MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคภูมิต้านทานตนเองแสดงอาการได้หลากหลาย ขึ้นกับภูมิคุ้มกันไปทำลายหรือไปก่อโรคที่อวัยวะใด เช่น ปวดข้ออักเสบหลายข้อ ไตวาย ขาบวม หัวใจอักเสบ ตับอักเสบ แผลที่อวัยวะเพศ แผลในปาก ผื่น ท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งอาการที่หลากหลายนี้เป็นสิ่งที่แพทย์จะคำนึงถึงในการวินิจฉัย

  • โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีมากกว่า 80 โรค โดยแต่ละโรคจะมีการรักษาที่แตกต่างกันในรายละเอียด โดยแพทย์จะให้ยากดภูมิ สารภูมิต้านทานโมโนโคลน (Monoclonal Antibody) และอาจให้เปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasmapheresis) หรือรักษาตามอาการ

  • โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองถูกเรียกด้วยชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคภูมิต้านตนเอง ฯลฯ ซึ่งคนมักสับสนระหว่างโรคแพ้ภูมิตัวเองกับโรคพุ่มพวง (โรค Systemic Lupus Erythematosus หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า Lupus) ความจริงแล้วโรคพุ่มพวงถือว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไข้รูมาติก โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นต้น ซึ่งโรคในกลุ่มนี้หลายๆ โรคจะมีอาการบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน



Table of Contents
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองคืออะไร?
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีกี่ชนิด?
อาการของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
ยารักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองคืออะไร?


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Diseases) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกแยะว่าเซลล์ใดเป็นเซลล์แปลกปลอมเซลล์ใดเป็นเซลล์ของร่างกาย ทำให้เกิดการทำลายเซลล์ของตัวเองไปพร้อมๆ กับเซลล์แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย อวัยวะต่างๆ จึงได้รับความเสียหาย และใช้งานไม่ได้ในที่สุด


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง ถูกเรียกด้วยชื่ออื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง หรือโรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วมีความหมายเดียวกัน แต่เมื่อพูดถึงโรคแพ้ภูมิตัวเองในประเทศไทย โรค Systemic Lupus Erythematosus (หรือที่มักเรียกว่าโรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง) มักจะถูกนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ โดยคนมักเข้าใจว่าโรคแพ้ภูมิตัวเอง = โรคพุ่มพวง แต่ความจริงแล้ว โรคพุ่มพวงเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือกลุ่มโรค Autoimmune Diseases เท่านั้น โรคในกลุ่มนี้ยังมีอีกมากกว่า 80 โรค


แพ้ภูมิตัวเอง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่รู้คำตอบที่ชัดเจนว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ทำงานผิดพลาด แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีคนบางกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีการค้นพบแล้วมีดังนี้


1. เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย


จากงานวิจัยในปี 2014 พบว่าผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมากกว่าผู้ชายในอัตราส่วน 2:1 โดยมีผู้หญิงถึง 6.4% ที่มีโอกาสจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีความเสี่ยงเพียง 2.7% และโรคมักจะเริ่มแสดงอาการในช่วงเวลาที่ผู้หญิงสามารถให้กำเนิดบุตรได้ ซึ่งก็คือช่วงอายุประมาณ 15-44 ปี


2. ชาติพันธุ์: บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงสูงกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ


ในสหรัฐอเมริกา พบว่าโรค Lupus หรือโรคพุ่มพวงนั้นมักจะเกิดกับชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และชาวฮิสแปนิก (ชาวอเมริกันเชื้อสายลาตินอเมริกัน) มากกว่ากลุ่มคนผิวขาวหรือคอเคเซียน ในขณะที่โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis หรือโรค MG) นั้นมักเกิดกับชาวยุโรปทางตอนเหนือมากกว่าชาวเอเชียหรือแอฟริกัน


3. พันธุกรรม: ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองจะมีความเสี่ยงสูงกว่า


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองบางโรค เช่น โรค MG และโรค Lupus มักจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนในครอบครัวจะป่วยด้วยโรคนี้ แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะที่ผิดปกติบางอย่างของระบบภูมิคุ้มกัน


4. การติดเชื้อหรือได้รับสารเคมีบางอย่าง


เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นักวิจัยจึงมีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อหรือได้รับสารเคมีบางอย่างที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ


5. อาหาร


อาหาร โดยเฉพาะอาหารตะวันตกนั้นถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง เนื่องจากเป็นอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง อีกทั้งมักเป็นอาหารแปรรูป แต่ข้อสงสัยนี้ยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีกี่ชนิด?


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองนั้นมีมากกว่า 80 โรค บางโรคส่งผลต่ออวัยวะเพียงอวัยวะเดียว ในขณะที่บางโรคที่ส่งผลต่อหลายๆ อวัยวะ หรือทั้งร่างกาย โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองที่พบได้บ่อยมีดังนี้


อาการของโรคแพ้ภูมิตัวเอง

1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I Diabetic Mellitus)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเบต้าเซลล์ (Beta Cell) ในตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปกติแล้วอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตออกได้เองตามธรรมชาติเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินถูกภูมิคุ้มกันทำลาย ร่างกายก็จะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ดังเดิม ผู้ป่วยโรคนี้จึงต้องฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป


2. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis: RA)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อหุ้มข้อซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระดูก ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ บวม และมีของเหลวเพิ่มขึ้นในช่องข้อ นำไปสู่การอักเสบอย่างเรื้อรังโดยเฉพาะบริเวณข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า และข้อเข่า และเกิดการลุกลามจนทำลายกระดูกและข้อในที่สุด


ปกติการดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบางเคสอาจจะเกิดอาการรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ ร่วมกับอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลด ปัจจุบันรักษาตามอาการด้วยการให้แก้ปวดเช่นยากลุ่ม NSAIDs เพื่อลดการอักเสบหรือยาแก้ปวดอื่นๆ เช่น Tramadol ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และใช้ยากลุ่ม DMARDs เพื่อยับยั้งการดำเนินโรค


3. โรคหนังแข็ง (Systemic Sclerosis: SSc)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของร่างกายกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นทั้งบนผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีผิวหน้าตึงจนอ้าปากได้ไม่เต็มที่ หรือนิ้วมือตึงจนกำมือได้ไม่เต็มที่ บางรายเกิดรอยสีผิวคล้ำขึ้น หรือผิวหนังแข็งเฉพาะที่ ปัจจุบันแพทย์จะเน้นการรักษาตามอวัยวะที่ถูกกระทบ เช่น กรณีหนังแข็งก็จะให้ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างคอลลาเจน หรือกรณีมีกรดไหลย้อนก็ให้ยาลดกรด เป็นต้น


4. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อปลอกหุ้มประสาทหรือไมอีลิน (Myelin Sheath) ทำให้ปลอกหุ้มประสาทอักเสบและเกิดแผลสะสมในระบบประสาท และนำไปสู่การทำงานผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เนื่องจากการนำกระแสประสาทของปลอกหุ้มประสาทผิดเพี้ยนไป เช่น อาการตามัวจากเส้นประสาทตาอักเสบ อาการขาอ่อนแรงจากไขสันหลังอักเสบ เป็นต้น


ปัจจุบันแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาสเตียรอยด์ทั้งแบบฉีดและแบบกินตามความรุนแรงของโรค รวมถึงรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาคลายกล้ามเนื้อกรณีที่มีอาการกล้ามเนื้อเจ็บตึง


5. โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus – SLE)


lupus

เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อจนเกิดความผิดปกติที่ผิวหนังรวมถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ที่มาของชื่อนี้มาจากนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ซึ่งได้ป่วยเป็นโรค SLE และเสียชีวิตในเวลาต่อมา


ผู้ป่วยโรค SLE มักจะมีผื่นบนใบหน้า และตามแขนขา ปวดข้อ เบื่ออาหาร มีไข้ อ่อนเพลีย รวมถึงอาจเกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตก ปอดอักเสบ หรือไตอักเสบในรายที่มีอาการรุนแรง สำหรับการรักษา แพทย์อาจพิจารณาการให้ยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิเพื่อคุมอาการของโรค แต่ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้


6. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด MG (Myasthenia Gravis – MG)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันไปทำลายตัวรับสัญญาณประสาทบนกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งผ่านกระแสประสาทได้อย่างเต็มที่ และเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง


ในรายที่มีอาการน้อยมักเกิดอาการที่หนังตา ทำให้หนังตาตก เห็นภาพซ้อน ในรายที่มีอาการมากจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง อ่อนเพลีย และอาจจะถึงขั้นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ


ปัจจุบันแพทย์รักษาโรค Myasthenia Gravis ด้วยการให้ยาที่ช่วยเสริมให้สารสื่อประสาททำงานได้ดีขึ้น รวมถึงยากดภูมิคุ้มกัน และอาจจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลืองในผู้ป่วยวิฤติ นอกจากนี้แพทย์อาจรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทมัสออก ซึ่งเป็นทางเลือกในการรักษาอีกทางหนึ่ง


ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้นว่าโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเองนี้มีมากกว่า 80 โรค นอกจากตัวอย่าง 6 โรคที่ยกมาแล้ว โรคในกลุ่ม Autoimmune Diseases ที่พบในประเทศไทยยังมีอีกหลายโรค เช่น โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) โรคแอดดิสัน (Addison’s Disease) เป็นต้น


อาการของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


เนื่องจากโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีหลายชนิด ทำให้อาการที่ผู้ป่วยแสดงออกมีความแตกต่างกัน เช่น มีผื่นขึ้นตามตัว ปวดข้อ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขาบวม มีไข้ต่ำ มือและเท้าชา เป็นต้น


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายมาก ตามแต่ว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีที่เนื้อเยื่อที่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะส่วนใด แต่อาการที่มักพบได้บ่อยมักจะเป็นผื่นที่ขึ้นอย่างผิดปกติบนผิวหนัง และไม่หายขาดด้วยยารักษาภายนอก รวมถึงอาการปวดข้อ ข้อบวม และอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างเรื้อรัง


เมื่อเกิดอาการดังกล่าวนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมักจะต้องเข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายแบบก่อนที่แพทย์จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคในกลุ่ม Autoimmune Diseases


consult doctor

การรักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


ขั้นตอนการรักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง เป็นเพียงวิธีบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดอาการอักเสบ และควบคุมให้อาการของโรคนี้สงบลง โดยจะต้องมีการควบคุมการทานอาหารอย่างเคร่งครัด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับการทานยาตามที่แพทย์สั่ง


ยารักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


ยารักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง

ด้วยความที่โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีหลายชนิด อาการที่เกิดขึ้นจึงมีความแตกต่างกัน ทำให้ตัวยาที่ใช้รักษามีความแตกต่างตามไปด้วย แต่จะมีตัวยาอยู่หลายประเภท ที่ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง ได้แก่


  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non – Steroidal Anti – Inflammatory Drugs : NSAIDs)

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressive Drugs) ได้แก่ Cyclophosphamide, Azathioprine, Cyclosporine และ Mycophenolate Mofetil

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)

  • สารภูมิต้านทานโมโนโคลน (Monoclonal Antibody)

  • การเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasmapheresis)

chat with our pharmacist free

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง จะเป็นสิ่งที่กำหนดอาการและรุนแรงของโรค ดังนั้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อควบคุมให้อาการของโรคสงบลง


Do


  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัดหมายอยู่เสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายแบบพอเหมาะ
  • รักษาสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะปกติ
  • รับประทานอาหาร 5 หมู่ครบถ้วน สุก สะอาด เพื่อลดการติดเชื้อ
  • ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ

Don’t


  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เช่น ไม่สูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้โรคกำเริบ เช่น การโดนแสงแดดในโรค SLE



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์

นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์ (GP)
คลินิกส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • โรคภูมิต้านทานตนเองแสดงอาการได้หลากหลาย ขึ้นกับภูมิคุ้มกันไปทำลายหรือไปก่อโรคที่อวัยวะใด เช่น ปวดข้ออักเสบหลายข้อ ไตวาย ขาบวม หัวใจอักเสบ ตับอักเสบ แผลที่อวัยวะเพศ แผลในปาก ผื่น ท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งอาการที่หลากหลายนี้เป็นสิ่งที่แพทย์จะคำนึงถึงในการวินิจฉัย

  • โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีมากกว่า 80 โรค โดยแต่ละโรคจะมีการรักษาที่แตกต่างกันในรายละเอียด โดยแพทย์จะให้ยากดภูมิ สารภูมิต้านทานโมโนโคลน (Monoclonal Antibody) และอาจให้เปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasmapheresis) หรือรักษาตามอาการ

  • โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองถูกเรียกด้วยชื่ออื่นๆ อีกหลายชื่อ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคภูมิต้านตนเอง ฯลฯ ซึ่งคนมักสับสนระหว่างโรคแพ้ภูมิตัวเองกับโรคพุ่มพวง (โรค Systemic Lupus Erythematosus หรือที่มักเรียกสั้นๆ ว่า Lupus) ความจริงแล้วโรคพุ่มพวงถือว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไข้รูมาติก โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นต้น ซึ่งโรคในกลุ่มนี้หลายๆ โรคจะมีอาการบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน



Table of Contents
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองคืออะไร?
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีกี่ชนิด?
อาการของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การรักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
ยารักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองคืออะไร?


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Diseases) เป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถแยกแยะว่าเซลล์ใดเป็นเซลล์แปลกปลอมเซลล์ใดเป็นเซลล์ของร่างกาย ทำให้เกิดการทำลายเซลล์ของตัวเองไปพร้อมๆ กับเซลล์แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย อวัยวะต่างๆ จึงได้รับความเสียหาย และใช้งานไม่ได้ในที่สุด


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง ถูกเรียกด้วยชื่ออื่นๆ อีกมากมาย เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง หรือโรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งจริงๆ แล้วมีความหมายเดียวกัน แต่เมื่อพูดถึงโรคแพ้ภูมิตัวเองในประเทศไทย โรค Systemic Lupus Erythematosus (หรือที่มักเรียกว่าโรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง) มักจะถูกนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ โดยคนมักเข้าใจว่าโรคแพ้ภูมิตัวเอง = โรคพุ่มพวง แต่ความจริงแล้ว โรคพุ่มพวงเป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือกลุ่มโรค Autoimmune Diseases เท่านั้น โรคในกลุ่มนี้ยังมีอีกมากกว่า 80 โรค


แพ้ภูมิตัวเอง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


ปัจจุบันวงการแพทย์ยังไม่รู้คำตอบที่ชัดเจนว่า อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ทำงานผิดพลาด แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีคนบางกลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีการค้นพบแล้วมีดังนี้


1. เพศ: ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย


จากงานวิจัยในปี 2014 พบว่าผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมากกว่าผู้ชายในอัตราส่วน 2:1 โดยมีผู้หญิงถึง 6.4% ที่มีโอกาสจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง เมื่อเทียบกับผู้ชายที่มีความเสี่ยงเพียง 2.7% และโรคมักจะเริ่มแสดงอาการในช่วงเวลาที่ผู้หญิงสามารถให้กำเนิดบุตรได้ ซึ่งก็คือช่วงอายุประมาณ 15-44 ปี


2. ชาติพันธุ์: บางชาติพันธุ์มีความเสี่ยงสูงกว่าชาติพันธุ์อื่นๆ


ในสหรัฐอเมริกา พบว่าโรค Lupus หรือโรคพุ่มพวงนั้นมักจะเกิดกับชาวแอฟริกัน-อเมริกัน และชาวฮิสแปนิก (ชาวอเมริกันเชื้อสายลาตินอเมริกัน) มากกว่ากลุ่มคนผิวขาวหรือคอเคเซียน ในขณะที่โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis หรือโรค MG) นั้นมักเกิดกับชาวยุโรปทางตอนเหนือมากกว่าชาวเอเชียหรือแอฟริกัน


3. พันธุกรรม: ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองจะมีความเสี่ยงสูงกว่า


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองบางโรค เช่น โรค MG และโรค Lupus มักจะมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกคนในครอบครัวจะป่วยด้วยโรคนี้ แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะที่ผิดปกติบางอย่างของระบบภูมิคุ้มกัน


4. การติดเชื้อหรือได้รับสารเคมีบางอย่าง


เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นักวิจัยจึงมีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจติดเชื้อหรือได้รับสารเคมีบางอย่างที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ


5. อาหาร


อาหาร โดยเฉพาะอาหารตะวันตกนั้นถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง เนื่องจากเป็นอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง อีกทั้งมักเป็นอาหารแปรรูป แต่ข้อสงสัยนี้ยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจน


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีกี่ชนิด?


โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองนั้นมีมากกว่า 80 โรค บางโรคส่งผลต่ออวัยวะเพียงอวัยวะเดียว ในขณะที่บางโรคที่ส่งผลต่อหลายๆ อวัยวะ หรือทั้งร่างกาย โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองที่พบได้บ่อยมีดังนี้


อาการของโรคแพ้ภูมิตัวเอง

1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I Diabetic Mellitus)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเบต้าเซลล์ (Beta Cell) ในตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลิน ปกติแล้วอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตออกได้เองตามธรรมชาติเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินถูกภูมิคุ้มกันทำลาย ร่างกายก็จะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ดังเดิม ผู้ป่วยโรคนี้จึงต้องฉีดอินซูลินอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป


2. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis: RA)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อหุ้มข้อซึ่งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกระดูก ทำให้เนื้อเยื่อเกิดการอักเสบ บวม และมีของเหลวเพิ่มขึ้นในช่องข้อ นำไปสู่การอักเสบอย่างเรื้อรังโดยเฉพาะบริเวณข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า และข้อเข่า และเกิดการลุกลามจนทำลายกระดูกและข้อในที่สุด


ปกติการดำเนินโรคจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบางเคสอาจจะเกิดอาการรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ ร่วมกับอาการเบื่ออาหารและน้ำหนักลด ปัจจุบันรักษาตามอาการด้วยการให้แก้ปวดเช่นยากลุ่ม NSAIDs เพื่อลดการอักเสบหรือยาแก้ปวดอื่นๆ เช่น Tramadol ขึ้นอยู่กับความรุนแรง และใช้ยากลุ่ม DMARDs เพื่อยับยั้งการดำเนินโรค


3. โรคหนังแข็ง (Systemic Sclerosis: SSc)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติของร่างกายกระตุ้นให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) สร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นทั้งบนผิวหนังและอวัยวะต่างๆ ผู้ป่วยบางรายอาจมีผิวหน้าตึงจนอ้าปากได้ไม่เต็มที่ หรือนิ้วมือตึงจนกำมือได้ไม่เต็มที่ บางรายเกิดรอยสีผิวคล้ำขึ้น หรือผิวหนังแข็งเฉพาะที่ ปัจจุบันแพทย์จะเน้นการรักษาตามอวัยวะที่ถูกกระทบ เช่น กรณีหนังแข็งก็จะให้ยาที่ช่วยยับยั้งการสร้างคอลลาเจน หรือกรณีมีกรดไหลย้อนก็ให้ยาลดกรด เป็นต้น


4. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันทำลายเนื้อเยื่อปลอกหุ้มประสาทหรือไมอีลิน (Myelin Sheath) ทำให้ปลอกหุ้มประสาทอักเสบและเกิดแผลสะสมในระบบประสาท และนำไปสู่การทำงานผิดปกติของอวัยวะต่างๆ เนื่องจากการนำกระแสประสาทของปลอกหุ้มประสาทผิดเพี้ยนไป เช่น อาการตามัวจากเส้นประสาทตาอักเสบ อาการขาอ่อนแรงจากไขสันหลังอักเสบ เป็นต้น


ปัจจุบันแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาสเตียรอยด์ทั้งแบบฉีดและแบบกินตามความรุนแรงของโรค รวมถึงรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาคลายกล้ามเนื้อกรณีที่มีอาการกล้ามเนื้อเจ็บตึง


5. โรคลูปัส หรือโรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus – SLE)


lupus

เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อจนเกิดความผิดปกติที่ผิวหนังรวมถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ที่มาของชื่อนี้มาจากนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ซึ่งได้ป่วยเป็นโรค SLE และเสียชีวิตในเวลาต่อมา


ผู้ป่วยโรค SLE มักจะมีผื่นบนใบหน้า และตามแขนขา ปวดข้อ เบื่ออาหาร มีไข้ อ่อนเพลีย รวมถึงอาจเกิดอาการเม็ดเลือดแดงแตก ปอดอักเสบ หรือไตอักเสบในรายที่มีอาการรุนแรง สำหรับการรักษา แพทย์อาจพิจารณาการให้ยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิเพื่อคุมอาการของโรค แต่ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาดได้


6. โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด MG (Myasthenia Gravis – MG)


เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันไปทำลายตัวรับสัญญาณประสาทบนกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่สามารถส่งผ่านกระแสประสาทได้อย่างเต็มที่ และเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง


ในรายที่มีอาการน้อยมักเกิดอาการที่หนังตา ทำให้หนังตาตก เห็นภาพซ้อน ในรายที่มีอาการมากจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง อ่อนเพลีย และอาจจะถึงขั้นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ


ปัจจุบันแพทย์รักษาโรค Myasthenia Gravis ด้วยการให้ยาที่ช่วยเสริมให้สารสื่อประสาททำงานได้ดีขึ้น รวมถึงยากดภูมิคุ้มกัน และอาจจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลืองในผู้ป่วยวิฤติ นอกจากนี้แพทย์อาจรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทมัสออก ซึ่งเป็นทางเลือกในการรักษาอีกทางหนึ่ง


ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้นว่าโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเองนี้มีมากกว่า 80 โรค นอกจากตัวอย่าง 6 โรคที่ยกมาแล้ว โรคในกลุ่ม Autoimmune Diseases ที่พบในประเทศไทยยังมีอีกหลายโรค เช่น โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) โรคแอดดิสัน (Addison’s Disease) เป็นต้น


อาการของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


เนื่องจากโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีหลายชนิด ทำให้อาการที่ผู้ป่วยแสดงออกมีความแตกต่างกัน เช่น มีผื่นขึ้นตามตัว ปวดข้อ เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขาบวม มีไข้ต่ำ มือและเท้าชา เป็นต้น


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


อาการของโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายมาก ตามแต่ว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีที่เนื้อเยื่อที่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะส่วนใด แต่อาการที่มักพบได้บ่อยมักจะเป็นผื่นที่ขึ้นอย่างผิดปกติบนผิวหนัง และไม่หายขาดด้วยยารักษาภายนอก รวมถึงอาการปวดข้อ ข้อบวม และอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างเรื้อรัง


เมื่อเกิดอาการดังกล่าวนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมักจะต้องเข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการหลายแบบก่อนที่แพทย์จะวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคในกลุ่ม Autoimmune Diseases


consult doctor

การรักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


ขั้นตอนการรักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง เป็นเพียงวิธีบรรเทาอาการเจ็บปวด ลดอาการอักเสบ และควบคุมให้อาการของโรคนี้สงบลง โดยจะต้องมีการควบคุมการทานอาหารอย่างเคร่งครัด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งจะต้องทำควบคู่ไปกับการทานยาตามที่แพทย์สั่ง


ยารักษาโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


ยารักษาโรคแพ้ภูมิตัวเอง

ด้วยความที่โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเองมีหลายชนิด อาการที่เกิดขึ้นจึงมีความแตกต่างกัน ทำให้ตัวยาที่ใช้รักษามีความแตกต่างตามไปด้วย แต่จะมีตัวยาอยู่หลายประเภท ที่ส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง ได้แก่


  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non – Steroidal Anti – Inflammatory Drugs : NSAIDs)

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressive Drugs) ได้แก่ Cyclophosphamide, Azathioprine, Cyclosporine และ Mycophenolate Mofetil

  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids)

  • สารภูมิต้านทานโมโนโคลน (Monoclonal Antibody)

  • การเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง (Plasmapheresis)

chat with our pharmacist free

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง


พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อของตนเอง จะเป็นสิ่งที่กำหนดอาการและรุนแรงของโรค ดังนั้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อควบคุมให้อาการของโรคสงบลง


Do


  • รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และพบแพทย์ตามนัดหมายอยู่เสมอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายแบบพอเหมาะ
  • รักษาสภาพจิตใจให้อยู่ในสภาวะปกติ
  • รับประทานอาหาร 5 หมู่ครบถ้วน สุก สะอาด เพื่อลดการติดเชื้อ
  • ฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคต่างๆ

Don’t


  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เช่น ไม่สูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้โรคกำเริบ เช่น การโดนแสงแดดในโรค SLE



✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์

นพ. บดินทร์ อนันตระวนิชย์ (GP)
คลินิกส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล