MOBILE

ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ไส้ติ่งอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในช่วงอายุ 10-30 ปี เกิดจากการอุดตันไส้ติ่ง มีอุจจาระอุดตันในลำไส้ใหญ่หรือเนื้องอกบางชนิด จนทำให้ไส้ติ่งเกิดการติดเชื้อจนบวมและปวด หากปล่อยไว้นานไส้ติ่งอาจแตกได้

  • การรักษาไส้ติ่งแทบทุกเคสจะเป็นการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก มี 2 แบบ คือ การผ่าตัดแบบเปิด แผลประมาณ 3-10 ซม. และการผ่าตัดผ่านกล้อง แผลประมาณ 1-2 ซม. หากมีภาวะไส้ติ่งแตก แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดเปิดเพื่อให้สะดวกในการระบายหนองหรือของเหลวออกจากช่องท้องด้วย

  • วิธีป้องกันไส้ติ่งอักเสบยังไม่มีวิธีที่ชัดเจน แต่สามารถลดความเสี่ยงโดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันอาการท้องผูก และทำให้ระบบทางเดินอาหารมีสุขภาพดี



Table of Contents
ไส้ติ่งคืออะไร? อยู่บริเวณส่วนไหนของร่างกาย
ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร?
ชนิดของไส้ติ่งอักเสบ
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไส้ติ่งอักเสบ
อาการไส้ติ่งอักเสบ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ
การรักษาไส้ติ่งอักเสบ
การป้องกันไส้ติ่งอักเสบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไส้ติ่งอักเสบ


ไส้ติ่งคืออะไร? อยู่บริเวณส่วนไหนของร่างกาย


ไส้ติ่งอยู่บริเวณท้องขวาล่าง

ไส้ติ่ง (Appendix) คือ ติ่งขนาดเล็กที่ยื่นออกมาจากส่วนท้ายของลำไส้ใหญ โดยมีรูเชื่อมต่อกับลำไส้ใหญ่โดยตรง และมีความยาวได้ตั้งแต่ 2-20 เซนติเมตร ตำแหน่งของไส้ติ่งจะอยู่บริเวณด้านขวาล่างของช่องท้อง


หน้าที่ของไส้ติ่งยังไม่ทราบแน่ชัดนัก บางทฤษฎีบอกว่าไส้ติ่งเป็นที่เก็บแบคทีเรียดี ซึ่งใช้ในการฟื้นฟูสภาพในลำไส้หลังจากเกิดอาการท้องร่วง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่าไส้ติ่งไม่มีประโยชน์อะไร การผ่าตัดไส้ติ่งออกไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย


ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร?


ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) คืออาการอักเสบของไส้ติ่งซึ่งมีสาเหตุมาจากการอุดตันและติดเชื้อของไส้ติ่ง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไส้ติ่งอาจเกิดอักเสบหนักจนถึงขั้นไส้ติ่งแตกและแพร่เชื้อโรคในช่องท้อง จนเป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ไส้ติ่งอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะช่วงอายุ 10-30 ปี


ชนิดของไส้ติ่งอักเสบ


ไส้ติ่งอักเสบส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลัน

ไส้ติ่งอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่


  • ไส้ติ่งอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute appendicitis)

ไส้ติ่งอักเสบแบบเฉียบพลันสามารถพบได้บ่อยกว่าไส้ติ่งอักเสบแบบเรื้อรัง โดยจะเกิดอาการเจ็บบริเวณรอบสะดือ แล้วลามไปที่ท้องขวาล่างซึ่งเป็นตำแหน่งของไส่ติ่ง และอาการจะรุนแรงขึ้นใน 1-2 วัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดไส้ติ่งแตกและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อันตรายถึงชีวิตได้


  • ไส้ติ่งอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic appendicitis)

เป็นชนิดของไส้ติ่งอักเสบที่พบได้น้อยกว่า โดยมีอาการปวดบริเวณท้องขวาล่างหรือบริเวณรอบสะดือและลามไปที่ท้องขวาล่าง แต่เป็นอาการแบบไม่รุนแรง ไม่จำเพาะ มักจะเป็นๆ หายๆ สามารถมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือบางคนมีอาการนานเป็นปี นอกจากนี้อาจมีไข้ร่วมด้วย เป็นอาการที่ตรวจวินิจฉัยได้ยาก บางรายสามารถวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ต่อเมื่อมีอาการเฉียบพลันแล้ว


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไส้ติ่งอักเสบ


อาการไส้ติ่งอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อในไส้ติ่งมีการอุดตันจนนำไปสู่การติดเชื้อ สามารถเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิในระบบทางเดินอาหารก็ได้เช่นกัน สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบคือ มีอุจจาระอุดตันในลำไส้ใหญ่ รวมถึงเนื้องอกบางชนิด


เมื่อไส้ติ่งเกิดการอุดตันหรือติดเชื้อก็จะบวมขึ้นเป็นที่มาของอาการปวดท้องล่างขวา อาการบวมทำให้มีเลือดไปเลี้ยงไส้ติ่งน้อยลง เซลล์บริเวณนั้นก็จะเริ่มตายและนำไปสู่การเกิดไส้ติ่งแตก เมื่อไส้ติ่งแตกแล้วเชื้อแบคทีเรียหรืออุจจาระที่อุดตันอยู่จะกระจายเข้าสู่ช่องท้อง จนอาจทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ตามมา ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ป่วย


อาการไส้ติ่งอักเสบ


อาการเริ่มต้นของไส้ติ่งอักเสบ


ในช่วงแรกคนไข้อาจมีอาการคลื่นไส้ รู้สึกเบื่ออาหาร และเริ่มมีอาการปวดท้องที่บริเวณสะดือก่อนจะปวดที่ท้องด้านขวาล่าง (แต่บางรายก็อาจปวดที่บริเวณนี้ตั้งแต่ต้น) อาการจะเริ่มแย่ลง และรู้สึกเจ็บมากขึ้นหากมีการเคลื่อนไหว สัมผัสหน้าท้อง ไอ หรือจาม กินยาตามอาการแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น


ไส้ติ่งแตก


หากคนไข้มีอาการไส้ติ่งอักเสบและไม่ได้รับการรักษา ผนังไส้ติ่งอาจเริ่มเน่าและแตกได้ภายในเวลา 24-36 ชั่วโมง เป็นเหตุให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องขั้นรุนแรง เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคจนเป็นสาเหตุให้มีอาการแทรกซ้อนของภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายล้มเหลวได้ สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิต


นอกจากนี้หลังการผ่าตัดไส้ติ่งไปแล้วยังมีโอกาสเกิดฝีขึ้นภายในช่องท้อง เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู่กับเชื้อโรค จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเพื่อระบายฝีออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด การรักษานี้อาจกินเวลานานถึง 2 สัปดาห์


ไส้ติ่งอักเสบในเด็ก


เด็กที่เป็นไส้ติ่งอักเสบ

อาการไส้ติ่งอักเสบในเด็กจะสังเกตอาการได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กอาจสื่อสารได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้


  • เบื่ออาหาร ไม่ยอมกินนม
  • วิงเวียนศีรษะ อาเจียน
  • ร้องกวนจากอาการไม่สบายท้อง
  • ปวดท้องจนตัวงอ ท้องบวม
  • ถ่ายเหลว แต่มีอุจจาระน้อยแต่ปนออกมากับมูก
  • มีไข้ต่ำๆ

ไส้ติ่งอักเสบในหญิงตั้งครรภ์


ในขณะที่มดลูกขยายใหญ่ขึ้นตามอายุครรภ์ไส้ติ่งจะถูกมดลูกดันและบดบัง อาจเป็นสาเหตุให้มีอาการไส้ติ่งอักเสบได้ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งจะมีอาการทั่วไปของไส้ติ่งอักเสบ คือ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีอาการแน่นท้อง ปวดท้องด้านขวา มีไข้ จนกระทั่งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง


หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการในลักษณะดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะหากรอจนไส้ติ่งแตกจะทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ อันตรายถึงชีวิตของคุณแม่เองหรืออาจถึงขั้นแท้งบุตรได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการปวดบริเวณท้องด้านขวาเป็นเวลาติดต่อกันยาวนานถึง 6 ชั่วโมงหรือมีอาการรุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตก ไม่แนะนำให้พยายามกินยาเพื่อรักษาเอง เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยาอาจบดบังอาการของโรคอีกด้วย


consult doctor

การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ


  • ตรวจเลือด

เป็นการเจาะเลือดและนำไปตรวจดูปริมาณของเม็ดเลือดขาว หากมีจำนวนเม็ดเลือดขาวมากผิดปกติเป็นสัญญาณแสดงถึงภาวะการติดเชื้อ


  • ตรวจปัสสาวะ

ตรวจดูว่าอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นมาจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไม่ เพื่อจะได้ตัดโรคที่ไม่ใช่สาเหตุออก


  • ตรวจอัลตราซาวด์

การตรวจแบบอัลตราซาวด์เป็นการหาความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง และตรวจการไหลเวียนของเลือด


  • ตรวจด้วยเครื่อง CT SCAN หรือตรวจด้วยเครื่อง MRI

การตรวจด้วยเครื่องทั้งสองชนิดนี้เพื่อให้เห็นภาพที่ละเอียดมากขึ้นของอวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงกระดูก กล้ามเนื้อและไขมัน ส่วนหญิงตั้งครรภ์มักจะใช้การตรวจด้วยเครื่อง MRI


การรักษาไส้ติ่งอักเสบ


ส่วนใหญ่การรักษาไส้ติ่งอักเสบแทบทุกเคสจะเป็นการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก เพราะการเอาไส้ติ่งออกไม่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกายเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดไส้ติ่งแตก วิธีการรักษาไส้ติ่งอักเสบ ดังนี้


การรักษาไส้ติ่งอักเสบส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัด

การรักษาด้วยการผ่าตัด (Appendectomy)


หากบ่งชี้ได้แล้วว่าผู้ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ แพทย์จะทำการรักษาโดยการผ่าตัด มี 2 วิธีด้วยกัน คือ


  • การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบกับผู้ป่วย ก่อนที่แพทย์จะผ่าบริเวณช่องท้องขวาล่างและตัดไส้ติ่งออก วิธีนี้จะทำให้มีแผลขนาด 3-10 เซนติเมตร หากเป็นการผ่าตัดไส้ติ่งแตก แพทย์จะทำการใส่ท่อเพื่อระบายหนองหรือของเหลวในช่องท้องออก ใช้เวลา 2-3 วันหรือจนกว่าแพทย์จะวินิจฉัยว่าอาการอักเสบดีขึ้นแล้ว

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic or Keyhole surgery) เป็นการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบโดยการใส่เครื่องมือแพทย์และกล้องขนาดเล็กเข้าไปภายในช่องท้องแบบไม่ต้องผ่าเปิด วิธีนี้แพทย์จะให้ยาสลบก่อนทำการผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 1-2 เซนติเมตร แต่หากมีอาการไส้ติ่งแตกแพทย์อาจเปลี่ยนไปเป็นการผ่าตัดแบบเปิดแทน

การรักษาด้วยยา


การรักษาด้วยยาส่วนใหญ่จะเป็นการให้ยาแก้ปวด แต่ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดไส้ติ่งแตกแพทย์จะทำการสั่งยาปฏิชีวนะให้ด้วย


ระยะเวลาในการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดขึ้นอยู่กับแต่ละคน โดยส่วนใหญ่การผ่าตัดผ่านกล้องจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าแบบเปิดแผล หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ส่วนการผ่าตัดที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งแตก การผ่าตัดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ อาจใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อย 1 สัปดาห์


buy drug online on raksa app

การป้องกันไส้ติ่งอักเสบ


ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดเรื่องวิธีการป้องกันไส้ติ่งอักเสบ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดไส้ติ่งอักเสบได้โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายมีสุขภาพดี รวมถึงลดการเกิดอาการท้องผูกหรือภาวะอุจจาระอุดตัน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไส้ติ่งอักเสบ


1. ไส้ติ่งอักเสบปวดท้องข้างไหน?


อาการไส้ติ่งอักเสบ มักจะปวดท้องด้านขวาล่างซึ่งเป็นตำแหน่งของไส้ติ่ง หรือในบางคนจะเริ่มปวดบริเวณรอบสะดือก่อนจะลามไปปวดที่ท้องขวาล่าง


2. ไส้ติ่งอักเสบหายเองได้ไหม?


กรณีที่ไส้ติ่งอักเสบแล้วจะหายเองเกิดขึ้นได้แต่พบน้อยมาก และส่วนใหญ่ผู้ที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบมักจะเป็นไส้ติ่งอักเสบชนิดเฉียบพลัน ซึ่งอาการจะรุนแรงขึ้นใน 1-2 วัน จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตก


3. ไส้ติ่งอักเสบไม่ผ่าได้ไหม?


หากเป็นไส้สิ่งอักเสบและมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางเดียวที่รักษาได้คือการเข้ารับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอาการไส้ติ่งแตกจนอาจนำไปสู่การติดเชื้อในเยื่อบุช่องท้อง


4. ปวดไส้ติ่งกี่วันหาย?


อาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันจะเกิดอาการปวดท้องติดต่อกัน 6 ชั่วโมงขึ้นไป อาการจะไม่ดีขึ้นหากไม่เข้ารับการรักษา ส่วนอาการไส้ติ่งอักเสบเรื้อรังจะมีอาการปวดๆ หายๆ ติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี ช่วงที่หายปวดอาจทำให้ผู้ป่วยคิดว่าอาการดีขึ้นแต่อาการจะกลับมาเป็นอีก สามารถตรวจวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ก็ต่อเมื่อมีอาการแบบเฉียบพลันแล้ว


5. กินอะไรถึงเป็นไส้ติ่งอักเสบ?


จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบมักจะมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดไส้ติ่งอักเสบได้




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์

นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ (GP)
คลินิคส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล


ผู้เขียน
Raksa Content Team

ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)

✅ บทความนี้ได้รับการตรวจสอบแล้ว


KEY POINTS:


  • ไส้ติ่งอักเสบ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในช่วงอายุ 10-30 ปี เกิดจากการอุดตันไส้ติ่ง มีอุจจาระอุดตันในลำไส้ใหญ่หรือเนื้องอกบางชนิด จนทำให้ไส้ติ่งเกิดการติดเชื้อจนบวมและปวด หากปล่อยไว้นานไส้ติ่งอาจแตกได้

  • การรักษาไส้ติ่งแทบทุกเคสจะเป็นการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก มี 2 แบบ คือ การผ่าตัดแบบเปิด แผลประมาณ 3-10 ซม. และการผ่าตัดผ่านกล้อง แผลประมาณ 1-2 ซม. หากมีภาวะไส้ติ่งแตก แพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดเปิดเพื่อให้สะดวกในการระบายหนองหรือของเหลวออกจากช่องท้องด้วย

  • วิธีป้องกันไส้ติ่งอักเสบยังไม่มีวิธีที่ชัดเจน แต่สามารถลดความเสี่ยงโดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก ป้องกันอาการท้องผูก และทำให้ระบบทางเดินอาหารมีสุขภาพดี



Table of Contents
ไส้ติ่งคืออะไร? อยู่บริเวณส่วนไหนของร่างกาย
ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร?
ชนิดของไส้ติ่งอักเสบ
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไส้ติ่งอักเสบ
อาการไส้ติ่งอักเสบ
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ
การรักษาไส้ติ่งอักเสบ
การป้องกันไส้ติ่งอักเสบ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไส้ติ่งอักเสบ


ไส้ติ่งคืออะไร? อยู่บริเวณส่วนไหนของร่างกาย


ไส้ติ่งอยู่บริเวณท้องขวาล่าง

ไส้ติ่ง (Appendix) คือ ติ่งขนาดเล็กที่ยื่นออกมาจากส่วนท้ายของลำไส้ใหญ โดยมีรูเชื่อมต่อกับลำไส้ใหญ่โดยตรง และมีความยาวได้ตั้งแต่ 2-20 เซนติเมตร ตำแหน่งของไส้ติ่งจะอยู่บริเวณด้านขวาล่างของช่องท้อง


หน้าที่ของไส้ติ่งยังไม่ทราบแน่ชัดนัก บางทฤษฎีบอกว่าไส้ติ่งเป็นที่เก็บแบคทีเรียดี ซึ่งใช้ในการฟื้นฟูสภาพในลำไส้หลังจากเกิดอาการท้องร่วง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่าไส้ติ่งไม่มีประโยชน์อะไร การผ่าตัดไส้ติ่งออกไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย


ไส้ติ่งอักเสบคืออะไร?


ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) คืออาการอักเสบของไส้ติ่งซึ่งมีสาเหตุมาจากการอุดตันและติดเชื้อของไส้ติ่ง ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไส้ติ่งอาจเกิดอักเสบหนักจนถึงขั้นไส้ติ่งแตกและแพร่เชื้อโรคในช่องท้อง จนเป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต ไส้ติ่งอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะช่วงอายุ 10-30 ปี


ชนิดของไส้ติ่งอักเสบ


ไส้ติ่งอักเสบส่วนใหญ่เป็นแบบเฉียบพลัน

ไส้ติ่งอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้แก่


  • ไส้ติ่งอักเสบแบบเฉียบพลัน (Acute appendicitis)

ไส้ติ่งอักเสบแบบเฉียบพลันสามารถพบได้บ่อยกว่าไส้ติ่งอักเสบแบบเรื้อรัง โดยจะเกิดอาการเจ็บบริเวณรอบสะดือ แล้วลามไปที่ท้องขวาล่างซึ่งเป็นตำแหน่งของไส่ติ่ง และอาการจะรุนแรงขึ้นใน 1-2 วัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดไส้ติ่งแตกและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อันตรายถึงชีวิตได้


  • ไส้ติ่งอักเสบแบบเรื้อรัง (Chronic appendicitis)

เป็นชนิดของไส้ติ่งอักเสบที่พบได้น้อยกว่า โดยมีอาการปวดบริเวณท้องขวาล่างหรือบริเวณรอบสะดือและลามไปที่ท้องขวาล่าง แต่เป็นอาการแบบไม่รุนแรง ไม่จำเพาะ มักจะเป็นๆ หายๆ สามารถมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรือบางคนมีอาการนานเป็นปี นอกจากนี้อาจมีไข้ร่วมด้วย เป็นอาการที่ตรวจวินิจฉัยได้ยาก บางรายสามารถวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบก็ต่อเมื่อมีอาการเฉียบพลันแล้ว


สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไส้ติ่งอักเสบ


อาการไส้ติ่งอักเสบจะเกิดขึ้นเมื่อในไส้ติ่งมีการอุดตันจนนำไปสู่การติดเชื้อ สามารถเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือพยาธิในระบบทางเดินอาหารก็ได้เช่นกัน สาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบคือ มีอุจจาระอุดตันในลำไส้ใหญ่ รวมถึงเนื้องอกบางชนิด


เมื่อไส้ติ่งเกิดการอุดตันหรือติดเชื้อก็จะบวมขึ้นเป็นที่มาของอาการปวดท้องล่างขวา อาการบวมทำให้มีเลือดไปเลี้ยงไส้ติ่งน้อยลง เซลล์บริเวณนั้นก็จะเริ่มตายและนำไปสู่การเกิดไส้ติ่งแตก เมื่อไส้ติ่งแตกแล้วเชื้อแบคทีเรียหรืออุจจาระที่อุดตันอยู่จะกระจายเข้าสู่ช่องท้อง จนอาจทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ตามมา ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ป่วย


อาการไส้ติ่งอักเสบ


อาการเริ่มต้นของไส้ติ่งอักเสบ


ในช่วงแรกคนไข้อาจมีอาการคลื่นไส้ รู้สึกเบื่ออาหาร และเริ่มมีอาการปวดท้องที่บริเวณสะดือก่อนจะปวดที่ท้องด้านขวาล่าง (แต่บางรายก็อาจปวดที่บริเวณนี้ตั้งแต่ต้น) อาการจะเริ่มแย่ลง และรู้สึกเจ็บมากขึ้นหากมีการเคลื่อนไหว สัมผัสหน้าท้อง ไอ หรือจาม กินยาตามอาการแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้น


ไส้ติ่งแตก


หากคนไข้มีอาการไส้ติ่งอักเสบและไม่ได้รับการรักษา ผนังไส้ติ่งอาจเริ่มเน่าและแตกได้ภายในเวลา 24-36 ชั่วโมง เป็นเหตุให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องขั้นรุนแรง เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคจนเป็นสาเหตุให้มีอาการแทรกซ้อนของภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายล้มเหลวได้ สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิต


นอกจากนี้หลังการผ่าตัดไส้ติ่งไปแล้วยังมีโอกาสเกิดฝีขึ้นภายในช่องท้อง เป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต่อสู่กับเชื้อโรค จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเพื่อระบายฝีออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด การรักษานี้อาจกินเวลานานถึง 2 สัปดาห์


ไส้ติ่งอักเสบในเด็ก


เด็กที่เป็นไส้ติ่งอักเสบ

อาการไส้ติ่งอักเสบในเด็กจะสังเกตอาการได้ยากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กอาจสื่อสารได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้


  • เบื่ออาหาร ไม่ยอมกินนม
  • วิงเวียนศีรษะ อาเจียน
  • ร้องกวนจากอาการไม่สบายท้อง
  • ปวดท้องจนตัวงอ ท้องบวม
  • ถ่ายเหลว แต่มีอุจจาระน้อยแต่ปนออกมากับมูก
  • มีไข้ต่ำๆ

ไส้ติ่งอักเสบในหญิงตั้งครรภ์


ในขณะที่มดลูกขยายใหญ่ขึ้นตามอายุครรภ์ไส้ติ่งจะถูกมดลูกดันและบดบัง อาจเป็นสาเหตุให้มีอาการไส้ติ่งอักเสบได้ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งจะมีอาการทั่วไปของไส้ติ่งอักเสบ คือ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีอาการแน่นท้อง ปวดท้องด้านขวา มีไข้ จนกระทั่งมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง


หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการในลักษณะดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะหากรอจนไส้ติ่งแตกจะทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ อันตรายถึงชีวิตของคุณแม่เองหรืออาจถึงขั้นแท้งบุตรได้


อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์


หากมีอาการปวดบริเวณท้องด้านขวาเป็นเวลาติดต่อกันยาวนานถึง 6 ชั่วโมงหรือมีอาการรุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตก ไม่แนะนำให้พยายามกินยาเพื่อรักษาเอง เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยาอาจบดบังอาการของโรคอีกด้วย


consult doctor

การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบ


  • ตรวจเลือด

เป็นการเจาะเลือดและนำไปตรวจดูปริมาณของเม็ดเลือดขาว หากมีจำนวนเม็ดเลือดขาวมากผิดปกติเป็นสัญญาณแสดงถึงภาวะการติดเชื้อ


  • ตรวจปัสสาวะ

ตรวจดูว่าอาการปวดท้องที่เกิดขึ้นมาจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไม่ เพื่อจะได้ตัดโรคที่ไม่ใช่สาเหตุออก


  • ตรวจอัลตราซาวด์

การตรวจแบบอัลตราซาวด์เป็นการหาความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง และตรวจการไหลเวียนของเลือด


  • ตรวจด้วยเครื่อง CT SCAN หรือตรวจด้วยเครื่อง MRI

การตรวจด้วยเครื่องทั้งสองชนิดนี้เพื่อให้เห็นภาพที่ละเอียดมากขึ้นของอวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงกระดูก กล้ามเนื้อและไขมัน ส่วนหญิงตั้งครรภ์มักจะใช้การตรวจด้วยเครื่อง MRI


การรักษาไส้ติ่งอักเสบ


ส่วนใหญ่การรักษาไส้ติ่งอักเสบแทบทุกเคสจะเป็นการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออก เพราะการเอาไส้ติ่งออกไม่ส่งผลต่อการทำงานของร่างกายเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเกิดไส้ติ่งแตก วิธีการรักษาไส้ติ่งอักเสบ ดังนี้


การรักษาไส้ติ่งอักเสบส่วนใหญ่เป็นการผ่าตัด

การรักษาด้วยการผ่าตัด (Appendectomy)


หากบ่งชี้ได้แล้วว่าผู้ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ แพทย์จะทำการรักษาโดยการผ่าตัด มี 2 วิธีด้วยกัน คือ


  • การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบกับผู้ป่วย ก่อนที่แพทย์จะผ่าบริเวณช่องท้องขวาล่างและตัดไส้ติ่งออก วิธีนี้จะทำให้มีแผลขนาด 3-10 เซนติเมตร หากเป็นการผ่าตัดไส้ติ่งแตก แพทย์จะทำการใส่ท่อเพื่อระบายหนองหรือของเหลวในช่องท้องออก ใช้เวลา 2-3 วันหรือจนกว่าแพทย์จะวินิจฉัยว่าอาการอักเสบดีขึ้นแล้ว

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic or Keyhole surgery) เป็นการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบโดยการใส่เครื่องมือแพทย์และกล้องขนาดเล็กเข้าไปภายในช่องท้องแบบไม่ต้องผ่าเปิด วิธีนี้แพทย์จะให้ยาสลบก่อนทำการผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 1-2 เซนติเมตร แต่หากมีอาการไส้ติ่งแตกแพทย์อาจเปลี่ยนไปเป็นการผ่าตัดแบบเปิดแทน

การรักษาด้วยยา


การรักษาด้วยยาส่วนใหญ่จะเป็นการให้ยาแก้ปวด แต่ในผู้ป่วยที่ผ่าตัดไส้ติ่งแตกแพทย์จะทำการสั่งยาปฏิชีวนะให้ด้วย


ระยะเวลาในการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดขึ้นอยู่กับแต่ละคน โดยส่วนใหญ่การผ่าตัดผ่านกล้องจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าแบบเปิดแผล หรือภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ส่วนการผ่าตัดที่ซับซ้อน เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งแตก การผ่าตัดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ อาจใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อย 1 สัปดาห์


buy drug online on raksa app

การป้องกันไส้ติ่งอักเสบ


ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดเรื่องวิธีการป้องกันไส้ติ่งอักเสบ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดไส้ติ่งอักเสบได้โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่ายมีสุขภาพดี รวมถึงลดการเกิดอาการท้องผูกหรือภาวะอุจจาระอุดตัน


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไส้ติ่งอักเสบ


1. ไส้ติ่งอักเสบปวดท้องข้างไหน?


อาการไส้ติ่งอักเสบ มักจะปวดท้องด้านขวาล่างซึ่งเป็นตำแหน่งของไส้ติ่ง หรือในบางคนจะเริ่มปวดบริเวณรอบสะดือก่อนจะลามไปปวดที่ท้องขวาล่าง


2. ไส้ติ่งอักเสบหายเองได้ไหม?


กรณีที่ไส้ติ่งอักเสบแล้วจะหายเองเกิดขึ้นได้แต่พบน้อยมาก และส่วนใหญ่ผู้ที่มีอาการไส้ติ่งอักเสบมักจะเป็นไส้ติ่งอักเสบชนิดเฉียบพลัน ซึ่งอาการจะรุนแรงขึ้นใน 1-2 วัน จึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรักษา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตก


3. ไส้ติ่งอักเสบไม่ผ่าได้ไหม?


หากเป็นไส้สิ่งอักเสบและมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางเดียวที่รักษาได้คือการเข้ารับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดอาการไส้ติ่งแตกจนอาจนำไปสู่การติดเชื้อในเยื่อบุช่องท้อง


4. ปวดไส้ติ่งกี่วันหาย?


อาการไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันจะเกิดอาการปวดท้องติดต่อกัน 6 ชั่วโมงขึ้นไป อาการจะไม่ดีขึ้นหากไม่เข้ารับการรักษา ส่วนอาการไส้ติ่งอักเสบเรื้อรังจะมีอาการปวดๆ หายๆ ติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี ช่วงที่หายปวดอาจทำให้ผู้ป่วยคิดว่าอาการดีขึ้นแต่อาการจะกลับมาเป็นอีก สามารถตรวจวินิจฉัยว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบได้ก็ต่อเมื่อมีอาการแบบเฉียบพลันแล้ว


5. กินอะไรถึงเป็นไส้ติ่งอักเสบ?


จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบมักจะมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดไส้ติ่งอักเสบได้




✅ ตรวจสอบข้อมูลโดย


นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์

นพ. ปองคุณ อารยะทรงศักดิ์ (GP)
คลินิคส่วนตัว
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปรึกษาคุณหมอผ่านแอป Raksa




แหล่งข้อมูล