงินของผู้ป่วย
  • สังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วย หากมีอาการรุนแรงขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์

การป้องกันไบโพลาร์


ปัจจุบันไม่มีวิธีป้องกันโรคไบโพลาร์ที่ได้ผลชัดเจน แต่เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคไบโพลาร์ลงได้ โดยการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพทางใจให้ดี พักผ่อนให้เป็นเวลา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดสารเสพติดทุกชนิด ฝึกทักษะการเผชิญและจัดการปัญหาอย่างเหมาะสม 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์


1. โรคไบโพลาร์รักษาที่ไหนดี? 


หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการไบโพลาร์ ควรไปปรึกษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อหาแนวทางในการรักษาพร้อมรับคำแนะนำ หรือขอคำปรึกษาฟรี ได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง 


2. ไบโพลาร์รักษาหายไหม? 


โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำกว่า 70% ผู้ป่วยจึงต้องทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยาเอง  


3. โรคไบโพลาร์อันตรายไหม?


อันตรายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ในระยะพลุ่งพล่านผู้ป่วยจะมีอาการก้าวร้าว ทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย ในระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยอาจทำร้ายตัวเองและร้ายแรงถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายได้


4. ผู้ป่วยไบโพลาร์ต้องกินยาตลอดชีวิตหรือไม่?


ไม่จำเป็นต้องกินยาตลอดชีวิต แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก็ไม่ควรหยุดยาเอง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ 




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. บุฑบท พฤกษาพนาชาติ (จิตแพทย์)
โรงพยาบาลนครพิงค์
พบ. เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วว. จิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีอาการ 2 ระยะ คือ ระยะพลุ่งพล่าน จะคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเยอะ นอนน้อย ฟุ่มเฟือย ก้าวร้าว สลับกับระยะซึมเศร้าที่จะรู้สึกเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ เบื่ออาหาร หรืออาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

  • การรักษาผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มีความจำเป็นต้องใช้ยา เนื่องจากโรคนี้เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองไม่สมดุล ควบคู่ไปกับการพบแพทย์เพื่อรักษาโดยการทำจิตบำบัด

  • คนใกล้ชิดควรดูแลผู้ป่วยโดยเริ่มจากการทำความเข้าใจพฤติกรรมที่เป็นอาการของโรค คอยรับฟังและให้กำลังใจ คอยดูแลเรื่องการกินยา การไปพบจิตแพทย์ตามนัด หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการของโรค



Table of Contents
โรคไบโพลาร์คืออะไร?
สาเหตุของไบโพลาร์
อาการของไบโพลาร์
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคไบโพลาร์
ยารักษาโรคไบโพลาร์
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไบโพลาร์
วิธีดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์
การป้องกันไบโพลาร์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์


โรคไบโพลาร์คืออะไร?


โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) คือโรคที่ผู้ป่วยมีอารมณ์แปรปรวนต่างกันเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วหนึ่งเป็นอารมณ์ซึมเศร้า และอีกขั้วหนึ่งเป็นอารมณ์พลุ่งพล่านผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์สลับกันไปมาระหว่างอารมณ์พลุ่งพล่านผิดปกติและซึมเศร้า ซึ่งอารมณ์ที่แปรปรวนแต่ละช่วงอาจอยู่เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็ได้ และเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดซ้ำกว่า 70%


โรคไบโพลาร์มีกี่ระยะ?


โรคไบโพลาร์จะมีอยู่ 2 ระยะ คือ


  • ระยะแมเนีย (Manic Episode) ผู้ป่วยจะมีความมั่นใจในตัวเอง คิดเร็ว ทำเร็ว ทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย นอนน้อยลง ใช้เงินฟุ่มเฟือย ทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ลงทุนแบบไม่ยั้งคิดจนอาจก่อหนี้สินมากมาย ก้าวร้าว มักก่อเรื่องทะเลาะวิวาท

  • ระยะซึมเศร้า (Depressive Episode) ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ซึมเศร้า เบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไร ขาดสมาธิ แยกตัว อยากอยู่นิ่งๆ อยากนอนทั้งวัน หรืออาจมีอาการนอนไม่หลับ บางครั้งกินมากหรือเบื่ออาหาร รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า อาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตายเกิดขึ้น

สาเหตุของไบโพลาร์


ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

ไบโพลาร์ (Bipolar) เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางชีวภาพและปัจจัยด้านจิตสังคม นอกเหนือจากความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมแล้ว ยังพบความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองอีกด้วย ในส่วนของปัจจัยด้านจิตสังคมนั้นมีสาเหตุคล้ายกับโรคซึมเศร้า เชื่อว่าการเกิดแมเนียเป็นกลไกการป้องกันตนเองที่ใช้เผชิญกับภาวะซึมเศร้า


อาการของไบโพลาร์


  • อาการของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ จะมีอารมณ์แปรปรวนสลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีเกินปกติ (ช่วงแมเนีย)กับอารมณ์ซึมเศร้า (ช่วงซึมเศร้า)

  • ในช่วงแมเนีย ผู้ป่วยจะมีความมั่นใจมากเป็นพิเศษ ความต้องการนอนลดลง บางรายอาจอยู่ได้โดยไม่นอนติดต่อกันหลายวัน มีกิจกรรมตลอดเวลา กระตือรือร้น เปลี่ยนความสนใจง่าย สมาธิลดลง พูดเยอะ พูดไม่หยุด เปลี่ยนเรื่องพูดบ่อย รู้สึกว่าตัวเองสำคัญ ทำอะไรเสี่ยงอันตราย ความคิดแล่นเร็ว ใช้เงินเยอะ จึงทำให้ตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องการใช้เงิน อาการเหล่านี้จะคงอยู่เป็นเวลานานเกินกว่า 1 สัปดาห์

  • ในช่วงซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากทำอะไร นอนไม่หลับหรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรืออาจกินมากขึ้น มองโลกในแง่ลบ ขาดสมาธิ บางรายอาจมีความคิดอยากตายหรืออยากทำร้ายตัวเอง โดยอาการเหล่านี้จะคงอยู่เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์

อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากพบว่าคนใกล้ชิดมีอาการเข้าข่ายช่วงแมเนีย หรือซึมเศร้า เพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่อาการเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็สามารถพบจิตแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป


consult doctor

การรักษาโรคไบโพลาร์


เข้าพบจิตแพทย์เพื่อรักษาโรคไบโพลาร์

ไบโพลาร์เป็นโรคที่เกิดจากสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ อยู่ในระดับที่ไม่สมดุล ดังนั้นการรักษาจึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์โดยใช้ยาเป็นหลัก จิตแพทย์จะให้ยาเพื่อปรับสารสื่อประสาทและควบคุมอารมณ์ กรณีผู้ป่วยมีพฤติกรรมก้าวร้าว รบกวนบุคคลอื่น หรือมีอาการทางจิตร่วมด้วย มักจะรับไว้รักษาแบบผู้ป่วยใน


ยารักษาโรคไบโพลาร์


ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพลาร์ มีหลายกลุ่ม ได้แก่


  • ยาที่ช่วยให้อารมณ์คงที่ แพทย์จะใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยไบโพลาร์ทั้งระยะเฉียบพลันและระยะยาว โดยควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วย

  • ยาต้านอาการทางจิต ยากลุ่มนี้ช่วยให้อารมณ์คงที่เช่นเดียวกับยากลุ่มแรก และยังสามารถใช้ในกรณีที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย

  • ยาต้านเศร้า ใช้รักษาผู้ป่วยไบโพลาร์ที่อยู่ในช่วงซึมเศร้า

  • ยาคลายกังวล ยากลุ่มนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยคลายความวิตก ความคิดฟุ้งซ่าน หากผู้ป่วยมีอาการนอนไม่หลับ ยากลุ่มนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ป่วยหลับง่ายขึ้น

นอกจากการรักษาด้วยยาและการทำจิตบำบัดควบคู่กันไป จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวและจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น


สิ่งสำคัญที่สุดคือการกินยาสม่ำเสมอและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง กรณีการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล อาจทำการรักษาด้วยไฟฟ้า (Electroconvulsant Therapy)


buy drug online on raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคไบโพลาร์


ผู้ป่วยไบโพลาร์ควรทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย

นอกจากการกินยาสม่ำเสมอ ติดตามการรักษาต่อเนื่อง ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด สิ่งที่สามารถทำได้เพื่อประโยชน์ในการรักษา ได้แก่


Do


  • นอนหลับให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลังและสารเสพติดทุกชนิด
  • ทำกิจกรรมที่ช่วยให้จิตใจแจ่มใส เช่น เดินเล่น ปลูกต้นไม้ ฟังเพลงบรรเลง นั่งสมาธิ ฟังเสียงธรรมชาติ
  • หมั่นสังเกตตนเอง หากมีอาการแทรกซ้อนหรือมีอาการรุนแรงขึ้นให้รีบไปพบแพทย์
  • หากมีอาการข้างเคียงจากยาให้รีบปรึกษาแพทย์
  • ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด

Don’t


  • ไม่ทานยาตามที่แพทย์สั่ง
  • ใช้สารเสพติดรวมถึงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด
  • ไม่แจ้งอาการที่เกิดขึ้นจริงกับจิตแพทย์ที่รักษา
  • ไม่ไปพบจิตแพทย์ตามนัดหมาย

วิธีดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์


พูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วยไบโพลาร์

หากคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวเป็นโรคไบโพลาร์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับอาการไบโพลาร์ที่ผู้ป่วยแสดงออกมาว่าไม่ใช่นิสัยที่แท้จริง หรือผู้ป่วยไม่ได้มีนิสัยไม่ดี แต่เป็นอาการของโรค คนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยและปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์ ดังนั้นคนใกล้ชิดต้องเข้าใจและรู้วิธีรับมือกับผู้ป่วย


สำหรับคนใกล้ชิด ญาติ คนในครอบครัว ควรปฏิบัติตัวกับผู้ป่วยไบโพลาร์ดังนี้


  • ทำความเข้าใจตัวโรค ยอมรับ รับฟัง และให้กำลังใจผู้ป่วย
  • ดูแลให้ผู้ป่วยทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่ให้ผู้ป่วยหยุดยาเองก่อนปรึกษาแพทย์
  • คอยดูแลพฤติกรรมไม่ให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมเสี่ยงอันตราย
  • คอยดูแลพฤติกรรมการใช้เงินของผู้ป่วย
  • สังเกตพฤติกรรมของผู้ป่วย หากมีอาการรุนแรงขึ้นให้รีบพาไปพบแพทย์

การป้องกันไบโพลาร์


ปัจจุบันไม่มีวิธีป้องกันโรคไบโพลาร์ที่ได้ผลชัดเจน แต่เราสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคไบโพลาร์ลงได้ โดยการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพทางใจให้ดี พักผ่อนให้เป็นเวลา นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดสารเสพติดทุกชนิด ฝึกทักษะการเผชิญและจัดการปัญหาอย่างเหมาะสม 


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์


1. โรคไบโพลาร์รักษาที่ไหนดี? 


หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการไบโพลาร์ ควรไปปรึกษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลใกล้บ้านเพื่อหาแนวทางในการรักษาพร้อมรับคำแนะนำ หรือขอคำปรึกษาฟรี ได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง 


2. ไบโพลาร์รักษาหายไหม? 


โรคไบโพลาร์เป็นโรคที่รักษาให้หายได้ แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำกว่า 70% ผู้ป่วยจึงต้องทานยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยาเอง  


3. โรคไบโพลาร์อันตรายไหม?


อันตรายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะจะทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ในระยะพลุ่งพล่านผู้ป่วยจะมีอาการก้าวร้าว ทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย ในระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยอาจทำร้ายตัวเองและร้ายแรงถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายได้


4. ผู้ป่วยไบโพลาร์ต้องกินยาตลอดชีวิตหรือไม่?


ไม่จำเป็นต้องกินยาตลอดชีวิต แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก็ไม่ควรหยุดยาเอง เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ 




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย



พญ. บุฑบท พฤกษาพนาชาติ (จิตแพทย์)
โรงพยาบาลนครพิงค์
พบ. เกียรตินิยม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วว. จิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.รามาธิบดี
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล