MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

หลุมสิว (Atrophic Scars)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • หลุมสิวแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Ice-pick Scars, Boxcar Scar, Rolling scar โดยประเภทที่รักษาได้ยากที่สุดคือ Ice-pick Scars

  • การรักษาหลุมสิวที่ได้รับความนิยม และให้ประสิทธิภาพดี คือ การเลเซอร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผิวบริเวณหลุมสิวตื้นขึ้น

  • สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาหลุมสิวแบบประหยัด สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรด (Chemical Peeling) หรือมีสารประกอบของ Glycolic Acid, Salicylic Acid, Trichloroacetic acid ซึ่งจะช่วยเร่งให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดออกไป



Table of Content
หลุมสิวคืออะไร?
หลุมสิวเกิดจากอะไร?
หลุมสิวมีกี่ประเภท?
วิธีรักษาหลุมสิว
ลักษณะหลุมสิวที่ต้องรักษาโดยแพทย์
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีหลุมสิว
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลุมสิว


หลุมสิวคืออะไร?


หลุมสิว (Atrophic Scars) เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวชนิดหนึ่งที่มักเกิดจากสิวอักเสบ มีลักษณะเป็นรอยบุ๋มลงไปเมื่อเทียบกับชั้นผิวหนังข้างเคียง เนื่องมาจากการรักษาสิวผิดวิธีจนทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวสมานแผลไม่สมบูรณ์เกิดเป็นหลุมสิว ผู้ที่ผิวมีปัญหาสิวสามารถเกิดเป็นหลุมสิวกว่า 80-90% อาจเกิดจากการรักษาช้าหรือรักษาไม่ถูกวิธี


หลุมสิวเกิดจาก

หลุมสิวเกิดจากอะไร?


หลุมสิวเกิดจากกระบวนการรักษาแผลบริเวณที่เป็นสิวให้กลับมาเรียบเนียน โดยการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อขึ้นมาสมานแผล แต่เนื่องจากการสมานแผลดังกล่าวไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเพราะการกดหรือบีบสิวก่อนหน้านี้จนทำให้เกิดบาดเจ็บในชั้นผิวที่ลึกลงไป คอลลาเจนและเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นจึงไม่เพียงพอที่จะปกปิดให้แผลสิวเรียบเนียบ นอกจากนี้ยังมีสาเตุอื่นๆ เช่น ความตึงบริเวณแผล การหดรั้งของแผล จนทำให้เกิดหลุมสิวที่มีความแตกต่างกันทั้งหมด 3 ประเภท


ประเภทหลุมสิว

หลุมสิวมีกี่ประเภท?


หลุมสิวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้


1. Ice Pick Scars


เป็นลักษณะหลุมสิวที่มีรอยแผลลึก ปากแผลแคบ ขอบแผลไม่เรียบ (Jagged edge) ก้นของแผลแหลมคล้ายกับกรวย มีความลึกถึงหนังกำพร้าหรือเนื้อเยื่ชั้นใต้ผิวหนัง ปากแผลมีขนาดน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร มักพบบริเวณแก้ม ถือเป็นหลุมสิวที่รักษาค่อนข้างยากและรุนแรงที่สุด โดยลักษณะรอยแผลชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ


  • รอยแผลชนิดตื้น (Shallow Scar) มีความลึกอยู่ที่ 0.1-0.5 มิลลิเมตร
  • รอยแผลเป็นชนิดลึก (Deep Scar) มีความลึกมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 มิลลิเมตร

2. Boxcar Scar


เป็นลักษณะหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้าง 3-4 มิลลิเมตร ปากหลุมและก้นหลุมมีความกว้างเท่าๆ กัน ขอบหลุมสิวชัดและชัน มีทั้งแบบแผลตื้นและแบบแผลลึก รูปทรงของหลุมสิวเป็นวงกลมหรือวงรี นอกจากเกิดจากสิวแล้วยังสามารถเกิดจากแผลอีสุกอีใสได้อีกด้วย


3. Rolling Scar


เป็นลักษณะหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้างลาดลึกลงชั้นใต้ผิว ก้นหลุมสิวโค้งลึกลงคล้ายก้นกระทะ ทำให้ผวหนังบริเวณที่มีรอยแผลเป็นชนิดนี้มีลักษณะเหมือนคลื่น เกิดจากเนื้อเยื่อพังผืดดึงรั้งชั้นตั้งแต่หนังแท้ถึงเนื้อใต้ผิวหนังลงไป มักมีขนาดมากกว่า 4-5 มิลลิเมตร


รักษาหลุมสิว

วิธีรักษาหลุมสิว


ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาแผลจากหลุมสิว ดังนี้


1. เลเซอร์ (Laser)


เป็นวิธีการรักษาที่ให้ประสิทธิภาพในการรักษาสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ส่งผลให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ โดยเลเซอร์ที่นิยมนำมาใช้รักษาจะมี 2 แบบ คือ Erbium Yag laser หรือเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่น 2,490 nm ส่วนอีกแบบคือ เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Laser) หรือเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่น 10,600 nm


2. กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมญี (Dermabrasion)


วิธีนี้จะเป็นการใช้เครื่องมือกรอผิวหนังชั้นกำพร้าออก เพื่อเผยผิวใหม่ที่ร่างกายสร้างมาแทนที่ และยังช่วยให้คอลลาเจนและโปรตีนผิว (Elastin) ทำงานได้ดีขึ้น


3. ใช้กรดลอกผิว (Chemical Peeling)


เป็นวิธีรักษาโดยการกระตุ้นให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดออกไป ซึ่งจะใช้สารประกอบเคมี 3 ชนิดในการเร่ง คือ Glycolic Acid ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ที่สกัดจากผลไม้ Salicylic Acid ละลายได้ดีเมื่อทาลงบนผิว และ Trichloroacetic Acid มีคุณสมบัติในการสลายโปรตีนผิวหนัง


4. ใช้ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอหรือกรดวิตามินเอ


วิธีนี้ได้ผลดีโดยเฉพาะแผลหลุมสิวประเภท Ice pick scars ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์


5. การตัดพังผืด (Subcision)


เป็นวิธีการรักษาด้วยการสอดเข็มเข้าใต้ผิวหนังเพื่อตัดพังผืดที่รั้งผิวไว้ ซึ่งวิธีนี้มักได้ผลดีในแผลหลุมสิวประเภท Rolling Scar


6. การผ่าตัด (Excision)


เป็นวิธีการรรักษาโดยการตัดแผลออกไปและค่อยเย็บติดเข้าหากัน วิธีนี้นิยมใช้รักษากับแผลหลุมสิวประเภท Ice-pick Scars และ Boxcar Scar


7. การฉีดสารเติมเต็มหรือฉีดฟิลเลอร์ (Fillers injection)


เป็นวิธีการรรักษาโดยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่แผลหลุมสิว ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้สาร Hyaluronic Acid ในการฉีด


ลักษณะหลุมสิวที่ต้องรักษาโดยแพทย์


หลังจากสิวหายแล้วไม่ว่าจะหายเองโดยธรรมชาติ หรือรักษาสิวเองที่บ้านจนหาย แต่สังเกตเห็นหลุมสิวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบ Ice pick scar, Boxcar scar หรือ Rolling scar สามารถเข้าไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา ประเมินความรุนแรง และวางแผนในการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป เพราะหากปล่อยไว้เมื่ออายุมากขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มความชัดให้กับหลุมสิวเหล่านั้น


Consult doctor on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีหลุมสิว


Do


  • จะต้องดูแลผิวให้ไม่เกิดอาการอักเสบและเกิดสิวเพิ่ม โดยการล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ลดอาหารมันและอาหารหวาน ล้างเครื่องสำอางก่อนนอนทุกคืน
  • หมั่นทายาที่มีส่วนผสมของกรดและวิตามินเอ หรือทำทรีตเมนต์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูผิวหนัง
  • กรณีผู้ที่กำลังรักษาหลุมสิวโดยแพทย์ ให้ปฏิบัตตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด

Don’t


  • งดสัมผัสบริเวณแผล เช่น บีบ แคะ เกา ลูบ
  • ห้ามใช้เครื่องสำอางตกแต่งหรือปกปิดหลุมสิว
  • งดผลิตภัณฑ์ที่ผสมแอลกอฮอล์ น้ำหอม น้ำมัน และไวท์เทนนิ่ง
  • หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง ควัน สิ่งสกปรก
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว


ขณะที่เป็นสิว ต้องหมั่นทำความสะอาดผิวเพื่อลดแบคทีเรียจนนำไปสู่สิวอักเสบได้ ไม่ควรสัมผัสแรงๆ บริเวณสิวอักเสบ เช่น บีบ แคะ ลูบ และเกา เพราะจะทำให้เส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อโดยรอบถูกทำลาย ส่งผลให้มีอาการบาดเจ็บบริเวณสิวและเสี่ยงเกิดรอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นหรือหลุมสิวได้


buy drug online on raksa app

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลุมสิว


1. หลุมสิวรักษาได้ไหม?


สามารถรักษาได้ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพสูง ทั้งการทำเลเซอร์ ฉีดฟิลเลอร์ ใช้กรด (Chemical Peeling) และใช้ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ


2. รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่?


สามารถรักษาด้วยตัวเองได้ด้วยรับประทานยาอนุพันวิตามินเอ หรือยากรดอ่อนอย่าง AHA หรือ BHA ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลานานในการรักษา


3. หน้าเป็นหลุมสิวเยอะมาก ควรรักษายังไง?


ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกวิธี ทั้งนี้วิธีที่นิยมใช้รักษา คือ การเลเซอร์ การฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ ควบคู่ไปกับยาทาหรือยารับประทาน


4. ทำไมสิวถึงทำให้เนื้อหายไปจนเป็นหลุมสิว?


เป็นเพราะรักษาแผลหลังสิวหายไม่ถูกวิธี จนทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังได้รับการบาดเจ็บ และสมานแผลไม่ทัน เกิดเป็นแผลบุ๋มลงไปในชั้นผิวหนัง


5. มีวิธีรักษาหลุมสิวแบบประหยัดไหม?


มีวิธีรักษาแบบประหยัดด้วยการใช้กรด (Chemical peeling) โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบของ Glycolic acid, Salicylic acid, Trichloroacetic acid ซึ่งจะมีราคาไม่แพง และเป็นสารสกัดธรรมชาติ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชวพร สุดโนรีกูล

พญ. ชวพร สุดโนรีกูล (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลสมิติเวช
MCs SWU in Dermatology
Diploma in Dermatology and Dermatosurgery
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


  • Angela Palmer. (2021). How to Treat and Prevent Ice Pick Scars. https://www.verywellhealth.com/ice-pick-scar-15567
  • Ice-pick Scars. (n.d.). https://www.acnesupport.org.uk/scarring/ice-pick-scars/
  • โกเมศ กิมวัฒนานุกูล. (2021). การศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาทิโมลอลต่อความชุ่มชื้นของผิว และการสูญเสียน้ำจากผิว หลังการทำเลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์แบบแบ่งส่วน ในการรักษาหลุมสิว : แบบสุ่มปกปิดสองทาง และแบ่งครึ่งหน้าเทียบกับยาหลอก. https://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/69468/1/6174039530.pdf
  • เจนวจี คำธารา. (2021). การทดลองแบบสุ่มศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้ซิลิโคนเจลชนิดทาร่วมกับเลเซอร์เออเบี้ยมแย้กเทียบกับการรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียวในการรักษาแผลเป็นจากสิวแบบบุ๋ม. https://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/55232/1/5874012930.pdf
  • ดวงกมล ทัศนพงศากุล. (2021). ประสิทธิภาพของกรดไตรคลอโรอะซีติค 50% ในการลดความลึกของรอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมเทียบกับกลุ่มควบคุม. http://www.tnrr.in.th/?page=result_search&record_id=36932
  • แพทย์หญิง นันทิชา คมนามูล. (2021). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาหลุมแผลเป็นจากสิวโดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยเข็ม ร่วมกับการทาและไม่ทาโกรทแฟกเตอร์. http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Der(M.S.)/Nanticha_K.pdf
  • แพทย์หญิง ศิริวรรณ สมานพันธุ์ และคณะ. (2021). การศึกษาประเมินผลการใช้ส่วนประกอบเลือดของผู้ป่วยมาใช้ในการรักษาแผลเป็นที่ลึกบุ๋มลงไปใต้ผิวหนัง. https://med.mahidol.ac.th/ent/sites/default/files/public/manuscript งานวิจัย พญ.ศิริวรรณ สมานพันธุ์.pdf
ผู้เขียน
Raksa Content Team

หลุมสิว (Atrophic Scars)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • หลุมสิวแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Ice-pick Scars, Boxcar Scar, Rolling scar โดยประเภทที่รักษาได้ยากที่สุดคือ Ice-pick Scars

  • การรักษาหลุมสิวที่ได้รับความนิยม และให้ประสิทธิภาพดี คือ การเลเซอร์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผิวบริเวณหลุมสิวตื้นขึ้น

  • สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาหลุมสิวแบบประหยัด สามารถรักษาได้ด้วยวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกรด (Chemical Peeling) หรือมีสารประกอบของ Glycolic Acid, Salicylic Acid, Trichloroacetic acid ซึ่งจะช่วยเร่งให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดออกไป



Table of Content
หลุมสิวคืออะไร?
หลุมสิวเกิดจากอะไร?
หลุมสิวมีกี่ประเภท?
วิธีรักษาหลุมสิว
ลักษณะหลุมสิวที่ต้องรักษาโดยแพทย์
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีหลุมสิว
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลุมสิว


หลุมสิวคืออะไร?


หลุมสิว (Atrophic Scars) เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวชนิดหนึ่งที่มักเกิดจากสิวอักเสบ มีลักษณะเป็นรอยบุ๋มลงไปเมื่อเทียบกับชั้นผิวหนังข้างเคียง เนื่องมาจากการรักษาสิวผิดวิธีจนทำให้ผิวบริเวณดังกล่าวสมานแผลไม่สมบูรณ์เกิดเป็นหลุมสิว ผู้ที่ผิวมีปัญหาสิวสามารถเกิดเป็นหลุมสิวกว่า 80-90% อาจเกิดจากการรักษาช้าหรือรักษาไม่ถูกวิธี


หลุมสิวเกิดจาก

หลุมสิวเกิดจากอะไร?


หลุมสิวเกิดจากกระบวนการรักษาแผลบริเวณที่เป็นสิวให้กลับมาเรียบเนียน โดยการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อขึ้นมาสมานแผล แต่เนื่องจากการสมานแผลดังกล่าวไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเพราะการกดหรือบีบสิวก่อนหน้านี้จนทำให้เกิดบาดเจ็บในชั้นผิวที่ลึกลงไป คอลลาเจนและเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นจึงไม่เพียงพอที่จะปกปิดให้แผลสิวเรียบเนียบ นอกจากนี้ยังมีสาเตุอื่นๆ เช่น ความตึงบริเวณแผล การหดรั้งของแผล จนทำให้เกิดหลุมสิวที่มีความแตกต่างกันทั้งหมด 3 ประเภท


ประเภทหลุมสิว

หลุมสิวมีกี่ประเภท?


หลุมสิวสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้


1. Ice Pick Scars


เป็นลักษณะหลุมสิวที่มีรอยแผลลึก ปากแผลแคบ ขอบแผลไม่เรียบ (Jagged edge) ก้นของแผลแหลมคล้ายกับกรวย มีความลึกถึงหนังกำพร้าหรือเนื้อเยื่ชั้นใต้ผิวหนัง ปากแผลมีขนาดน้อยกว่า 2 มิลลิเมตร มักพบบริเวณแก้ม ถือเป็นหลุมสิวที่รักษาค่อนข้างยากและรุนแรงที่สุด โดยลักษณะรอยแผลชนิดนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ


  • รอยแผลชนิดตื้น (Shallow Scar) มีความลึกอยู่ที่ 0.1-0.5 มิลลิเมตร
  • รอยแผลเป็นชนิดลึก (Deep Scar) มีความลึกมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 มิลลิเมตร

2. Boxcar Scar


เป็นลักษณะหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้าง 3-4 มิลลิเมตร ปากหลุมและก้นหลุมมีความกว้างเท่าๆ กัน ขอบหลุมสิวชัดและชัน มีทั้งแบบแผลตื้นและแบบแผลลึก รูปทรงของหลุมสิวเป็นวงกลมหรือวงรี นอกจากเกิดจากสิวแล้วยังสามารถเกิดจากแผลอีสุกอีใสได้อีกด้วย


3. Rolling Scar


เป็นลักษณะหลุมสิวที่มีรอยแผลกว้างลาดลึกลงชั้นใต้ผิว ก้นหลุมสิวโค้งลึกลงคล้ายก้นกระทะ ทำให้ผวหนังบริเวณที่มีรอยแผลเป็นชนิดนี้มีลักษณะเหมือนคลื่น เกิดจากเนื้อเยื่อพังผืดดึงรั้งชั้นตั้งแต่หนังแท้ถึงเนื้อใต้ผิวหนังลงไป มักมีขนาดมากกว่า 4-5 มิลลิเมตร


รักษาหลุมสิว

วิธีรักษาหลุมสิว


ปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาแผลจากหลุมสิว ดังนี้


1. เลเซอร์ (Laser)


เป็นวิธีการรักษาที่ให้ประสิทธิภาพในการรักษาสูง ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ส่งผลให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ โดยเลเซอร์ที่นิยมนำมาใช้รักษาจะมี 2 แบบ คือ Erbium Yag laser หรือเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่น 2,490 nm ส่วนอีกแบบคือ เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 Laser) หรือเลเซอร์ที่ใช้ความยาวคลื่น 10,600 nm


2. กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมญี (Dermabrasion)


วิธีนี้จะเป็นการใช้เครื่องมือกรอผิวหนังชั้นกำพร้าออก เพื่อเผยผิวใหม่ที่ร่างกายสร้างมาแทนที่ และยังช่วยให้คอลลาเจนและโปรตีนผิว (Elastin) ทำงานได้ดีขึ้น


3. ใช้กรดลอกผิว (Chemical Peeling)


เป็นวิธีรักษาโดยการกระตุ้นให้ผิวหนังชั้นนอกหลุดออกไป ซึ่งจะใช้สารประกอบเคมี 3 ชนิดในการเร่ง คือ Glycolic Acid ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ที่สกัดจากผลไม้ Salicylic Acid ละลายได้ดีเมื่อทาลงบนผิว และ Trichloroacetic Acid มีคุณสมบัติในการสลายโปรตีนผิวหนัง


4. ใช้ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอหรือกรดวิตามินเอ


วิธีนี้ได้ผลดีโดยเฉพาะแผลหลุมสิวประเภท Ice pick scars ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์


5. การตัดพังผืด (Subcision)


เป็นวิธีการรักษาด้วยการสอดเข็มเข้าใต้ผิวหนังเพื่อตัดพังผืดที่รั้งผิวไว้ ซึ่งวิธีนี้มักได้ผลดีในแผลหลุมสิวประเภท Rolling Scar


6. การผ่าตัด (Excision)


เป็นวิธีการรรักษาโดยการตัดแผลออกไปและค่อยเย็บติดเข้าหากัน วิธีนี้นิยมใช้รักษากับแผลหลุมสิวประเภท Ice-pick Scars และ Boxcar Scar


7. การฉีดสารเติมเต็มหรือฉีดฟิลเลอร์ (Fillers injection)


เป็นวิธีการรรักษาโดยการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปที่แผลหลุมสิว ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้สาร Hyaluronic Acid ในการฉีด


ลักษณะหลุมสิวที่ต้องรักษาโดยแพทย์


หลังจากสิวหายแล้วไม่ว่าจะหายเองโดยธรรมชาติ หรือรักษาสิวเองที่บ้านจนหาย แต่สังเกตเห็นหลุมสิวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแบบ Ice pick scar, Boxcar scar หรือ Rolling scar สามารถเข้าไปพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา ประเมินความรุนแรง และวางแผนในการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป เพราะหากปล่อยไว้เมื่ออายุมากขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มความชัดให้กับหลุมสิวเหล่านั้น


Consult doctor on Raksa app

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีหลุมสิว


Do


  • จะต้องดูแลผิวให้ไม่เกิดอาการอักเสบและเกิดสิวเพิ่ม โดยการล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ลดอาหารมันและอาหารหวาน ล้างเครื่องสำอางก่อนนอนทุกคืน
  • หมั่นทายาที่มีส่วนผสมของกรดและวิตามินเอ หรือทำทรีตเมนต์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูผิวหนัง
  • กรณีผู้ที่กำลังรักษาหลุมสิวโดยแพทย์ ให้ปฏิบัตตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด

Don’t


  • งดสัมผัสบริเวณแผล เช่น บีบ แคะ เกา ลูบ
  • ห้ามใช้เครื่องสำอางตกแต่งหรือปกปิดหลุมสิว
  • งดผลิตภัณฑ์ที่ผสมแอลกอฮอล์ น้ำหอม น้ำมัน และไวท์เทนนิ่ง
  • หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นละออง ควัน สิ่งสกปรก
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดหลุมสิว


ขณะที่เป็นสิว ต้องหมั่นทำความสะอาดผิวเพื่อลดแบคทีเรียจนนำไปสู่สิวอักเสบได้ ไม่ควรสัมผัสแรงๆ บริเวณสิวอักเสบ เช่น บีบ แคะ ลูบ และเกา เพราะจะทำให้เส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อโดยรอบถูกทำลาย ส่งผลให้มีอาการบาดเจ็บบริเวณสิวและเสี่ยงเกิดรอยดำ รอยแดง และรอยแผลเป็นหรือหลุมสิวได้


buy drug online on raksa app

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลุมสิว


1. หลุมสิวรักษาได้ไหม?


สามารถรักษาได้ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่ได้ประสิทธิภาพสูง ทั้งการทำเลเซอร์ ฉีดฟิลเลอร์ ใช้กรด (Chemical Peeling) และใช้ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ


2. รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่?


สามารถรักษาด้วยตัวเองได้ด้วยรับประทานยาอนุพันวิตามินเอ หรือยากรดอ่อนอย่าง AHA หรือ BHA ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้หลุมสิวตื้นขึ้นได้ แต่อาจจะต้องใช้เวลานานในการรักษา


3. หน้าเป็นหลุมสิวเยอะมาก ควรรักษายังไง?


ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกวิธี ทั้งนี้วิธีที่นิยมใช้รักษา คือ การเลเซอร์ การฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ ควบคู่ไปกับยาทาหรือยารับประทาน


4. ทำไมสิวถึงทำให้เนื้อหายไปจนเป็นหลุมสิว?


เป็นเพราะรักษาแผลหลังสิวหายไม่ถูกวิธี จนทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังได้รับการบาดเจ็บ และสมานแผลไม่ทัน เกิดเป็นแผลบุ๋มลงไปในชั้นผิวหนัง


5. มีวิธีรักษาหลุมสิวแบบประหยัดไหม?


มีวิธีรักษาแบบประหยัดด้วยการใช้กรด (Chemical peeling) โดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารประกอบของ Glycolic acid, Salicylic acid, Trichloroacetic acid ซึ่งจะมีราคาไม่แพง และเป็นสารสกัดธรรมชาติ




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


พญ. ชวพร สุดโนรีกูล

พญ. ชวพร สุดโนรีกูล (ตจแพทย์)
โรงพยาบาลสมิติเวช
MCs SWU in Dermatology
Diploma in Dermatology and Dermatosurgery
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


  • Angela Palmer. (2021). How to Treat and Prevent Ice Pick Scars. https://www.verywellhealth.com/ice-pick-scar-15567
  • Ice-pick Scars. (n.d.). https://www.acnesupport.org.uk/scarring/ice-pick-scars/
  • โกเมศ กิมวัฒนานุกูล. (2021). การศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาทิโมลอลต่อความชุ่มชื้นของผิว และการสูญเสียน้ำจากผิว หลังการทำเลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์แบบแบ่งส่วน ในการรักษาหลุมสิว : แบบสุ่มปกปิดสองทาง และแบ่งครึ่งหน้าเทียบกับยาหลอก. https://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/69468/1/6174039530.pdf
  • เจนวจี คำธารา. (2021). การทดลองแบบสุ่มศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้ซิลิโคนเจลชนิดทาร่วมกับเลเซอร์เออเบี้ยมแย้กเทียบกับการรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียวในการรักษาแผลเป็นจากสิวแบบบุ๋ม. https://cuir.car.chula.ac.th/bitstream/123456789/55232/1/5874012930.pdf
  • ดวงกมล ทัศนพงศากุล. (2021). ประสิทธิภาพของกรดไตรคลอโรอะซีติค 50% ในการลดความลึกของรอยแผลเป็นจากสิวชนิดหลุมเทียบกับกลุ่มควบคุม. http://www.tnrr.in.th/?page=result_search&record_id=36932
  • แพทย์หญิง นันทิชา คมนามูล. (2021). การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการรักษาหลุมแผลเป็นจากสิวโดยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วยเข็ม ร่วมกับการทาและไม่ทาโกรทแฟกเตอร์. http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Der(M.S.)/Nanticha_K.pdf
  • แพทย์หญิง ศิริวรรณ สมานพันธุ์ และคณะ. (2021). การศึกษาประเมินผลการใช้ส่วนประกอบเลือดของผู้ป่วยมาใช้ในการรักษาแผลเป็นที่ลึกบุ๋มลงไปใต้ผิวหนัง. https://med.mahidol.ac.th/ent/sites/default/files/public/manuscript งานวิจัย พญ.ศิริวรรณ สมานพันธุ์.pdf