MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

แอสไพริน (Aspirin)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแอสไพริน สามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งลำไส้ได้ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน โดยต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งยาและควบคุมเท่านั้น

  • ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส ภูมิแพ้ หอบหืด โลหิตจาง โรคกระเพาะ โรคเกาต์ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร เพราะเป็นอันตรายอย่างมาก

  • หลังใช้ยาแอสไพรินแล้วมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ใบหน้าบวม หอบ หายใจขัด ลมพิษ มีเสียงในหู ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ให้งดใช้ยาในทันทีและต้องรีบเข้าพบแพทย์



Table of Contents
Aspirin คือยาอะไร?
ชื่อทางการค้าของ Aspirin
การออกฤทธิ์ของ Aspirin
รูปแบบของยา Aspirin
ยา Aspirin ราคาเท่าไหร่?
วิธีการใช้ยา Aspirin และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยา Aspirin
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Aspirin
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Aspirin
ใช้ยา Aspirin เกินขนาดควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายา Aspirin
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยา Aspirin


Aspirin คือยาอะไร?


แอสไพริน (Aspirin) มีชื่อเต็มว่า Acetyl Salicylic Acid เป็นกลุ่มยา Salicylates ใช้สำหรับแก้ปวด ลดไข้ แก้อักเสบที่เราคุ้นเคยกันดี หากใช้ระยะยาวสามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งลำไส้ได้ด้วย ซึ่งเมื่อก่อนยาแอสไพรินเปรียบเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมีเลยทีเดียว เนื่องจากหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ให้ประสิทธิภาพในการแก้ปวด ลดไข้ได้รวดเร็ว แต่หลังจากนั้นได้มีผลวิจัยออกมาว่า แอสไพรินมีผลข้างเคียงที่ส่งผลเสียกับร่างกาย ความนิยมจึงค่อยๆ ลดลง และหันไปใช้ยาพาราเซตามอลแทน


ชื่อทางการค้าของ Aspirin


ยาแอสไพรินชนิดเม็ด

ย้อนกลับไปเมื่อ 2,500 ปีก่อน ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีก ค้นพบว่าใบและเปลือกของต้นหลิว (Willow leaves and bark) สามารถลดไข้และแก้ปวดได้ ต่อมามีการเริ่มคิดค้นใหม่โดยนำสารซาลิซินมาสังเคราะห์เป็นกรดอเซติวซาลิไซลิก (Acetyl salicylic acid) และเรียกว่า แอสไพริน ภายหลังในปี ค.ศ. 1915 บริษัทไบเออร์ได้ผลิตเป็นรูปแบบผงออกวางจำหน่ายไปทั่วโลก นอกจากนี้ Aspinrin ยังมีชื่อทางการค้ายี่ห้ออื่น เช่น Bayer Aspirin, ALKA-SELTZER, Asatab, Cardiprin 100 mg


การออกฤทธิ์ของ Aspirin


แอสไพรินนอกจากมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาอาการอักเสบ อาการปวด และแก้ไข้ด้วยการยับยั้งกระบวนการผลิตสารพลอสตาแกลนดินแล้ว ยังมีกลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดโดยจะช่วยยับยั้ง Acetylating ซึ่งมีหน้าที่ทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดสมอง รวมถึงมีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตาย (Apoptosis) เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ทั้งนี้การป้องกันทั้งสองโรคนี้จะต้องทานแอสไพรินเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ทำให้แอสไพรินเกิดการใช้อย่างแพร่หลายทางการแพทย์


รูปแบบของยา Aspirin


แอสไพรินมีการผลิตออกมาใช้หลายรูปแบบ ทั้งแบบผง เม็ด และน้ำ แต่แอสไพรินไวต่อความร้อนและชื้นได้ง่าย จึงนิยมผลิตออกมาเป็นรูปแบบเม็ดโดยมีปริมาณบรรจุที่ 60-1,200 มิลลิกรัม ซึ่งรูปแบบเม็ดจะช่วยเลี่ยงการเสื่อมสลายของยาได้ดีกว่ารูปแบบอื่นๆ


ยา Aspirin ราคาเท่าไหร่?


จากการสำรวจราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวยา มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13-15 บาทต่อแผง


buy drug online on raksa app

วิธีการใช้ยา Aspirin และปริมาณที่เหมาะสม


ยาแอสไพรินสำหรับแก้ปวด ลดไข้

การใช้แอสไพรินสามารถแบ่งการรักษาออกตามขนาดของยา ดังนี้


  • สำหรับรักษาอาการปวด ลดไข้ ผู้ใหญ่ทาน 320-650 มิลลิกรัม ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง
  • สำหรับโรคข้อเสื่อม ผู้ใหญ่ทาน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแพทย์จะแบ่งโดสให้ทาน
  • สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ผู้ใหญ่ทาน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแพทย์จะแบ่งโดสให้ทานหรืออาจเพิ่มปริมาณในผู้ป่วยบางราย
  • สำหรับการรักษาการต้านเกล็ดเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากหลอดเลือดอุดตัน เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน ปริมาณที่รับประทาน 75-325 มิลลิกรัม ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

การทานยาแอสไพรินควรทานพร้อมอาหารเพื่อเลี่ยงไม่ให้ยาระคายเคืองกระเพาะอาหาร สำหรับยาเม็ดห้ามกัดหรือเคี้ยวให้เม็ดยาแตกหักก่อนกลืน


ข้อควรระวังในการใช้ยา Aspirin


ผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสห้ามทานแอสไพริน

  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Aspirin ได้
    • ต้องมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป หากต่ำกว่า 12 ปีจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เท่านั้น
    • ผู้ที่มีอาการปวด อักเสบ หรือเป็นไข้ ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Aspirin คือ

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Aspirin


ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแอสไพรินที่พบบ่อย เช่น


  • อาการวิงเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียดท้อง

ผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาแอสไพริน เช่น


  • อาการหอบหืดกำเริบรุนแรง
  • อาเจียน
  • ใบหน้าบวม คัดจมูก
  • หายใจขัด
  • ลมพิษ
  • บริเวณผิวหนังมีอาการช้ำเป็นจ้ำเลือด
  • มีเสียงในหู
  • มีแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรืออาจรุนแรงถึงขั้นกระเพาะอาหารทะลุ
  • อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นสีดำ

หากเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้แม้แต่อาการเดียวให้หยุดยาและไปพบแพทย์ทันที



ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Aspirin


ยาแอสไพรินไม่ควรใช้คู่กับนาพรอกเซน

  • ยาต้านอักเสบ ยาแก้ปวด เช่น Diclofenac, Ibuprofen, Naproxen เมื่อทานคู่กันอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร

  • Selective serotonin reuptake inhibitors – SSRI หรือยาต้านเศร้า เช่น Fluoxetine, Paroxetine, Sertraline เมื่อทานคู่กันอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเลือดออกได้

  • Warfarin (วาร์ฟาริน) เป็นยาลดการแข็งตัวของเลือด หากทานร่วมกับแอสไพรินจะไปลดประสิทธิภาพของยา Warfarin และเพิ่มโอกาสให้เกิดเลือดออก

  • Methotrexate (เมโธเทรกเซท) ยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เมื่อทานคู่กับยาแอสไพรินจะทำให้ยา Methotrexate กำจัดออกจากร่างกายยากขึ้น ทำให้ปริมาณยาในร่างกายสูงจนเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง

ใช้ยา Aspirin เกินขนาดควรทำอย่างไร?


ให้คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ใบหน้าบวม คัดจมูก หอบ หายใจขัด บริเวณผิวหนังมีอาการช้ำเป็นจ้ำเลือด มีเสียงในหู ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องอืด จุกเสียดท้อง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที


การเก็บรักษายา Aspirin


  • ปิดฝาบรรจุภัณฑ์ให้สนิท และบรรจุไว้ในภาชนะเดิม ไม่แนะนำให้เปลี่ยนภาชนะบรรจุยาใหม่
  • แนะนำให้แกะออกมาจากภาชนะต่อเมื่อจะรับประทานเท่านั้น
  • ไม่ควรให้ยาโดนแสงโดยตรง ระวังไม่ให้เกิดความชื้น และเก็บไว้ในอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • เก็บรักษาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยา Aspirin


1. แอสไพรินกัดกระเพาะจริงหรือไม่?


Aspirin มีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหารได้ หากมีการรับประทานเกินขนาด หรือทานเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือทานคู่กับกลุ่มยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน


2. Aspirin กับ Paracetamol ต่างกันอย่างไร?


เป็นกลุ่มยาแก้ปวด แก้อักเสบ ลดไข้เช่นเดียวกัน แต่ยา Paracetamol จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่สามารถซื้อได้เองทั่วไป ส่วนยา Aspirin เป็นยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จำเป็นต้องได้รับยาตามความดูแลของแพทย์


3. ทำไม Paracetamol จึงนิยมใช้เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ มากกว่า Aspirin?


เนื่องจากยา Paracetamol มีผลข้างเคียงน้อย เมื่อมีอาการปวด อักเสบ มีไข้สามารถทานได้เลยทันที ไม่เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทานร่วมกับยากลุ่มอื่นได้ด้วย


4. ยา Aspirin สามารถใช้ต่อเนื่องได้หรือไม่?


ยาแอสไพรินสามารถใช้ต่อเนื่องได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์


5. ยา Aspirin สามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้จริงหรือไม่?


Aspirin มีคุณสมบัติต้านการเกาะกลุ่มของเลือด จึงสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้เมื่อทานเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ในปริมาน 75-325 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งยาให้ตามความเหมาะสม




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

แอสไพริน (Aspirin)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ยาแอสไพริน สามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งลำไส้ได้ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นระยะเวลานาน โดยต้องมีแพทย์เป็นผู้สั่งยาและควบคุมเท่านั้น

  • ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส ภูมิแพ้ หอบหืด โลหิตจาง โรคกระเพาะ โรคเกาต์ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ รวมถึงหญิงที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร เพราะเป็นอันตรายอย่างมาก

  • หลังใช้ยาแอสไพรินแล้วมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ใบหน้าบวม หอบ หายใจขัด ลมพิษ มีเสียงในหู ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ให้งดใช้ยาในทันทีและต้องรีบเข้าพบแพทย์



Table of Contents
Aspirin คือยาอะไร?
ชื่อทางการค้าของ Aspirin
การออกฤทธิ์ของ Aspirin
รูปแบบของยา Aspirin
ยา Aspirin ราคาเท่าไหร่?
วิธีการใช้ยา Aspirin และปริมาณที่เหมาะสม
ข้อควรระวังในการใช้ยา Aspirin
ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Aspirin
ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Aspirin
ใช้ยา Aspirin เกินขนาดควรทำอย่างไร?
การเก็บรักษายา Aspirin
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยา Aspirin


Aspirin คือยาอะไร?


แอสไพริน (Aspirin) มีชื่อเต็มว่า Acetyl Salicylic Acid เป็นกลุ่มยา Salicylates ใช้สำหรับแก้ปวด ลดไข้ แก้อักเสบที่เราคุ้นเคยกันดี หากใช้ระยะยาวสามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งลำไส้ได้ด้วย ซึ่งเมื่อก่อนยาแอสไพรินเปรียบเป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมีเลยทีเดียว เนื่องจากหาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ให้ประสิทธิภาพในการแก้ปวด ลดไข้ได้รวดเร็ว แต่หลังจากนั้นได้มีผลวิจัยออกมาว่า แอสไพรินมีผลข้างเคียงที่ส่งผลเสียกับร่างกาย ความนิยมจึงค่อยๆ ลดลง และหันไปใช้ยาพาราเซตามอลแทน


ชื่อทางการค้าของ Aspirin


ยาแอสไพรินชนิดเม็ด

ย้อนกลับไปเมื่อ 2,500 ปีก่อน ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีก ค้นพบว่าใบและเปลือกของต้นหลิว (Willow leaves and bark) สามารถลดไข้และแก้ปวดได้ ต่อมามีการเริ่มคิดค้นใหม่โดยนำสารซาลิซินมาสังเคราะห์เป็นกรดอเซติวซาลิไซลิก (Acetyl salicylic acid) และเรียกว่า แอสไพริน ภายหลังในปี ค.ศ. 1915 บริษัทไบเออร์ได้ผลิตเป็นรูปแบบผงออกวางจำหน่ายไปทั่วโลก นอกจากนี้ Aspinrin ยังมีชื่อทางการค้ายี่ห้ออื่น เช่น Bayer Aspirin, ALKA-SELTZER, Asatab, Cardiprin 100 mg


การออกฤทธิ์ของ Aspirin


แอสไพรินนอกจากมีฤทธิ์ในการช่วยรักษาอาการอักเสบ อาการปวด และแก้ไข้ด้วยการยับยั้งกระบวนการผลิตสารพลอสตาแกลนดินแล้ว ยังมีกลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือ มีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดโดยจะช่วยยับยั้ง Acetylating ซึ่งมีหน้าที่ทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดสมอง รวมถึงมีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตาย (Apoptosis) เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ทั้งนี้การป้องกันทั้งสองโรคนี้จะต้องทานแอสไพรินเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ทำให้แอสไพรินเกิดการใช้อย่างแพร่หลายทางการแพทย์


รูปแบบของยา Aspirin


แอสไพรินมีการผลิตออกมาใช้หลายรูปแบบ ทั้งแบบผง เม็ด และน้ำ แต่แอสไพรินไวต่อความร้อนและชื้นได้ง่าย จึงนิยมผลิตออกมาเป็นรูปแบบเม็ดโดยมีปริมาณบรรจุที่ 60-1,200 มิลลิกรัม ซึ่งรูปแบบเม็ดจะช่วยเลี่ยงการเสื่อมสลายของยาได้ดีกว่ารูปแบบอื่นๆ


ยา Aspirin ราคาเท่าไหร่?


จากการสำรวจราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวยา มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13-15 บาทต่อแผง


buy drug online on raksa app

วิธีการใช้ยา Aspirin และปริมาณที่เหมาะสม


ยาแอสไพรินสำหรับแก้ปวด ลดไข้

การใช้แอสไพรินสามารถแบ่งการรักษาออกตามขนาดของยา ดังนี้


  • สำหรับรักษาอาการปวด ลดไข้ ผู้ใหญ่ทาน 320-650 มิลลิกรัม ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง
  • สำหรับโรคข้อเสื่อม ผู้ใหญ่ทาน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแพทย์จะแบ่งโดสให้ทาน
  • สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ผู้ใหญ่ทาน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแพทย์จะแบ่งโดสให้ทานหรืออาจเพิ่มปริมาณในผู้ป่วยบางราย
  • สำหรับการรักษาการต้านเกล็ดเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากหลอดเลือดอุดตัน เช่น เส้นเลือดหัวใจอุดตัน เส้นเลือดสมองอุดตัน ปริมาณที่รับประทาน 75-325 มิลลิกรัม ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

การทานยาแอสไพรินควรทานพร้อมอาหารเพื่อเลี่ยงไม่ให้ยาระคายเคืองกระเพาะอาหาร สำหรับยาเม็ดห้ามกัดหรือเคี้ยวให้เม็ดยาแตกหักก่อนกลืน


ข้อควรระวังในการใช้ยา Aspirin


ผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสห้ามทานแอสไพริน

  • ผู้ที่สามารถใช้ยา Aspirin ได้
    • ต้องมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป หากต่ำกว่า 12 ปีจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เท่านั้น
    • ผู้ที่มีอาการปวด อักเสบ หรือเป็นไข้ ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง

  • ผู้ที่ไม่ควรใช้ยา Aspirin คือ

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา Aspirin


ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแอสไพรินที่พบบ่อย เช่น


  • อาการวิงเวียนศีรษะ
  • คลื่นไส้
  • ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • อาหารไม่ย่อย ท้องอืด จุกเสียดท้อง

ผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาแอสไพริน เช่น


  • อาการหอบหืดกำเริบรุนแรง
  • อาเจียน
  • ใบหน้าบวม คัดจมูก
  • หายใจขัด
  • ลมพิษ
  • บริเวณผิวหนังมีอาการช้ำเป็นจ้ำเลือด
  • มีเสียงในหู
  • มีแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรืออาจรุนแรงถึงขั้นกระเพาะอาหารทะลุ
  • อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นสีดำ

หากเกิดผลข้างเคียงเหล่านี้แม้แต่อาการเดียวให้หยุดยาและไปพบแพทย์ทันที



ยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกับยา Aspirin


ยาแอสไพรินไม่ควรใช้คู่กับนาพรอกเซน

  • ยาต้านอักเสบ ยาแก้ปวด เช่น Diclofenac, Ibuprofen, Naproxen เมื่อทานคู่กันอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร

  • Selective serotonin reuptake inhibitors – SSRI หรือยาต้านเศร้า เช่น Fluoxetine, Paroxetine, Sertraline เมื่อทานคู่กันอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดเลือดออกได้

  • Warfarin (วาร์ฟาริน) เป็นยาลดการแข็งตัวของเลือด หากทานร่วมกับแอสไพรินจะไปลดประสิทธิภาพของยา Warfarin และเพิ่มโอกาสให้เกิดเลือดออก

  • Methotrexate (เมโธเทรกเซท) ยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เมื่อทานคู่กับยาแอสไพรินจะทำให้ยา Methotrexate กำจัดออกจากร่างกายยากขึ้น ทำให้ปริมาณยาในร่างกายสูงจนเสี่ยงเกิดผลข้างเคียง

ใช้ยา Aspirin เกินขนาดควรทำอย่างไร?


ให้คอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ใบหน้าบวม คัดจมูก หอบ หายใจขัด บริเวณผิวหนังมีอาการช้ำเป็นจ้ำเลือด มีเสียงในหู ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องอืด จุกเสียดท้อง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที


การเก็บรักษายา Aspirin


  • ปิดฝาบรรจุภัณฑ์ให้สนิท และบรรจุไว้ในภาชนะเดิม ไม่แนะนำให้เปลี่ยนภาชนะบรรจุยาใหม่
  • แนะนำให้แกะออกมาจากภาชนะต่อเมื่อจะรับประทานเท่านั้น
  • ไม่ควรให้ยาโดนแสงโดยตรง ระวังไม่ให้เกิดความชื้น และเก็บไว้ในอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส
  • เก็บรักษาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยา Aspirin


1. แอสไพรินกัดกระเพาะจริงหรือไม่?


Aspirin มีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหารได้ หากมีการรับประทานเกินขนาด หรือทานเป็นเวลานานติดต่อกันโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือทานคู่กับกลุ่มยาที่ไม่ควรใช้ร่วมกัน


2. Aspirin กับ Paracetamol ต่างกันอย่างไร?


เป็นกลุ่มยาแก้ปวด แก้อักเสบ ลดไข้เช่นเดียวกัน แต่ยา Paracetamol จัดเป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่สามารถซื้อได้เองทั่วไป ส่วนยา Aspirin เป็นยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จำเป็นต้องได้รับยาตามความดูแลของแพทย์


3. ทำไม Paracetamol จึงนิยมใช้เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ มากกว่า Aspirin?


เนื่องจากยา Paracetamol มีผลข้างเคียงน้อย เมื่อมีอาการปวด อักเสบ มีไข้สามารถทานได้เลยทันที ไม่เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และทานร่วมกับยากลุ่มอื่นได้ด้วย


4. ยา Aspirin สามารถใช้ต่อเนื่องได้หรือไม่?


ยาแอสไพรินสามารถใช้ต่อเนื่องได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และต้องอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์


5. ยา Aspirin สามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้จริงหรือไม่?


Aspirin มีคุณสมบัติต้านการเกาะกลุ่มของเลือด จึงสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้เมื่อทานเป็นระยะเวลานานติดต่อกัน ในปริมาน 75-325 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งยาให้ตามความเหมาะสม




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


ทีมเภสัชกรของ Raksa
ปรึกษาเภสัชกรผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล